บทที่ 35 หรือว่าในบ้านจะมีสิ่งอัปมงคลซ่อนอยู่ (รีไรต์)
ร่างน้อย ๆ ทว่ากลับแฝงไปด้วยตบะบารมีอันน่าเกรงขาม ผมแกละสองข้างของนางช่างดูสะดุดตายิ่งนัก
ยามนี้รอบกายของนาง นอกจากคนในครอบครัวแล้ว ไม่มีชาวบ้านคนใดกล้าเข้า
แม้อายุเพียงสามขวบครึ่ง ทว่าสง่าราศีกลับสูงส่งเหมือนผู้ใหญ่
คนบ้านเก่าตระกูลทังพากันเผ่นแน่บไปจนสิ้น
หวังเทียนโกวที่เดินจากไปครึ่งทาง ก็จำต้องเดินย้อนกลับมา อาจารย์ของเขาจะไปรู้จักมักจี่กับเจ้าหน้าที่ทางการได้อย่างไรกัน!
สำนักศึกษากับที่ว่าการหาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอันไม่ อีกทั้งอาจารย์ยังมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ตัวเขาก็เพิ่งเข้าเรียนได้เพียงปีเดียว ต่อหน้าอาจารย์ อีกฝ่ายอาจจะยังจำชื่อเขาไม่ได้เสียด้วยซ้ำ
"พี่เอ้อร์เป่า ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ"
สายตาของทุกคนพลันจับจ้องไปที่เอ้อร์เป่า เสี่ยวหยวนเป่าเองก็เลิกไล่กวดคนบ้านตระกูลทังแล้ว ด้วยความเป็นห่วงพี่ชาย นางจึงรีบโผเข้าไปหาทันที
"พี่รอง!"
เอ้อร์เป่าลุกขึ้นนั่งอย่างสงบ "ข้าไม่เป็นไรแล้ว เมื่อครู่เพียงแต่หน้ามืดตาลายไปชั่วขณะ ยามนี้รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว"
ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันเข้าใจโดยทั่วกัน
เจ้าหนูนี่จงใจแสร้งทำชัดๆ
ในเมื่อแม่เฒ่าทังแสร้งตายได้ เขาก็แสร้งเป็นลมได้เช่นกัน
ใครจะเล่นละครเก่งกว่ากันก็คราวนี้แล!
ต้าเป่าโบกมือลา "ท่านลุงท่านอาทั้งหลาย ขอบพระคุณที่เป็นห่วง น้องชายของข้าไม่ได้เป็นอะไรมาก เชิญทุกท่านกลับไปพักผ่อนเถิด"
ฝูงชนที่มามุงดูเรื่องสนุก ต่างก็ถูกเสียงฆ้องร้องป่าวของคนบ้านตระกูลทังดึงดูดมาทั้งนั้น
ยามนี้ละครฉากใหญ่จบลงแล้ว ผู้เสียหายก็หาได้เป็นไรไม่ ทุกคนจึงพากันสลายตัวไป
เมื่อผู้คนจากไปจนหมดสิ้น ก็เหลือเพียงไฉ่ซื่อและลูก ๆ รวมถึงหวังเทียนโกว
ต้าเป่าหันไปเอ่ยกับหวังเทียนโกว "ขอบใจเทียนโกวมากที่ช่วยแก้สถานการณ์"
หวังเทียนโกวไม่ได้เอ่ยวาจามากความ เพียงแต่ขานรับคำหนึ่ง
ใบหน้าของเอ้อร์เป่ายังคงซีดขาวอยู่บ้าง เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะเจ้าก้อนแป้งน้อย "น้องสาวใช้หัวกระแทกพวกนั้น หัวของเจ้าเจ็บหรือไม่"
เจ้าก้อนแป้งน้อยกะพริบตาปริบ ๆ "พี่รอง ข้าไม่เจ็บหัวหรอกเจ้าค่ะ ทว่าข้าเสียดายลูกชิ้นเนื้อที่หายไปครึ่งลูกยิ่งนัก..."
นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแสนเสียดาย
บรรยากาศที่เคยตึงเครียดกดดันพลันถูกเจ้าก้อนแป้งน้อยทำลายลงด้วยเสียงหัวเราะ
"เดี๋ยวข้าจะทอดให้เจ้ากินใหม่ในคราวหน้า"
"ตกลงเจ้าค่ะ! ต้องใส่เนื้อให้เยอะ ๆ นะเจ้าคะ จะได้อร่อยยิ่งขึ้น!"
ไม่มีผู้ใดต้องสั่งสอนเรื่องนี้
เจ้าเด็กเห็นแก่กินผู้นี้!
ขณะที่พูดคุยกันไปหัวเราะกันไป ต้าเป่าก็ช่วยพยุงเอ้อร์เป่าให้ลุกขึ้น
ไฉ่ซื่อเข้าไปในครัว รินน้ำอุ่นออกมาให้เอ้อร์เป่าหนึ่งชาม เพื่อให้เขาได้พักหายใจหายคอ
หลังจากดื่มน้ำอุ่นเข้าไป เจ้าก้อนแป้งน้อยมองด้วยสายตาเป็นห่วง "พี่รอง บนหน้าผากของท่านมีเหงื่อซึมออกมาเต็มไปหมดเลยเจ้าค่ะ"
เป็นหยดเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นมาบาง ๆ
"ข้าไม่ได้เป็นอะไร เพียงดื่มน้ำอุ่นให้เหงื่อออกสักหน่อย พักสักครู่ก็คงดีขึ้น" เอ้อร์เป่าฝืนยิ้มให้น้องสาว
นี่คือโรคประจำตัวที่เขาเป็นมาแต่กำเนิด ร่างกายจึงอ่อนแอเช่นนี้
ไฉ่ซื่อใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นประคบใบหน้าให้เอ้อร์เป่า รอยนิ้วมือของแม่เฒ่าทังที่ฟาดลงบนใบหน้าเอ้อร์เป่าเริ่มบวมแดงขึ้นเล็กน้อย นับว่าเป็นการซ้ำเติมรอยแผลเก่าด้วยบาดแผลใหม่โดยแท้
"เอ้อร์เป่า ข้าว่าข้าไปตามท่านหมอมาตรวจดูอาการของเจ้าเสียหน่อยเถิด!"
เอ้อร์เป่าส่ายหน้า "ไม่เป็นไรหรอกขอรับท่านแม่ ข้าพักสักครู่ก็ดีขึ้นแล้ว ไปตามหมอต้องสิ้นเปลืองเงินทอง อีกทั้งไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด"
ในอดีตท่านหมอก็เคยมาตรวจดูแล้ว บอกว่าเป็นโรคเรื้อรังที่ติดตัวมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้
อย่างน้อยหมอตามชนบทก็ไม่มีวิธีรักษา
ยามที่อาการกำเริบ จะมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นทั่วตัว หน้ามืดตาลาย หัวใจเต้นแรง หอบหายใจอย่างรุนแรง หากอาการหนักอาจถึงขั้นสิ้นสติไป
ยามปกติเขาจึงไม่อาจทำงานหนักได้ ไม่อาจเคลื่อนไหวร่างกายอย่างรุนแรง และไม่อาจทำให้อารมณ์แปรปรวนได้
วันนี้เป็นเพราะแม่เฒ่าทังจู่โจมอย่างกะทันหัน จึงทำให้อาการกำเริบขึ้นมา
เสี่ยวหยวนเป่าได้ยินคำว่าเงินทองก็นึกขึ้นได้ "บ้านเรายังมีเงินอยู่นี่เจ้าคะ ไปตามท่านหมอมาดูพี่รองเถิด จะได้รักษาให้หาย..."
เอ้อร์เป่ารู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก เขาหมั่นลูบศีรษะเจ้าก้อนแป้งน้อย
"ไม่เป็นไรหรอก พี่รองพักผ่อนสักครู่ก็หายแล้ว"
ยามที่ยังอยู่บ้านเก่าตระกูลทัง แม่เฒ่าทังไม่มีวันยอมเสียเงินตามหมอมาดูอาการเขาแน่ มีเพียงต้าเป่าที่แอบไปล่าสัตว์แล้วเอาไปขายเพื่อเก็บหอมรอมริบเงินมาพาเขาไปหาหมอและซื้อยาให้กิน
เอ้อร์เป่าเอ่ยต่อ "พี่รองสวมพกยันต์คุ้มกันภัยที่เจ้าวาดให้ รู้สึกว่าสองวันมานี้ร่างกายดีขึ้นมากทีเดียว ขอบใจนะเสี่ยวหยวนเป่า"
ไฉ่ซื่อได้ยินดังนั้น ก็รีบควานหาแผ่นยันต์ในตัวออกมา "เอาของแม่ไปพกเพิ่มด้วยเถิด เผื่อว่าผลของมันจะดียิ่งขึ้น"
เจ้าก้อนแป้งน้อยรีบส่ายหน้า "แผ่นเดียวก็พอแล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อเคยกล่าวไว้ว่า ยันต์ชนิดเดียวกันไม่อาจส่งผลซ้อนทับกันได้!"
จากนั้น นางก็คว้าผมแกละของตนเอง พลางทำท่าขบคิดอย่างหนัก ผ่านไปครู่หนึ่ง นางก็ทำสีหน้าสลด
"เมื่อก่อนท่านพ่อเคยสอนข้าหาวาด 'ยันต์ขจัดโรค' ทว่าข้า...ข้าดูเหมือนจะยังจำไม่ได้เจ้าค่ะ..."
นางเอ่ยด้วยความขุ่นเคืองใจตัวเองนัก
ทำเอาทุกคนต่างพากันอมยิ้ม
เอ้อร์เป่าเอ่ยล้อเล่นว่า "เช่นนั้นคราวหน้าหากท่านพ่อสอนเจ้าอีก เจ้าก็ช่วยตั้งใจเรียนเพื่อพี่รองหน่อยได้หรือไม่"
เจ้าก้อนแป้งน้อยพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น
"ตกลงเจ้าค่ะ!"
เอ้อร์เป่าไม่ยอมรับยันต์ของไฉ่ซื่อ ไฉ่ซื่อจึงจะมอบยันต์นั้นให้ซานเป่าแทน "ซานเป่า แผ่นยันต์ของเจ้าเล่า เอาแผ่นของท่านแม่ไปพกไว้นะ"
เอ้อร์เป่าเองก็หยิบแผ่นยันต์ของตนออกมา "ข้าก็สามารถให้น้องสามพกได้เช่นกัน..."
ทว่าสายตาของเสี่ยวหยวนเป่าพลันหยุดกึกอยู่ที่แผ่นยันต์ของเอ้อร์เป่า
"พี่รอง เหตุใดยันต์ของท่านจึงถูกใช้งานไปมากถึงเพียงนี้"
เอ้อร์เป่าไม่เข้าใจ "เจ้าหมายความว่าอย่างไร"
"พี่รอง แผ่นยันต์ของท่านเปลี่ยนสีไปแล้ว! สีเหลืองจางลงมาก ท่านไม่สังเกตเห็นหรือ นี่คือการถูกใช้งานไปแล้ว ท่านไปประสบพบเจอเรื่องประหลาดสิ่งใดมาหรือไม่เจ้าคะ"
ทุกคนต่างพากันพิเคราะห์ดู และเป็นจริงดังว่า
ยันต์ในมือไฉ่ซื่อยังดูใหม่เอี่ยม
ต้าเป่าหยิบของตนออกมา ก็ยังเป็นสีเหลืองสว่างประหนึ่งของใหม่
มีเพียงยันต์ในมือเอ้อร์เป่าที่สีสันจางลงอย่างเห็นได้ชัด
เอ้อร์เป่าเป็นเด็กฉลาด เขาเข้าใจดีว่าเรื่องประหลาดที่น้องสาวเอ่ยถึง คงเป็นเช่นเดียวกับที่ซานเป่าเคยประสบพบเจอ
เขาเอ่ยอย่างฉงนใจ "ไม่มีนี่นา! ข้าอยู่แต่ในบ้านตลอด ไม่ได้ก้าวเท้าไปที่ใดเลย"
ต้าเป่าเอ่ยข้อสันนิษฐาน "น้องสาว หรือจะเป็นเพราะท่านย่าฟาดฝ่ามือใส่น้องรอง ยันต์คุ้มกันภัยจึงทำหน้าที่ปกป้องเขาจนสูญเสียพลังไปบ้าง"
เจ้าก้อนแป้งน้อยส่ายหน้า "ยันต์คุ้มกันภัยนี้มีไว้เพื่อป้องกันสิ่งอัปมงคลรุกรานเท่านั้น ยัยแก่ใจดำทังนั่นผีไร้ศีลธรรมในตัวมันตายไปแล้ว นางตีคนด้วยน้ำมือมนุษย์ หาได้แฝงสิ่งอัปมงคลไม่ ไม่อาจทำให้ยันต์นี้เสื่อมพลังลงได้หรอกเจ้าค่ะ"
คราวนี้ทุกคนต่างพากันงุนงงสงสัยยิ่งนัก
แล้วเรื่องนี้มันเป็นมาอย่างไรกันแน่
"หรือว่าในบ้านจะมีสิ่งอัปมงคลซ่อนอยู่" เพราะเอ้อร์เป่าไม่ได้ออกไปไหน จึงคิดได้เพียงทางเดียวนี้
ทว่ามันก็ดูไม่สมเหตุสมผล!
หากในบ้านมีสิ่งอัปมงคล เหตุใดยันต์ของไฉ่ซื่อและต้าเป่าจึงไม่สึกหรอ กลับจงใจเล่นงานเอ้อร์เป่าเพียงผู้เดียว
เว้นเสียแต่ว่า บนตัวเอ้อร์เป่าจะมีสิ่งอัปมงคลสิงสู่อยู่ ทว่าคนอื่นกลับไม่มี
ทุกคนต่างพากันคิดไปในทางเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย
เสี่ยวหยวนเป่ารีบคว้ามือเอ้อร์เป่าไว้
"พี่รอง ท่านจงหลับตาลงเสีย อย่าได้ขัดขืน ให้ข้าได้ตรวจดูร่างกายของท่านหน่อยเถิด..."
เอ้อร์เป่าทำตามอย่างว่าง่าย เขามีความเชื่อมั่นในตัวน้องสาวอย่างที่สุด!
เสี่ยวหยวนเป่ารวบรวมสมาธิ พลางบริกรรม 'คาถาเบิกเนตร' ในที่สุดนางก็มองเห็นความผิดปกติบนร่างกายของเอ้อร์เป่าแล้ว!
มีผีวัณโรคที่ดูอ่อนแรงยิ่งนัก กำลังเกาะติดอยู่ที่หัวไหล่ของเขา มันกำลังสั่นสะท้านพลางจ้องมองเสี่ยวหยวนเป่าด้วยความหวาดกลัว อีกทั้งยังหวาดเกรงแผ่นยันต์คุ้มกันภัยนั้น จนพยายามจะหดตัวมุดลึกเข้าไปในร่างกายของเอ้อร์เป่า
ผีตนนี้ดูอ่อนแอและขลาดเขลายิ่งนัก ทว่าที่น่าประหลาดที่สุดคือ ใบหน้าของผีวัณโรคตนนี้ กลับดูคล้ายคลึงกับเอ้อร์เป่ายิ่งนัก...
เสี่ยวหยวนเป่าถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ
"พี่รอง...บนตัวของท่านมีผีวัณโรคเกาะอยู่เจ้าค่ะ..."
ทุกคนที่ได้ยินต่างพากันตะลึงลานไปตาม ๆ กัน
ไฉ่ซื่อละล่ำละลักถามด้วยความร้อนใจ "เกิดเรื่องอันใดขึ้น เหตุใดบนตัวพี่รองของเจ้าจึงมีผีสิงอยู่ได้เล่า"
ซานเป่าเองก็ร้อนรน ต้าเป่าก็จ้องมองด้วยความห่วงใยยิ่ง
กลับเป็นเอ้อร์เป่าที่ยังคงดูสงบนิ่ง
"เป็นเช่นนั้นหรือ อาจเป็นเพราะร่างกายของข้าไม่ทรงตัว ผีวัณโรคจึงได้เลือกตามติดข้ากระมัง"
เขาอ่อนแอมาแต่เด็ก ลับหลังจึงถูกผู้คนตราหน้าว่าเป็นไอ้เด็กขี้โรค แม้แต่เด็กในหมู่บ้านก็ไม่อยากจะเล่นด้วย เพราะเกรงว่าจะติดโรคจากเขา