อรุณรุ่ง ณ ด่านถงกวนเริ่มต้นขึ้นด้วยความรีบเร่ง หลังจากทานมื้อเช้าที่นายกองจางจัดหาให้เป็นอย่างดี ขบวนรถม้าของเซี่ยหยางก็ออกเดินทางทันทีที่ประตูเมืองเปิดออก ทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงมิตรภาพอันอบอุ่น และความขุ่นแค้นของศัตรูที่ได้แต่เจ็บใจอยู่เบื้องหลัง
รถม้าแล่นไปบนเส้นทางหลวงที่ทอดยาวสู่ทิศตะวันตกตลอดทั้งทิวา บรรยากาศแห่งการคุมเชิงอันน่าอึดอัดได้จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความผ่อนคลายและตื่นเต้นที่จะได้กลับสู่เคหาที่คุ้นเคย ซูเหวินจื่อคลายความกังวลลงอย่างสมบูรณ์ เขานั่งอยู่บนหลังอาชาตัวโปรด ขี่คลอเคลียไปข้างรถม้า พลางเล่าเรื่องราวสนุกสนานในเมืองหลวงให้สหายรักฟังไม่หยุดหย่อน
จนกระทั่งขอบฟ้าเริ่มถูกฉาบทาด้วยสีแสดของยามอัสดง แสงสุดท้ายของทิวาสาดส่องกระทบกำแพงเมืองสูงใหญ่เบื้องหน้า...พวกเขาได้เดินทางมาถึง “เมืองหัวอิน” แล้ว
ขณะที่สารถีกำลังจะบังคับรถม้าไปยังโรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดในเมืองตามธรรมเนียม เสียงที่นุ่มนวลของเซี่ยหยางก็ดังขึ้นจากในรถ
“ไม่ต้องไปโรงเตี๊ยม...เลี้ยวไปทางทิศเหนือ...มุ่งหน้าไปยัง ‘เรือนกล้าหยก’”
รถม้าเลี้ยวเข้าไปในตรอกที่ค่อนข้างเงียบสงบ ก่อนจะไปหยุดอยู่หน้าเรือนขนาดกลางหลังหนึ่ง ตัวเรือนสร้างจากไม้สีเข้ม ดูเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้านและแข็งแรง หน้าประตูแขวนป้ายไม้ที่สลักอักษร “เรือนกล้าหยก” ไว้อย่างงดงาม
ทันทีที่รถม้าหยุดลง! ประตูเรือนก็พลันเปิดออก พร้อมกับเสียงเล็กๆ ที่เจื้อยแจ้วราวกับฝูงปักษาแตกรัง!
“พี่ชายเซี่ยกลับมาแล้ว!”
“พี่ชายใหญ่กลับมาแล้วจริงๆ ด้วย!”
เด็กๆ ทั้งชายและหญิง อายุราวห้าถึงสิบขวบกลุ่มใหญ่ วิ่งกรูกันออกมาจากเรือนด้วยสีหน้าที่เปี่ยมด้วยความสุขเกษม! แม้อาภรณ์ของพวกเขาจะปะชุนอยู่บ้าง แต่ทุกชุดล้วนสะอาดสะอ้าน และดวงตาของเด็กทุกคนต่างทอประกายสดใสบริสุทธิ์ พวกเขาวิ่งเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังเซี่ยหยางที่เพิ่งก้าวลงจากรถม้า สัมผัสได้ถึงมือน้อยๆ ที่ดึงทึ้งชายแขนเสื้อของเขาอย่างรักใคร่
“ช้าๆ ก่อน...เดี๋ยวจะหกล้มกันหมด” เซี่ยหยางหัวเราะเบาๆ เขาย่อตัวลงลูบศีรษะเด็กๆ อย่างอบอุ่นและอ่อนโยน ภาพของคุณชายผู้สง่างามและพญาหงส์ผู้เยือกเย็นได้หายไปแล้ว เหลือเพียง “พี่ชายใหญ่” ผู้ใจดีเท่านั้น
ค่ำคืนนั้น...คณะเดินทางของเซี่ยหยางได้พักค้างแรมที่เรือนกล้าหยก เสียงหัวเราะของเด็กๆ ขับกล่อมพวกเขาตลอดมื้อค่ำอันเรียบง่าย กลิ่นของอาหารบ้านๆ ที่ไม่เลิศหรู แต่กลับอบอวลไปด้วยความจริงใจ ทำให้จิตใจที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาดใจ
รุ่งเช้าของอีกวัน...ขบวนรถม้าก็ออกเดินทางอีกครั้ง...มุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทาง...นครหลวงฉางอัน!
การเดินทางในช่วงสุดท้ายเป็นไปอย่างราบรื่น และในที่สุด...ภาพกำแพงเมืองฉางอันอันยิ่งใหญ่โอฬารก็ปรากฏขึ้นสู่สายตา!
ทันทีที่ขบวนรถม้าเคลื่อนผ่านประตูเมืองเข้ามา บรรยากาศที่คุ้นเคยของนครหลวงก็โอบล้อมพวกเขาไว้ เสียงจอแจของผู้คน เสียงร้องขายของของพ่อค้าหาบเร่ กลิ่นอาหารเลิศรสที่ลอยมาจากภัตตาคารสองข้างทาง...ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม...แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือสายตาของผู้คน!
“นั่น...นั่นใช่รถม้าของจวนเสนาบดีเซี่ยหรือไม่!”
“ใช่แล้ว! ข้าจำตราสัญลักษณ์นั่นได้! คุณชายใหญ่เซี่ยหยางกลับมาแล้ว!”
“คุณชายเซี่ยหยาง...รุ่นเยาว์อัจฉริยะที่ท่านปรมาจารย์หลินและท่านเคนชินยอมรับนับถือผู้นั้นน่ะหรือ!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า! ข่าวการกลับมาของเขาแพร่สะพัดไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง! บ่าวผู้หนึ่งของจวนสกุลเซี่ยที่กำลังออกมาจ่ายตลาด พอเห็นรถม้าของผู้เป็นนายก็ถึงกับตาเหลือก! เขาทิ้งตะกร้าผักในมือแล้ววิ่งสุดชีวิตกลับจวนเพื่อแจ้งข่าว...หวังจะได้รับรางวัลอย่างงาม!
เมื่อรถม้าของเซี่ยหยางเคลื่อนตัวมาถึงหน้าประตูจวนอันคุ้นเคย...ภาพที่เห็นก็ทำให้หัวใจของเขาพลันอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด
ท่านเสนาบดีเซี่ยจิ้งหงผู้เป็นบิดา...ฮูหยินใหญ่หลี่ซื่อผู้เป็นมารดา...พี่หญิงใหญ่เซี่ยอวี้เหวิน...และแม้กระทั่งน้องเจ็ดตัวน้อย...ทุกคนต่างออกมายืนรอรับเขาอยู่ที่หน้าประตูจวนแล้ว!
เสี่ยวชุ่ยรีบประคองคุณชายของตนลงจากรถม้า เซี่ยหยางจัดอาภรณ์ให้เข้าที่...ก่อนจะรีบก้าวเข้าไปประสานมือคารวะบุพการีอย่างนอบน้อมที่สุด
“ท่านพ่อ ท่านแม่...ลูกกลับมาแล้วขอรับ”
ซูเหวินจื่อเองก็รีบลงจากหลังม้า เข้ามาทำความเคารพท่านเสนาบดีและฮูหยินใหญ่อย่างแข็งขัน ก่อนจะหันไปทางเซี่ยอวี้เหวิน...เขายืดอกขึ้นเล็กน้อย ตบอกเบาๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
“คุณหนูใหญ่...ข้าน้อยได้ทำภารกิจที่ท่านมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงแล้วขอรับ! ข้าได้ดูแลเสี่ยวหยางเป็นอย่างดี...มิให้มีภยันตรายใดๆ มาแผ้วพาน!”
เขาพยายามวางมาดให้ดูองอาจสมกับเป็นบุตรชายแม่ทัพใหญ่...ทว่าสายตาที่เขามองไปยังพี่สาวของสหายรักนั้น...กลับอ่อนโยนและหยาดเยิ้มจนแทบจะกลายเป็นน้ำผึ้งอยู่รอมร่อ!
เซี่ยหยางที่ยืนมองอยู่ด้านข้าง...อดที่จะหัวเราะขันในใจไม่ได้
‘ดูท่า...การเดินทางกลับมาครั้งนี้...คงจะมีเรื่องสนุกๆ ให้ข้าได้ชมอีกหลายฉากเป็นแน่แท้’
………..
ภาพเบื้องหน้าประตูจวนสกุลเซี่ยนั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความปีติยินดีที่พลุ่งพล่านอยู่ในใจของทุกคน ฮูหยินใหญ่หลี่ซื่อโผเข้ากอดบุตรชายที่นางไม่ได้พบหน้ามานานนับเดือนอย่างสุดจะกลั้น สัมผัสได้ถึงร่างกายที่ดูแข็งแรงขึ้นของบุตรชาย นางก็ยิ่งร่ำไห้ออกมาด้วยความโล่งอก เซี่ยอวี้เหวินยืนยิ้มบางเบาอยู่ข้างๆ สายตาของนางเปี่ยมด้วยความอบอุ่น และเชื่อมั่นในตัวน้องชายโดยไม่มีข้อกังขาใดๆ
ทว่า...บุรุษผู้เป็นประมุขของบ้าน...เสนาบดีเซี่ยจิ้งหง กลับยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหลังภรรยา สายตาคมกริบของท่านจ้องมองบุตรชายคนโตด้วยแววตาที่ซับซ้อนและยากจะอ่านออก ในแววตานั้นมีความชื่นชมฉายชัดอยู่แวบหนึ่ง...ก่อนจะถูกเก็บงำไว้ภายใต้สีหน้าที่เรียบเฉยและสุขุมตามแบบฉบับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ผู้รักในเกียรติยศและหน้าตา
“แค่ก...แค่ก...”
เสียงกระแอมไอดังขึ้น! ปลุกให้ทุกคนตื่นจากภวังค์
เสนาบดีเซี่ยมองไปยังชาวบ้านที่เริ่มทยอยกันมามุงดูเหตุการณ์ด้วยความสนใจใคร่รู้มากขึ้นเรื่อยๆ ท่านขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจ “ที่นี่ไม่ใช่โรงละคร...มีเรื่องอันใด กลับเข้าไปคุยกันข้างใน!”
สิ้นคำสั่งนั้น...ทุกคนก็รีบเคลื่อนขบวนเข้าสู่ภายในจวนทันที
ณ เรือนรับรองอันโอ่อ่าของสกุลเซี่ย บรรยากาศที่เคยอบอุ่นเมื่อครู่ บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดและเป็นทางการขึ้นมาถนัดตา กลิ่นหอมของชาชั้นดีลอยอวลอยู่ในอากาศ แต่กลับไม่มีผู้ใดยกขึ้นมาจิบ
เสนาบดีเซี่ยนั่งอยู่ ณ ตำแหน่งประธานบนหัวโต๊ะด้วยท่วงท่าที่สง่างามและน่าเกรงขาม ฮูหยินใหญ่และเซี่ยอวี้เหวินนั่งอยู่ทางขวามือ ส่วนเซี่ยหยางและน้องเจ็ดนั่งอยู่ทางซ้าย ซูเหวินจื่อในฐานะแขกผู้มีเกียรติได้รับการจัดให้นั่งในตำแหน่งถัดมาจากเซี่ยหยาง
ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ชั่วครู่...มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาเบาๆ...
และแล้ว...ผู้ที่ทำลายความเงียบนั้นขึ้นก็คือซูเหวินจื่อ!
“เรียนท่านเสนาบดี ท่านป้าหลี่ และคุณหนูใหญ่” เขาประสานมือคารวะทุกคนอย่างแข็งขัน “การเดินทางของคุณชายเซี่ยในครั้งนี้ แม้จะพบเจออุปสรรคอยู่บ้าง แต่ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าทึ่งอย่างหาที่สุดมิได้ขอรับ!”
จากนั้น...บุตรชายแม่ทัพใหญ่ผู้มีวาจาเป็นเลิศ ก็เริ่มเล่าเรื่องราวการผจญภัยทั้งหมดด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความตื่นเต้นและภาคภูมิใจ ราวกับเรื่องราวเหล่านั้นเป็นของตนเอง!
เขาเล่าตั้งแต่เรื่องการเดินทางขาไปที่เซี่ยหยางแอบใช้ไหวพริบเข้าจัดการ “หลงจู๊เผิง” ผู้ฉ้อฉลที่เมืองหัวอิน แล้วนำเงินที่ยึดคืนมาได้ไปก่อตั้งสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า "เรือนกล้าหยก" ในนามของสกุลเซี่ย เพื่อสร้างชื่อเสียงอันดีงามให้แก่ท่านเสนาบดี!
ฮูหยินใหญ่ถึงกับยกมือขึ้นทาบอกด้วยความตื่นเต้นระคนยินดี!
จากนั้นเขาก็เล่าถึงเหตุการณ์ดินถล่มอันน่าหวาดเสียวที่เกือบจะคร่าชีวิตของทุกคน!
คราวนี้สีหน้าของฮูหยินใหญ่ซีดเผือดลงทันที นางยกมือขึ้นกุมหัวใจด้วยความตกใจสุดขีด!
ซูเหวินจื่อรีบเล่าต่อไปถึงการเดินทางไปถึงเขาซงซาน การไขปริศนาตัวเลขหน้าสำนักศึกษาที่แม้แต่บัณฑิตหลี่ยังต้องยอมพ่ายแพ้!
เสนาบดีเซี่ยที่นั่งนิ่งมาตลอดถึงกับต้องเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย...แววตาฉายความประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด
และเรื่องราวก็ดำเนินมาถึงจุดสูงสุด...การประลองปัญญากับบัณฑิตหลี่...การเคลื่อนย้ายศิลาบรรพกาลด้วยหลักการประหลาดที่ไม่มีผู้ใดเคยเห็น...และท้ายที่สุดคือการไขปริศนาเมล็ดข้าวต่อหน้าปรมาจารย์ทั้งสองด้วยคำตอบสามองค์อันสะท้านฟ้าสะเทือนดิน!
เมื่อเรื่องราวทั้งหมดจบลง...ทั่วทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง...แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ความเงียบที่ตึงเครียด...แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความทึ่งและตกตะลึง!
เซี่ยหยางจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน...เขาหยิบป้ายหยกประจำตัวสีเขียวมรกตและสีขาวน้ำนมออกมาจากแขนเสื้อ...เดินเข้าไปเบื้องหน้าผู้เป็นบิดา แล้วยื่นมอบให้ด้วยสองมืออย่างนอบน้อม
“ท่านพ่อ...นี่คือสิ่งที่ท่านปรมาจารย์ทั้งสองได้เมตตามอบให้แก่ลูกขอรับ”
เสนาบดีเซี่ยจ้องมองป้ายหยกสองชิ้นนั้นนิ่ง...สัมผัสได้ถึงพลังและบารมีอันสูงส่งที่แฝงอยู่ในเนื้อหยกนั้น มือของท่านสั่นเทาเล็กน้อยขณะที่ยื่นออกไปรับมันมา...ท่านคือศิษย์เก่าของปรมาจารย์หลิน...ย่อมรู้ดีกว่าใครว่าป้ายหยกสองชิ้นนี้...มีความหมายยิ่งใหญ่เพียงใด!
“และนี่...” เซี่ยหยางผายมือไปยังอู๋อิ่งและอาหู่ที่ช่วยกันคลี่ม้วนภาพวาดขนาดใหญ่และม้วนกลอนตุ้ยเหลียนออกมาให้ทุกคนได้เห็น
ทั่วทั้งห้องพลันสว่างวาบขึ้น!
ภาพ “มังกรทะยานเมฆพู่กันเดียว” นั้นทรงพลังและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ราวกับมังกรตัวจริงกำลังจะทะยานออกมาจากแผ่นกระดาษ! ส่วนกลอนตุ้ยเหลียนของท่านเคนชินนั้น ลายพู่กันก็คมกล้าและเด็ดเดี่ยว ประหนึ่งคมดาบที่สลักลงบนแผ่นศิลา!
ของขวัญสองชิ้นนี้...มิอาจประเมินค่าได้! มันคือเกียรติยศสูงสุดที่บัณฑิตคนหนึ่งจะพึงมีได้!
ฮูหยินใหญ่ถึงกับน้ำตาคลอหน่วยด้วยความปีติยินดี นางมองบุตรชายด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความรักและความภาคภูมิใจจนสุดจะบรรยาย
และในที่สุด...กำแพงน้ำแข็งที่เสนาบดีเซี่ยจิ้งหงสร้างขึ้นไว้...ก็พังทลายลง...
ท่านลุกขึ้นยืนเต็มความสูง...เดินอย่างเชื่องช้าเข้าไปดูภาพวาดและกลอนตุ้ยเหลียนนั้นใกล้ๆ...นิ้วของท่านลูบไล้ไปบนกระดาษอย่างแผ่วเบา...ราวกับกลัวว่าของล้ำค่านี้จะบุบสลาย
ท่านยืนนิ่งอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานาน...ก่อนจะหันกลับมามองบุตรชายคนโตของตน...
แววตาที่เคยเรียบเฉยและสุขุม...บัดนี้กลับทอประกายแห่งความชื่นชมและภาคภูมิใจออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป...
“ดี...”
เสียงของท่านแหบพร่าเล็กน้อย...
“...ดีมาก! เซี่ยหยาง...เจ้า...ทำได้ดีมาก!”
คำพูดสั้นๆ เพียงไม่กี่คำนั้น...กลับมีน้ำหนักยิ่งกว่าทองคำนับหมื่นชั่ง...มันคือการยอมรับ...คือคำชมเชยที่เซี่ยหยาง...ทั้งคนเก่าและคนใหม่...เฝ้ารอคอยมาตลอดทั้งชีวิต!