บทที่ 2 ข้าเป็ทายาทชายเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลกู้
ครั้นกู้อวี้ััได้ถึงสายตาเย็นเยียบของจวินเจ๋อ นางก็นึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นในสำนักศึกษาหลวงวันนี้ขึ้นมาได้ทันที จึงเข้าใจว่าเขาระแวงเื่อะไรอยู่
แต่นางถูกพิษเพราะองค์ชายหก ทั้งยังไม่รู้ข้อเท็จจริง จึงไม่มีเรี่ยวแรงจะอธิบายได้
นางกุมอก ฝืนกล่าวด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะหมดสติไปได้ทุกเมื่อ “ท่านอ๋อง ท่านชนข้าน้อยจนได้รับาเ็ ยังคิดจะสังหารคนปิดปากอีกหรือ? ถึงตอนนี้จวนเจิ้นกั๋วกงจะตกต่ำ แต่ก็เป็ตระกูลใหญ่ที่มีความเป็มายาวนาน หากท่านสังหารข้าน้อย เคยใคร่ครวญถึงผลที่ตามมาหรือไม่? แม้ข้าจะต่ำต้อยจนไม่คู่ควรให้เอ่ยถึง แต่องค์ชายหกกับกุ้ยเฟยคงไม่มีทางปล่อยผ่านไปแน่”
กู้อวี้กล่าวเช่นนี้ ประการแรกเพื่อบอกอีกฝ่ายว่านางถูกรถม้าของเขาชนจนได้รับาเ็ มิใช่เสแสร้งแกล้งทำ
ประการที่สองคือเพื่อแสดงฐานะ ทำให้คู่กรณีมีข้อกริ่งเกรง
ประการที่สาม เตือนสติเซียวเหยาอ๋องว่าเื่ในวังสำคัญกว่า ไม่ควรมาเสียเวลากับนางอยู่ที่นี่
จวินเจ๋อขบกรามเสียงดังกรอด แม้ตอนนี้เขาจะถูกคู่กรณียั่วโทสะจนถึงขีดสุด แต่ก็จำต้องยอมรับว่าตนไม่อาจทำอันใดอีกฝ่ายได้
เขาคลายมือออกแล้วผลักซื่อจื่อลงบนแอ่งน้ำ พลางกล่าวอย่างเ็า “กู้อวี้ ทางที่ดีเ้าอย่าได้มีส่วนข้องเกี่ยวกับเื่องค์ชายห้า ไม่อย่างนั้น หึ!”
เสียง ‘หึ’ ของเขาไม่รู้ว่าแฝงนัยยะเอาไว้มากมายเพียงใด
กู้อวี้ทอดร่างอยู่ในแอ่งน้ำ สายฝนเย็นเฉียบตกลงมาต้องใบหน้า ร่างสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
นางข่มความเ็ปพลางกล่าวว่า “ข้าน้อยไม่มีส่วนรู้เห็นกับเื่องค์ชายห้า!”
จวินเจ๋อมองกลับมาอย่างเ็า ก่อนจากไปยังไม่ลืมเสียดสี “หากเจิ้นกั๋วกงที่อยู่ในปรโลกรับรู้ได้ ว่าบุตรชายตัวเองอ่อนแอปวกเปียกเช่นนี้ คงโมโหจนฟื้นคืนชีพกลับมาเลยกระมัง”
กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อจากไป
กู้อวี้ใช้หลังมือเช็ดเืตรงมุมปาก ความปากคอเราะรายของท่านอ๋องผู้นี้ช่างสมคำร่ำลือโดยแท้
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายจากไปแล้ว ผิงซา องครักษ์ของกู้ซื่อจื่อค่อยกล้าเข้ามาประคองนาง “ซื่อจื่อ ท่านยังไหวหรือไม่?”
นางฝืนข่มเืที่พุ่งขึ้นมาในลำคอกลับลงไป “เร็วเข้า รีบกลับจวน”
ผู้ใดจะคาดว่าเพิ่งยืนขึ้นมาได้ รถม้าของเซียวเหยาอ๋องก็เฉียดไหล่สวนมาพอดี เกือบจะชนนางล้มลงไปอีกครั้ง
ล้อรถม้าแล่นไปบนพื้นหินที่มีน้ำเจิ่งนอง ทำให้น้ำกระเซ็นใส่ร่างกู้ซื่อจื่อ
กู้อวี้สองตาแดงก่ำ มองตามรถม้าที่แหวกม่านฝนจากไปจนลับตา
…
ตอนที่กู้อวี้กลับถึงจวน สติก็เริ่มเลือนรางแล้ว เมื่อฮูหยินใหญ่ของตระกูลกู้ทราบข่าวแล้วก็รุดมาหา ถามอย่างร้อนใจว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
นางนอนอยู่บนเตียง ทรมานจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก แต่เมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดด้วยความใของแม่ใหญ่ก็ฝืนข่มความเ็ปเอาไว้
“ข้ากินขนมที่พี่สาวเตรียมไว้ให้องค์ชายหก เกรงว่าคงถูกพิษแล้ว”
พี่สาวที่กู้อวี้พูดถึงคือกุ้ยเฟยในวังหลวง ทั้งยังเป็บุตรสาวแท้ ๆ ของแม่ใหญ่ และธิดาคนโตของจวนเจิ้นกั๋วกง
ฮูหยินใหญ่อุทานเสียงดัง คว้าแขนของนางด้วยความใ “มีใครส่งข่าวให้พี่เ้าหรือยัง?”
แขนข้างที่อีกฝ่ายจับเป็ข้างที่ได้รับาเ็จากการตกรถม้าเมื่อครู่พอดี กู้อวี้ครางเสียงแ่ ตอบว่า “แม่ใหญ่โปรดวางใจ คนของเราส่งข่าวให้พี่สาวแล้ว”
ฉับพลันนั้นก็โน้มกายอาเจียนออกมา ในอาเจียนยังมีเืปะปนมาด้วย
นางเหมือนจะได้ยินฮูหยินใหญ่กล่าวเสียงดังด้วยความร้อนใจ “รีบไปตามท่านหมอมาเร็วเข้า!”
หญิงสาวในอาภรณ์บุรุษสิ้นแรงอดทนต่อไป เบื้องหน้าพลันดับวูบ หมดสติไปเช่นนั้น
ในความฝัน พิรุณวสันตฤดูโปรยปราย
เซียวเหยาอ๋องที่ได้พบหน้ากันวันนี้เดินออกมาท่ามกลางสายฝน ดวงตาดอกท้อคู่นั้นแฝงรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์
ดาบของเขาขวางอยู่ตรงคอนาง ยามเอ่ยวาจาแฝงไว้ซึ่งความเยือกเย็นของฝนต้นฤดูใบไม้ผลิ
“กู้ซื่อจื่อ หลอกลวงเบื้องสูงมีโทษปะาทั้งตระกูล ตอนนี้เ้าตกอยู่ในเงื้อมมือของข้าแล้ว บอกมาซิว่าข้าควรจัดการเ้าอย่างไรดี? หึหึ”
เสียงหัวเราะเย็นเยียบนั้นทำให้ผู้ฟังขนลุกซู่
นางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าการปลอมตัวเป็บุรุษเพื่อสืบทอดบรรดาศักดิ์ของบิดามีโทษใหญ่หลวงเพียงไหน
อีกทั้งจวินเจ๋อยังเป็คนขององค์ชายห้า ยืนอยู่คนละฝั่งกันอย่างเห็นได้ชัด
กู้อวี้อยากหนีไปให้พ้นจึงดิ้นรนขัดขืนสุดแรง
“อวี้เอ๋อร์! อวี้เอ๋อร์! เ้าเป็อะไรไป?”
น้ำเสียงห่วงหาอาทรของฮูหยินใหญ่และซูอี๋เหนียงดึงนางออกมาจากฝันร้าย
สีราตรีเข้มข้นดุจน้ำหมึกที่ไม่ยอมเจือจาง ฝนด้านนอกยังคงตกไม่หยุด
แสงสลัวจากตะเกียงภายในห้องส่องให้เห็นใบหน้าที่แลดูอิดโรยของฮูหยินใหญ่กับซูอี๋เหนียง
กู้อวี้ได้สติคืนมา…
โชคดีที่แค่ฝันไป
วันนี้เซียวเหยาอ๋องไม่ได้ล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของนาง ต่อไปต้องระวังตัวให้มากกว่านี้
สตรีในคราบบุรุษคอแห้งผาก นางกระแอมอย่างอดไม่ได้แล้วเอ่ยเสียงเบา “แม่ใหญ่ แม่เล็ก”
“รู้สึกอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือยัง?” ฮูหยินใหญ่นั่งลงบนขอบเตียงแล้วถามเสียงเบา
กู้อวี้ขมฝาดในปาก อวัยวะภายในแสบร้อน แขนซ้ายยังคงเจ็บแปลบปลาบ
แต่เห็นสายตาเป็กังวลของมารดาทั้งสอง นางจึงตอบไปว่า “ดีขึ้นมากแล้ว”
ซูอี๋เหนียงประคองถั่วเขียวต้มน้ำตาลมาถ้วยหนึ่ง ใช้ช้อนป้อนคนเจ็บอย่างระมัดระวัง พลางเอ่ยว่า “ท่านหมอเหลิ่งบอกว่าพิษที่เ้ากินเข้าไปฤทธิ์แรงไม่เบา เคราะห์ดีที่กินเข้าไปไม่มาก ทั้งยังอาเจียนออกมาได้ทันเวลา”
กู้อวี้กล่าวว่า “พิษนี้ประหลาดยิ่ง ต้องให้พี่สาวตรวจสอบให้กระจ่าง”
ฮูหยินใหญ่ผ่อนลมหายใจออกมา ก่อนกล่าวว่า “ดีที่เ้ารู้ตัวเร็วและกลับถึงจวนได้ทันเวลา ถ้าพิษกำเริบในสำนักศึกษาหลวงแล้วมีคนเชิญหมอหลวงมาตรวจอาการ ตัวตนของเ้าคงปิดเอาไว้ไม่ได้แล้ว”
ผู้ฟังพยักหน้า ตอนนั้นคับขันอันตรายโดยแท้
เจิ้นกั๋วกงกู้จวินอี้ บิดาของนางในโลกนี้เสียชีวิตในสมรภูมิั้แ่ก่อนที่นางจะเกิด
ยามนั้นจวนกั๋วกงยังไม่มีบุตรชายสืบทอดบรรดาศักดิ์ ซูอี๋เหนียงที่กลับมาจากชายแดนพร้อมอาภรณ์และหมวกของเจิ้นกั๋วกงตั้งครรภ์ทายาทและท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที
ทว่าชีวิตมักไม่เป็ไปตามที่คนคาดหวัง ซูอี๋เหนียงได้ให้กำเนิดทารกหญิงคู่หนึ่ง
เพื่อรักษาบรรดาศักดิ์กั๋วกงเอาไว้ ฮูหยินใหญ่จึงตัดสินใจเด็ดขาดบอกต่อโลกภายนอกว่าแม่เล็กคลอดแฝดชายหญิงให้สามีผู้ล่วงลับ เย็นวันนั้นยังสวมเครื่องแบบฮูหยินตราตั้งเข้าวังไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อขอพระราชทานแต่งตั้งกู้อวี้เป็ซื่อจื่อ
ด้วยเหตุนี้ นางจึงต้องปลอมตัวเป็ชาย ตอนอายุสิบขวบป่วยหนักไปรอบหนึ่ง หลังฟื้นขึ้นมาได้ก็มีจิตใจเข้มแข็งขึ้นมาก
ฮูหยินใหญ่กับซูอี๋เหนียงหารู้ไม่ว่ากู้อวี้ตัวจริงได้ตายไปั้แ่ตอนล้มป่วยคราวนั้น ส่วนกู้อวี้ที่อายุสิบขวบเป็ต้นมาคือนางที่เป็เด็กกำพร้าจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด
นางคิดถึงเื่ในวันนี้ก็ถามขึ้นมาทันที “ทางพี่สาวได้ส่งข่าวมาบ้างหรือไม่?”
ฮูหยินใหญ่เหน็บชายผ้าห่มให้นางพลางกล่าวว่า “ควบคุมตัวนางกำนัลที่เอาของว่างมาส่งไว้แล้ว พี่เ้าบอกให้พวกเราวางใจได้ ทางนั้นตรวจสอบแน่ชัดแล้วจะจัดการเอง เ้าเล่าให้ข้าฟังทีว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
กู้อวี้ตอบ “ตอนบ่ายที่สำนักศึกษาหลวง องค์ชายห้าดูเหมือนจะทะเลาะกับราชครูเจิ้ง องค์ชายหกจึงพลอยไม่ได้กลับมาพักผ่อนที่โถงกลาง”
“รออยู่นาน ข้าเห็นว่าบนโต๊ะมีขนมแผ่นเมฆ*[1] ที่นางกำนัลจากตำหนักกุ้ยเฟยนำมาส่งให้องค์ชายหกจึงหยิบมากินไปคำหนึ่ง แต่พบว่ารสชาติแปลกไม่ถูกต้องจึงทำเป็พลั้งมือปัดขนมจานนั้นตกพื้น”
“ไม่กี่ลมหายใจหลังจากนั้นก็รู้สึกว่าอวัยวะภายในร้อนลวก ถึงได้รู้ว่าถูกพิษ ไม่กล้ารั้งอยู่นานจึงรีบกลับมาที่จวน”
ซูอี๋เหนียงที่อยู่ข้าง ๆ ฟังจนดวงตาแดงก่ำ สวมกอดนางพลางกล่าวว่า “ลูกแม่ นับว่าเ้ารับเคราะห์แทนองค์ชายหกแท้ ๆ”
ฮูหยินใหญ่มีสีหน้าหนักอึ้ง “ฝ่าายังอยู่ในวัยกลางคน การต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทก็รุนแรงถึงเพียงนี้แล้ว? อยู่ในสำนักศึกษายังกล้าวางยาพิษ ช่างชวนให้คนหวาดหวั่นพรั่นพรึงโดยแท้”
กู้อวี้กล่าวว่า “ครั้งนี้ข้าเพียงได้รับความใแต่ไร้อันตราย ทว่าสถานการณ์ของพี่สาวเลวร้ายกว่าที่พวกเราคิดไว้มาก”
ฮูหยินใหญ่ทอดถอนใจกล่าวว่า “ไยข้าจะไม่รู้ แต่นี่เป็เส้นทางที่พี่เ้าเลือก ทำได้เพียงเดินหน้าต่อไปเท่านั้น”
ข้างนอกฝนตกกระหน่ำยิ่งกว่าเดิม นางรู้สึกเหมือนตนเองอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง ััได้ถึงแรงกดดันหนักหน่วงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
หญิงสาวเป็เด็กกำพร้าจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด โดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง ได้ััน้ำใจอันเ็าของผู้คนมาแล้วนับไม่ถ้วน
ล้มลุกคลุกคลานปีนป่ายขึ้นมาจากระดับล่างสุดอยู่หลายปี ไม่ง่ายเลยกว่าจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่อุบัติเหตุรถชนครั้งเดียวก็ส่งิญญาของนางมายังโลกนี้
หลังทะลุมิติมาที่นี่จึงได้ััความอบอุ่นของการมีครอบครัวจากแม่ใหญ่ แม่เล็ก พี่สาว และน้องสาว
ยามนี้จวนเจิ้นกั๋วกงตกอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมเพราะการต่อสู้แย่งชิงระหว่างเหล่าองค์ชาย ถึงคราวที่นางจะต้องตอบแทนคืนเสียที
กู้อวี้ลืมตาขึ้นมาอย่างแช่มช้า กล่าวด้วยสายตาแน่วแน่ “แม่ใหญ่ แม่เล็ก รอจนทุเลาหายดีแล้ว ข้าตั้งใจว่าจะทูลขอพระราชทานอนุญาตจากฝ่าาเพื่อเข้ารับราชการก่อนเวลา”
[1] ขนมแผ่นเมฆ (云片糕) ทำจากแป้งข้าวเหนียว มีลักษณะเป็แผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีขาวเรียงซ้อนกันหลายชั้นคล้ายเมฆ ทั้งยังดูคล้ายตำรา จึงมีอีกชื่อว่า 书册糕 หรือขนมตำรา เป็ขนมที่เป็ตัวแทนของการอวยพรให้ลูกหลานประสบความสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียน