ตอนที่ 198 เสร็จภารกิจ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ภารกิจกวาดล้างในครั้งนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อครบกำหนดวันที่พวกเขาตกลงกัน เหล่าเวเนเตอร์ก็ไม่รอช้าที่จะกลับไปยังเขตปลอดภัยของประตูอบิสทันที
การลงเทรดในครั้งนี้พวกเขาได้รับแกนสปีริตสีน้ำเงินจำนวนมาก แม้แต่บัญชาเมฆที่เป็นผู้รวบรวมยังอดที่จะตื่นตะลึงไม่ได้ จำนวนของมันมีมากเสียยิ่งกว่าการลงเทรดอบิสสีน้ำเงินครั้งไหนๆ ที่เขาเคยลง
พวกเขาไม่รอให้เฟิร์สกลับมา แต่ล่วงหน้ามารอที่เขตปลอดภัยก่อน
ทว่า
ทันทีที่พวกเขามาถึง พวกเขาก็ได้พบกับเด็กหนุ่มที่มาดักรออยู่ที่นี่ก่อนหน้านี้แล้ว
“ในที่สุดพวกคุณก็มา” เฟิร์สเอ่ยอย่างยิ้มๆ
“คุณเองก็มาถึงแล้ว” บัญชาเมฆกล่าว
“ครับ หลังจากที่จัดการมอนสเตอร์ไปได้พันไมล์ผมก็กลับมาที่นี่ คาดว่าคงอีกหลายเดือนมอนสเตอร์จะแพร่มาถึงจุดนี้อีกครั้ง ประตูอบิสคงปลอดภัยมากขึ้น” เฟิร์สเอ่ยอธิบาย แม้เขาจะรู้ความจริงว่าการแตกของประตูอบิสนั้นไม่เกี่ยวข้องกับราชามอนสเตอร์ก็ตาม แต่เพื่อไม่ให้ผู้คนต้องแตกตื่น เขาจึงกล่าวคำโป้ปดออกไป
“เป็นกุศลของโยมเฟิร์สวันโดยแท้” มหาเถรปัญโญพนมมือแล้วเอ่ย
“ไม่หรอกครับ ผมแค่ทำไปตามหน้าที่เท่านั้น”
“จริงสิ พวกเราได้ทำการรวบรวมแกนสปีริตมาเป็นจำนวนมาก การจัดแบ่งจะทำเมื่อพวกเราออกไปจากที่นี่” บัญชาเมฆเอ่ย
“ครับ แต่ผมหวังว่าแกนสปีริตส่วนหนึ่งจะเป็นของครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วยเช่นกัน ยังไงพวกเขาก็มาปฏิบัติหน้าที่กับพวกเราที่นี่”
คำพูดของเฟิร์สทำให้บัญชาเมฆรู้สึกละอายใจขึ้นมา เพราะสามคนที่ตายไปล้วนเป็นคนของกลุ่มของเขา
นั่นเป็นเพราะว่ากลุ่มของเขาเป็นผู้ที่พบกับราชามอนสเตอร์เป็นกลุ่มแรก
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์นับพันและราชามอนสเตอร์เบื้องหน้า เขาเองก็จะต้องต่อสู้กับราชามอนสเตอร์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คิดจะหนีน่ะหรือคาดว่าคงไม่มีโอกาสเป็นไปได้
แต่โชคดีที่กลุ่มของมหาเถรตามมาได้ทัน จึงพอจะถ่วงเวลาต้านการโจมตีของมอนสเตอร์นับพันเอาไว้ได้
พุทธคุณของกลุ่มสงฆ์มีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งมากจนเด็กหนุ่มปรากฏตัวขึ้นมา
หากจะเอ่ยถึงเรื่องนี้เฟิร์สวันนับว่ามีบทบาทมากที่สุด แม้เขาจะมีท่าทีที่เย็นชาและหยิ่งยโส แต่น่าเสียดายที่เขามีคุณสมบัติที่จะทำมัน
“ได้ครับ ผมจะจัดการเรื่องนี้อย่างยุติธรรมแน่นอน” บัญชาเมฆรับปาก
อย่างไรเสียการเก็บเกี่ยวในครั้งนี้ก็มีจำนวนมาก มันมากพอที่จะแบ่งปันให้กับครอบครัวผู้ที่เสียชีวิตได้
ต้องรู้ไว้ว่าแกนสปีริตสีน้ำเงินนั้นมีมูลค่ามหาศาล เพียงก้อนเดียวก็สามารถทำให้ครอบครัวหนึ่งอยู่อย่างสุขสบายไปตลอดทั้งชาติได้
เฟิร์สพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ยังไงก็ตามแม้เฟิร์สจะไม่ได้สนใจแกนสปีริตเหล่านี้เท่าไหร่นัก แต่ภายหลังเขาก็เก็บเกี่ยวมันได้หลายพันก้อน ซึ่งบรรจุในแหวนมิติเก็บของของเขา
หากสังเกตให้ดีก็จะพบว่าบัญชาเมฆเองก็มีแหวนมิติเก็บของเช่นกัน
‘มันเป็นไปอย่างที่ฉันรู้ก่อนหน้านี้ มีแค่พวกตัวตนระดับสูงเท่านั้นที่จะสามารถครอบครองแหวนมิติเก็บของเหล่านี้ได้’
เฟิร์สสามารถผลิตแหวนแบบนี้ออกมาได้ และอีกอย่างแหวนมิติเก็บของที่เขาทิ้งไว้ให้พ่อ พ่อของเขาก็ไม่ได้เอาไปขายหรือมอบให้กับใคร จึงทำให้การสร้างแหวนของเขายังคงเป็นความลับอยู่
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็กลับไปที่โลกกันเถอะ” บัญชาเมฆเอ่ย
แล้วในขณะนั้นพวกเขาก็เริ่มเคลื่อนพลเข้าไปด้านในประตูอบิส
เวลานั้นเองเฟิร์สก็ได้เอ่ยรั้งผู้การภาวินไว้
“ผู้การภาวิน ขอผมคุยด้วยหน่อยได้ไหมครับ” เฟิร์สเอ่ย
ชายชราชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่จะปรับสีหน้าและวางท่าทีที่สงบนิ่งอีกครั้งหนึ่ง
“มีอะไรหรอ? คุณเฟิร์สวัน” ผู้การภาวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เกรงอกเกรงใจ หลายวันที่ผ่านมาเขาและเหล่าเวเนเตอร์ได้รู้แจ้งในความสามารถของเด็กหนุ่มแล้ว ตอนนี้เขารู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่สามารถทำสัญญาในครั้งนั้นได้
การเรียกใช้งานห้าครั้งจะเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับนิวโฮป
ความสามารถในการจัดการมอนสเตอร์ที่เหนือกว่าบัญชาเมฆที่ติดร้อยอันดับแรกของโลก เป็นอะไรที่ไม่สามารถหาได้ง่ายๆ
แน่นอนว่านิวโฮปต้องปรับทัศนคติของพวกเขาต่อเด็กหนุ่ม และจะต้องใช้เด็กหนุ่มอย่างระมัดระวัง
“คุณสามารถจัดการเรื่องผลประโยชน์ของผมให้ส่งไปที่บ้านได้หรือไม่? เพราะหลังจากออกจากอบิสแห่งนี้ผมจะเดินทางกลับไปที่บ้านทันที ส่วนเรื่องอบิสแห่งนี้ผมสามารถรับรองได้ว่ามันจะไม่มีวันแตกอย่างแน่นอน ระหว่างนี้ก็แค่ให้คนมาตรวจตราเดือนละครั้งก็พอ คาดว่าอีกไม่นานมันคงจะปิดลง” เฟิร์สเอ่ยอธิบาย
เขามั่นใจเป็นอย่างมากว่าเดม่อนผู้เป็นจ้าวมิติอบิสแห่งนี้จะต้องมองเห็นถึงการขาดทุน ดาวเคราะห์ดวงนี้มีประตูอบิสที่แตกถึงสามแห่งแล้ว เขาย่อมไม่ลงทุนกับดาวเคราะห์ดวงนี้แน่
“คุณรู้ได้ยังไง?”
“อย่าลืมสิว่าผมเป็นผู้ใช้พลังจิต” เฟิร์สเอ่ยอย่างยิ้มๆ แน่นอนว่าเขาสมอ้างว่าตนเองเป็นผู้ใช้พลังจิตอย่างที่ทุกคนเข้าใจ
ซึ่งจะว่าไปจริงๆ แล้วความสามารถของเขาหลายอย่างก็คล้ายกับผู้ใช้พลังจิตจริงๆ
ผู้การภาวินอึ้งไปเล็กน้อยก่อนที่ใบหน้าของเขาจะปรากฏรอยยิ้ม
“เอาเป็นว่าผมจะจัดการทุกอย่างอย่างที่คุณต้องการ เรื่องที่อยู่ของคุณจะไม่มีใครรู้อย่างแน่นอน” ผู้การภาวินเอ่ย
ตอนนี้เฟิร์สเป็นตัวตนสำคัญของนิวโฮปแล้ว ความสามารถในการกวาดผ่านมอนสเตอร์ของเขาอหังการยิ่งและมีประโยชน์ต่อนิวโฮปเป็นอย่างมาก
เด็กหนุ่มคนนี้ต้องการความเป็นส่วนตัว ดังนั้นเขาจะต้องทำให้เด็กหนุ่มพึงพอใจ
หลังจากนี้ไปเขาจะได้รับการดูแลจากนิวโฮปเป็นอย่างดี
“ขอบคุณคุณมาก”
“ด้วยความยินดีครับ”
ทั้งสองคุยกันอีกสองสามประโยคก่อนจะเดินเข้าไปในประตูอบิส
ทันทีที่เฟิร์สโผล่ออกมาจากประตูอีกฟากหนึ่ง เขาก็ก้าวเท้าทะยานขึ้นไปบนอากาศทันที วังวนค่ายกลเคลื่อนย้ายถูกสร้างขึ้นมาในแทบจะทันที หลังจากนั้นเขาก็หายไปจากที่นี่อย่างไร้ร่องรอย
ทิ้งให้ผู้คนแหงนมองดูการกระทำของเขาเท่านั้น
บัญชาเมฆมองภาพนี้และอดที่จะส่ายศีรษะไปมาไม่ได้
“ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่พิลึกคน เขาสงบนิ่งและรักสันโดษ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็มีความเก่งกาจ” บุรุษร่างสูงเกือบสองเมตรอดที่จะเอ่ยชมไม่ได้
ส่วนมหาเถรปัญโญเพียงแค่มองขึ้นไปเท่านั้น แต่เขาก็ไม่พูดคำใดออกมา ไม่นานเขาก็พาพระสงฆ์ที่ติดตามมาเดินทางไปยังวัดที่พระพม่าจัดไว้รับรอง แน่นอนว่าพวกเขาไม่พลาดที่จะสนทนาธรรมกัน
นักข่าวจำนวนมากที่รอสัมภาษณ์ต่างรู้สึกผิดหวัง แต่ถึงอย่างนั้นบัญชาเมฆและผู้การทั้งสองของนิวโฮปสองประเทศก็ได้รับหน้าพวกเขา
ข่าวความสำเร็จของภารกิจถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็ว และมีการไว้อาลัยต่อฮีโร่ผู้จากไปทั้งสามคน
เรื่องราววุ่นวายเหล่านี้เฟิร์สไม่ต้องการที่จะรับรู้
เด็กหนุ่มกลับไปถึงบ้านด้วยค่ายกลเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว
“อ้าวเฟิร์สกลับมาแล้วหรอลูก?” คุณหมอสมคิดเป็นคนแรกที่เห็นเฟิร์สกลับมา
“ลูกกลับมาแล้ว” นพนภารีบเข้าไปกอดลูกชายของเธอในทันที
นี่เป็นครั้งแรกของเธอที่ต้องมองและรอคอยเฟิร์สจากการทำภารกิจในอบิส ส่วนผู้เป็นพ่อนั้นเหมือนจะเคยชินกับสถานการณ์นี้แล้ว
“แม่กำลังดูข่าวที่พวกเขาประกาศความสำเร็จในการลงเทรดอบิสอยู่พอดี ไม่คิดว่าลูกจะกลับมาเร็วขนาดนี้”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ลูกของแม่คนนี้เก่งนะครับ เรื่องแค่นี้ผมจัดการได้สบายๆ อยู่แล้ว”
“แหนะ เรากลายเป็นเด็กขี้อวดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ... ช่างเถอะ กลับมาเหนื่อยๆ ไปอาบน้ำอาบท่า เดี๋ยวแม่จะทำกับข้าวให้”
เฟิร์สคุยเล่นกับพ่อแม่ของเขาอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะปลีกตัวออกมา
เขารู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมากที่ได้อยู่กับครอบครัวเช่นนี้
แล้วเย็นวันนั้นเมื่อยอเน๊รู้เรื่อง เด็กหนุ่มก็มาร่วมทานข้าวกับครอบครัวของเฟิร์สในทันที
เฟิร์สรู้สึกเหมือนยอเน๊เป็นน้องชายจริงๆ ของเขา จึงรักและเอ็นดูเด็กหนุ่มเป็นอย่างมาก
หลังจากวันนั้นข่าวเรื่องฝีมือของเฟิร์สก็ขจรขจายออกไป เหล่าเวเนเตอร์แรงค์ SS บอกเล่าเรื่องราวต่อนักข่าวอย่างไม่เกินจริง แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องราวที่เล่าไป ใครที่ได้ฟังก็คิดว่าเกินจริงอยู่ดี
ในช่วงเวลานั้นข่าวของเฟิร์สวันนั้นดังมาก ไม่ว่าใครก็ต้องพูดถึงเขา
แต่ถึงอย่างนั้นนิวโฮปก็รักษาความเป็นส่วนตัวของเขา ตามความต้องการได้เป็นอย่างดี