ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    เมืองหลวงต้าเหยียน

    การเดินทางจากเมืองต้าฉินไปยังเมืองหลวงต้าเหยียนโดยการเรือบินนั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อยเจ็ดวัน 

    หนานหมิงพูดคุยกับโหรวอวี้และใช้เวลาบางส่วนฝึกยุทธ์ไปด้วย จนกระทั้งพริบตาเดียวก็ผ่านไปเจ็ดวัน

    ในที่สุดหนานหมิงและคนอื่นๆก็มองเห็นเมืองหลวงต้าเหยียนอยู่ห่างออกไปสุดลูกตา

    ต้องบอกว่าเมืองหลวงต้าเหยียนนั้นมีขนาดใหญ่มาก คาดว่ามันใหญ่กว่าเมืองหลวงต้าฉินประมาณสามถึงสี่เท่าเลยทีเดียว แถมพลังวิญญาณที่ใช้ในการฝึกยุทธ์ก็หนาแน่นกว่าเมืองหลวงต้าฉินมาก ไม่แปลกใจที่ว่าทำไมยอดฝีมือของเมืองหลวงจึงเยอะกว่าเมืองอื่นๆ

    ในขณะที่เรือบินใกล้จะมาถึงเมืองหลวงต้าเหยียน จู่ๆก็มีเหยี่ยวปีกวายุปรากฏตัวขึ้นมากกว่าสิบตัว ซึ่งบนหลังของมันก็มีทหารสวมชุดเกาะสีแดงเพลิงสองคนยืนอยู่

    “ หยุด!!! นี้คือเขตแดนของเมืองหลวงต้าเหยียน พวกเจ้าจงบอกมาว่าเป็นใคร? ” ทหารคนหนึ่งตะโกนขึ้นพร้อมกับแรงกดดันของระดับบรรพจารย์ยุทธ์

    “ พวกข้ามาจากสถาบันฉินเยี่ยเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันศึกประลองร้อยสถาบัน ” รองผู้อำนวยการเหวินจือเฉียนกล่าวขึ้นพร้อมกับหยิบตราสถาบันฉินเยี่ยขึ้นมาให้กับทหารดู

    เมื่อทหารตรวจสอบเสร็จเรียบร้อย พวกเขาก็กล่าวขึ้นว่า “ เชิญพวกท่านตามข้ามา ” 

    ทหารชุดแดงนี้คือหน่วยองครักษ์พิทักษ์เมืองหลวงต้าเหยียน พวกเขามีชื่อว่าหน่วยวิหคเพลิง มีหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยของเมืองหลวงต้าเหยียนทั้งในและรอบๆเมือง 

    จากนั้นเหยี่ยวปีกวายุก็พากลุ่มของหนานหมิงไปยังพื้นที่ที่จอดเรือบินของกองกำลังต่างๆที่จะมาเมืองหลวงต้าเหยียน

    หลังจากที่ลงมาจากเรือบินแล้วหน่วยองครักษ์วิหคเพลิงก็พาคนของสถาบันฉินเยี่ยไปยังที่พักของพวกเขา

    เนื่องจากสถาบันฉินเยี่ยเป็นหนึ่งในสถาบันอันดับต้นๆของอาณาจักร เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงมีที่พักพิเศษที่ถูกสร้างเอาไว้เป็นการส่วนตัว

    ระหว่างทาง หนาหนมิงและคนอื่นๆก็เห็นว่ามีรถม้าของสถาบันบางแห่งก็เพิ่งมาถึงเมืองหลวงต้าเหยียน 

    เนื่องจากบางสถาบันไม่ได้มีเรือบินเหมือนกับสถาบันฉินเยี่ย พวกเขาจึงอาศัยสัตว์อสูรลากรถม้าเอา 

    ทันใดนั้นก็มีเรือบินลำใหญ่พอๆกับเรือบินของสถาบันฉินเยี่ยกำลังบินลงมาจากท้องฟ้า

    “ ดูเหมือนว่าสถาบันมู่เทียนจะมาถึงแล้วสินะ ” รองผู้อำนวยการเหวินจือเฉียนกล่าวพร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อย พร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชา

    เนื่องจากสถาบันมู่เทียนและสถาบันฉินเยี่ยมักจะมีปัญหากันมานานหลายสิบปีแล้ว ทำให้การประลองกันระหว่างสองสถาบันนี้มักจะรุนแรงผิดปกติ

    “ สถาบันมู่เทียนงั้นหรือ? ” หนานหมิงพึมพำเบาๆและเขาก็พอรู้ถึงการปทะกันระหว่างสองสถาบันนี้

    “ จะว่าไปแล้วจีชิงก็อยู่ที่สถาบันมู่เทียนไม่ใช่หรือยังไง? ” หนานหมิงหรี่ตาลงลงน้อยก่อนที่เขาจะเห็นสตรีที่งดงามและยืนอยู่ด้านหลังของชายวัยกลางที่มีความแข็งแกร่งระดับราชันยุทธ์ขั้นปลาย นอกจากนี้นางก็ดูเหมือนว่าจะเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดารุ่นเยาว์ทั้งหมด เพราะออร่าของนางอยู่ในระดับปราชญ์ยุทธ์เพียงคนเดียว

    ทันใดนั้นจีชิงที่สัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา นางก็หันไปยังจุดที่หนานหมิงยืนอยู่

    ทันใดนั้นดวงตาของนางก็ต้องเบิกกว้างขึ้นด้วยความหวาดกลัว จากนั้นนางก็หายใจอย่างรุนแรงพร้อมกับนั่งลงกับพื้นทันที

    ภาพที่นางเห็นคือดวงตาที่เต็มไปด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่จ้องมองมาหานาง แถมสายตานั้นก็ทรงพลังอำนาจอย่างมาก ราวกับว่านางเป็นเพียงแค่มดตัวเล็กๆเท่านั้น เพียงแค่สายตานั้นต้องการให้นางตาย นางก็ต้องตายอย่างไม่มีทางเลือก

    ‘ เจ้านั้นเป็นใครกันแน่ ทำไมข้าถึงสัมผัสได้ว่าเขาคือตัวตนที่อันตรายที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเจอมา? ’ จีชิงกุมอกด้วยความหวาดกลัวพร้อมกับหายใจอย่างรุนแรง คนอื่นๆอาจจะไม่รู้ แต่ว่านางรู้ดีว่านางมีสัมผัสพิเศษที่สามารถสัมผัสถึงความแข็งแกร่งของแต่ละบุคคล 

    เวลานี้คนของสถาบันมู่เทียนต่างก็รีบเข้าไปหาจีชิงเพื่อตรวจสอบทันที 

    “ จีชิงเจ้าเป็นอะไร? ” รองผู้อำนวยการสถาบันมู่เทียน นามว่า อู๋พั่ว ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงและกังวล เนื่องจากสถานะของนางและความแข็งแกร่งของนาง อีกทั้งนางยังเป็นความหวังของสถาบันมู่เทียนอีกด้วย

    จีชิงไม่ได้ตอบคำถามของอู๋พั่ว นางเอาแต่สูดลมหายใจเข้าลึกๆอยู่ประมาณยี่สิบถึงสามสิบลมหายใจ นางจึงค่อยๆเงยหน้ามองไปยังจุดที่หนานหมิงยืนอยู่ แต่เมื่อนางมองมาอีกครั้งนางก็พบว่ากลุ่มคนเหล่านั้นได้หายไปแล้ว

    “ ข้าไม่เป็นไรท่านรองผู้อำนวยการ…จริงสิกลุ่มคนด้านล่างนั้นเป็นคนของสถาบันไหนงั้นหรือ? ” จีชิงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงและแผ่วเบา

    “ กลุ่มคนเมื่อครู่? ” อู๋พั่วชะงักก่อนที่จะตอบกลับไปว่า “ เป็นคนของสถาบันฉินเยี่ย ข้าจำเจ้าแก่เหวินได้ ” 

    “ สถาบันฉินเยี่ย ” จีชิงพยักหน้ารับเบาๆก่อนที่จะจดจำสถาบันฉินเยี่ยเอาไว้ในใจ

    “ เจ้าถามถึงสถาบันฉินเยี่ยทำไม? หรือว่าพวกมันมีอะไรแปลกๆ? ” อู๋พั่วถามขึ้นด้วยความสงสัย

    จีชิงส่ายหน้าและกล่าวขึ้นว่า “ ไม่มีอะไรท่านรองผู้อำนวยการ ” 

    ‘ ข้าอยากรู้นักว่าเจ้านั้นเป็นใครกันแน่และจะแข็งแกร่งขนาดไหน ’ จีชิงมองไปยังเส้นทางที่หนานหมิงจากไปด้วยแววตาจริงจังและเต็มไปด้วยความต้องการสู้

    ***

    หลังจากที่คนของสถาบันฉินเยี่ยเข้ามาในเมืองหลวงต้าเหยียน พวกเขาก็พบว่าเมืองหลวงต้าเหยียนนั้นเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากที่เดินตามท้องถนน 

    “ ช่างเป็นเมืองที่ใหญ่โตจริงๆ ” หนานหมิงอดไม่ได้ที่จะชื่นชม 

    ในอดีตแม้ว่าเขาจะเคยเห็นเมืองใหญ่มาแล้วในโลกเก่าของเขา แต่เมืองหลวงต้าเหยียนก็ใหญ่โตไม่แพ้กัน แถมบรรยากาศของเมืองก็ดูเหมือนจะคึกคักเป็นอย่างมากอีกด้วย

    “ ไปกันเถอะ ข้าจะพาพวกเจ้าไปยังที่พักก่อน จากนั้นพวกเจ้าก็ค่อยออกไปเดินเล่นรอบๆได้ ” รองผู้อำนวยการเหวินจือเฉียนกล่าวพร้อมกับนำทางทุกๆคนไปยังที่พักที่ทางสถาบันต้าเหยียนจัดเตรียมเอาไว้ให้กับพวกเขา

    เนื่องจากเมืองหลวงต้าเหยียนมีขนาดใหญ่ ถ้าหากจะเดินจากประตูเมืองไปยังที่พักก็ต้องใช้เวลาประมาณสามเค่อเศษ

    ระหว่างทางกลุ่มของหนานหมิงไม่ได้เร่งรีบมาก เพราะพวกเขามันจะหยุดพักเมื่อพบเจอกับร้านค้าที่น่าสนใจ ทำให้พวกเขาใช้เวลาเดินทางไปถึงครึ่งชั่วยามเศษจึงจะถึงที่พัก

    ที่พักที่ทางสถาบันต้าเหยียนจัดเตรียมเอาไว้ให้เป็นโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ และมีห้องพักพิเศษที่แยกเอาไว้คล้ายกับบ้านพัก 

    ทางสถาบันฉินเยี่ยได้บ้านพักแบบพิเศษถึงสามหลัง ซึ่งแต่ละหลังมีห้องพักมากถึงห้าห้องและยังมีห้องรับแขกในตัวอีกด้วย 

    โดยบ้านพักหลังแรกจะเป็นของโหรวอวี้และฟางเซียงลู่ ซึ่งทั้งสองเป็นสตรีทำให้สามารถพักด้วยกันได้ 

    บ้านพักหลังที่สองก็จะเป็นบ้านพักของรองผู้อำนวยการเหวินจือเฉียนและอาจารย์อีกสองคน

    บ้านพักหลังสุดท้ายคือบ้านพักของศิษย์ผู้ชายทั้งหมด

    หลังจากที่พูดคุยกันสักพัก รองผู้อำนวยการเหวินจือเฉียนก็ได้สั่งให้ทุกๆคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน ใครจะไปไหนก็ไปได้แต่ต้องระวังความปลอดภัยของตัวเองเป็นหลัก

    ทางด้านของหนานหมิง เขาได้ออกไปด้านนอกพร้อมกับโหรวอวี้ แน่นอนว่าเป้าหมายของเขาคือหอการค้าหมื่นสมุทร

    หอการค้าหมื่นสมุทรตั้งอยู่ใจกลางของพื้นที่ค้าขายขนาดใหญ่ของเมืองหลวงต้าเหยียน อย่างที่ทุกๆคนรู้เบื้องหลังของหอการค้าหมื่นสมุทรนั้นลึกลับอย่างมาก แถมพวกเขายังมียอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์คอยดูแลอยู่ ทำให้ผู้คนในเมืองหลวงไม่กล้าที่จะสร้างปัญหาขึ้น

    นอกจากนี้กองกำลังใหญ่ของอาณาจักรต้าเหยียนต่างรู้ดีว่า หอการค้าหมื่นสมุทรที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงทั้งห้าแคว้นต่างก็มียอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์คอยดูแลอยู่ ซึ่งมันบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าหอการค้าหมื่นสมุทรลึกลับและทรงพลังเป็นอย่างมาก แม้กระทั้งบางคนยังคาดว่าผู้ปกครองของหอการค้าหมื่นสมุทรอาจจะเป็นถึงยอดฝีมือระดับเหนือยุทธ์เลยก็ได้

    ตามท้องถนน หนานหมิงเห็นถึงความคึกคักและชาวบ้านต่างก็พูดคุยถึงการแข่งขันของศึกร้อยสถาบันว่าใครจะเป็นผู้ชนะในการประลองปีนี้

    ส่วนมากชาวบ้านต่างก็คาดเดาว่าผู้ชนะในปีนี้จะต้องเป็นโอวหยางจิงหาน เนื่องจากพวกเขารู้ถึงความแข็งแกร่งของโอวหยางจิงหานเป็นอย่างดี เรียกได้ว่าเขาคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งของอาณาจักรก็ไม่เกินเลย

    จากที่พักไปถึงหอการค้าหมื่นสมุทรก็ใช้เวลาประมาณสองเค่อ

    เมื่อหนานหมิงมาถึง เขาก็พบว่าหอการค้าหมื่นสมุทรที่นี้ดูเหมือนจะใหญ่โตและมีลูกค้าเข้าออกเป็นจำนวนมาก ที่หน้าทางเข้ามีผู้คุ้มกันจำนวนมากยืนอยู่ แถมภายในร้านก็ยังเห็นพนักงานร้านเดินไปมาพร้อมกับอธิบายสิ่งของต่างๆให้กับลูกค้าที่กำลังรับชมสินค้าอยู่

    ผู้คุ้มกันของหอการค้าหมื่นสมุทรเรียกได้ว่าแข็งแกร่งอย่างมาก เพราะผู้คุ้มกันเหล่านี้ต่างก็มีความแข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์เป็นอย่างน้อย แม้กระทั้งมีผู้คุ้มกันระดับปราชญ์ยุทธ์เดินไปมาเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย เรียกได้ว่าการคุ้มกันของหอการค้าหมื่นสมุทรนั้นยิ่งใหญ่พอๆกับพระราชวังด้วยซ้ำ

    ส่วนวิธีการที่พนักงานหอการค้าแนะนำสินค้าให้กับลูกค้า ก็เป็นสิ่งที่หนานหมิงสั่งให้ทำเอง เพราะมันจะทำให้ลูกค้าเข้าใจถึงสินค้าของพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว

    เมื่อทั้งสองมาถึงหอการค้าหมื่นสมุทร พวกเขาก็เดินตรงไปยังชั้นที่สองทันที 

    เพียงแต่การที่จะขึ้นไปยังชั้นที่สองของหอการค้าได้จะต้องเป็นคนที่มีตราสัญลักษณ์ของหอการค้าหมื่นสมุทรเท่านั้น เพราะการที่จะขึ้นไปยังชั้นที่สองได้จะต้องได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง อย่างน้อยๆคนนั้นจะต้องมีตราสัญลักษณ์ระดับทองแดงของหอการค้าหมื่นสมุทร

    แต่สำหรับหนานหมิงที่เป็นเจ้าของหอการค้าหมื่นสมุทรแล้ว เขาย่อมมีตราสัญลักษณ์สูงสุดของหอการค้าหมื่นสมุทร แต่ทว่าตราสัญลักษณ์นี้ก็ไมค่อยได้เอามาใช้งานมากนัก 

    โหรวอวี้หยิบเอาตราสัญลักษณ์ของหอการค้าหมื่นสมุทรให้กับผู้คุ้มกันที่เฝ้าอยู่บันได 

    เมื่อผู้คุ้มกันเห็นตราสัญลักษณ์ของระดับทองม่วง ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ระดับสูงสุดของหอการค้า พวกเขาก็รีบทำความเคารพทันที

    “ นายท่านเชิญขอรับ ” ผู้คุ้มกันกล่าวพร้อมกับผายมือให้กับโหรวอวี้

    โหรวอวี้พยักหน้ารับก่อนที่จะเดินขึ้นไปชั้นที่สองพร้อมกับหนานหมิง

    เมื่อทั้งสองขึ้นมาถึงชั้นที่สอง พวกเขาก็พบว่าแม้ว่าชั้นที่สองจะยังมีผู้คนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่มันก็ไม่ได้แออัดและเบียดเสียดเท่ากับชั้นที่หนึ่ง 

    ถ้าหากจะให้เทียบกันแล้วล่ะก็ ชั้นที่หนึ่งสามารถรองรับลูกค้าได้มากถึงหลักพันคน ส่วนชั้นที่สองนั้นมีเพียงแค่สามถึงสี่ร้อยคนเท่านั้น และถ้าหากต้องการขึ้นไปยังชั้นที่สามก็ต้องใช้ตราสัญลักษณ์สีเงินเท่านั้น ซึ่งตราสัญลักษณ์นี้มีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ที่ถือครองตราสัญลักษณ์ทั้งหมด

    ในขณะที่หนานหมิงและโหรวอวี้กำลังเดินเล่นอยู่ที่ชั้นสอง ผู้ดูแลหอการค้าหมื่นสมุทรก็รีบเดินมาหาทันที

    ผู้ดูแลของหอการค้าหมื่นสมุทรที่เมืองหลวงต้าเหยียนมีนามว่า เฟยลั่วชิง ความแข็งแกร่งเหนือยุทธ์

    เนื่องจากเมืองหลวงต้าเหยียนเป็นสถานที่ที่รวมยอดฝีมือของอาณาจักรต้าเหยียนเอาไว้ เพราะฉะนั้นผู้ดูแลหอการค้าหมื่นสมุทรก็ต้องมีฝีมืออย่างน้อยๆระดับเหนือยุทธ์ เพื่อที่ว่าเขาจะได้ดูแลและปกป้องหอการค้าหมื่นสมุทรได้

    เมื่อเฟยลั่วชิงมาถึง เขาก็กลายเป็นจุดสนใจของทุกคนทันที เนื่องจากทุกๆคนย่อมรู้จักและเคยเห็นเฟยลั่วชิงซึ่งเป็นผู้ดูแลของหอการค้าหมื่นสมุทร ซึ่งเป็นถึงตัวตนระดับจักรพรรดิยุทธ์ ซึ่งระดับจักรพรรดิยุทธ์คือสิ่งที่ทุกๆภายนอกคิดกันเอาเอง  

    “ คุณชายหนานเชิญ ” เฟยลั่วชิงกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมกับพยักหน้าให้กับโหรวอวี้เล็กน้อย

    หนานหมิงยิ้มและเดินตามเฟยลั่วชิงขึ้นไปที่ชั้นสาม

    ฉากนี้ทำให้ทุกๆคนในชั้นที่สองถึงกับแสดงสีหน้าตกใจออกมา เพราะนี้เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเห็นเฟยลั่วชิงออกมาต้อนรับใครบางคน อีกทั้งคนๆนั้นยังเป็นเพียงแค่ชายหนุ่มคนหนึ่งเท่านั้น

    “ เจ้าคิดว่าชายหนุ่มคนนั้นเป็นใครกัน ทำไมจู่ๆท่านผู้ดูแลถึงได้ออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง ” 

    “ ข้าคิดว่าเบื้องหลังของชายหนุ่มคนนั้นคงจะยิ่งใหญ่เป็นแน่ เพราะแม้กระทั้งคนของราชวงศ์เหยียนมาด้วยตัวเอง ท่านผู้ดูแลก็ยังไม่เคยออกมาต้อนรับด้วยตัวเองสักครั้ง ”

    “ จริงสิเจ้าไม่เห็นชุดที่ชายหนุ่มคนนั้นใส่หรือ ข้าคิดว่าข้าเคยเห็นที่ไหนมาก่อนนะ ” 

    “ ชุดนั้น…นั่นไม่ใช่ชุดของสถาบันฉินเยี่ยงั้นหรือ ช่วงนี้ใกล้จะถึงการแข่งขันการประลองร้อยสถาบันแล้ว การที่จะมีรุ่นเยาว์ของสถาบันอื่นมาที่เมืองหลวงก็ไม่แปลก ” 

    “ จริงด้วยนั่นคือชุดของสถาบันฉินเยี่ยจริงๆ ” 

    เวลานี้เหล่าคนที่อยู่ชั้นที่สองของหอการค้าหมื่นสมุทรต่างก็พูดคุยกันอย่างออกรส อีกทั้งพวกเขาคาดเดาไปถึงตัวตนที่แท้จริงของหนานหมิงอีกด้วย

    ในอดีตแม้แต่องค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์เหยียนหรือแม้กระทั้งจักรพรรดิเหยียนซีเหอมาที่หอการค้าหมื่นสมุทรด้วยตัวเอง ท่านผู้ดูแลเฟยลั่วชิงก็ไม่เคยปรากฏตัวออกมา แม้กระทั้งผู้ช่วยของเขาก็ไม่เคยมาต้อนรับด้วยซ้ำ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่เห็นราชวงศ์เหยียนอยู่ในสายตา

    ซึ่งนั้นก็ไม่ได้ทำให้จักรพรรดิเหยียนซีเหอไม่พอใจ เขาเพียงแค่มาพบเฟยลั่วชิงที่ห้องทำงานของเขาก่อนที่จะกลับไปยังพระราชวังตามเดิม