“พวกเขาปิดเรื่องนี้ได้อย่างมิดชิดจริงๆ”
“เหอะ พวกเขาลอบทำการตกลงเรื่องนี้กันไว้เรียบร้อยที่ต้องเก็บเป็นความลับก็เพราะกลัวว่าบุคคลภายนอกจากทวีปอื่นอาจจะเข้ามาแย่งชิงผลประโยชน์”อู๋เล่ยพูดต่อ
ซูเจินพยักหน้าเห็นด้วย ในวันที่นางปะทะกับไป๋เซวี่ยในยามค่ำคืนนั้นเป็นช่วงที่นางให้เสี่ยวไป๋ที่เปลี่ยนรูปร่างเป็นเหยี่ยวขาวแล้วให้ส่งข้อความไปหาเจี่ยเจียที่หมู่บ้านเสี่ยวไป๋เดินทางได้รวดเร็วมาก หลังจากนั้นไม่กี่วันเสี่ยวไป๋ก็กลับมาพร้อมรหัสข้อความจากการสืบข่าว นางไม่รู้ว่าเสี่ยวไป๋ทำได้อย่างไรที่เล็ดลอดสายตาของคนในสำนักได้ปกติแล้วทางสำนักเข้มงวดมากเรื่องการโบยบินบนท้องฟ้าทว่าเสี่ยวไป๋ของนางกลับบินโฉบไปมาได้อย่างอิสระ
ใจความที่ได้คือมีข่าวลือว่าสุสานบรรพกาลจะปรากฏขึ้นในไม่ช้าทว่าไม่อาจสืบได้ว่าจะปรากฏที่ใดหรือเวลาใดได้แน่ชัด เดิมมีสี่แคว้นที่ทำการตกลงเรื่องการส่งคนเข้าไปทว่ามีความเคลื่อนไหวจากแคว้นโจวข่าวที่แคว้นโจวพ้นคำสาปส่งผลให้พวกเขาทำทุกวิธีการเพื่อให้ได้เข้าร่วมการที่ส่งรุ่นเยาว์เข้าร่วมสำนักต่างๆล้วนเพื่อจุดประสงค์นี้
จากการเคลื่อนไหวและกดดันของแคว้นโจวทำให้อีกสี่แคว้นได้ทำข้อตกลงเดียวกันกับแคว้นโจวด้วยการดำเนินการล้วนเป็นไปอย่างเงียบเชียบ
ทางสำนักสวรรค์จะส่งศิษย์สายในทุกคนที่สามารถผ่านประตูได้เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วยรวมศิษย์ในชุดใหม่เป็นทั้งสิ้นสามร้อยห้าสิบคนสำนักสวรรค์ถือเป็นสำนักใหญ่พวกเขาสามารถใช้อำนาจในส่วนนี้ในการส่งศิษย์เข้าร่วมในจำนวนมากได้
คาดการณ์คร่าวๆ คิดว่าจะมีผู้เข้าร่วมแสวงโชคในครั้งนี้มากถึงหนึ่งพันห้าร้อยคนนอกจากนี้แล้วยังมีพวกตระกูลใหญ่ต่างๆที่อาจจะส่งคนของพวกเข้ามาร่วมอีกราวสามร้อยคนรามทั้งสิ้นเกือบสองพันคน
อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงจำนวนที่คาดไว้คร่าวๆเท่านั้น เมื่อประตูปรากฏขึ้นจะมีปรากฏการณ์บางอย่างเมื่อมันปรากฏขึ้นจะมีเวลาเพียงเล็กน้อยกว่ามันจะเปิดออกและเมื่อมันเปิดออกแล้วมันจะปิดภายในหนึ่งชั่วยามต่อให้ทวีปอื่นรู้ตัวแต่ก็สายไปเสียแล้วหวังเพียงว่าห้าแคว้นจะมีคำแก้ตัวเตรียมเอาไว้แล้วไม่อย่างนั้นจะเป็นการสร้างความขุ่นเคืองใจกับทวีปอื่นได้ โดยเฉพาะทวีปต้ารุย พวกเขาเป็นทวีปที่มีผู้ฝึกตนแข็งแกร่งมาก
“เป็นอย่างไร ตรงกับข้อมูลที่ได้มาหรือไม่?”อู๋เล่ยกล่าวอย่างรู้ทัน อีกฝ่ายเพียงต้องการยืนยันข้อมูลเท่านั้นทั้งยังเป็นการหยั่งเชิงเขาอีกด้วย
ซูเจินยิ้มพราย “แล้วประตูจะปรากฏขึ้นที่ใด?”
อู๋เล่ยชะงักเขาเงียบไปอยู่ครู่ใหญ่เหมือนกำลังชั่งใจบางอย่าง สุดท้ายก็ยอมเปิดปากพูด
“คิดว่าเป็นแถวๆป่าอาถรรพ์”
“...!”
ซูเจินหันมองสบตากับจือเหลียงพร้อมกันในแววตาพวกนางทั้งคู่ปรากฏความประหลาดใจ
“ส่วนใดของป่าอาถรรพ์?” ซูเจินถามต่อ
อู๋เล่ยย่นคิ้ว “เรื่องนี้ไม่มีใครแน่ใจแต่ทำนายเอาไว้ว่าจะปรากฏแถวๆปากทางเข้าที่ติดกับแคว้นหนานเจียง”
“อ่อ”ซูเจินได้แต่ภาวนาว่ามันจะไม่ไปปรากฏอยู่แถวๆหมู่บ้านไม่เช่นนั้นจะต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ อย่างไรก็ป้องกันไว้ก่อนดีกว่าซูเจินส่งสัญญาณมือบอกจือเหลียงใต้โต๊ะจือเหลียงพยักหน้าน้อยๆแล้วลุกขึ้นเดินจากไปเหลือเพียงซูเจินที่นั่งอยู่กับอู๋เล่ยสองคน
“นั่นเขาจะไปไหน?”
“ข้าให้เขาไปทำธุระนิดหน่อย” ซูเจินบอกก่อนจะเบี่ยงประเด็น “ว่าแต่สกุลจินจะส่งคนเข้าร่วมมากน้อยแค่ไหน?”
“อาจจะไม่มาก คงให้แค่คนที่มีฝีมือจริงๆเข้าไป การแสวงโชคไม่ใช่เรื่องง่ายๆเข้าไปแล้วไม่รู้ว่าจะได้กลับออกมาสักกี่คน”
“หึ โลกนี้ยังมีคนโลภอีกมากนัก” ซูเจินกล่าว
“แต่ไม่ใช่กับสกุลจิน” อู๋เล่ยกล่าว ซูเจินเลิกคิ้วมอง“หากมีโอกาส ข้าอยากจะพบผู้อาวุโสของสกุลเฉินสักครั้ง”
“ทำไมจึงอย่างพบเขา?” ซูเจินถามอย่างแปลกใจ
“สกุลเฉินมักเก็บตัวและลึกลับแม้แต่คนที่อยู่ในแวดวงการค้าที่ว่าใหญ่โตก็ยังไม่เคยเห็นตัวพวกเขาสักครั้งวันนี้ได้เจอเจ้านับว่าเป็นเรื่องแปลก แต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสดี”
“คิดจะสานสัมพันธ์ผ่านข้า?”
“แน่นอนอยู่แล้ว สกุลเฉินนับว่ามีหน้าตาทางการค้าในฐานะคนของครอบครัวที่ทำการค้าอย่างข้าย่อมต้องอยากเจอสักครั้ง”
“...” ซูเจินร้องอ๋อในใจ ที่แท้เขาก็เห็นว่านางเป็นคนของสกุลเฉินทั้งยังดูฐานะไม่เลวคงคิดว่าอาจมีประโยชน์ต่อกันได้ ก็คิดอยู่แล้วว่าทำไมเขาถึงได้ตีสนิทถึงเพียงนี้
“หากได้ทำความรู้จักกันเอาไว้ย่อมเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ?”อู๋เล่ยพูด สายตานับว่าเจ้าเล่ห์อย่างยิ่ง
ซูเจินยิ้มตอบ สายตาแพรวพราวไม่ต่างกัน“หากพบแล้วท่านอยากจะพูดอะไรกับเขาเล่า?”
“เอาไว้เจอเขาแล้วค่อยว่ากัน”อู๋เล่ยดึงสายตากลับไป
ซูเจินไหวไหล่ หากเขาไม่อยากพูดก็ช่างเถอะหากเขารู้ว่าคนที่มีอำนาจมากที่สุดคือนางเขาจะยังพูดเช่นนี้อยู่หรือไม่?
“ได้ หากมีโอกาสข้าจะแนะนำให้ท่านรู้จัก”ซูเจินบอก
จากนั้นบทสนทนาก็เงียบไปซูเจินเอื้อมมือไปลูบหัวเจ้างูสีรุ้งแสนสวย มันเอียงหัวคลอเคลียไปกับฝ่ามือของนางในโลกก่อนซูเจินกลัวพวกสัตว์เลื้อยคลานมาก โดยเฉพาะงูแต่น่าแปลกที่เมื่อเข้ามาอยู่ในร่างนี้แล้วนางกลับไม่กลัวอะไรพวกนี้เลยและมีบ่อยครั้งที่มักมีภาพซ้อนในอดีต เมื่อครั้งซูซูนางชื่นชอบสัตว์เป็นที่สุด
“ดูมันจะชอบเจ้านะ” อู๋เล่ยบอกงูสีรุ้งเป็นสัตว์อสูรที่เขาเลี้ยงมาตั้งแต่มันเป็นไข่ สัตว์อสูรส่วนมากมันจะมีการพัฒนาช้ามากเขาให้ทรัพยากรจำนวนมากกว่ามันจะมีระดับสองขั้นต้นเช่นนี้งูตัวนี้นับว่ายังเด็กมากนัก
ซูเจินยิ้มเอ็นดู ยื่นแขนให้เจ้างูน้อยเลื้อยพันขึ้นมาทว่าเมื่อมันมาได้เพียงข้อมือกลับถูกสะบัดอย่างแรงจนลอยกระเด็นไปอยู่บนโต๊ะ
พับๆๆๆ!
“เสี่ยวไป๋!” ซูเจินดุมันเสียงดังเมื่อเหยี่ยวขาวตีปีกตบตีงูสีรุ้งไปมา เป็นเสี่ยวไป๋ที่มาจากไหนก็ไม่รู้บินมาโฉบเจ้างูสีสวยให้พ้นข้อมือของซูเจินเท่านั้นยังไม่พอ มันยังตามไปใช้ปีกตีงูตัวเล็กด้วย
“เสวี่ยจิงของข้า!”อู๋เล่ยรีบคว้างูตัวเล็กมาไว้ทันที ลูบไล้มันอย่างเป็นห่วงเป็นใย
“เสวี่ยจิง?” ซูเจินอดไม่ได้ที่จะอุทานขึ้นมางูตัวนี้ชื่อเดียวกับเสวี่ยจิงผู้นั้น?
หลังจากถูกดุ เสี่ยวไป๋ก็ยอมหยุดและถลาเอาปีกมาเกาะแขนของซูเจินทั้งยังเอาหัวถูไถอย่างออดอ้อนหวังใช้ความน่ารักกลบเกลื่อนความผิด ถามว่าได้ผลไหม?
ได้ผลสิ!
“เจ้าตัวขี้อิจฉา”ซูเจินใช้นิ้วดีดที่หัวของมันเบาๆ “กลับมาแล้วหรือ?”
‘ข้ากลับมาแล้วท่านแม่’
“นี่เป็นอสูรของเจ้าหรือ?”อู๋เล่ยจ้องเหยี่ยวสีขาวเขม็ง เห็นมันหันมาจ้องเสวี่ยจิงของเขาก็รีบเรียกเสวี่ยจิงกลับเข้าห้วงจิตวิญญาณทันที
เสี่ยวไป๋ราวกับเป็นผู้ชนะ มันเชิดหัวขึ้นสูง
“นี่เสี่ยวไป๋ เป็นอสูรของข้าเอง”ซูเจินแนะนำให้อีกฝ่ายรู้จัก “เพิ่งกลับมาถึงเสี่ยวไป๋เด็กดีไปหาจินจูก่อนดีหรือไม่?ข้าให้นางช่วยเตรียมขนมที่เสี่ยวไป๋ชอบไว้เยอะแยะเลยนะ”
เสี่ยวไป๋พยักหัวหงึกหงัก ‘ไปหาจินจู’
อู๋เล่ยมองเหยี่ยวขาวที่เพิ่งบินไป “อสูรของเจ้ามันตีเสวี่ยจิงของข้า”
“พวกเขาแค่เล่นกันน่า” ซูเจินบอก
“เล่นกันบ้านเจ้าสิ อสูรของเจ้าระดับสามขั้นสูงตีเสวี่ยจิงของข้าเบาๆก็เจ็บแล้ว” อู๋เล่ยกล่าวอย่างไม่ยินยอม
“เสวี่ยจิงของเจ้า?” ซูเจินกล่าวล้อเลียน“สรุปเสวี่ยจิงเป็นสตรีหรอกหรือ?”
“เสวี่ยจิงของข้าเป็นตัวเมีย”
“ข้าหมายถึงเสวี่ยจิงที่เป็นคน” ซูเจินเจาะจงอู๋เล่ยชะงักไปก่อนจะรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเจอกันเมื่อไหร่ข้ากับเขาก็ตีกันอยู่ตลอดนั่นแหละ” อู๋เล่ยพูดขึ้นเสียงดังซูเจินจุ๊ปาก แค่นี้ก็ต้องเสียงดังด้วย มีพิรุธนะเนี่ย
“ขะ ข้าไปก่อนดีกว่า เอาไว้ข้าจะมาใหม่วันหลัง”อู๋เล่ยลุกขึ้นแล้วก้าวฉับๆจากไปอย่างรวดเร็ว