บุปผาราชัน

    23 เป็นข้าไม่ได้หรือ


    23เป็นช้าไม่ได้หรือ...
    หลายวันมานี้มีข่าวเข้าหูให้ฟีออนได้ยินตลอดว่า... ท่านคาอูลคนรักของนางอยู่รับใช้ใกล้ชิดกับเจ้าหญิงมาโมเนตตลอดเวลาเหลือเกิน พูดกันไปต่างๆ นานาว่าท่านคาอูลนำเสด็จเจ้าหญิงไปยังที่โน่นที่นี่ จนเดี๋ยวนี้แม้แต่มื้อเสวยก็ยังให้ท่านคาอูลร่วมโต๊ะเสวยด้วยกัน แม้จะไม่ได้ไปไหนมาไหนตามลำพัง มีทั้งองครักษ์ส่วนพระองค์ขององค์หญิง และเหล่านางกำนัลจากคาบันเน่ย์ที่เฝ้าติดตามไปด้วยก็ตาม
    ขณะนี้ฟีออนกำลังเดินสำรวจอยู่ภายในโรงเลี้ยงไหมไปอย่างเรื่อยเปื่อย หลังกลับจากตระกูลโรงทอซึ่งเคยออกไปเยี่ยมเยือนหญิงสาวตามเทียบเชิญนอกพระราชวังแล้ว องค์แดริสก็มีรับสั่งให้สร้างโรงทดสอบเลี้ยงไหมตามที่ฟีออนเสนอแนะขึ้นมา และดูเหมือนการก่อสร้างจะคืบหน้าอย่างรวดเร็วจนเกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ตัวหนอนไหมที่ฝ่าบาทสั่งให้ท่านเบลลาฟี...หนึ่งในสี่ทหารคนสนิท ไปหาซื้อมาจากพ่อค้าชาวคาบันเน่ย์ก็ส่งมาถึงแล้วเช่นกัน
    ภายในที่ยังโล่งว่างเปล่าและออกจะร้อนนิดๆ เพราะมันถูกปิดทึบมากกว่าโรงเลี้ยงไหมปกติทั่วไปของจีโอเนส หญิงสาวอยากทดสอบจำลองสภาพอากาศให้คล้ายคลึงกับอาณาจักรแดนใต้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลังจากสืบค้นหาข้อมูลมาแล้ว หนอนไหมชนิดนี้จะสร้างเส้นใยของผ้าที่จีโอเนสต้องสั่งซื้อจากคาบันเน่ย์มากที่สุด หากการทดสอบเป็นไปด้วยดี มันอาจก่อให้เกิดผลประโยชน์อย่างมหาศาล
    “ได้ยินมาว่าวันนี้คณะของคาบันเน่ย์ออกไปในตัวเมืองอีกแล้ว มื้อเที่ยงคงไม่ต้องเตรียม ก็ดีนะ พระนางกินทิ้งกินขว้างเหลือเกิน เหลือทิ้งเยอะตลอดเลยข้าเห็นแล้วเสียดายเหลือเกิน”
    “ระวังปากเข้าเถอะเจ้าน่ะ อย่าให้ใครได้ยินเชียว”
    เสียงสตรีกลุ่มหนึ่งดังจากด้านนอก คงเป็นกลุ่มนางกำนัลที่กำลังเดินผ่านด้านข้างโรงเลี้ยงไหมไปพูดคุยกันไป
    “โอ้ยแถวนี้ไม่มีใครหรอก ข้าน่ะคันปากจะแย่อยู่แล้ว วันก่อนข้าเป็นคนไปจัดเก็บหลังทรงเสวยเสร็จ องค์หญิงน่ะสนิทกับท่านคาอูลจนแทบจะถึงเนื้อถึงตัวกันอยู่แล้ว วันก่อนได้ยินมาว่ามีจับไม้จับมือกันด้วย”
    “นั่นเพราะพระนางขอให้ท่านคาอูลช่วยเป็นคู่ซ้อมสำหรับงานเลี้ยงเต้นรำต่างหาก ข้าได้ยินมาว่าอย่างนั้นนะ”
    “โธ่ มันก็คือการจับมือถือแขนนั่นแหละ น่าอิจฉาจริงๆ”
    “น่าสงสารฟีออนออก ถ้าข้าเป็นนางป่านนี้คงนอนร้องไห้ไปแล้ว”
    “เจ้าเชื่อข่าวลือนั่นด้วยหรือ...ที่ว่าท่านคาอูลคบหากับข้าหลวงอัปลักษณ์นั่น ดูยังไงข้าก็ว่าเป็นไปไม่ได้สักนิด”
    “แต่พวกนางกำนัลชั้นสูงที่ติดตามขบวนเสด็จไปที่คฤหาสน์ของท่านอำมาตย์หลวงพูดกันแบบนั้นนี่นา ได้ยินมาว่ามีนางกำนัลคนหนึ่งไปถามท่านคาอูลตรงๆ ด้วยนะ ดูเหมือนท่านคาอูลจะไม่ได้ปฏิเสธซะด้วย”
    “จริงหรือเนี่ย! ข้านึกว่าข่าวลือเสียอีก โถ...ไม่น่าเลย น่าเสียดาย แบบนี้ให้เป็นองค์หญิงจากคาบันเน่ย์ซะยังจะดีกว่า”
    “ข้าก็ว่าอย่างนั้น...” เป็นครั้งแรกที่นางกำนัลอีกคนเห็นด้วยกับอีกฝ่าย เสียงของทั้งสองค่อยๆ ไกลออกไปจนฟีออนที่ยืนอยู่ด้านในโรงเลี้ยงไหมไม่ได้ยินอะไรอีกต่อไป
    ฟีออนได้แต่ยืนนิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออก มือขวาขยับไปจับที่ข้อมื้อซ้ายใต้ชายเสื้อแขนยาวของชุดข้าหลวงสีเทาเข้ม เมื่อสัมผัสได้ถึงสร้อยข้อมือไข่มุกที่สวมใส่อยู่ด้านในแล้ว หญิงสาวก็ได้แต่พ่นลมถอนใจ
    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฟีออนได้ยินเรื่องแบบนี้ หญิงสาวพยายามบอกตัวเองแล้วว่าอย่าไปใส่ใจ ไม่ต้องไปสน ใครคนอื่นจะพูดอย่างไรนางก็ไม่สามารถห้ามปรามอะไรได้อยู่แล้ว แต่บางครั้งมันก็อดที่จะนึกขึ้นมาไม่ได้จริงๆ ว่าทุกอย่างดูเหมือนเรื่องเพ้อฝันไปเองเหลือเกิน
    ท่านคาอูลใจตรงกันกับนาง...
    แม้กระทั่งฝ่าบาทยังเอาแต่ถามให้นางเป็นราชินี ขนาดแค่เป็นคนรักของท่านคาอูลผู้คนยังแทบไม่เชื่อขนาดนี้ นับประสาอะไรกับการจะเป็นราชินีกัน ฝ่าบาทคงจะทรงคิดว่านางสามารถจัดการอะไรต่างๆ มากมายได้ดี จึงอยากให้นางเป็นราชินีเพื่อช่วยเหลืองานของพระองค์ แต่ท่านคาอูลเห็นอะไรในตัวนางกันนะ
    นึกไปนึกมาแล้วหญิงสาวก็ยกมือขึ้นจับบาดแผลบนใบหน้าตัวเอง บาดแผลที่ท่านคาอูลบอกว่าเป็นสิ่งที่เขาชอบใจมากที่สุดในตัวของนาง ก็นับว่าจริงไม่น้อยทีเดียว โลกของฟีออนแทบพลิกกลับไปอีกด้านเมื่อได้รับบาดแผลเหล่านี้มา สุดท้ายหญิงสาวก็ส่ายหน้าปัดความคิดไร้สาระทั้งหมดให้ออกไป และท่องถ้อยคำปลอบใจตัวเองอย่างหนักแน่น
    “ท่านคาอูลแค่ไปทำงาน... ก็แค่งาน...”

    ยามบ่ายหลังเสร็จสิ้นการว่าราชกิจในช่วงเช้า ตั้งแต่สี่วันก่อนหน้าการว่าราชกิจก็ได้ถูกระงับไป ทดแทนด้วยการประชุมย่อยกับขุนนางในกลุ่มที่มีเรื่องเร่งด่วนแทน และเพราะพรุ่งนี้จะเป็นงานวันสำคัญแล้ว การประชุมรวมในตอนเช้าจึงเป็นเพียงการสรุปรวมการเตรียมความพร้อมเรื่องต่างๆ ให้เสร็จสิ้น ก่อนที่ขุนนางแต่ละตำแหน่งจะแยกย้ายไปสะสางงานของตัวเอง
    จากนี้ไปอีกห้าวันจะเป็นวันหยุด เหล่าขุนนางต่างทูลให้ฝ่าบาทหยุดทรงงานเพื่อพักผ่อนเสียบ้างหลังจากที่ในปีผ่านมา แม้จะเป็นวันสำคัญใดๆ ก็ทรงไม่เคยให้ความสำคัญกับมันเลย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้องค์เหนือหัวของอาณาจักรมีเวลาว่างไปทำความรู้จักกับสตรีที่หมายตา เพื่อจีโอเนราฟาจะได้มีราชินีและรัชทายาทเสียที
    แม้นางกำนัลอาวุโสซึ่งมาฝึกสอนเต้นรำจะรออยู่ด้านนอกห้องทรงอักษรอยู่นานพอดูแล้ว แต่องค์แดริสก็ยังไม่มีรับสั่งอนุญาตให้เข้ามา เพราะใครคนหนึ่งที่สั่งให้มาหลังมื้อเที่ยงนั้นยังมาไม่ถึงเสียที
    หลายวันมานี้ หลังจากที่ตวาดไล่ฟีออนออกจากห้องไปในเย็นนั้น พระองค์ก็ไม่ได้เรียกหานางอีกเลย ทรงปล่อยให้หญิงสาวไปกับท่านข้าหลวงใหญ่บลูเบลล่า ทำงานโน่นนี่ไปตามแต่สตรีสูงวัยจะใช้งาน คาอูลก็ไปกับเจ้าหญิงมาโมเนตตลอด ถึงอย่างไรก็คงไม่มีเวลาโอกาสได้เจอกันอยู่แล้ว
    แต่ในวันนี้เมื่อได้ยินตารางเวลาประจำวัน แล้วรู้ว่าตลอดทั้งบ่ายจะต้องทรงฝึกการเต้นรำ องค์แดริสก็มีรับสั่งเรียกหาให้ฟีออนเข้าพบในยามบ่ายทันที
    และดูเหมือนเวลาที่รอคอยจะมาถึงเสียที ทหารหน้าห้องทรงอักษรกล่าวถวายรายงาน ก่อนที่ฟีออนจะเดินเข้ามาด้วยสีหน้างุนงงไม่น้อยหลังทำความเคารพถวายพระพรเสร็จสิ้น
    “หม่อมฉันเห็นท่านครูฝึกมารอที่หน้าห้องแล้ว ยังไม่ทรงเริ่มฝึกซ้อมอีกหรือเพคะ”
    “ข้ารอคู่เต้นรำของข้า แล้วเจ้าก็มาแล้ว” หญิงสาวงับปากที่กำลังจะพูดอะไรขึ้นต่อแล้วเปลี่ยนเป็นถอนใจออกมา
    “ฝ่าบาทเพคะ... ขอได้ทรงโปรดอย่าทำเช่นนี้อีกเลย”
    “ทำไมล่ะ... ได้ยินมาว่าคาอูลก็ไปเป็นคู่ซ้อมเต้นรำให้กับมาโมเนตเหมือนกัน เจ้าไม่หงุดหงิดหรือที่ได้ยิน ข้าแค่อยากช่วยเจ้าทำให้เขาหงุดหงิดกลับบ้างจะเป็นไรไป”
    “ท่านคาอูลเพียงแค่ไปปฏิบัติงานตามที่ได้รับสั่งจากฝ่าบาทเพคะ”
    “อ้อ...แน่ละ เขากำลังทำหน้าของเขาได้ดีทีเดียว เราจะเริ่มซ้อมกันได้หรือยัง หรือเจ้าอยากจะให้ครูฝึกต้องรอนานกว่านี้ นางดูมีอายุแล้วทีเดียวนะ นับว่าเห็นใจนางเถิด”
    หากกรีดร้องออกมาได้ฟีออนคงจะทำไปนานแล้ว แต่เมื่อทรงใช้คนอื่นมาบีบคั้นนางแบบนี้ หญิงสาวก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากรับคำตามพระประสงค์ไป
    คณะเสด็จออกเดินทางกันเล็กน้อยไปยังห้องโล่งกว้างที่จัดเตรียมไว้สำหรับการฝึกซ้อม เมื่อครูฝึกผู้เรียนและคู่ซ้อมพร้อมทุกอย่างก็เริ่มต้นดำเนินขึ้น ภายในห้องนอกจากนี้แล้วก็มีเพียงแมนิคที่คอยยืนอยู่ห่างๆ เพื่อรักษาความปลอดภัย
    “เจ้าเต้นรำเป็นหรือเปล่า” องค์แดริสหันไปถามคู่ฝึกซ้อมของตัวเองแทนครูฝึก ที่ดูท่าแล้วคงกำลังจะเอ่ยปากถามพอดี
    “เพคะ หม่อมฉันเคยเต้นรำกับท่านพ่อบ่อยๆ ตอนสมัยเป็นเด็ก และคิดว่ายังพอจำได้”
    “เหมือนกันเลย” รับสั่งจบก็ทรงยื่นพระหัตถ์ไปรวบจับมือขวาของฟีออนให้ขึ้นมาจับไว้ที่หัวไหล่ของพระองค์เอง และจับมือซ้ายของหญิงสาวประสานเกี่ยวนิ้วกำเข้าไว้จนแน่นทีเดียว
    หญิงสาวสะดุ้งขนลุกไม่น้อย เมื่อถูกดึงเข้าใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของพระองค์ที่รดลงมาบนหน้าผากของตนเอง เหลือบเงยมองพระพักตร์ที่ก้มลงมาจ้องมองนางอย่างแน่นิ่งตลอดแล้ว หญิงสาวก็แทบก้มหน้าลงเบือนหนีไม่ทัน ใจดวงน้อยเต้นตุบตับขึ้นมาอย่างตื่นเต้น นอกจากท่านพ่อของตนเองแล้ว หญิงสาวแทบไม่เคยอยู่ใกล้ชิดกับชายอื่น จับไม้จับมือจับหัวไหล่ถูกจับเอวอะไรขนาดนี้มาก่อน แม้กับท่านคาอูลก็ยังไม่เคยถึงเนื้อถึงตัวกันขนาดนี้เสียด้วยซ้ำ
    เสียงของครูฝึกเริ่มดังขึ้นถวายการสอนแก่องค์เหนือหัว มันแทบไม่เข้าหูฟีออนเลยด้วยซ้ำ หญิงสาวเพียงขยับร่างไปมาตามทักษะแต่เดิมที่เคยเรียนรู้มา ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าที่ศีรษะที่สูงเท่ากับปลายพระนาสิกมองขึ้นไปเแม้แต่น้อย
    “โอ๊ะ...” การซ้อมหยุดชะงักลงชั่วคราว เมื่อองค์แดริสเหยียบเท้าของฟีออนเข้าเต็มๆ
    “ขอโทษด้วย เจ้าเจ็บหรือเปล่า” รับสั่งนั้นดังขึ้นอย่างแตกตื่นไม่น้อย
    “ไม่เป็นไรเพคะ” ฟีออนหันไปมองพระพักตร์อีกครั้ง พระองค์ทรงดูกังวลทีเดียว
    “แต่ไหนแต่ไรมาข้าไม่ชอบเต้นรำ ตอนเด็กที่ต้องเรียนก็แอบหนีบ่อยๆ เพราะอย่างนี้ข้าถึงได้ไม่ชอบงานเลี้ยง”
    “ทรงเริ่มต้นได้ดีแล้วเพคะฝ่าบาท ลองเริ่มกันใหม่ดูนะเพคะ” เป็นเสียงของครูฝึกที่ดังขึ้น นางเป็นนางกำนัลชั้นสูงและสูงวัยพอดูจากอดีตแผนกการแสดงที่ถูกยุบไป
    เมื่อองค์แดริสรับคำ ครูฝึกก็ปรบมือนับจังหวะใหม่อีกครั้ง และขาทั้งสี่ข้างก็ขยับตามเสียงนั้นไปมาเป็นเวลานานแล้ว โดยที่ทั้งสองแทบไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีกเลย มีเพียงเสียงการนับและเสียงปรบมือเป็นจังหวะของครูฝึกเท่านั้นที่ดำเนินไป
    จนกระทั่งจังหวะการก้าวขยับขององค์เหนือหัวอยู่ในขั้นที่น่าพึงพอใจ จากนั้นเหล่านักดนตรีซึ่งมาพร้อมกับเครื่องดนตรีชุดเล็กก็ทยอยกันเข้ามา นางกำนัลครูฝึกให้ฝ่าบาทได้ทรงลองซ้อมกับเสียงดนตรีของจริงด้วย เมื่อมีดนตรีประกอบแทนการนับจังหวะแบบแห้งแล้งแล้ว ทุกอย่างก็ดูคล่องแคล่วขึ้นเป็นอย่างมาก
    เวลาดำเนินไปจนถึงยามเย็นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ฟีออนเองจากที่เกร็งไม่น้อยในตอนแรกก็เริ่มสนุกขึ้นมาเช่นกัน ทั้งเพลงช้า เพลงเร็ว จังหวะการก้าวขา จังหวะหมุนตัวของทั้งคู่ดูแล้วเข้าขากันอย่างเป็นธรรมชาติจนนางกำนัลครูฝึกเอ่ยปากชม
    การฝึกซ้อมสิ้นสุดลงแค่นั้น นางกำนัลครูฝึก เหล่านางกำนัล และข้าหลวงชายที่พอจะเล่นดนตรีได้จากการระดมหาตัวนักดนตรีในช่วงเวลาฉุกเฉินเมื่อเดือนก่อนนั้นก็ทยอยก้าวออกจากห้องกันไป และเมื่อออกไปกันจนหมดฟีออนเองก็ถวายบังคมลาเพื่อกลับออกไปเช่นกัน
    แต่แล้ว...
    “ฝะ...” หญิงสาวตกใจจนร้องไม่ออกเมื่อถูกฉุดแขนไว้แล้วดึงร่างกลับเข้ามา...
    เข้ามาอยู่ในระยะแนบชิดยิ่งกว่าครั้งใด ร่างของฟีออนอยู่ในอ้อมกอดจากด้านหลังขององค์ราชา แม้หญิงสาวจะพยายามขืนแรงออก แต่อ้อมแขนนั้นก็ยิ่งรัดเข้าแน่นยิ่งกว่าเดิม แมนิคมองอย่างตกตะลึงไม่น้อยเช่นกัน ก่อนจะทำสีหน้าไม่ถูกแล้วก้าวออกจากห้องไปรอข้างนอกอย่างรู้งาน
    “ขอโทษที่วันนั้นขึ้นเสียงไล่เจ้าไป...” พระสุรเสียงนั้นดังขึ้นอย่างแผ่วเบา พร้อมกับก้มพระพักตร์ลงมาวางทับไว้บนศีรษะของหญิงสาว
    ฟีออนเลิกดิ้น พูดอะไรไม่ออกทำอะไรไม่ถูกนอกจากใจที่เต้นไม่เป็นส่ำอยู่ในตอนนี้
    “ได้ยินมันบ้างไหม... ข้าใจเต้นแรงกว่าเจ้าเสียอีก หันมารับฟังมันบ้างได้หรือเปล่า”
    เกิดความเงียบขึ้นชั่วอึดใจ ฟีออนอึดอัดจนพูดอะไรออกมาไม่ได้ นางอยากจะร้องไห้เหลือเกิน นางรับมือไม่ถูก ไม่รู้แล้วว่าควรจะทำอย่างไรกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ทำอย่างไรฝ่าบาทถึงจะเลิกถามคำถามเช่นนี้ ทำอย่างไรฝ่าบาทถึงจะตั้งใจค้นหาราชินีของพระองค์อย่างจริงจังเสียที ฟีออนได้เพียงส่ายหน้าไปมาเบาๆ
    เจ้าของอ้อมกอดนั้นทำได้เพียงผ่อนลมหายใจออกมาหอบใหญ่ เมื่อรับรู้ได้ถึงการตอบรับนั้น
    “ก่อนหน้านี้ข้าก็เริ่มสับสนในตัวเอง ว่าข้าแค่ต้องการเอาชนะเจ้าที่ไม่สนใจใยดีปฏิเสธข้าไม่เหมือนสตรีคนอื่นๆ หรือว่ามันอาจจะ...”
    แม้จะทรงตัดความไปเพียงแค่นั้น แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดฟีออนถึงได้เข้าใจว่าพระองค์หมายถึงอะไร แม้จะทรงเคยตรัสว่าความรักไม่จำเป็นสำหรับพระองค์ แต่ดูแล้วในตอนนี้พระองค์ต้องการมันจากนางเหลือเกิน
    แต่ว่า... ฟีออนได้มอบมันให้กับชายอื่นไปแล้ว
    “เป็นข้าไม่ได้จริงๆ หรือฟีออน”
    “ปล่อยหม่อมฉันไปเถอะเพคะฝ่าบาท ได้โปรด...”
    ใต้อกซ้ายขององค์ราชาเหมือนถูกมีดกรีด อ้อมแขนที่รัดร่างของหญิงสาวไว้แน่นเริ่มอ่อนยวบลง หลังปล่อยมือจากหญิงสาวแล้วพระองค์ก็รีบหันหลังเสด็จไปยืนอยู่ข้างหน้าต่าง รับสั่งกับฟีออนด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าโดยไม่หันกลับมาแม้แต่น้อย
    “กลับไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้คงมีอะไรให้เจ้าทำจนวุ่นวายทั้งวัน ขอบคุณที่มาช่วยข้าซ้อมเต้นรำ”
    “หามิได้เพคะ ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันขอทูลลา” แม้จะคลางแคลงใจสงสัยและกังวลในพระอาการของฝ่าบาทเล็กน้อย แต่หญิงสาวก็เลือกที่จะเอาตัวเองออกไปจากห้องนี้แทน
    หลังจากฟีออนเปิดประตูเดินออกไปแล้วก็เป็นแมนิคที่เดินกลับเข้ามา แต่ก่อนที่นายทหารคนสนิทจะได้ทูลเชิญเสด็จกลับ แมนิคก็ทูลถามสิ่งหนึ่งเมื่อได้เห็นพระอาการเหม่อลอย
    “ฝ่าบาท...หากทรงต้องการฟีออนจริงๆ ทำไมถึงไม่ออกเป็นราชโองการอย่างเป็นทางการเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ ทำแบบนั้นทั้งฟีออนทั้งคาอูลคงจะปฏิเสธไม่ได้แน่”
    องค์แดริสหันพระพักตร์ซีดเซียวกลับมา และตอบด้วยน้ำเสียงโรยแรงเหลือเกิน
    “ข้าไม่อยากบังคับนาง...ข้ากลัว กลัวว่าประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอยเดิม”

    ขณะที่ก้าวผ่านระเบียงแห่งหนึ่งในเขตพระราชฐานตะวันออก ซึ่งเป็นทางผ่านกลับไปยังห้องทรงอักษร เสียงพูดคุยของสตรีกลุ่มหนึ่งก็ดังขึ้นเรียกความสนพระทัยจากเจ้าเหนือหัวให้หันไปมอง
    เหล่าพระสนมทั้งสามของเขากำลังนั่งจับกลุ่มดื่มชากินขนมกันอยู่ตรงนั้น มองดูแล้วก็ช่างชวนให้รู้สึกสบายใจทีเดียวเมื่อพบว่าทั้งสามคงกลมเกลียวกันอย่างดี ไม่มีปัญหาจุกจิกแบบผู้หญิงให้ต้องปวดหัววุ่นวาย แม้จะเคยได้ยินมาบ้างว่าพวกนางเคยมีปากเสียงกันบ้าง แต่ปัญหานั้นก็คงจะได้รับการแก้ไขไปแล้ว
    เมื่อทั้งสามหันมาเห็นว่าฝ่าบาทกำลังเสด็จมาทางนี้ก็พากันลุกขึ้นถวายพระพรในทันที
    “ฝ่าบาทเพคะ จะทรงเสวยชาร่วมกับพวกเราไหมเพคะ”
    เป็นจานิสต้าที่เอ่ยเสียงหวานชวนขึ้นอย่างน่ารักทีเดียว จะว่าไปก็นานพอดูแล้วที่ไม่ได้พบพวกนางเลย ได้ยินมาว่าทั้งสามเองก็ซุ่มซ้อมอย่างหนักเพื่อทำการแสดงที่เขาได้มอบหมายหน้าที่ให้ก่อนหน้านี้ องค์แดริสประทับลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นที่ของจานิสต้า นายทหารผู้ติดตามรีบหันไปสั่งนางกำนัลที่เดินตามหลังมาให้จัดหาเก้าอี้มาเพิ่มอีกหนึ่งตัว
    “ไม่ต้องยกเก้าอี้หรอก ข้ามีเรื่องจะพูดกับพระสนมทั้งสามเล็กน้อยก็จะไปแล้ว”
    เมื่อได้ยินเช่นนั้นสตรีทั้งสามก็ก้าวถอยหลังออกมาเล็กน้อยเพื่อรอฟังรับสั่งอย่างพร้อมเพรียง
    “ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม” คำถามสั้นๆ ที่จำกัดความได้ทุกเรื่องราวทีเดียว
    “ทุกอย่างเรียบร้อยดีเพคะ หวังว่าฝ่าบาทคงจะชื่นชอบการแสดงของพวกเราในวันพรุ่งนี้เพคะ” เป็นจานิสต้าคนเดิมที่ตอบออกมา
    “งั้นหรือ ข้าจะรอชมก็แล้วกัน” หลังกล่าวจบ แดริสก็นิ่งมองพระสนมทั้งสามอย่างเงียบงัน ทำไมกันนะ โชคชะตาก็ช่างเล่นตลกโหดร้ายกับเขาเหลือเกิน มีผู้หญิงตั้งมากมายที่รักเขา ที่พร้อมจะทำหน้าที่นั้นเพียงแค่เขาเอ่ยปาก ทำไมถึงต้องเป็นฟีออน ทำไมถึงต้องเป็นสตรีผู้นั้นที่ไม่ได้นึกสนใจเขาเลย
    ความเงียบที่เกิดขึ้นชั่วอึดใจนั้นเริ่มแปลกแปร่ง เมื่อถูกจ้องมองจากพระองค์ขนาดนี้แล้วก็ช่างชวนให้พระสนมทั้งสามใจเต้นแรงขึ้นมา ไม่แน่ว่าอาจจะทรงนัดแนะใครสักคนให้เข้าเฝ้าหลังจบงานนี้ก็อาจเป็นได้
    “ข้าคิดว่า... จะไปหาแม่นมเจน” องค์เหนือหัวรับสั่งและลุกขึ้นจากพระที่นั่งในที่สุด พระสนมทั้งสามได้แต่ทำตาปริบๆ ก่อนจะเริ่มถวายบังคมส่งเสด็จ แต่แล้ว...
    “ฝ่าบาทเพคะ” เป็นเสียงของพระสนมราญารีที่ดังขึ้น องค์เหนือหัวทรงหยุดแล้วหันพระพักตร์กลับมา
    “มีอะไรหรือ ราญารี”
    “หากไม่เป็นการรบกวนพระองค์ หม่อมฉันมีเรื่องอยากจะทูลขอคำปรึกษาจากฝ่าบาทเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่เพคะ”
    นิ่งมองพระสนมเรือนผมสีน้ำตาลแดงแล้วองค์แดริสก์คิดบางอย่างขึ้นได้ คงจะเป็นเรื่องนั้นสินะ...
    “ได้สิ ถ้าอย่างนั้นคืนนี้รอข้าที่ห้องก็แล้วกัน เสร็จธุระทั้งหมดแล้วข้าจะไปหาเจ้าที่ห้องเอง”
    องค์เหนือหัวรับสั่งไว้เพียงแค่นั้นก่อนจะหันหลังกลับแล้วเสด็จไปต่อ ผิดกับเหล่าพระสนมที่นิ่งอึ้งไปเลยทีเดียว เพราะฟังแล้วอย่างไรนั่นก็เหมือนคำสั่งให้เตรียมเข้าเฝ้าถวายตัวในคืนนี้แน่