ชาตินี้ข้าจะไม่ยอมรักท่านอีก

    ตอนที่ 39: เจ็ดวันสุดท้ายของศาล และหนึ่งหัวใจที่เลือกข้างผิดไม่ได้

     ตอนที่ 39: เจ็ดวันสุดท้ายของศาล และหนึ่งหัวใจที่เลือกข้างผิดไม่ได้


    ณ ตำหนักหลวง – ยามเฉินหลังการเผชิญหน้า


    ราชินีเสด็จกลับโดยไม่กล่าวลา

    สีพระพักตร์สงบนิ่ง แต่ดวงเนตรเต็มไปด้วยเพลิงกราดที่แม้ขันทีใกล้ชิดยังไม่กล้ามองตรง


    พระองค์หยิบกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่น—เป็นพระราชโองการที่ยังไม่ลงพระนาม


    “คำสั่งแต่งตั้งรัชทายาท”

    และอีกแผ่นที่กำลังจะถูกเขียน…


    “คำสั่งปิดศาลประชาชนภายใน 7 วัน”


    …


    เสวี่ยอิงยืนอยู่ด้านข้าง

    กล่าวด้วยเสียงเยือกเย็นราวลมหนาว


    “หากปล่อยศาลเปิดต่อไป…ตำแหน่งต่อไปที่โดนลากลง อาจไม่ใช่ขุนนาง”

    “แต่เป็นพระองค์เอง”


    ราชินีหันมาจ้องนาง


    “เจ้ากลัวนางใช่หรือไม่?”


    เสวี่ยอิงยิ้มจาง


    “ไม่…”

    “ข้ากลัวหัวใจขององค์ชายเฉิง ที่ไม่มีวันหันหลังให้หญิงนั้น”


    …


    ด้านศาลาประชาชน – วันถัดมา


    เหยียนซือหรง ได้รับพระราชโองการอย่างเป็นทางการ


    “ให้ศาลหยุดพิจารณาคดีทั้งหมดภายใน 7 วัน โดยถือว่าวันที่ 8 เป็นวันคืนอำนาจสู่ศาลหลวง”


    องค์ชายเฉิงถือกระดาษนั้นในมือ ขณะซือหรงอ่านข้อความจบ


    เธอหันมามองเขา


    “เจ้าจะห้ามข้าไหม?”


    เขาส่ายหน้า


    “ข้าจะช่วยเจ้าพูดให้ทัน…ก่อนศาลจะถูกปิด”


    …


    วันแรกของเจ็ดวัน – ชื่อแรกในรายคือ ‘แม่ทัพหลี่’

    แม่ทัพที่ยังรับราชการอยู่ ผู้ดูแลชายแดนใต้


    เอกสารหลักฐานชี้ว่า เขารับสินบนแลกกับการ “ไม่เคลื่อนไหว” ในยามเกิดเหตุชายแดน

    และนั่นทำให้ทัพเจิ้งซืออวี่ลอบผ่านชายแดนเหนือมาได้โดยไม่มีผู้ใดหยุด


    …


    แม่ทัพหลี่ปรากฏตัวในศาลาด้วยสีหน้าหยิ่งยโส

    เขาไม่ยอมคุกเขา แต่กลับถามเสียงดังก้อง


    “ข้าทำทุกอย่างเพื่อรักษาเลือดทหารใต้มือ!”

    “แต่วันนี้…ข้าถูกพิพากษาโดยหญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยถือดาบ?”


    …


    เหยียนซือหรงเงียบไปชั่วครู่

    ก่อนตอบช้า ๆ


    “ข้าไม่เคยถือดาบ…”

    “…แต่ข้ากล้ายืนอยู่ใต้คมดาบ เพื่อพูดความจริงที่ท่านไม่เคยกล้าพูด”


    …


    เสียงเงียบตกลงเต็มลาน

    แม่ทัพหลี่นิ่งไป—ก่อนจะถอนหายใจ และยอมวางตราดาบ…ด้วยมือตัวเอง


    …


    วันถัดมา – ลำดับที่สอง: ‘เจ้ากรมพิธี’

    ชายแก่ผู้ร่างคำสั่งประหารตระกูลเจิ้งเมื่อสิบปีก่อน


    …


    เหยียนซือหรงเรียกเขาขึ้นศาล

    ในมือตนเองมีต้นฉบับคำสั่งเก่า พร้อมการลงลายมือ “ปลอม” ที่จับตรงกับบันทึกเงาของเสวี่ยอิง


    …


    เขานิ่งเงียบ—ก่อนกล่าวเบา ๆ


    “วันนั้นข้ารับเงินมา…เพื่อเขียนเพียงห้าคำ”

    “และห้าคำนั้น ทำให้สิบกว่าชีวิตถูกตัดหัว”


    เขาคุกเขาลงตรงหน้าศาล

    และกล่าวกับประชาชนว่า


    “จงอย่าให้ใครซื้อความเงียบท่านได้ ด้วยเงินทอง หรือความกลัว”


    …


    วันที่ 3 ถึง 5

    ประชาชนหลั่งไหลเข้าฟัง

    บันทึกใหม่ถูกรวบรวม

    บางคนสารภาพเอง บางคนหายตัว บางคน…ตายโดยไม่มีศพ


    …


    คืนวันที่หก – ณ ตำหนักวังใน


    ราชินียืนมองพระจันทร์

    ในมือยังถือโองการ “แต่งตั้งรัชทายาท” กับ “คำสั่งปิดศาล”


    เสวี่ยอิงเอ่ยเตือน


    “หากพระองค์ไม่ลงนามภายในคืนนี้…”

    “พระองค์จะไม่เหลือทั้งอำนาจ และศรัทธา”


    …


    ฉากสุดท้ายของบท


    เช้าวันที่ 7

    เหยียนซือหรงยืนบนแท่นศาลครั้งสุดท้าย

    เบื้องหน้า คือฝูงชนหลายพันคน

    และเบื้องหลัง…คือทหารหลวงที่ได้รับคำสั่ง “รื้อศาลา” เมื่อครบเวลาพระราชโองการ


    …


    เธอเอ่ยเพียงประโยคเดียว


    “วันนี้…ข้าไม่มีสิทธิ์พูดชื่อใครอีกแล้ว”

    “แต่ถ้าไม่มีใครลุกขึ้นพูดต่อจากข้า…”

    “…แผ่นดินนี้ก็จะเงียบไปอีกสิบปี”


    …


    และแล้ว—ก่อนศาลาจะถูกรื้อ

    เสียงตะโกนหนึ่งจากในฝูงชนดังขึ้น


    “ข้าเคยทำบัญชีเงาให้เสนาบดี!”

    “ข้าขอสารภาพ!”


    ชายคนนั้นคือข้าราชการระดับล่างที่ไม่มีใครจำชื่อได้


    และจากนั้น…อีกคนหนึ่งลุก

    และอีกคน

    และอีกคน…


    …


    ศาลาประชาชนถูกสั่งรื้อ

    แต่ เสียงของประชาชน…ดังขึ้นแทน


    และในวินาทีนั้นเอง

    ราชินีก็ได้รับจดหมายหนึ่งฉบับจากฮ่องเต้


    “ข้าไม่ต้องการบัลลังก์ที่เงียบอีกแล้ว”

    “ถ้าเจ้าจะไม่ลงนามแต่งตั้งรัชทายาท…ข้าจะลงด้วยมือของข้าเอง”


    …


    จบบท


    ⸻


    ตอนที่ 40

    ฮ่องเต้จะจัดการประชุมพิเศษเพื่อฟื้นฟูราชสำนักหลังศาลาประชาชน

    แต่เสวี่ยอิงจะเดินหมากสุดท้าย—ใช้ “หนึ่งชีวิตที่รักของเหยียนซือหรง” เป็นเครื่องต่อรอง

    ใครบางคน…จะตาย เพื่อให้ความจริงคงอยู่


    คล้ายกับเรื่องชาตินี้ข้าจะไม่ยอมรักท่านอีก ที่คุณอ่าน