[จบ] ยอดหมอพลิกแผ่นดิน

    บทที่ 53 ปัญหารุมเร้า

    บทที่ 53 ปัญหารุมเร้า

     

    “ช่วยชีวิต… ช่วยชีวิตใคร?”


    จ้าวผิงถามอย่างสงสัย “หมอหลิน ท่านก็ยังอยู่ดีไม่ใช่หรือ?”


    “ถ้ายังรักษาโรคระบาดไม่ได้ ในฐานะหมอ ข้าต้องตายแน่นอน” หลินหัวกล่าวทั้งน้ำตา “มิหนำซ้ำยังต้องเดือดร้อนไปถึงคนในครอบครัว สถานเบาก็ประหารสามชั่วโคตร”


    “จ้าวเซียนเชิงคิดวิธีควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้จะต้องสามารถรักษาได้แน่นอน โปรดช่วยเหลือคนในครอบครัวข้าด้วยเถอะ”

     

    ว่าแล้ว หลินหัวก็ทำท่าจะโขกศีรษะให้จ้าวผิง


    จ้าวผิงรีบประคองเขาขึ้นมา “หมอหลิน ท่านเป็นผู้อาวุโส ข้ารับการคารวะของท่านไม่ได้หรอก ส่วนเรื่องโรคระบาด ข้าก็เป็นคนอำเภออวิ๋นอันเหมือนกัน ย่อมต้องช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ”


    “ข้าขอบคุณจ้าวเซียนเชิงแทนชาวบ้านอำเภออวิ๋นอัน”


    หลินหัวทำท่าจะคุกเข่าลงอีกครา จ้าวผิงต้องจับตัวเขาไว้แน่นถึงรั้งไม่ให้อีกฝ่ายคุกเข่าลงได้


    “หมอหลิน ถ้าท่านยังเอาแต่คุกเข่าลงไปแบบนี้ ข้าจะไม่ช่วยแล้ว”


    พูดกันตามจริง จ้าวผิงต่อต้านธรรมเนียมคุกเข่าแบบนี้เอามาก ๆ


    ชาติก่อนสิ่งที่เขาถูกปลูกฝังมาคือเบื้องบนคุกเข่าคำนับฟ้า เบื้องล่างคุกเข่าคำนับดิน ตรงกลางคำนับบิดามารดา ต่อให้เป็นครูบาอาจารย์ก็หายากมากที่จะคุกเข่าให้


    แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ ภรรยาคุกเข่าให้สามี ราษฎรคุกเข่าให้ขุนนาง แค่มีบุญคุณต่อกันเล็กน้อยก็ต้องคุกเข่าโขกศีรษะ


    หัวเข่าราวกับเป็นกระดูกอ่อนที่สามารถพับลงได้ตลอดเวลาก็ไม่ปาน  ถึงเขาจะพูดแล้วพูดอีกก็ไม่อาจห้ามไม่ให้พวกหลิ่วเมิ่งหรูและอวิ๋นหม่านคุกเข่าให้ได้


    จ้าวผิงรู้สึกปวดหัวยิ่งถึงได้ขวางหลินหัวไว้


    “ถึงเวลากินข้าวพอดี พวกเรากินข้าวกันก่อนค่อยพูดเรื่องรักษาหวัดจากลมเย็นดีหรือไม่?”


    “ข้ายังจะกินลงเสียที่ไหน?” หลินหัวทอดถอนใจ


    “กินไม่ลงก็ต้องกิน” จ้าวผิงกล่าวอย่างเด็ดขาด “คนต้องกินข้าวถึงจะมีแรงทำงาน หากไม่กินก็คงหิวจนคิดอะไรไม่ออกกันพอดี”


    “ถ้าไม่กินข้าวให้อิ่มท้องแล้วจะเอาแรงจากที่ไหนไปรักษาคนป่วยมากมายเช่นนั้น นอกจากกินให้อิ่มท้องแล้ว ท่านยังต้องพักผ่อนให้เพียงพออีกด้วย”


    เมื่อเห็นรอยคล้ำรอบดวงตาหลินหัว จ้าวผิงก็รู้ว่าอีกฝ่ายกลุ้มใจจนไม่ได้นอนมาทั้งคืน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป หวัดจากลมเย็นคงยังคลี่คลายไม่ได้ และหมอหลินก็อาจจะเหนื่อยจนเป็นลมล้มพับไปเสียก่อน


    จ้าวผิงกล่าวต่อไปว่า “พวกเราเป็นหมอ เป็นกำลังสำคัญในการรักษาโรคระบาด หากร่างกายทนไม่ไหว ท่านหวังให้คนอื่นมารักษาคนป่วยแทนท่านอย่างนั้นหรือ?”


    “ใช่แล้ว ควรกินข้าวให้อิ่ม พักผ่อนให้เพียงพอ”


    หลินหัวไม่ปฏิเสธอีก เขาเดินตามจ้าวผิงเข้าไปกินข้าวในบ้าน


    หลังกินข้าวเสร็จก็มีคนมารับยา จ้าวผิงคอยชี้แนะว่าอาการแบบไหนควรใช้สมุนไพรชนิดใด และต้องใช้ปริมาณเท่าไหร่


    หลินหัวมีพื้นฐานการรักษาจึงเรียนรู้ได้เร็วยิ่ง เรียกได้ว่ารอบเดียวก็จำได้แล้ว


    เวลานั้นเอง เถียนเจิ้นก็เอาหน้ากากอนามัยมาส่ง แม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่โรงทอผ้าของครอบครัวเขาก็เร่งมือทำติดต่อกันหลายคืนจนทำออกมาได้ห้าพันชิ้น


    ด้วยจำนวนนี้จึงยังไม่อาจแจกจ่ายให้ชาวนาได้ จ้าวผิงเก็บไว้หนึ่งพันชิ้นสำหรับคนในครอบครัวและคนงาน


    ส่วนที่เหลือ เขาบอกให้เถียนเจิ้นนำไปส่งที่จวนว่าการอำเภอเพื่อให้หวงเฟิงเหนียนเป็นคนจัดสรร


    ก่อนจากไป เถียนเจิ้นนำเหล้าเซียงซือทั้งหมดไปด้วย แต่ให้มัดจำแก่จ้าวผิงเป็นตั๋วเงินสองหมื่นตำลึง ส่วนเงินที่เหลือเขียนไว้เป็นใบค้างชำระ รอให้ขายหมดก่อนค่อยจ่าย


    จ้าวผิงรับไว้ด้วยความยินดี


    ด้วยมีใบค้างชำระ จ้าวผิงจึงไม่กลัวว่าตระกูลเถียนจะเบี้ยวหนี้ เพราะราชสำนักมีกฎหมายเกี่ยวกับหนี้สินเข้มงวดอย่างมาก


    ขอเพียงแค่นำใบค้างชำระไปฟ้องร้องกับทางการ ไม่มีไม่ชนะความ สถานเบาคือสักหน้าส่งตัวไปสมทบกองทัพ


    ก่อนหน้านี้หวังชื่อเหรินเอาใบค้างหนี้มาทวงตัวภรรยาและลูกสาวของเขาก็เพราะมีความมั่นใจจากกฎหมายข้อนี้


    ตอนนั้นหลิ่วเมิ่งหรูถึงขนาดยอมควักจี้หยกซึ่งเป็นของระบุตัวตนชิ้นสำคัญออกมาค้ำประกัน เพราะกลัวว่าหวังชื่อเหรินจะไปแจ้งความ


    นอกจากนี้ตระกูลเถียนก็เป็นตระกูลใหญ่ในเมือง พวกเขาย่อมไม่กล้าทำเรื่องเหลวไหล


    เถียนเจิ้นสั่งให้โจวอันผู้เป็นพ่อบ้านนำเหล้าเซียงซือกลับจวน นี่เป็นคำสั่งของผู้เป็นพ่อ


    คืนวันก่อน ท่านพ่อขอพบเจ้าเมืองเผิงเพื่อติดต่อสวีเทียนหัว พอสวีเทียนหัวรู้ว่าตระกูลเถียนได้เหล้าเซียงซือมาสิบไหก็ตกใจจนกรามแทบหลุด


    จากนั้นสวีเทียนหัวตัดสินใจกลับเมืองหลวง ไม่เพียงแต่จะไปขอตำแหน่งขุนนางชิมสุราส่วนพระองค์ซึ่งเป็นตำแหน่งขุนนางขั้นเจ็ดให้เผิงไหลเซียนจวินเท่านั้น แต่ยังไปเพื่อทำเงินอีกด้วย


    เหล้าดี ๆ แบบนี้จะต้องขายได้กำไรงามแน่นอน


    ด้วยเหตุนี้ เถียนเจิ้นจึงนำเหล้าเซียงซือที่เหลือจากบ้านจ้าวผิงมาทั้งหมดและขนกลับไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทที่เมืองหลวง


    จ้าวผิงไม่รู้เรื่องนี้ ตอนนี้เขากำลังกำกับหลินหัวและเหวินฮุ่ยรักษาคนอยู่


    เนื่องจากก่อนหน้านี้คนหมู่บ้านซีผิงบางส่วนได้กินยาไปแล้ว คนป่วยจึงมีไม่มาก มีราวหนึ่งร้อยคนเท่านั้น


    คนทั้งสามวุ่นวายกันตลอดช่วงเช้าจึงรักษาแล้วเสร็จ ส่วนห่อยาที่เหวินฮุ่ยเตรียมไว้ก็จวนหมดแล้ว


    ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าคงไม่มีสมุนไพรเหลือไปรักษาคนป่วยที่หมู่บ้านอื่นแน่


    หลินหัวคาดเดาปัญหาตรงนี้ออกจึงพูดกับจ้าวผิงว่า “จ้าวเซียนเชิง ข้าจะกลับเข้าไปในตัวอำเภอ พาหมอฝึกหัดที่โรงหมอชำนาญการไปขุดสมุนไพรมาเพิ่ม แล้วจะไปแจ้งนายอำเภอหวงให้ติดต่อเบื้องบน ขอให้เบื้องบนช่วยส่งสมุนไพรมาสนับสนุน”


    “ขอแค่สมุนไพรเหล่านี้ได้ผล ข้าเชื่อว่าจะสามารถคลี่คลายโรคระบาดได้ภายในเวลาเดือนเศษ”


    เดือนเศษอย่างนั้นหรือ?


    นั่นกินเวลานานเกินไปกระมัง…


    แม้สมัยโบราณข่าวสารจะแพร่กระจายค่อนข้างช้า แต่ถ้ารอถึงหนึ่งเดือน เกรงว่าไม่เพียงแต่ข่าวลือจะแพร่กระจายไปถึงในเมือง แต่กระทั่งในมณฑลหรือวังหลวงก็คงทราบข่าวกันหมดแล้ว


    ถึงเวลานั้นก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะไม่มีการปิดหมู่บ้านจุดไฟเผา


    อย่างไรก็ต้องคลี่คลายสถานการณ์ให้ได้โดยเร็วที่สุด


    หลังหารือกับหลินหัว จ้าวผิงก็ได้ข้อสรุปอย่างหนึ่ง…


    ตอนนี้คนป่วยล้วนเป็นหวัดจากลมเย็น ยาที่จ้าวผิงต้มออกมายังได้ผล ดูจากที่ในหมู่บ้านซีผิงมีคนป่วยแค่ราวร้อยคนเท่านั้นแบบนี้


    ส่วนหมู่บ้านเซี่ยซุน คนป่วยยิ่งมีจำนวนน้อยกว่าเสียอีก นั่นก็ด้วยคนของหมู่บเานเซี่ยซุนเริ่มดื่มยากันแต่เนิ่น ๆ จึงมีแค่คนสูงอายุในหมู่บ้านไม่กี่คนเท่านั้นที่ล้มป่วย


    ทว่าหมู่บ้านอื่นที่ไม่ได้ดื่มยาต่างมีผู้ไข้จำนวนมาก อย่างน้อยมีคนป่วยหลายร้อย อย่างมากมีคนป่วยกว่าพันคน กระทั่งมีหมู่บ้านที่คนล้มป่วยกันทั้งหมู่บ้านอีกต่างหาก


    ถ้าไม่เร่งมือรักษา ปล่อยให้อาการป่วยย่ำแย่ลงไปเรื่อย ๆ อาจกลายเป็นโรคปอดบวมได้


    ถึงตอนนั้นก็คงยากจะควบคุมแล้ว


    ไม่แน่ว่าอาจกลายเป็นโรคระบาดอย่างแท้จริง และนั่นไม่ใช่ผลลัพธ์ที่จ้าวผิงอยากเห็น


    หลังจากครุ่นคิดสักพัก จ้าวผิงก็กล่าวกับหลินหัวว่า “ท่านหมอหลิน แบบนั้นจะช้าเกินไป พวกเราต้องทำเวลากว่านี้ ไม่ต้องจัดสมุนไพรเป็นห่อเล็ก ๆ แล้ว แต่ต้มยาหม้อใหญ่ให้ดื่มกันทุกคนจะได้ผลดีกว่า”


    “ใช้ตำรับยาหมาหวงฟู่จื่อซี่ซินทังก่อน*[1] ถ้าใช้สมุนไพรหมดแล้วค่อยเปลี่ยนไปใช้ตำรับยาอวี้ผิงเฟิงส่าน”


    “จะขุดสมุนไพรหรือให้เบื้องบนช่วยส่งสมุนไพรมาสมทบก็ต้องใช้สมุนไพรหมาหวง ฟู่จื่อ และซี่ซินเป็นหลัก”    


    “นอกจากนี้ ท่านช่วยบอกให้นายอำเภอหวงส่งคนมาช่วยหน่อย ข้าจะให้คนในหมู่บ้านช่วยต้มยา พอพวกเขามาแล้วจะได้นำยาไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านดื่มได้ทันที”


    “ทำแบบนี้จะได้ผลหรือ?” หลินหัวมุ่นคิ้ว “ถ้าต้มหม้อใหญ่ ประสิทธิภาพของยาจะลดลง ยังจะรักษาได้อย่างนั้นรึ?”


    “ถึงอย่างไรก็ดีกว่าไม่มีเลย” จ้าวผิงพูด “จากรูปการณ์ในตอนนี้ ถ้าอยากรักษาทุกคนก็ต้องทำเช่นนี้เท่านั้น”


    “มิเช่นนั้นถ้าแบ่งสมุนไพรเป็นห่อเล็ก จากสมุนไพรที่พวกเรามีอยู่ในตอนนี้ก็สามารถรักษาได้แค่พันกว่าคน มากกว่านี้ก็ไม่มีวิธีแล้ว หรือจะปล่อยให้คนป่วยเหล่านั้นต้องทนทุกข์เพราะอาการป่วยต่อไปเล่า”


    “ต้มยาหม้อใหญ่ แม้จะทำให้ประสิทธิภาพของยาด้อยลง แต่อย่างน้อยก็ยังมั่นใจได้ว่าคนป่วยทุกคนล้วนได้กินยา หากดื่มยาต่อเนื่องหลายวัน ฤทธิ์ยาก็อาจรักษาโรคได้ในที่สุด”


    “แต่ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ ต่อให้ไม่ใช่โรคระบาดก็คงจะกลายเป็นโรคระบาดไปเสียก่อน ถึงตอนนั้น ต่อให้เทพเซียนมาเองก็คงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว”


    “ข้าจะทำตามที่จ้าวเซียนเชิงพูดประเดี๋ยวนี้”


    หลินหัวเองก็ไม่มีวิธีการที่ดีกว่านี้จึงได้แต่ทำตามข้อเสนอของจ้าวผิง เขากลับเข้าตัวอำเภอไปอย่างรวดเร็ว


    ก่อนจะตรงไปรายงานกับหวงเฟิงเหนียนเป็นอันดับแรก


    หวงเฟิงเหนียนเป็นเพียงนายอำเภอไม่ใช่หมอ เขาจึงไม่เข้าใจวิธีรับมือหวัดจากลมเย็นแม้แต่น้อย อีกฝ่ายทำได้เพียงให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่


    หลังเหลือคนรักษาความปลอดภัยของจวนว่าการไว้เพียงไม่กี่คน คนที่สามารถใช้งานได้ล้วนถูกเขาส่งออกไปช่วยเหลือ


    กระทั่งปลัดอำเภอก็ยังถูกเขาส่งไปรวบรวมสมุนไพรในตัวเมือง


    หากเจ้าเมืองไม่สามารถหามาให้ได้ก็ต้องหาซื้อเอง


    ช่วงที่ผ่านมาหวงเฟิงเหนียนเพิ่งริบทรัพย์สินของตระกูลเฝิงและหมาจิ่วมาได้เป็นเงินจำนวนหมื่นกว่าตำลึง เขาสั่งให้ปลัดอำเภอนำเงินจำนวนนี้ไปหาซื้อสมุนไพรหมาหวงฟู่จื่อและซี่ซินกลับมา


    ส่วนตัวหวงเฟิงเหนียน เขาเดินทางไปหมู่บ้านซีผิงเพื่อช่วยเหลือจ้าวผิงด้วยตนเอง


    หมู่บ้านซีผิงยุ่งกันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ


    หลังหลินหัวจากไป จ้าวผิงก็ให้อวิ๋นหม่านไปรวบรวมชาวบ้านมาช่วยต้มยา


    จ้าวผิงไม่เพียงรับซื้อข้าวงอกในราคาเท่าเดิม ทว่ายังแจกยาให้โดยไม่คิดเงิน มิหนำซ้ำเวลานี้ยังรับหน้าที่สำคัญในการต่อต้านโรคระบาดอีกด้วย


    เวลานี้จ้าวผิงจึงได้รับการยอมรับนับถือจากทุกคนเป็นอย่างสูง


    คนในหมู่บ้านล้วนให้ความร่วมมือ เริ่มต้มยาตามคำกำชับของชายหนุ่ม


    อำเภออวิ๋นอันมีหมู่บ้านทั้งหมดยี่สิบหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านมีประชากรราวสามพันคน เป็นไปได้ว่าจะมีผู้ป่วยหนึ่งพันห้าร้อยคน


    รวมทั้งหมดก็ราวสามหมื่นคน


    ทุกคนดื่มยาครึ่งถ้วย วันละสามเวลา เท่ากับยาสี่หมื่นห้าพันถ้วย


    ยาหนึ่งถังเท่ากับยาหนึ่งร้อยถ้วย หนึ่งวันต้องใช้ถึงสี่ร้อยห้าสิบถัง


    โชคดีที่มีคนในหมู่บ้านมาช่วยเหลือจึงสามารถต้มยาปริมาณมหาศาลเช่นนั้นได้


    เมื่อต้มยาเสร็จแล้วก็ให้หวงเฟิงเหนียนจัดการแจกจ่ายไปยังหมู่บ้านต่าง ๆ


    ทว่าเนื่องจากระยะทางไกล ทั้งยังไม่มีรถลาก ส่วนใหญ่จึงให้คนสองคนช่วยกันแบกถังยาเดินเท้า รอจนพวกเขาเดินทางไปถึงหมู่บ้านที่ไกลที่สุด ท้องฟ้าก็มืดค่ำเสียแล้ว ความคืบหน้าเชื่องช้าเป็นอย่างมาก


    หวงเฟิงเหนียนจึงเขียนหนังสือราชการให้คนนำไปส่งที่จวนว่าการอำเภอ รวบรวมรถม้าของบรรดาเศรษฐีในเมืองมาใช้งาน และหยิบยืมกระทั่งเกวียนลา


    กระทั่งยามไฮ่*[2] การแจกจ่ายยาในวันแรกจึงแล้วเสร็จ


    ทุกคนยังไม่ทันได้พักผ่อน


    ปัญหาขาดแคลนฟืนก็ตามเข้ามาติด ๆ


    ฝนยังตกต่อเนื่อง ฟืนจึงถูกฝนสาดจนเปียกชื้น แม้ในห้องเก็บฟืนจะยังมีสำรองอยู่บ้าง แต่หลังจากใช้งานมาทั้งวันก็หมดลงแล้ว ไม่เหลือสำหรับใช้ในวันถัดไป


    ทุกคนจึงมาหาจ้าวผิง เขาเองก็จนปัญญา ฟืนที่บ้านเขาก็หมดแล้วเช่นกัน อย่าว่าแต่ต้มยาเลย แม้แต่ฟืนสำหรับทำกับข้าวในวันพรุ่งนี้ก็ยังไม่มี

     

    ยังมีปัญหาที่สอง นั่นก็คือสมุนไพร ตอนนี้สมุนไพรก็หมดแล้วเช่นกัน


    สมุนไพรที่เหลือประทังไปได้อีกวันเท่านั้น ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีสมุนไพรมาเพิ่มก็ทำได้เพียงรอแล้ว


    ช่วงขณะที่จ้าวผิงกำลังเดินไปเดินมาด้วยความร้อนใจ หวงเฟิงเหนียนก็พาคนกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า


    พอมาถึงหวงเฟิงเหนียนก็ดึงมือจ้าวผิงมา แล้วกล่าวอย่างพลุ่งพล่านใจว่า “จ้าวเซียนเชิง ท่านเป็นหมอเทวดาจริง ๆ  คนป่วยพวกนั้นพอได้ดื่มยา เพียงไม่นานก็มีเหงื่อออก จากนั้นอาการก็ดีขึ้นตามลำดับ เหลือแค่ยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่บ้าง แต่สภาพจิตใจดีขึ้นมากแล้ว”


    “ข้าเชื่อว่าถ้าได้ดื่มยาต่อไปอีกสักหกเจ็ดวันจะต้องเอาชนะโรคระบาดนี้ได้อย่างแน่นอน”



    [1] ตำรับยาหมาหวงฟู่จื่อซี่ซินทัง (麻黄附子细辛汤) : เป็นตำรับยาจีนชนิดหนึ่ง รักษาอาการหยางพร่อง เป็นหวัดจากการได้รับลมเย็น เหงื่อไม่ออก หนาว ตัวร้อน ลิ้นเป็นฝ้าสีขาว ประกอบด้วยสมุนไพรหมาหวง ฟู่จื่อและซี่ซิน

    [2] ยามไฮ่ (亥时) : คือช่วงเวลา 21.00 - 23.00 น.