“ท่านผู้นำตระกูล นักเรียนเกรด A ห้าตัว!”ไม่ใช่แค่เขาที่รู้ตัว คนอื่นๆ ก็รู้ตัวเช่นกันแต่ส่วนสำคัญที่สุดของวันนี้ไม่ได้อยู่ที่พวกเขา พวกเขาเป็แค่ตัวประกอบเท่านั้น เพราะหัวใจหลักที่แท้จริงคือนักเรียนของปีการศึกษานี้!โดยเฉพาะนักเรียนที่โดดเด่นเช่นนี้!
“ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด!” ด้านหลัง มีหญิงสาวอายุราวยี่สิบกว่าๆตาเฉี่ยวน่าเกรงขาม “ข้อมูลจำพวกระดับปฏิกิริยาตอบสนองต่อพลังปราณและทักษะการปรับตัว! แล้วก็ระบบของเทียนเต้าน่าจะมีข้อมูลของเขาั้แ่เข้าเรียนรีบสรุปมาให้ฉันเดี๋ยวนี้!”
“ปักๆๆ...” เสียงเคาะแป้นพิมพ์ดังเป็เสียงเดียวกัน ดวงตาทุกคนล้วนคุวาวขึ้นมา
“ก่อนหน้านี้หลัวซานเฟิงจองนครเจาผิงได้เกรด A สามตัวเกรด B สองตัว แล้วคนนี้เป็ใครกัน? ได้A ห้าตัวเลยเหรอ?” “ผลประเมินสูงขนาดนี้เลยเหรอ?”“พระเ้า... คนๆนี้ถือว่าเป็ผู้ท้าชิงอันดับหนึ่งที่ร้ายกาจทีเดียว!” “ เหอะๆอย่าเพิ่งลืมคนจากนครเทียนเฟิงคนนั้นสิ เขาก็ได้เกรด A สี่ตัวเหมือนกันแต่ปฏิกิริยาตอบสนองด้อยกว่าอยู่หน่อยแต่ก็เป็ผู้ท้าชิงอันดับหนึ่งที่มีความสามารถเช่นกัน!”“สวีซูซูจากนครเฟิงอี้ก็ได้เกรด A สี่ตัวเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?มีเกรด C โผล่มาหนึ่งตัวผลประเมินจากโรงเรียนสาขาย่อยก็สูงจนน่าใเหมือนกัน!”“มาตรฐานของปีการศึกษานี้สูงใช้ได้... ล้วนเป็เหล่าต้นกล้าที่ดีทั้งนั้นไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคนไหนจะเห็นหัวตระกูลจางจากนครเฟิงอี้ของพวกเราบ้าง”
ในขณะเดียวกัน บรรยากาศของชั้นที่นั่งสูงสุดกลับแตกต่างจากความครึกครื้นด้านล่างอย่างสิ้นเชิงดวงตาสามคู่กำลังจ้องมองสวีหยางอี้ที่ปรากฏตัวขึ้นมาเป็สายตาเดียวกัน
“เป็นายนี่เอง!” ติงเซียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือกดวงตาพลันฉายแววอยากได้อยากครองออกมาเด่นชัด “ฉันถึงกับยื่นขอใช้สิทธิพิเศษ...ไอ้น้องชาย ครั้งนี้นายคิดว่าจะหนีไปไหนพ้น?”
“นักเรียนเกรด A ห้าตัว...” ฝูหรงที่อยู่ข้างๆเธอเม้มปาก ดวงตาวาวประกาย “ถึงแม้ในสายตาของรุ่นพี่ขั้นจู้จีขั้นเลี่ยนชี่อย่างพวกเราคงเป็ได้แค่หมาตัวหนึ่ง แต่ว่านายในฐานะนักเรียนในฐานะต้นกล้า ก็ถือว่าเป็คนที่โดดเด่นล้ำเลิศเลยทีเดียว...”
“โดดเด่น... เสียจนทำให้สาขาย่อยของอวี้หลินเว่ยเล็งแล้วเล็งอีก...”
ทั้งสองคนละสายตาออกมา แต่มิวายหันมาสบตากัน และผละออกจากกันเงียบๆ
ทุกอย่างเบื้องหน้าสายตาไม่ทำให้สวีหยางอี้มีวี่แววตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขายังคงใส่ชุดลายพรางและรองเท้าคอมแบทอยู่เหมือนเดิมแต่ดูเหมือนเขาจะสะกดไอสังหารลง ทำตัวสงบนิ่งเหมือนคนปกติ และค่อยๆ เดินขึ้นสังเวียนไป
ณ ที่แห่งนั้นมีเงาร่างของคนหลายสิบคนยื่นอยู่ ซึ่งก็คือนักเรียนร่วมรุ่น
สายตาของทุกคนจ้องมองไปที่พวกเขาพวกเขาคือดวงตะวันที่เฉิดฉายในวันนี้และเป็จุดสนใจของผู้ฝึกตนทุกคน
เขาะโเบาๆ ขึ้นไปบนสังเวียน
เป็คนสุดท้าย
เขายังไม่เข้าไปในแถว ทว่ากลับใช้สายตาไล่มองหน้าทั้งสิบสามคนของแถวแรก
เป็พวกเขา...
ตนใกล้จะบรรลุแล้วแท้ๆ แต่กลับถูกใครบางคนขัดขว้าง... ทั้งๆที่เป็การเลื่อนขั้นครั้งแรก เป็การทดลองครั้งแรก ทั้งหมดเป็เพราะพวกเขา
สวีหยางอี้กวาดมองทุกคนด้วยสายตาประดุจคมมีดโดยไม่สนใจสายตาของพวกเขาแม้แต่น้อย
ณ มุมๆ หนึ่งบนสังเวียนหญิงสาวผมยาวสยายคนหนึ่งกำลังเหม่อมองสวีหยางอี้อยู่อย่างใจลอย
เธอไม่นับว่าสวยมาก ดวงตาไม่ค่อยโต สีผิวไม่ค่อยขาว ริมฝีปากไม่ค่อยแดงรูปร่างไม่ค่อยอวบอั๋นแต่บนตัวเธอกลับมีรังสีสะกดสายตาบางอย่างที่ไม่อาจมองผ่านได้ราวกับมองดูเธอแล้วทำให้จิตใจสงบลง
เธอแต่งตัวสบายๆ คนอื่นมองไปก็รู้สึกสบายตามไม่ต่างจากหญิงสาวแฟชั่นที่เห็นได้ตามท้องถนนเพียงแต่เธอไม่ได้แต่งตัววาบหวิวอะไรมาก แค่รู้สึกสบายกับสไตล์แบบนี้ก็เท่านั้น
“หยุดคิดได้แล้ว... หลิงตาง” ผู้ชายอายุสี่สิบกว่าปีที่อยู่ข้างๆตบไหล่เธอพลางถอนหายใจ “ถึงแม้พวกเราจะเป็แค่นักปรุงยาแต่ตระกูลโจวก็เป็ตระกูลที่เชี่ยวชาญด้านการหลอมยาเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาสองร้อยปีทว่า... หลังจากมีอินเตอร์เน็ตทั่วหวาซย่า กิจการของพวกเราก็แย่ลงทุกวัน นักปรุงยา90% เป็คนของตู้มหาสมบัติ คนในตระกูลของพวกเราตอนนี้มีแค่สิบกว่าคนขนาดกิจการใหญ่ๆ ของคนธรรมดายังไม่ยอมร่วมงานกับพวกเราแล้วประสาอะไรกับนักเรียนระดับเกรด A ห้าตัวแบบนี้...”
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางส่ายหน้า“ตระกูลโจวของพวกเราไม่มีสิทธิ์หวังเกินตัว ฉันกล้าเดิมพันเลยพวกจระเข้ตัวใหญ่แห่งโลกผู้ฝึกตนของหวาซย่าอย่างตู้มหาสมบัติ อวี้หลินเว่ยและ CSIBจะต้องชักจูงคนไว้ั้แ่เนิ่นๆ แล้ว...”
“ฉันรู้” น้ำเสียงของหลิงตางเหมือนกับบุคลิกของเธอ เรียบนิ่งสบายๆเธอเอ่ยขึ้นเสียงขรึม “ฉัน... ก็แค่รู้สึกแปลกๆ กับท่าทีของเขา ฉันคิดว่า... คนๆนี้น่ากลัวมาก...”
“ต้องน่ากลัวอยู่แล้ว” ผู้ชายพูดขึ้นอย่างละเหี่ยใจ“ก็เขาเป็ถึงนักเรียนที่ได้เกรด A ห้าตัว ตบะสูงสุดของตระกูลโจวก็แค่ขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางเกรงว่าคุณปู่ของเธอก็คงไม่ใช่คู่ต่อของเขา...”
“ฉันไม่ได้หมายความแบบนี้” หลิงตางส่ายหน้า ตัวสั่นระริกอย่างห้ามไม่อยู่“จริงๆ... น่ากลัวมาก... เหมือนพวกอสุรกายเก็บกด...”
สวีหยางอี้ยืนอยู่ด้านหน้าอันดับหนึ่งทุกคนกวาดมองหนึ่งรอบแต่ก็ไม่พูดอะไร จากนั้นก็เดินไปตำแหน่งตัวเองอย่างเงียบๆ
สายตาเวทนาหลายคู่มองมาบนตัวเขา เพราะเมื่อวานทุกคนล้วนออกมาข้างนอกแต่ไม่เห็นเขาดังนั้นพวกเขาจึงรู้ว่าคนที่ทำการบรรลุตบะเป็ใคร
เพียงแต่สายตาอันเวทนาเหล่านี้กลับเจือแววมีความสุขบนความทุกข์คนอื่น
วิธีที่จะทำตนให้แข็งแกร่ง ไม่เพียงแต่ต้องทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นแต่การที่คนอื่นอ่อนแอลง ก็เป็การขับให้ตัวเองดูแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน
“ไอ้โง่” วัยรุ่นใบหน้าตกกระคนหนึ่งเป่าหมากฝรั่งเป็ลูกโป่งจนแตกก่อนม้วนลิ้นเข้าไปในปาก “ทำท่าอย่างกับแม่ตาย ทำให้ใครดูไม่ทราบ?”
“เขาบรรลุตบะล้มเหลว นายยังจะให้แม่เขาตายอีกเหรอ?” วัยรุ่นคนข้างๆหัวเราะเยาะขึ้นเช่นกัน
แล้วอยู่ๆ ใน่เวลานี้ ทั่วทั้งสังเวียนก็เงียบสงัดลง
ไม่ใช่ทุกคนหุบปากไม่พูดจา ทุกคนกำลังพูดอยู่ต่างหาก แต่เสียงพูดกลับหายไป
เหมือนเทพลงมาจติ และสุรเสียงพลันหายไป
ผู้คนที่กำลังพูดคุยกันอยู่ต่างรู้สึกผิดปกติขึ้นมาทันทีแต่ก็ไม่ตื่นตระหนกในทางตรงกันข้ามพวกเขากลับหุบปากลงราวกับกำลังเฝ้ารออะไรบางอย่าง
ขณะนั้น ทั่วสารทิศเงียบสงัดลงไร้ซึ่งเสียงลมแ่ประหนึ่งผิวน้ำทะเลก่อน่พายุพัดกระหน่ำ เงียบกริบเสียจนน่าใ
“พรึบ...” วินาทีถัดมา วิหคเพลิงตัวเล็กเท่าฝ่ามือก็บินลอยมาจากที่ใดที่หนึ่ง
มันเคลื่อนที่วิบไหว เมื่อเทียบกับสังเวียนอันใหญ่โตแล้วมันตัวเล็กจนแทบมองไม่เห็น แต่ว่าในตอนนี้ ผู้ฝึกตนที่ประสาทััไวต่อพลังปราณนับหมื่นต่างจ้องมองไปที่วิหคตัวเล็กพวกนั้นด้วยแววตาอันร้อนระอุ
“พี่สาว นี่มัน...” ณ มุมๆ หนึ่ง วัยรุ่นคนหนึ่งมองผู้หญิงที่อยู่ข้างๆพลางเอ่ยถาม
ผู้หญิงถลึงตาใส่เขา ส่งสายตาบอกเขาเป็เชิงให้หุบปาก จากนั้นก็หันไปมองวิหคตัวเล็กตัวนั้น
เธอกำหมัดทั้งสองข้างแน่นอย่างไม่มีใครสังเกตเห็นใบหน้าพลันแดงเรื่อขึ้นมาอย่างผิดปกติราวกับแฟนคลับที่กำลังเฝ้ารอดาราคนโปรดของตน
ชั่วพริบตา วิหคตัวเล็กตัวนั้นก็แยกร่างจากหนึ่งเป็สอง จากสองเป็สามจากสามเป็เรื่อยๆ นับไม่ถ้วน! เพียงเสี้ยววินาทีก็ปกคลุมไปทั่วบริเวณ!กลายเป็วงล้อวิหกเพลิงยาวสามสิบกว่าเมตร!
สะกดสายตาผู้คนทั้งสนาม!
“ฟู่!” อุณหภูมิทั่วทั้งสนามพุ่งสูงขึ้น วิหคเพลิงนับหมื่นตัวสะท้อนเงาสีแดงฉานบนม่านตาทุกคนพร้อมกับปลุกความเร่าร้อนของทุกคนขึ้นมา ทันใดนั้นเสียงะโกรีดร้องก็ะเิขึ้นทันที!
“จู้จี... นี่มันรุ่นพี่ขั้นจู้จี! นี่มันรุ่นพี่ขั้นจู้จี!”
ความเงียบสงัดก่อนหน้านี้หายไปั้แ่ตอนไหนไม่รู้เสียงะโกรีดร้องจากความตื่นเต้น ชื่นชอบ และคลั่งไคล้เสียดแหลมเสียจนระคายโสตดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งสนามทันที!
“ขั้นจู้จี้! นี่เป็พลังของขั้นจู้จี!”“ไม่คิดว่าปีนี้จะมีรุ่นพี่ขั้นจู้จีมาร่วมงานด้วย!” “พระเ้า...นี่เป็ครั้งแรกที่ฉันเจอผู้ฝึกตนขั้นจู้จี! เป็รุ่นพี่ขั้นจู้จีคนไหนกันนะ!”
เสียงะโตื่นเต้นจากหลายปากดังขึ้นอีกระลอกดั่งคลื่นสูง!
แต่วินาทีต่อมาก็เงียบสงัดลงฉับพลัน เงียบกริบลงอย่างพร้อมเพรียง
โดยปกติแล้ว ผู้ฝึกตนขึ้นจู้จีเป็คนที่หาพบยากมีผู้ฝึกตนมากมายที่ตายไปโดยไม่มีโอกาสได้พบผู้ฝึกตนขั้นจู้จีเลยดังนั้นแววตาของผู้คนทั่วทั้งสนามจึงเต็มเปี่ยมไปเต็มความคลั่งไคล้และเฝ้ารอจนแทบไม่กล้าหายใจกันเลยทุกคนต่างจับจ้องไปที่วิหคเพลิงที่บินวนฉวัดเฉวียนเป็วงล้ออยู่อย่างบ้าคลั่ง
สวีหยางอี้ก็มองไปเช่นกัน
นี่เป็พลังของขั้นจู้จีงั้นเหรอ?”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาัักับพลังนี้เพราะความรู้สึกใกล้ตายของจูหงเสวี่ยเพียงเสี้ยววินาทีนั่นก็เป็แบบนี้เช่นกันเป็พลังที่ตัวเขาไม่อาจโต้ตอบได้ ดังนั้นนี่จึงเป็ครั้งที่สองที่เขาัักับพลังนี้ ซ้ำยังรับรู้ได้อย่างชัดเจนไร้ซึ้งความตื่นตระหนก พลังปราณที่อยู่ท่ามกลางวงล้อวิหคเพลิงนั้นทำเอาเขาแทบขาดอากาศหายใจทำเอาหัวใจเขาเต้นไม่เป็จังหวะ
แข็งแกร่ง... แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!
แบบนี้สิ ถึงจะเรียกว่าผู้ฝึกตน! แบบนี้สิ ถึงจะเป็ยอดมนุษย์ที่แท้จริง!
มีแต่พลังเท่านั้น... เขากำหมัดแน่น ่นาทีนี้ความรู้สึกตระหนักในพลังพลันผุดขึ้นในใจเขาอีกครั้ง
“พรึบๆๆ ...” วิหคเพลิงบินเฉวียนเวียนวนอย่างเต็มแรง สามวินาทีถัดมาก็กลายเป็เกลียวเพลิงพุ่งไปยังที่นั่งคนดูทันที!
ผู้คนที่อยู่ตรงบริเวณที่คลื่นความร้อนเคลื่อนต่างรู้สึกเหมือนเส้นผมไหม้กันถ้วนหน้าราวกับเกลียวเพลิงนั่นส่งเสียงคำรามกรีดร้องออกมาขณะที่มันพุ่งไปยังที่นั่งที่อยู่ตรงกลางสุด!
ที่นั่นเป็ที่นั่งพิเศษสองที่ซึ่งแตกต่างจากที่นั่งคนดูบนอัฒจันทร์หินของคนทั่วไป มันเหมือนบัลลังก์าาสูงราวสองเมตรเป็บัลลังก์หรูหราโอ่อ่าที่จงใจสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ!
ขาตั้งเป็ทองคำบริสุทธิ์โดยมีหนังอสุรกายที่สวีหยางอี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเป็เบาะรองนั่งประหนึ่งบัลลังก์แห่งมหาาาก็ไม่ปาน
ข้างๆ บัลลังก์าามีผู้ชายชุดดำสวมแว่นกันแดดยืนตัวตรงอยู่สิบกว่าคน
เกลียววิหคเพลิงขมวดขดเคี้ยวดังฟู่ฟ่า... และพุ่งไปที่บัลลังก์ตัวหนึ่งจากนั้นเสียงดังคล้ายอัสนีฟาดก็ลั่นสนั่นไปทั่วพื้นที่โล่งใหญ่ไพศาลแห่งนี้บังเกิดเสียงสะท้อนขึ้นท่ามกลางอากาศ เหมือนใกล้แค่คืบ แต่ก็ไกลเหมือนมาจากขอบฟ้า
“ฉันคือหั่วหยุน”
ครั้นวิหคเพลิงค่อยๆ สลายหายไป ผู้ชายวัยกลางคนรูปร่างหนาในชุดสูทเรียบหรูคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นมาในท่าทางยืนเอามือไพล่หลังอยู่ระหว่างบัลลังก์ทั้งสองนั่น
ในตอนนี้ ติงเซียง ฝูหรง และทูจิ้วที่อยู่แถวหน้าก็ลุกขึ้นโค้งเคารพจนสุดตัวอย่างพร้อมเพรียงกันในทันที!
ดวงตาเปี่ยมประสบการณ์ราวกับมองคนได้ทะลุปรุโปร่ง ทั้งๆที่ดูเหมือนอายุราวห้าสิบหกสิบปี แต่กลับชวนให้รู้สึกเหมือนอยู่ยงคงกระพันมานานแสนนานอย่างน่าพิศวงในเวลาเดียวกัน อากาศรอบๆ ตัวเขาก็สั่นกระเพื่อมอยู่เล็กน้อยเพราะคลื่นความร้อนเมื่อครู่ทำให้มวลอากาศระส่ำระส่าย
เขาสงวนทีท่าอยู่สักพักก็นิ่งสงบลง กลายเป็แค่ผู้เฒ่าในชุดสูทคนหนึ่ง
ไม่มีผู้ใดปริปากพูดแม้แต่คนเดียว
มีแค่สายตาอันเร้าร้อนถึงขีดสุดนับหมื่นคู่
“นั่งลง” เขาปัดมือเบาๆ ก่อนนั่งลงเหมือนข้างตนไม่มีคนทุกคนในตอนนี้ต่างมองกันไปมา และเห็นแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพนับถือความเลื่อมใสระคนความใ ก่อนจะนั่งลงหุบปากเงียบส่วนผู้คนจากตระกูลคนธรรมดาต่างพากันหน้าซีดเผือด ขาสั่นผับๆจนแทบจะนั่งคุกเข่าลงไป
อภินิหารปานนี้ ต่างอะไรไปจากเทพเซียน?
แต่ต่อให้ขาจะสั่นรุนแรงกว่านี้ก็ต่างกัดฟันอดทนเอาไว้จนฟันกระทบกันดังกึกกักไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดจา
จากนั้นทุกคนก็นั่งลงกันอย่างเงียบๆ คล้ายกับมีคุณครูะโเริ่มต้นชั่วโมงเรียน
“ฉันคืออิ่งซา” ในเวลาเดียวกัน เสียงๆ หนึ่งก็ดังมาจากบัลลังก์อีกตัวตอนนี้ทุกคนเพิ่งจะสังเกตเห็นว่ายังมีผู้ชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าเขาโผล่มาที่ที่นั่งนั้นั้แ่เมื่อไหร่
ทั้งสองคนแนะนำตัวสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงทะนงองอาจน่าเกรงขามก่อนนั่งลงอย่างเป็ธรรมชาติ
“แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าผู้ฝึกตน!”เสียงหายใจครืดคราดอย่างหนักหน่วงดังมาจากด้านหลังสวีหยางอี้ นักเรียนคนหนึ่งตื่นเต้นเสียจนเสียงหลง“เพียงคำเดียวก็สั่งคนให้สยบลงได้! แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าผู้ฝึกตน! นี่สิคือผู้ฝึกตน!”
“ถ้าฉันเป็แบบนี้ได้ ตายไปก็คุ้มแล้ว!”นักเรียนอีกคนหนึ่งกำหมัดแน่นจนเขาได้ยินเสียงกำหมัด
“ผู้คนนับหมื่น... ตัวแทนจากหลายสิบตระกูล...อีกทั้งองค์กรคนธรรมดาของพวกเรา เพียงแค่คำเดียว ทุกคนก็ยืนพรวด เพียงคำเดียว ทุกคนก็นั่งพรึบบทกลอนที่ว่า ยามมีสติเร่งสร้างอำนาจสยบทั้งแคว้น ยามเมามายหลับไหลบนตักสาวงาม[1] แท้จริงเป็แบบนี้เอง!”
สวีหยางอี้ทั้งรู้ฮึกเหิม ตื่นเต้นและเฝ้ารอขึ้นมาเช่นกัน
จากนั้น ความรู้สึกเหล่านี้ก็ถูกเขาสะกดลงไว้ในใจ ก่อนเผยยิ้มมุมปากอย่างกระหายเืขึ้นมา
รีบเริ่มสักทีเถอะ...
สัตว์ร้ายที่สถิตอยู่ภายในใจเขาอยากคำรามออกมาเต็มทีแล้ว...
--------------------------------------------------------------------------------
[1] 醒掌天下权,醉卧美人膝 เป็สุภาษิตจีนหมายถึง เมื่อตอนชีวิตปกติจงทุ่มเทความสามารถทั้งหมดเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวสร้างอำนาจบารมี เพื่อหลังจากนี้จะได้ใช้ชีวิตเสวยสุข