บทที่ 10
ตระกูลขุนนางในเมืองไป๋สือและการพัฒนาของระบบ
เกี่ยวกับเื่ของมารเงาในครั้งนี้ หรือแม้กระทั่งการที่หัวหน้ามือปราบซูโดนสังหาร ไม่ว่าจะเหตุการณ์ใดก็ยังถือว่าเป็เื่ที่อยู่ในระดับของผู้ฝึกยุทธ์
เพราะทั้งมารเงาและหัวหน้ามือปราบซูและสวีหยางที่เป็คนลงมือสังหาร พวกเขาทั้งหมดก็ยังอยู่เพียงแค่ระดับปราณโลหิตเท่านั้น
กองเนตร์ที่รับหน้าที่ดูแลเื่ของพวกเขาที่อยู่ระดับเหนือปรมาจารย์ ไม่น่าจะมาสนใจเกี่ยวกับเื่เล็กๆเื่นี้
เพราะแบบนั้นก็สามารถพูดได้แล้วว่าเป็เื่แปลกมาก ที่กองเนตร์เคลื่อนไหวด้วยตนเอง
แต่บางทีก็อาจจะเป็เพราะการตายของหัวหน้ามือปราบซู หัวหน้ามือปราบซูที่มีนามว่าซูเกาผู้นั้น เป็คนในสายรองของตระกูลซูแห่งเมืองไป๋สือ
นอกจากขั้วอำนาจทางการสามขั้วอำนาจอย่าง จวนเ้าเมือง กองทัพ และกองเนตร์ รองลงมาก็คือกลุ่มอำนาจตระกูลขุนนางท้องถิ่นในเมือง
ภายในเมืองไป๋สือมีตระกูลขุนนางอยู่มากมาย แต่ถ้าจะกะว่าเป็ตระกูลขุนนางใหญ่จริงๆภายในเมืองมีเพียงแค่สามตระกูลเท่านั้น
ได้แก่ตระกูลเกา ตระกูลซู และตระกูลซุน มีเพียงแค่สามตระกูลที่ถือว่าเป็ตระกูลใหญ่ภายในเมือง
และหัวหน้ามือปราบซูผู้นั้นก็เป็สมาชิกของตระกูลสายรองภายในตระกูลซู ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่สายเืหลักแต่ว่าอีกฝ่ายก็ถือว่าเป็คนของตระกูลซู
แล้วจากที่เขารู้มาจากปากของจางไป๋ เขารู้ว่าตระกูลซูนั้นเข้าร่วมกับกองเนตร์เป็ขุมอำนาจใต้บัญชาไปแล้ว
เพราะแบบนั้นการปรากฏกายในครั้งนี้ของกองเนตร์ บางคนก็อาจจะมองว่าเพราะหัวหน้ามือปราบซูโดนสังหารตาย
ทว่าทั้งจางไป๋และสวีหยางกับไม่ได้คิดแบบนั้น หัวหน้ามือปราบซูที่เป็เพียงแค่สายเืรองคนนึงไม่ได้สำคัญขนาดนั้น
เพราะแบบนั้นการที่กองเนตร์เคลื่อนไหวในครั้งนี้ ก็พอจะมองเห็นแล้วว่าเื่ของมารเงาน่าจะมีส่วนเกี่ยวกับกองเนตร์ไม่มากก็น้อย
เื่นี้จางไป๋รู้แต่เขาไม่พูด ส่วนสวีหยางเองก็พอจะคาดเดาได้จากคำพูดของจางไป๋แต่เขาเองก็ไม่พูดเช่นกัน แต่ฝ่ายแต่ปิดปากเงียบกับเื่นี้
จางไป๋รู้ดีว่าตนเองแล้วจะเป็ขอบเขตหลอมกายาที่มีฝีมือ แต่เมื่อเทียบกับกองเนตร์ที่อาจจะมีผู้บำเพ็ญเพียรอยู่ภายในนั้นจริงๆ เขาเองก็ยังคงเป็สิ่งมีชีวิตที่ไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดาในสายตาของอีกฝ่าย
จางไป๋ดื่มน้ำชาจนหมดถ้วยก่อนที่จะวางถ้วยชาลงแล้วลุกขึ้น จากนั้นนั้นขอตัวกลับก่อนเพราะภรรยาและบุตรของเขากำลังรออยู่สวีหยางเดินออกไปส่งพี่ใหญ่จางถึงหน้าประตูบ้าน
หลังจากที่จางไป๋จากไปแล้ว สวีหยางก็เดินกลับไปเอนตัวนอนลงที่เก้าอี้หวายใต้ต้นไม้ตัวเดิม
ในครั้งนี้จางไป๋นำเอาข่าวหลายอย่างมาแจ้งให้กับเขา ทำให้เขานั้นรู้หลายเื่มากขึ้นกว่าเดิม
เมื่อคืนในตอนที่เขากลับมาเขาพอจะคาดเดาได้ว่าเื่ของมารเงาน่าจะมีคนอยู่เื้ั ถ้าเกิดว่าคนที่อยู่เื้ัมารเงาเป็กองเนตร์จริงๆเขาก็คิดว่ามันไม่ใช่เื่แปลก
เป็เพราะว่าอันใดน่ะหรือ อาจจะเป็เพราะว่าก่อนหน้านี้ หลังจากที่สวีหยางได้เดินทางมาที่โลกใบนี้และอยู่ภายในร่างนี้มาเป็เวลาสามเดือนเต็ม
มีครั้งหนึ่งเขาก็เคยได้พบเจอกับคนของกองเนตร์ คนผู้นั้นยังเป็เพียงแค่บุรุษผู้หนึ่งแต่กับมีขอบเขตเป็ถึงปราณโลหิตขั้นปลายแล้ว
ทว่าสิ่งที่น่าจดจำมากที่สุดครับไม่ใช่พร์การฝึกฝนที่ยอดเยี่ยม แต่เป็สายตาของอีกฝ่ายที่จ้องมองคนอื่นๆ
จะพูดอย่างไรดีสายตานั้นเหมือนกับสายตาที่ไม่ได้มองมนุษย์เหมือนกัน มันเหมือนกับเป็สายตาที่จ้องมองมดปลวกกลุ่มนึง
ั้แ่ในตอนนั้นสวีหยางก็รู้แล้วว่าโลกใบนี้ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด
แต่แน่นอนว่าถ้าเกิดเื่นี้เป็แผนการของกองเนตร์ เขาที่สังหารมารเงาและหัวหน้ามือปราบซูไป ก็ถือว่าเป็คนที่ขัดขวางแผนการของกองเนตร์ได้กระมัง
ทว่าสวีหยางเองก็ไม่ได้หวาดกลัวมากนัก เพราะว่าไม่มีหลักฐานอันใดที่จะชี้นำมาถึงตัวของเขาเลย
แม้กระทั่งชุดแล้วก็หน้ากากที่เขาสวมใส่ออกไป หลังจากที่กลับมาเขาก็ทำลายพวกมันทิ้งไปหมดแล้ว จะมีเบาะแสอะไรชี้นำมาถึงคนไร้ประโยชน์ที่โดนกลืนกินพลังยุทธ์ไปทั้งร่างกายอีก
เพราะแบบนั้นสวีหยางจึงไม่ได้ตื่นตระหนกมากนักที่รู้ว่ากองเนตร์ได้รับคดีของเขาไปทำต่อ อีกอย่างนึงก็อาจจะเป็เพราะความมั่นใจว่า ต่อให้อีกฝ่ายหาเขาเจอเขาก็สามารถใช้ความสามารถของตนเองหลบหนีออกไปจากเมืองแห่งนี้ได้
มุมปากของสวีหยางยกยิ้มขึ้นก่อนที่เขาจะค่อยๆปิดตาลงใต้ต้นไม้ใหญ่แล้วก็หลับไปอีกครั้ง
…
สี่วันถัดมา
ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ภายในลานบ้านแห่งเดิม ดวงอาทิตย์ไขว้เด่นอยู่บนท้องนภา สาดส่องแสงสว่างลงมาที่ลานบ้านแห่งนี้
เงาต้นไม้ใหญ่บดบังแสงแดดให้กับร่างในชุดขาวที่นอนอยู่บนเก้าอี้หวายใต้ต้นไม้ใหญ่ เปลือกตาที่กำลังปิดสนิทของสวีหยางค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ
ทันทีที่เขานั้นเปิดตาขึ้นข้อความโปร่งใส่ของระบบก็ปรากฏขึ้นด้านหน้า
[เคล็ดวิชาทั้งหมดได้รับค่าประสบการณ์ +180]
[ยินดีด้วยท่านได้หลับใหลครบ 1000 ชั่วโมง]
[ระบบทำการอัพเกรด จากได้รับค่าประสบการณ์ 1 หน่วยทุกๆหนึ่งนาที เป็ ค่าประสบการณ์ 2 หน่วยทุกๆหนึ่งนาที]
ทันทีที่เห็นข้อความนั้นร่างของสวีหยางก็ถึงกับะโพรวดขึ้นมาจากท่านอน เขามองดูข้อความโปร่งใส่เบื้องหน้าของตนเอง กวาดมองและอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นเมื่อมั่นใจได้ว่าข้อความด้านหน้าคือเื่จริง
ภายในใจของสวีหยางก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขาไม่คาดคิดว่าระบบมันจะมีความสำเร็จประเภทนี้เพื่อทำให้ระบบทรงพลังขึ้นด้วย
ก่อนหน้านี้ความสามารถของระบบที่จะทำให้เคล็ดวิชาของเขาพัฒนาขึ้นหลังจากที่เขาหลับใหล มันจะมอบค่าประสบการณ์ให้กับเคล็ดวิชาทุกๆ 1 หน่วยจากการหลับใหลหนึ่งนาที
ทว่าเขาหลังจากที่ทำการหลับใหลครบ 1000 ชั่วโมง กับทำให้ระบบนั้นอัพเกรดขึ้น ค่าประสบการณ์ที่จะได้รับในขณะนั้นหลับจะเพิ่มจาก 1 เป็ 2 หน่วย
นี่หมายความว่าอย่างไร มันหมายความว่าความรวดเร็วในการฝึกฝนของเขาจะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่า
ลำพังเพียงแค่ความรวดเร็วในการพัฒนาของเคล็ดวิชาของเขาในตอนนี้ มันก็เรียกได้ว่าผิดมนุษย์มนาไปแล้วแต่ในตอนนี้มันยังอัพเกรดขึ้นอีก ความรวดเร็วเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่านี่ไม่ใช่ว่าระดับของเคล็ดวิชาของเขาจะพุ่งทะยานจนนำหน้าคนอื่นไปไกลจนไม่เห็นฝุ่นหรอกหรือ?
ยิ่งคิดเช่นนี้สวีหยางก็ยิ่งตื่นเต้น ความรู้สึกที่อยากจะกลับไปนอนต่อของเขานั้นพุ่งสูงขึ้นอีก
ร่างที่พึ่งะโลุกขึ้นมาจากท่านอน รีบทิ้งตัวนอนลงบนเก้าอี้อีกครั้งหลังจากนั้นก็ปิดตา
เข้าสู่การนอนหลับ ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าการฝึกฝนอีกครั้ง