เล่มที่ 3 บทที่ 16
ผ่านไปอีก 1 วันภายในมิติ ทั้งหยางอี้และเสี่ยวเฮยต่างยังคงตรวจสอบเตาหลอมใบนี้อย่างระวัง เดิมทีหยางอี้ต้องการจะเริ่มฝึกปรุงยาแต่ถูกเสี่ยวเฮยห้ามเอาไว้ การจะปรุงยานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งความเข้าใจวัตถุดิบ อัตราส่วน และยังต้องอาศัยการควบคุมไฟที่แม่นยำอีกด้วย ระหว่างปรุงยานั้นมีสามขั้นตอน ขั้นแรกคือการหาอัตราส่วนที่เหมาะสมของวัตถุดิบ แน่นอนว่าหยางอี้นั้นไม่มีปัญหากับเรื่องนี้ เพราะช่วงเวลากว่าเดือนที่ชายหนุ่มศึกษาตำราของกู่เทียนชางเรียกได้ว่าเข้าใจในส่วนแรกอย่างละเอียดแล้ว ส่วนขั้นที่สองนี้ความยากกลับลึกล้ำ ในวัตุดิบทุกชนิดย่อมมีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี สิ่งที่มีประโยชน์และผลเสีย การปรุงยาต้องอาศัยความแม่นยำในการควบคุมไฟเพื่อกลั่นเอาของเสียออกจากวัตถุดิบให้เหลือเพียงสิ่งที่ต้องการเท่านั้นระดับการควบคุมไฟนั้นแบ่งออกเป็น 10 ระดับเช่นเดียวกับระดับความบริสุทธิ์ของยา แน่นอนว่าความบริสุทธิ์ของยาแต่ละเม็ดนั้นขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้ และความยากของมันคือการควบคุมเปลวไฟเพื่อกลั่นของเสียออกไป ไฟเบาเกินไปในวัตถุดิบจะยังคงไม่บริสุทธิ์ ไฟแรงเกินไปความบริสุทธิ์ก็จะสูญเสียเช่นกัน ดังนั้นขั้นตอนนี้นับว่ายากพอสมควร ในระดับปรมาจารย์โอสถ ส่วนใหญ่นั้นจะมีการควบคุมไฟอยู่ที่ระดับ 6-7 ทว่านี่เป็นเพียงการคำนวนคร่าวๆโดยรวม แต่ละคนไม่สามารถวัดออกมาได้แน่นอนว่าอยู่ระดับใด เป็นเพราะวัตถุดิบแต่ละชนิดความยากในการกลั่นนั้นมีไม่เท่ากันระหว่างการตรวจสอบเตาหลอม เสี่ยวเฮยจัดการให้หยางอี้ฝึกซ้อมควบคุมไฟไปพลางๆก่อน หยางอี้อดสงสัยถึงต้นกำเนิดของเจ้างูน้อยตัวนี้มิได้ แม้ว่าก่อนหน้าหยางอี้จะให้ความเคารพกับเสียงลึกลับโบราณเป็นอย่างมากทว่าพอแปรเปลี่ยนมาเป็นงูน้อยสีดำตัวนี้ ความรู้สึกเคารพนั้นกลับกลายเป็นความเอ็นดูเสียมากกว่าด้วยความรู้มากมายตั้งแต่โบราณกาลเสี่ยวเฮยเพียงแค่จดจำได้รางๆเท่านั้นถึงลักษณะของอักษรรูนเหล่านี้ที่สลักไว้บนเตาหลอม หยางอี้ทำได้เพียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาด้วยความเสียดาย เดิมทีความมุ่งมั่นและความตื่นเต้นในการที่จะเริ่มฝึกฝนนั้นมีมากเหมือนเด็กน้อยที่ได้รับของเล่นใหม่ ทว่าเสี่ยวเฮยกลับไม่อนุญาตและไล่ให้เขาไปฝึกควบคุมไฟเสียก่อนการฝึกฝนของหยางอี้ที่เสี่ยวเฮยให้ทำนั้นก็มิใช่เรื่องง่าย หยางอี้ออกไปยังภายนอกเพื่อเตรียมอุปกรณ์ในการฝึกก่อนจะกลับเข้ามาอีกครั้ง กระดาษหลายร้อยแผ่นถูกนำออกมาเตรียมไว้ด้านนอกก่อนจะถูกนำไปแช่ในน้ำการฝึกของหยางอี้คือการใช้ไฟทำให้กระดาษแห้งและอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ฟังดูเหมือนง่ายทว่ากลับกัน การทำเช่นนั้นกลับเป็นเรื่องยากสุดขีด หากเป็นการใช้พลังปราณขับน้ำออกไปย่อมง่ายดายแต่การใช้ความร้อนของเปลวเพลิงนั้นกลับยากเป็นอย่างมาก ต้องรู้ว่าเปลวเพลิงของผู้ฝึกตนนั้นมิใช่เปลวเพลิงธรรมดา ความร้อนแรงนั้นสูงกว่ามากมายนัก ดังนั้นการขับความชื้นออกจากกระดาษบางๆแผ่นหนึ่งจึงมิใช่เรื่องง่ายฟู่....หนึ่งแผ่นยังคงไหม้ สองแผ่นไม่แห้งสนิท สามแผ่นยังไหม้อีกครั้ง สี่ ห้า .....หยางอี้ปาดเหงื่อด้วยความเหนื่อยล้า ผ่านมา 1 ชั่วยาม ผ่านไปแล้วหลายร้อยแผ่น ทว่ากลับยังไม่มีแม้แต่แผ่นเดียวที่แห้งสมบูรณ์ อย่าว่าแต่สมบูรณ์ต้องกล่าวว่ายังไม่เข้าใกล้แม้แต่ 5 ส่วนของความสมบูรณ์เลยด้วยซ้ำ นั่นเป็นเพราะกฎของเสี่ยวเฮย กระดาษแต่ละแผ่นหยางอี้มีเวลาในการทำให้แห้งเพียง 10 ลมหายใจเท่านั้น หากไม่กำหนดเวลาแล้วล่ะก็ ชายหนุ่มมั่นใจว่าจะทำได้“ยากจริงๆ หากเร่งมากไปก็จะไหม้ หากเบาไปก็ไม่แห้งสนิท”ผ่านไปอีก 4 วัน แต่ละวันหยางอี้ใช้เวลากับการฝึกควบคุมไฟตลอดเวลา จะพักบ้างเมื่ออ่อนล้าเท่านั้น ตอนนี้เรียกได้ว่าพอมีความสำเร็จบ้างแล้ว กระดาษกว่าหลายพันแผ่นที่ซื้อมาในตอนแรกมีถึง 12 แผ่นที่ประสบความสำเร็จ ใช่แล้ว 12 แผ่น!หยางอี้นั่งห่อเหี่ยวอยู่ภายในมิติพิเศษ พลางมองดูเสี่ยวเฮยเลื้อยไปมาสังเกตอักษรรูนอยู่อย่างไม่ลดละ อยู่ด้วยกันมาหลายวันหยางอี้ก็รู้ว่าเจ้างูน้อยนี่มีความสนใจในอักขระโบราณเป็นอย่างมาก “เฮ้ เจ้าหนู ท้อแล้วหรือไง? หึหึ ข้าจะบอกเจ้าให้นะ หากเป็นคนอื่นเกรงว่าฝึกอีก 10 วันจะยังทำไม่สำเร็จสักแผ่น!”หยางอี้ยิ้มอย่างขมขื่นก่อนจะพยักหน้ารับ ในใจพลางอิ่มเอมเมื่อได้รับคำปลอบใจ ทว่าเสี่ยวเฮยเมื่อเห็นท่าทางของหยางอี้กลับตวาดกลับมาซะอย่างงั้น“เพ่ยย ไอ้หนู ข้ามิได้ปลอบใจเจ้า ที่ข้าพูดไปนั่นคือความจริง เจ้าคิดว่าการฝึกนี้เป็นเรื่องง่ายๆงั้นรึ เจ้าโง่เอ๊ย จงคิดดูให้ดีๆ มีของดีอยู่กับตัวแท้ๆ หากอีก 5 วันเจ้ายังไม่สามารถผ่านการฝึกแรกไปได้ก็เลิกหวังการเป็นนักหลอมโอสถไปได้เลย”หยางอี้ได้ฟังก็ขมวดคิ้วก่อนจะค่อยๆคิดตาม ถ้อยคำด่าของเสี่ยวเฮยนั้นหยางอี้มิได้ใส่ใจ แม้จะตะลึงอยู่เหมือนกันที่คำกล่าวแรกเป็นคำชมมิใช้คำปลอบใจ เมื่อคิดดูดีๆการฝึกนี้ก็ยากจริงๆ หากไม่ได้ฝึกฝนทักษะซ่อนจันทร์มาละก็....หยางอี้พลันลุกขึ้นยืนก่อนจะตบหน้าผากตัวเอง ใช่แล้วทักษะซ่อนจันทร์ ถึงแม้ว่าการควบคุมลมปราณกับการควบคุมไฟจะแตกต่างกันแต่พื้นฐานก็คือการควบคุมพลังงานและปริมาณเหมือนกัน แน่นอนว่าที่หยางอี้สามารถทำสำเร็จได้ 12 แผ่นนั้นก็เพราะชายหนุ่มมีพื้นฐานในการควบคุมอยู่บ้าง เพียงแต่สมาธิส่วนใหญ่กลับทุ่มเทไปยังความกังวลที่กลัวว่าจะชื้นไปหรือไหม้ไปหลังจากคิดได้ชายหนุ่มก็ออกจากมิติเพื่อไปจัดการเตรียมกระดาษเพื่อใช้ในการฝึก ครั้งนี้หยางอี้ใช้ไปถึง 1000 แต้มเพื่อซื้อกระดาษมา 50000 แผ่น เสี่ยวเฮยบอกว่าจนกว่าจะทำ 10 แผ่นสำเร็จ 10 แผ่น หยางอี้ยังคงต้องฝึกเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เจ้างูน้อยนั้นแน่นอนว่าไม่มีทักษะการปรุงยา ทว่าเรื่องการควบคุมไฟนั้นหยางอี้ปฏิเสธไม่ได้ ก่อนหน้าเสี่ยวเฮยเคยสาธิตให้ดู ปากน้อยๆนั่นเพียงพ่นเพลิงดำทมิฬออกมาครั้งเดียวก็ทำให้กระดาษเปียกกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ได้แล้วการฝึกยังคงดำเนินต่อไป หลังจากเปิดใช้ทักษะซ่อนจันทร์ระหว่างการฝึก อัตราการบังคับความร้อนแรงของเปลวเพลิงก็มากขึ้น ความสำเร็จจาก 10 ใน 10000 ก็มากขึ้นเช่นกัน จนผ่านไป อีก 5 วัน ฝีก 1000 แผ่น หยางอี้ทำสำเร็จถึง 400 แผ่นแล้วหลังกลับจากหอประมูลเทียมฟ้า เวลาภายนอกผ่านไป 2 วันแล้ว เช้าวันนี้หยางอี้ออกมายังลานฝึกของเขาทดสอบเพื่อเตรียมพร้อม มองไปยังรอบด้านปรากฏศิษย์สายนอกจำนวนไม่น้อยที่มีความมั่นใจและมาชุมนุมกัน วันนี้เป็นกำหนดเวลาการชิงอันดับที่จะเกิดขึ้นทุกๆเดือนหยางอี้และกลุ่มของเทียนเจินเซียงแน่นอนว่าต้องการท้าชิงกับ 10 อันดับแรก ถึงความสามารถและระดับของทั้งกลุ่มจะสามารถเข้าเป็นศิษย์สายในได้นานแล้วทว่าก็ยังต้องทำตามกฏของสำนักอยู่ดี มีเพียงเป่ยลู่เท่านั้นที่ศึกชิงอันดับครั้งนี้ทำได้เพียงท้าชิงอันดับ 11-20 กลุ่มของเจินเซียงนั้นถูกขนานนามว่าเด็กปีศาจ ด้วยวันเพียงเท่านี้กลับก้าวถึงระดับปฐพีแล้วนั้นถือว่าเป็นอัจฉริยะโดยกำเนิด มีเพียงหยางอี้ที่หลายคนยังคงกังขา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชายหนุ่มเพียงแสดงพลังปราณออกมาแค่ก่อตั้งจิตขั้นที่ 8 เท่านั้น และเด็กใหม่ก็มิมีใครปริปากพูดออกมาเช่นกัน อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องอื้อฉาวที่ทำให้บุรุษเกือบครึ่งสำนักเกลียดชังเขาไม่นานผู้อาวุโสหัวล้านผู้ดูแลเขาทดสอบก็ออกมา การประลองชิงอันดับนั้นง่ายๆ ไม่มีอะไรยุ่งยาก ศิษย์สายนอกที่มีอันดับทุกคนจะได้รับเรือนไม้เป็นที่พักอาศัย ดังนั้นหากใครพอใจจะท้าประลองใครก็ไปยังเรือนไม้หลังนั้นและขานชื่ออกมา ในลานประลองกว้างมีจำนวน 50 คน การชิงอันดับนั้น ผู้ที่ประสงค์จะชิงอันดับต้องออกมารวมตัวกันที่ลานกว้างก่อน และเมื่อผู้อาวุโสมาถึงจะถือว่าหมดเวลา เช่นเดียวกันผู้ที่ไม่ประสงค์จะชิงอันดับจะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากเรือนในวันนี้ และหากผู้ที่ต้องการชิงอันดับเป็นเป้าหมายของผู้ชิงอันดับแล้ว การประลองนั้นจะถูกจัดให้เกิดขึ้นก่อนการประลองอื่น และแต่ละคนจะได้รับสิทธิสองครั้งในการท้าประลอง และผู้ถูกท้าประลองจะต้องไม่สามารถปฏิเสธได้จนกว่าจะครบ 10 ครั้ง“เงียบหน่อยเจ้าพวกเด็กเวร ต่อแต่นี้ไปข้าขอประกาศเริ่มศึกชิงอันดับประจำเดือนนี้ เช่นเดิม ผู้ประสงค์จะชิงอันดับจากผู้ชิงอันดับให้ก้าวออกมาและประกาศนามของตนและผู้ที่ต้องการท้าประลอง”เสียงของผู้อาวุโสหยุดลงก่อนจะมีศิษย์อายุ 22 – 25 ปี 8 คนก้าวเดินออกมา แต่ละคนล้วนเป็นศิษย์ในอันดับทั้งสิ้น สามคนก่อตั้งจิตขั้นที่ 9 และอีกห้าคนขั้นที่ 8 สายตาของพวกเขาส่งให้กันก่อนจะยิ้มเหี้ยมขึ้นมา“ข้าตงเว่ย อันดับที่ 75 ข้าปิงเลี่ย อันดับที่ 69 ข้า...... พวกข้าทั้ง 8 คน ขอท้าประลองผู้รั้งอันดับที่ 17 หยางอี้!”