บุปผาเคียงพยัคฆ์
บทนำ
“นังหนู... นังหนู... ตื่น...”
เสียงแหบห้าวคล้ายคนชราดังกระซิบข้างหู รสสุคนธ์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนลุกขึ้นนั่งก่อนกะพริบตาให้ตื่นจากอาการงัวเงีย ภาพเหตุการณ์ก่อนหน้าย้อนมาในความคิด ดวงตาหวานเบิกกว้างอย่างตกตะลึง เธอตายแล้วไม่ใช่หรือ
“ใช่... เ้าตายแล้ว”
เสียงแหบแห้งเดิมดังขึ้น ราวกับได้ยินในสิ่งที่เธอกำลังคิด รสสุคนธ์หันไปตามต้นเสียงในทันทีดวงตาฉายแววสงสัย ชายชราผมขาวยาวมัดรวบไว้หลวม ๆ คิ้วขาวยาวจรดคาง ดวงตาคมแฝงความอบอุ่น ในมือถือสมุดอะไรสักอย่างยืนลูบเคราสีขาวยาวของตนเองอยู่เบื้องหน้า ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ชายชราผู้นี้คือใครกัน
“อย่าแปลกใจเลยนังหนู เพราะข้าคือผู้ที่จะพาิญญาของเ้าไปส่งเอง”
“พาิญญาของหนูไปส่ง... ไปส่งที่ไหนคะ”
ถามออกไปด้วยน้ำเสียงแฝงความสงสัยและเศร้าใจในที แม้ในชีวิตของเธอจะไม่มีบุคคลที่รักหลงเหลือ แต่การตายอย่างกะทันหันเช่นนี้อย่างไรเสียก็ทำใจไม่ทันจริง ๆ
“ที่ที่เ้าควรอย่างไร”
ใบหน้าหวานฉายแววสงสัยอีกครั้ง คิ้วโก่งขมวดเข้าหากัน
“เพราะดวงจิตที่ปิดกั้นและพยายามหลีกหนีทำให้เ้าไปอยู่ผิดที่ผิดทาง กว่าข้าจะตามหาเ้าพบก็ใช้เวลานานพอควร แต่เอาเถิดชะตากำหนดมาแล้ว อย่างไรเสียเ้าก็คงมิอาจหลีกหนีได้”
“ท่านผู้นำดวงวิญาณ... เอ่อ ท่าน... หมายความว่าอย่างไรกันคะ หนูไม่เข้าใจ”
“เ้าไม่จำเป็ต้องเข้าใจหรอก เพียงตามข้ามาก็พอแล้ว”
เมืองหวงจิน แคว้นเหลียน
เรือนเสนาบดีโจวจางิเ้ากรมยุติธรรมคนปัจจุบันดำรงตำแหน่งขั้นสาม และเป็ที่โปรดปรานขององค์ฮ่องเต้ เสนาบดีโจวมีฮูหยินเพียงหนึ่งเดียวนามเว่ยอี้ซี มีบุตรชายสอง และบุตรสาวหนึ่ง บุตรชายคนโตนามโจวอี้ถังอายุยี่สิบสามปี ดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพขั้นสี่ แห่งกองกำลังม้าทมิฬสังกัดชินอ๋อง บุตรชายคนรองนามโจวอี้ซวนอายุยี่สิบปี เป็เ้าหน้าที่หมอหลวง ดำรงตำแหน่งขั้นหก
หากแต่ในความรุ่งโรจน์ของสกุลโจว ์กลับกลั่นแกล้งให้สกุลโจวมีบุตรีที่ไม่สมประกอบ โจวอี้หรง อายุนางปีนี้ย่างสิบห้า หากแต่พัฒนาการของนางยังคงคล้ายทารกที่แม้แต่พูดเพื่อการสื่อสารก็ยังไม่สามารถกระทำได้
เรือนบุปผา สกุลโจว
โจวอี้หรง บุตรีคนที่สามของเสนาบดีโจวนั่งบนเตียงนอน สายตาเหม่อมองไปด้านนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย ใบหน้าเรียวรูปไข่ คิ้วโก่งดังถูกวาดเอาไว้ ดวงตาเรียวงดงามหากแต่ไร้ประกายแห่งความสดใส มีเพียงความว่างเปล่าทอดออกมาทางสายตา เหม่อมองไปเบื้องหน้าตลอดเวลา ราวกับหุ่นปั้นที่ไม่มีชีวิตจิตใจ จมูกโด่งเชิดบ่งบอกความถือตัวไม่น้อย รับกับริมฝีปากแดงอวบอิ่มคล้ายผลอิงเถา ความงดงามที่ปรากฏเบื้องหน้านี้สุดที่จะหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้
“นางไม่มีดวงจิต มีเพียงพลังชีวิตเท่านั้นที่ทำให้นางยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้เพื่อรอคอยเ้า”
“อย่างนี้ก็หมายความว่าจริง ๆ แล้วร่างนี้คือร่างของหนูหรือคะ...”
“ใช่แล้ว หากแต่ตอนนี้เ้ายังไม่สามารถเข้าร่างของตนได้จนกว่าจะถึงวันเพ็ญ”
“เช่นนั้นตอนนี้หนูก็กลายเป็ิญญาเร่ร่อนใช่ไหมคะ”
ใบหน้าของรสสุคนธ์วิตกกังวลขึ้นมาในทันที เมื่อระลึกได้ว่านับจากนี้ไปอีกสามวันตนเองจะกลายเป็ผีเร่ร่อนไม่มีศาล นึกแล้วก็ได้แต่ปลง ในชะตาชีวิตตัวเองที่คล้ายกับเื่ตลกยิ่งนัก หรือบางทีตอนนี้เธออาจจะกำลังฝันอยู่ มือบางตบไปที่แก้มกลม ๆ ของตนเอง
โอ๊ย! เจ็บ
เป็ผีก็เจ็บด้วยหรือนี่ ท่านผู้นำดวงิญญายิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับการกระทำของรสสุคนธ์
“ไม่ใช่ฝันหรอก นี่คือเื่จริง แต่เอาเถิดเอาไว้ถึงวันเพ็ญหน้า เมื่อดวงจันทร์ฉายแสงเต็มดวงข้าจะพาเ้าเข้าร่างนี้ก็แล้วกัน”
พูดจบท่านผู้นำดวงิญญาก็หายวับจากไปราวกับผี แต่จริง ๆ แล้วท่านก็เป็ผีนี่นา... รสสุคนธ์ได้แต่ยิ้มตลกกับความคิดของตนเอง เธอถอนหายใจยาวในเมื่อไม่สามารถทำอะไรได้ก็ขอใช้ชีวิตแบบผี ๆ นี่ให้คุ้มแล้วกัน เธอเบนสายตาหันไปมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างพิจารณาในระยะใกล้อีกครั้ง
อา... สวยจริง ๆ เสียด้วย ไม่มีสิวฝ้าราคีแม้แต่น้อย ผิวพรรณก็ผุดผ่องเป็ยองใย เรียกได้ว่าเป็สตรีที่งามล่มบ้านล่มเมืองเลยทีเดียว
ว้าย!!!
รสสุคนธ์สะดุ้งสุดตัวพร้อมกับเอ่ยเสียงอุทาน เมื่อจู่ ๆ ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ขณะที่เธอกำลังตั้งใจพิจารณาใบหน้าเด็กสาวตรงหน้าอย่างตั้งใจ ดวงตากลมโตหันไปจ้องมองผู้ที่เปิดประตูเข้ามา
ร่างสูงราวหนึ่งร้อยเก้าสิบเิเของชายวัยประมาณยี่สิบปี เดินเข้ามาโดยไม่ได้บอกกล่าว แล้วนั่งลงข้าง ๆ เด็กสาว มือหนาเอื้อมไปกุมมือบางยิ้มอ่อนโยนให้อย่างจริงใจ
คล้ายใบหน้าของชายผู้นี้มีประกายบางอย่างเปล่งออกมา ดวงหน้ารูปไข่ คิ้วเข้มพาดราวกระบี่ ดวงตาอ่อนโยนอบอุ่น จมูกโดดเด่น ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงอมชมพู
“หรงเอ๋อร์... เป็เช่นใดบ้าง คิดถึงพี่บ้างหรือไม่”
ชายหนุ่มเอ่ยถามเด็กสาวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล มือหนาเลื่อนมาลูบที่เส้นผมยาวสลวยของเด็กสาวอย่างอ่อนโยน ไม่ได้แสดงอาการหงุดหงิดที่เด็กสาวตรงหน้าไม่มีการตอบสนองกลับแต่อย่างใด รสสุคนธ์มองท่าทางอ่อนโยนที่เขามีต่อเด็กสาวแล้วได้แต่ยกยิ้มบาง ด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาอ่อนโยนนั้นมีความละม้ายคล้ายเด็กสาวประมาณแปดส่วน บ่งบอกให้รู้ได้เลยทันทีว่าทั้งสองคนเป็พี่น้องกันโดยสายเือย่างแน่นอน ยังไม่ทันที่รสสุคนธ์จะคิดอะไรต่อมากกว่านั้น ก็มีชายร่างสูงอีกคนหนึ่งปรากฏกายขึ้นที่ประตู
บุรุษผู้เข้ามาใหม่รูปร่างกำยำผิวสีน้ำผึ้ง ใบหน้าแม้คล้ายคลึงกับชายคนแรกและเด็กสาวแต่กลับดูดุดันกว่า
ดูเหมือนเด็กน้อยคนนี้นอกจากจะเกิดในตระกูลใหญ่แล้ว นางยังมีพี่ชายที่เอาใจใส่เป็อย่างดี นับว่ามีวาสนาไม่น้อย หลังจากสนทนาทักทายน้องสาวที่นั่งนิ่งเป็รูปปั้นสักพัก พี่ชายทั้งสองก็ลุกจากไป คล้ายมีบางอย่างดลใจให้รสสุคนธ์ทะยานตามพี่ชายทั้งสองออกมานอกเรือนบุปผา เพียงแต่เมื่อออกมานอกเรือนพักของผู้เป็น้องสาว ท่าทางของพี่ชายทั้งสองกลับเปลี่ยนเป็จริงจังไม่อ่อนโยนเช่นตอนอยู่กับเด็กสาวในห้อง
“พี่ใหญ่ ท่านทราบข่าวเื่องค์รัชทายาทแล้วหรือยัง”
“อืม... ก็พอรู้มาบ้าง แต่เ้าไม่ต้องกังวลไป อย่างไรเสียข้าจะไม่ยอมให้น้องเล็กต้องตกอยู่ในอันตรายเช่นนั้นแน่นอน”
อันตรายอย่างนั้นหรือ!!!
โจวอี้หรงเป็เด็กสาวที่ไร้เดียงสาเพียงนั้น เหตุใดจึงมีเื่ที่ทำให้พี่ชายทั้งสองของนางต้องกังวลถึงเพียงนี้กัน
“ข้าเองก็หวังเช่นนั้น นางอ่อนแอเช่นนี้ หากถูกดึงเข้าไปในวังวนอำนาจของคนพวกนั้นก็คล้ายกับเป็ลูกแกะในฝูงหมาป่า ไม่ช้าก็เร็วคงจะถูกฝูงหมาป่าพวกนั้นกัดแทะจนเหลือแต่กระดูกแน่นอน”
หลังสนทนากันไม่นานพี่ชายทั้งสองของนางก็จากไป รสสุคนธ์เลือกที่จะเดินรอบ ๆ ตัวเรือน สกุลโจวไม่ได้แค่มีชื่อเสียงหากแต่ต้องร่ำรวยมหาศาลด้วยอย่างแน่นอน เพราะการตกแต่งตัวเรือนต่าง ๆ ดูละเอียดและงดงามไม่ต่างจากบ้านมหาเศรษฐีในภพของเธอเลยแม้แต่น้อย
ที่จวนของเสนาบดีโจวแบ่งตัวเรือนเป็สองส่วนใหญ่ ๆ ด้านหน้าจะเป็ห้องโถงใหญ่เชื่อมกับเรือนพักของโจวจางิและฮูหยิน ส่วนด้านหลังเป็เรือนพักของบุตรทั้งสามคน
หลังแรกเป็ของบุตรชายคนโตโจวอี้ถัง ลักษณะตัวเรือนเรียบง่ายตกแต่งโทนสีเทาเป็ส่วนใหญ่ ด้านหลังมีลานกว้างสำหรับฝึกซ้อมทหาร โดยมีคอกม้าและห้องเก็บอาวุธอยู่ด้านข้าง ด้านหลังลานฝึกเป็เรือนพักขนาดใหญ่ที่มีรั้วกั้นชัดเจน สำหรับให้ทหารในสังกัดส่วนตัวของโจวอี้ถังร่วมห้าร้อยนายพักอาศัย ความจริงแล้วโจวอี้ถังมีจวนพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้อยู่แล้ว แต่เ้าตัวไม่้าแยกตัวออกไปจึงยังคงอยู่ในจวนเสนาบดีโจวผู้เป็บิดา
ถัดมาเป็เรือนพักของบุตรชายคนรองโจวอี้ซวน ลักษณะตัวเรือนทรงเดียวกับของโจวอี้ถัง หากแต่การตกแต่งภายในดูละเอียดอ่อนกว่า ด้านหลังเรือนพักไม่ใช่สนามซ้อมรบแต่เป็สวนหย่อมที่เน้นไปทางไม้ประดับตกแต่งแบบเรียบ
เน้นที่ความละเอียดอ่อน ทางเดินปูด้วยหินอ่อนสีขาวนวลตาทอดยาวไปกลางสวนมีเก๋งทรงแปดเหลี่ยม มีโต๊ะหินอ่อนสีเทานวลทรงกลม พร้อมด้วยเก้าอี้หินอ่อนทรงกลมสีเข้าชุดกันอีกห้าตัว รอบเก๋งโอบล้อมด้วยไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ให้ร่มเงาเย็นสบาย และชวนผ่อนคลายเช่นเดียวกับเ้าของเรือน ที่สำคัญข้างเรือนก็มีเรือนขนาดใหญ่พอ ๆ กับเรือนพักทหารของโจวอี้ถัง หากแต่เมื่อเข้าไปด้านในกลับพบแต่ตำรามากมายมหาศาล
เรือนสุดท้ายเป็เรือนบุปผา เรือนพักของโจวอี้หรง แม้นางจะไม่สมบูรณ์ทางด้านพัฒนาการแต่ดูเหมือนคนในครอบครัวนางจะมิได้รังเกียจถึงข้อเสียนี้แม้แต่น้อย ความรักความอบอุ่นที่คนในครอบครัวมอบให้นางไม่มีสิ่งใดบกพร่องแม้เพียงนิด เด็กสาวมีสาวใช้ประจำตัวถึงหกนาง คอยดูแลช่วยเหลือกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ทั้งพาไปอาบน้ำแต่งตัว ป้อนอาหาร จนกระทั่งขับถ่าย บางครั้งเหล่าสาวใช้กลุ่มนี้ยังพานางไปเดินเล่นที่สวนดอกไม้ด้านหลังเรือน อีกทั้งให้ความเคารพนางมิต่างจากคุณหนูปกติสกุลอื่นเลย ช่างโชคดีจริง ๆ เชียว
.................................................................................................................................................................