ยอดหญิงมหากาฬ องค์ที่ 2 สายลมเรียกความตาย
กลางฤดูหนาวที่ไร้แสงจันทร์ สายลมที่เย็นสะท้านถึงทรวงยังคงพัดผ่าน ชาวบ้านยามนี้ปิดประตูแน่นและเข้านอนตั้งแต่ช่วงค่ำยังมาไม่ถึง
มือถือจอกเหล้าแกว่งไปมา ก่อนจะยกแนบริมฝีปากทั้งปล่อยให้สุราค่อยๆ ไหลลงลำคอ อี้เฉินเหม่อมองไปยังตำหนักของเจ้าเมืองที่ยังคงส่องสว่างโดดเด่นอยู่จุดเดียวใจกลางเมืองที่เงียบงัน
“ท่านพี่ยังไม่นอนอีกหรือ?” ชายหนุ่มที่เดินเข้ามาจากทางด้านหลังเอ่ยถามอย่างสงสัย ด้วยเพราะเป็นห่วงพี่ชายที่หลงเหลือเพียงสายตาที่ราวกับไร้ซึ่งชีวิต
“ข้าว่าจะนั่งอีกสักหน่อย เจ้าล่ะ เหตุใดถึงยังไม่นอน” ชายหนุ่มหันมาถามผู้เป็นน้องชาย ก่อนจะยกจอกเหล้าที่เติมเข้าไปใหม่ให้แก่เขา
“ก็ท่านดูไม่สบายใจเลยนี่ขอรับ สงครามก็จบไปกว่าสามเดือนแล้ว ท่านพี่ก็ยัง…”
“ข้าต้องขอโทษด้วย พอดีว่าข้า…”
“แต่มันก็หาใช่ความผิดของท่านนี่ขอรับ หากไม่ใช่เพราะเจ้าลูกชายเจ้าเมืองโง่นั่นสั่งเดินทัพมั่วซั่วละก็!” ชายหนุ่มยกจอกเหล้าดื่มจนหมด ก่อนจะนั่งลงกับพี่ชายด้วยความไม่พอใจเมื่อนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา
“พอเถอะ การที่ข้าปกป้องแม่ทัพไม่ได้มันก็เป็นเพราะข้าที่อ่อนแอ”
“ทั้งๆ ที่ท่านพาเขากลับมาได้แล้ว แต่กลับมาตายเพราะพิษโลหะแบบนั้นเนียนะ!”
“เรื่องนั้นก็เช่นกัน ท่านหมอเขาทำเต็มที่แล้ว” ผู้เป็นพี่ชายกล่าวตอบกลับด้วยความรู้สึกที่ช่วยไม่ได้
“ท่านพี่…ท่านพี่ก็เป็นซะแบบนี้ทุกที!”
“ว่าแต่…เจ้ามีข่าวอะไรมาบ้างหรือไม่” ชายหนุ่มถามผู้เป็นน้องด้วยท่าทีที่เปลี่ยนเป็นจริงจัง
“ดูเหมือนว่าจะมีการระดมพลโดยใช้คนเถื่อนกับทหารรับจ้างขอรับ”
“อย่างนั้นหรือ?…”
“แล้วท่านพี่พอจะมีวิธี…” ผู้เป็นน้องชายถามพี่ชายด้วยสีหน้าที่ราวกับรับรู้ได้ถึงลางร้าย
“ข้าไปเจอขอทานคนหนึ่งที่หน้าโรงเตี๊ยมกลางเมือง”
“เจ้าขอทานโม่วโฉวหรือขอรับ!”
“ใช่ เจ้านั่นแหละ”
“เจ้านั่นมันบ้าไม่ใช่หรือขอรับ!! แล้วเหตุใด?”
“เดิมทีเจ้านั่นเคยอยู่ในกลุ่มคนเถื่อนที่รับงานล่าสัตว์วิญญาณ แถมความแข็งแกร่งก็เคยมีพลังลมปราณระดับสองด้วยซ้ำ”
“…?”
“พอข้ารู้ถึงเรื่องนั้นก็เลยสืบข่าวดู จึงได้รู้ว่าเมื่อห้าปีก่อน กลุ่มพวกมันถูกทำลายที่เขตเทือกเขาสัตว์วิญญาณ เลยแนวเขตต้นความฝันสุดท้ายไปประมาณห้าสิบลี้”
“พวกมันโดนสัตว์วิญญาณโจมตีหรือขอรับ?”
“ไม่ใช่”
“หากไม่ใช่แล้ว…!”
“มันบอกว่าถูกชาวบ้านลอบโจมตีมา”
“ห๋า!! ชาวบ้าน!!” ผู้เป็นน้องชายผุดสีหน้าสงสัยและงงงัน ต้องเป็นชาวบ้านแบบไหนที่โจมตีผู้มีพลังลมปราณระดับสองได้กัน
“ใช่! ชาวบ้านพลังลมปราณระดับหนึ่งและสองโดยประมาณ…”
“เดี๋ยวนะท่านพี่? ชาวบ้านไม่มีทางที่จะชนะนักรบได้นะขอรับ!!”
“มันบอกว่าชาวบ้านมีจำนวนแค่หยิบมือเท่านั้น แต่ทว่าวรยุทธและการลอบสังหารนั้นร้ายกาจมาก มือทั้งสองข้างที่ถูกตัดเส้นเอ็นก็เพราะเหตุนั้น และมัน…คือผู้เหลือรอดคนสุดท้าย”
“แล้วท่านพี่จะทำอย่างไรต่อหรือขอรับ? กับชาวบ้านที่ถล่มกลุ่มคนเถื่อนได้เช่นนั้น…”
“หากว่าเป็นทางเลือกสุดท้ายที่พวกเราจะหนีได้…ข้าก็ขอไปยังเส้นทางที่เราไม่รู้จักจะดีกว่า”
(-)
หลายวันผ่านไปไวราวกับสายลมที่นำพาซึ่งความหนาวเหน็บ บรรยากาศโดยรอบเมืองไร้ซึ่งความสดใสอย่างที่เคยเป็นมา ทหารหลายนายลาดตะเวนทั้งวันคืนหาได้มีช่องว่างระหว่างวันไม่ เหล่าทหารรับจ้างและคนเถื่อนต่างก็เดินขวักไขว่ไปทั่วราวกับเป็นเมืองของตน
และแล้ววันพิพากษาก็มาถึง
“ทหาร!! อย่าให้พวกมันหนีไปได้!!”
ทหารนับร้อยจากบุกเข้าจวนของแม่พับและจวนหมอ พร้อมทั้งรื้อค้นหาตัวผู้ที่อยู่ในที่แห่งนี้ แต่ทว่ากลับ…ไร้ซึ่งเงาของผู้ใด
เหตุการณ์นี้เป็นที่รู้ทั่วกันในเมืองใหญ่ ว่ากันว่าตระกูลแม่ทัพและตระกูลหมอได้ร่วมมือกันล้มล้างเจ้าเมือง กระทั่งแผนการได้ถูกเปิดเผย อีกทั้งเจ้าเมืองผู้นี้ยังเป็นพี่ชายของเสียนเฟย*คนปัจจุบันอีกด้วย จนสุดท้ายทั้งสองตระกูลจึงโดนข้อหากบฏไปโดยปริยาย
(-)
สองวันก่อนหน้านั้น ชายหนุ่มได้ข่าวจากผู้เป็นน้องชายว่ามีการนัดแนะการเข้าจัดกุมแล้ว แต่ที่ล่าช้าเป็นเพราะพวกทหารเถื่อนนั้นหาได้มีความเป็นระเบียบไม่ เพราะนอกจากจะทำอะไรตามใจแล้ว ยังเอาเงินค่าจ้างมาดื่มกินกันเสียตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน ทำให้ต่างก็ลุกมาทำงานกันไม่ไหว ชายหนุ่มเลยตัดสินใจใช้เส้นทางลับใต้ดินทยอยนำคนของตนออกจากจวนพร้อมทั้งแจกจ่ายทรัพย์สินของตนให้เหล่าคนใช้จนหมด
ซึ่งก็ไม่ต่างกับทางหมอฟู่เหลิน พวกเขาต่างก็ทยอยนำคนใช้ออกไปไม่ให้มีพิรุจ จนสุดท้ายทั้งสองครอบครัวก็ไปรวมตัวกันที่บ้านร้างนอกเมือง เพื่อเดินทางไกล
อี้เฉินเป็นคุณชายใหญ่วัยยี่สิบห้าที่ตอนนี้ไร้ซึ่งบิดามารดาเนื่องมาจากโรคติดต่อเมื่อหลายปีก่อน มีน้องชายชื่ออี้นัววัยยี่สิบสาม และอี้เฟิน อี้เฟย อี้ฟาง เป็นน้องสาวแฝดสามอายุสิบแปดปี พวกเขาต่างเดินทางมาด้วยกันพร้อมกับบ่าวรับใช้อีกห้าคนที่ไร้ซึ่งที่ไป
ส่วนหมอฟู่เหลินวัยสี่สิบห้าปีนั้นเป็นอดีตหมอหลวงที่ลาออกมาเพราะตนนั้นต้องการจะเปลี่ยนถ่ายผู้ที่มีความสามารถเข้ามาแทนตำแหน่ง อีกทั้งยังต้องการอยู่อย่างสงบ ซึ่งตอนนี้เขาได้อยู่กับลู่เสียน ภรรยาวันสี่สิบสามปี ทั้งซู่เม่ย ลูกสาววัยยี่สิบปี และซางอี ลูกชายวัยสิบหกปี อีกทั้งยังมีบ่าวที่ไม่มีที่ไปติดตามมาด้วยสามคน
ทั้งสองตระกูลได้คบค้าสมาคมมานาน ด้วยเพราะเหล่าทหารย่อมต้องบาดเจ็บอยู่เป็นนิจไม่ว่าจะรบจริงหรือฝึกซ้อม ทำให้พวกเขาต่างก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
การเดินทางครั้งนี้พวกเขาต่างก็ได้พูดคุยและเตรียมตัวกันอย่างดีแล้วสำหรับเดินทางไกล แต่พวกเขานั้นลืมไปว่า…ความโหดร้ายของฤดูหนาวนั้นเป็นเช่นไร
“อี้เฉินเป็นเช่นไรบ้าง!!”
“ท่านหมอ ท่านหลบอยู่ข้างในรถม้าก่อน ข้าฝากน้องๆ ของข้าด้วย”
“ได้ๆ!!”
เกร้งๆ!!
“พวกแก!! จะหนีไปไหน!! รู้ไหมว่าค่าหัวพวกแกรวมกันมันแพงขนาดไหน เอาหัวแกมา!!” หัวหน้าคนเถื่อนตะโกนออกมาด้วยรอยยิ้มที่น่าสะอิสะเอียน พร้อมทั้งชี้ดาบมาทางรถม้าที่กำลังวิ่งหนี้อย่างทุลักทุเล
เกร้งๆ!!
“คิดว่าข้าจะยอมหรือ?” อี้เฉินควบม้าเข้าปะทะกับเหล่าคนเถื่อน พร้อมทั้งทวนสีดำทมิฬในมือเข้าฟาดฟันอย่างไม่คิดชีวิต
“สมแล้วๆ สมกับเป็นแม่ทัพที่อายุน้อยและมากด้วยพรสวรรค์ แต่เจ้ายังเด็กนัก! เจ้าคิดว่าเพียงแค่ระดับสามขั้นต้นจะสู้ข้าได้อย่างนั้นหรือ?” หัวหน้าคนเถื่อนเยาะเย้ยอี้เฉินอย่างเหยียดหยาม
“แล้วเจ้าคิดว่าเหตุใดข้าถึงได้เป็นแม่ทัพตั้งแต่อายุเพียงนี้เล่า!! ตายซะ!!! เพลงทวนสวรรค์…ใบไผ่ถลาลม!!” สิ้นคำที่อี้เฉินเอ่ย เกิดพลังลมปราณครอบคลุมทวนสีดำหนาแน่นจนเกิดภาพลวงตา ใบมีดที่ปลายทวนกลับพลิ้วไหวหลบเลี่ยงการปัดป้อง กระทั่งร่างกายของหัวหน้าคนเถื่อนถูกกระหน่ำแทงจนร่างกายไม่อาจทนต่อบาดแผลได้ไหว
“นี่นะหรือ…ผู้ที่มีพรสวรรค์น่ะ…ข้าน่าจะเรียกค่าจ้างแพงกว่านี้สักหน่อย” หัวหน้าคนเถื่อนค่อยๆ ทิ้งตัวลงหลังม้าอย่างไร้กำลัง แต่กระนั้นกลับทิ้งรอยยิ้มที่น่าสะอิสะเอียนก็ยังไม่เปลี่ยนไป
“เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าเจ้ามันดวงไม่ดีตั้งแต่รับงานนี้น่ะ เพราะดูยังไงก็ไม่คุ้มสักนิด” อี้เฉินมองกลับไปยังร่างที่ไร้กำลัง พร้อมทั้งเอ่ยคำส่งท้ายด้วยสายตาที่แข็งกร้าว
“ฮ่าๆ จริง…ของ…เจ้า” นั้นคือคำสุดท้ายของหัวหน้าคนเถื่อน ก่อนที่เข้าจะสิ้นลม
สวัสดีรีททุกท่าน กระผม ปะแล่ม ปะแล่ม ในที่สุดก็เขียนภาคสองเสร็จแล้ว ต้องขออภัยที่ต้องให้ทุกคนรอนานขนาดนี้ ต่อจากนั้นผมจะเร่งความเร็วในการเขียนภาค 3 ให้เร็วที่สุด เพื่อจบเรื่องราวของสาวน้อย เสียว หนิงเอ๋อร์ จะได้เริ่มเรื่องของจอมนางอีกสองคนที่เหลือให้ไวที่สุดนะขอรับ
เชิญเสพเนื้อเรื่องต่อได้เลยครับ
*เสียนเฟย คือ ตำแหน่งพระชายาลำดับที่ 4 ในองค์จักรพรรดิ