EP11: คำเตือนจากเด็ก
หลังจากการโทรศัพท์ของ น้าฉัตร ผมรู้ว่าผมมีเวลาจำกัดมากยิ่งขึ้น การแสดงเป็ ‘เชียร ขจรเดช’ ต้องสมบูรณ์แบบเพื่อหลอกล่อศัตรูให้ตายใจ
ผมและไอ้ดอนตกลงกันว่า: ผมจะกลับบ้านและแสดงเป็คนเจ็บที่หมกมุ่นอยู่กับงานสำรวจพืชตามปกติ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากเื่ กล้อง ส่วนไอ้ดอนจะทำหน้าที่ สืบหาข้อมูล ขององค์กรและตราสัญลักษณ์ที่รถกระบะสีดำอย่างลับ ๆ ในเครือข่ายเพื่อนช่างซ่อมรถ
“มึงต้องทำตัวให้เหมือน ไอ้เชียรคนเก่า ให้มากที่สุด” ไอ้ดอนกำชับ “ไอ้เชียรมันชอบเดินป่าอยู่คนเดียว และหมกมุ่นอยู่กับสมุดบันทึกของมัน”
ผมกลับถึงบ้านและใช้เวลา่เย็นไปกับการนั่งวาดรูปพืชพรรณและเขียนบันทึกปลอม ๆ ลงในสมุดเล่มใหญ่ของลุงเชียร เพื่อให้ทุกคนเชื่อว่าอาการปวดหัวจากการรถล้มของผมทำให้ผม กลับไปเป็คนเดิมที่รักธรรมชาติ
ค่ำคืนนั้น ผมไม่สามารถข่มตาให้หลับได้เลย ความตึงเครียดทำให้ผมต้องหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กสีดำที่ซ่อนไว้ใต้ที่นอนออกมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้อความของลุงเชียรเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและข้อมูลสำคัญที่ถูกเข้ารหัสไว้
ผมตัดสินใจใช้ความรู้จากโลกอนาคต (2568) มาช่วยในการวิเคราะห์เบาะแส
* ชิปอิเล็กทรอนิกส์: ในปี 2533 ชิ้นส่วนขนาดเล็กจิ๋วที่ผมเห็นในภาพถ่ายยังไม่เป็ที่แพร่หลาย แต่ในอนาคตมันคือ ชิ้นส่วนเซนเซอร์ หรือ เครื่องติดตามขนาดเล็ก ผมเชื่อว่าชิ้นส่วนนี้อาจเป็หลักฐานที่บ่งชี้ถึง ประเภทของเทคโนโลยี ที่ 'พวกเขา' ใช้
* สัญลักษณ์องค์กร: ในยุคปัจจุบัน (2568) ผมจำได้ว่าเคยมีข่าวลือถึง หน่วยงานวิจัยใต้ดิน ที่ทำงานเกี่ยวกับพลังงานแม่เหล็กของโลกในบริเวณเขาพะยูง แต่ข่าวก็เงียบหายไปอย่างรวดเร็ว ผมสงสัยว่าองค์กรนี้อาจเป็รากฐานของข่าวลือเ่าั้
ผมเชื่อว่าถ้าสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับ หน่วยงานวิจัย หรือ โครงการลับ ที่ดำเนินการในพื้นที่เขาพะยูงใน่ปี 2533-2535 ได้ ผมจะสามารถระบุตัวตนของ 'พวกเขา' ได้
ขณะที่ผมนั่งครุ่นคิดอยู่กับแผนการอย่างหนัก ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง
ปัง... ปัง...
ไม่ใช่เสียงเคาะประตูที่หนักแน่นของน้าฉัตร แต่เป็เสียงเคาะที่เบาและลังเล
ผมเดินไปเปิดประตู และพบกับ เด็กชายเกล้า (ตัวผมในอดีต) ยืนอยู่หน้าห้อง แววตาของเขาดูไม่สบายใจ
“คุณลุงเชียร... คือผม... ผมมีเื่จะมาบอกครับ” เด็กชายเกล้าพูดเสียงกระซิบ
ผมรีบเปิดประตูให้เขาเข้ามาในห้อง และล็อคกลอนทันที ความหวาดระแวงทำให้ผมต้องระวังแม้แต่เด็กเจ็ดขวบ แต่แววตาของเด็กคนนี้ดูจริงใจ
“มีอะไรเหรอไอ้เกล้า? มีอะไรที่หนูต้องบอกลุงเป็การส่วนตัวเหรอ?” ผมนั่งลงยอง ๆ เพื่อให้อยู่ในระดับเดียวกับเขา
เด็กชายเกล้าเงยหน้าขึ้นมองผมอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ผมถึงกับตัวชา
“คุณลุง... คุณลุงไม่ใช่ คุณลุงเชียร ใช่ไหมครับ?”
ตูม! ราวกับมีะเิลูกใหญ่ลงกลางใจผม ผมไม่คาดคิดว่า ตัวผมเองในวัยเด็ก จะจับพิรุธได้เร็วขนาดนี้
“ทำไม... ทำไมหนูถึงคิดแบบนั้นล่ะไอ้เกล้า?” ผมถามด้วยเสียงสั่นเครือ พยายามควบคุมสีหน้าของลุงเชียร
“ก็... คุณลุงเชียรตัวจริง... ถึงแม้จะซุ่มซ่ามแค่ไหน... ก็ไม่เคย ลืม ว่าเขาซ่อน ลูกอมรสช็อกโกแลต ไว้ใต้หมอนให้ผมทุกวันเลยนะครับ” เด็กชายเกล้าพูดอย่างซื่อตรง “วันนี้... ผมมาเปิดดู... ไม่มีลูกอมเลยครับ”
ผมรู้สึกโล่งใจที่เื่ที่ถูกจับพิรุธไม่ใช่เื่มิติเวลา หรือการสลับร่าง แต่เป็เื่เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผมไม่ได้นึกถึงเลย... ความผูกพันเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างลุงกับหลาน
“อ้อ... ลูกอมน่ะเหรอ” ผมแสร้งหัวเราะแห้ง ๆ “ลุงต้องขอโทษด้วยนะไอ้เกล้า... ลุงปวดหัวมากจนลืมไปเลย”
เด็กชายเกล้ายังคงจ้องมองผมด้วยแววตาที่ไม่ไว้วางใจ
“แล้วก็... เสียง คุณลุงก็ไม่เหมือนเดิมด้วยครับ” เขาพูดต่อ “เสียงของคุณลุงเชียรเวลาคุยกับแม่... มันดู ห่างเหิน กว่าปกติครับ”
คำเตือนจากเด็ก: ถึงแม้เกล้าในวัยเด็กจะยังไม่เข้าใจเื่มิติเวลา แต่เขาเป็คนที่ ใกล้ชิด ลุงเชียรที่สุด และการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และพฤติกรรมของ ‘เชียรคนใหม่’ กำลังถูกจับตาดู
“เอาล่ะ... ลุงจะสัญญา” ผมตัดสินใจใช้โอกาสนี้สร้างความไว้ใจ “ลุง... มีปัญหาเื่สุขภาพนิดหน่อยไอ้เกล้า ลุงอาจจะไม่เหมือนเดิม แต่ลุงสัญญาว่า... ลุงจะไม่มีทางให้ใครมาทำร้าย ครอบครัว ของเราได้... รวมถึงหนูด้วย”
ผมลูบศีรษะเด็กชายเกล้าอย่างอ่อนโยน ก่อนจะรีบหยิบเงินและวิ่งลงไปจากห้องทันที โดยอ้างว่าไปซื้อยาแก้ปวดที่ร้านขายของชำที่ยังเปิดอยู่
แต่จุดหมายที่แท้จริงของผมคือการหา ลูกอมรสช็อกโกแลต เพื่อให้ ตัวผมเองในอดีต หยุดสงสัยในตัว ‘คุณลุงเชียร’ คนนี้
ผมรู้แล้วว่า ตัวตน ของลุงเชียรไม่ได้มีแค่เอกสารและแผนที่ แต่มี ความผูกพันทางอารมณ์ ที่ผมต้องรักษาไว้ด้วย
ผมต้องรีบกลับมาให้เร็วที่สุด... ก่อนที่เด็กชายเกล้าจะพูดเื่ ‘คุณลุงที่ไม่เหมือนเดิม’ ให้ น้าฉัตร ได้ยิน
*โปรดติดตามตอนต่อไป*
อ