ยามเหรินชงราชาศิษย์ใหม่แห่งสำนักวายุจักรพรรดิเผยตัวบรรยากาศของหอจวินไหลก็คึกคักผิดปกติขึ้นมาทันใด
สายตานับคู่ไม่ถ้วนมองตรงไปยังเหรินชงอย่างยอมรับนับถือ
แต่กระนั้น เหรินชงกลับมองฉู่เหินเบื้องหน้าด้วยท่าทางสนุกสนาน น้ำเสียงเย้ยหยันเล็กน้อยอย่างเปิดเผยโดยเฉพาะ ‘อัจฉริยะฉู่ผู้ยิ่งใหญ่’ ที่ดูจะระคายหูเป็นพิเศษ
“ข้าสนิทกับเจ้าหรือ?” ฉู่เหินถามเยียบเย็น
“ไม่ใช่ ไม่ใช่...” มุมปากเหรินชงยกเป็นยิ้มสำราญไม่สนโลก“เพียงแต่เคยได้ยินวีรกรรมของอัจฉริยะฉู่มานาน เรื่องพยายามขืนใจเด็กสาวในเมืองหลินเหยียนนั้นทั้งนครหลวงนี้ก็มีแต่สำนักดาราสวรรค์เท่านั้นที่ต้องการเจ้า...”
อะไรนะ?
พยายามขืนใจเด็กสาว?
เพียงคำนั้นถูกเอ่ยออกมา สายตาทุกคู่ก็มองตรงไปยังฉู่เหิน
กระทั่งมู่เฟิง หลี่ฮุยเย่ โจวลู่ และศิษย์ใหม่สำนักดาราสวรรค์ทั้งหลายก็คาดไม่ถึงไปตามๆกัน
ฉู่เหินเป็นคนประเภทนี้หรือ?
“ไม่ใช่นะ” เย่เหยารีบแย้งแทนฉู่เหิน “พี่ฉู่เหินถูกใส่ร้ายเรื่องนี้เราสืบกันกระจ่างแล้ว พี่ฉู่เหินถูกวางอุบายทำร้ายต่างหาก”
เสียงอันแผ่วหวานดูช่างเล็กกระจิริดนักในลานอันกว้างใหญ่นี้
แต่ฉู่เหินกลับฟังแล้วอบอุ่นเหลือจะเอ่ย
เหรินชงยังคงทำไม่รู้ไม่ชี้ เขาหันกายไปหาเย่โยวข้างกัน แล้วถาม“ศิษย์น้องเย่โยว อย่างไรเสียก็มาจากที่เดียวกันไฉนพบหน้าแล้วไม่ทักทายกันบ้างเล่า?”
เย่โยวช้อนตาขึ้นเหลือบมองฉู่เหินด้วยหางตา ตอบด้วยน้ำเสียงและท่าทีเฉยเมย“ข้าไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับเขา ไม่มีการอันใดจะพูดด้วย”
ข้าไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับเขา!
ถ้อยคำแสนง่ายดายเปิดเผยความหมางเมินอย่างเต็มที่
สีหน้าไม่แยแส ทุกอย่างล้วนคือความดูถูก แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นฉู่เหินก็ยังสัมผัสได้ถึงความสมเพชหลายส่วนจากแววตาเฉยชาที่เหลือบมองมา
ถูกต้องแล้ว ความสมเพช!
เพราะหลังจากที่ฉู่เหินถูกสำนักวายุจักรพรรดิปฏิเสธแล้วเขาก็ถูกสำนักยุทธขั้นสูงอีกเกือบสามสิบแห่งปฏิเสธติดต่อกันยามนี้ทำได้แค่หลบซ่อนอยู่ในสำนักรั้งท้ายอย่างสำนักดาราสวรรค์เท่านั้น...
เป็นความสมเพชเวทนาเฉกเช่นราชนิกุลชั้นสูงมีต่อขอทานข้างถนน
ไม่ว่าก่อนหน้านี้ที่เมืองหลินเหยียนฉู่เหินจะแสดงพลังโค่นล้มหลิ่วเซียวเช่นไร
บัดนี้เย่โยวและฉู่เหินก็อยู่กันคนละชั้นไปแล้ว
อีกทั้ง ผู้คนมากมายล้วนรู้ดีว่าอัจฉริยะนามกระเดื่องแห่งสำนักวายุจักรพรรดิอย่างเหวยชิงฝานกำลังตามจีบเย่โยวรัศมีเลิศเลอนี้ดลให้เย่โยวดูแคลนฉู่เหินอีกครั้ง
สมเพชเวทนา
สองคำที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่าคำว่าเห็นอกเห็นใจ
ฉู่เหินสบตากับใบหน้าเย็นชานั้นด้วยแววตาเยือกเย็นลำคอขยับเปล่งเป็นคำพูดอันชัดเจนและหนักหน่วง
“จำคำที่เจ้าพูดวันนี้ไว้!”
จำคำที่เจ้าพูดวันนี้ไว้...
โครงหน้าบุรุษหนุ่มแสนทระนงและทรหด
เย่โยวทำเหมือนไม่ได้ยิน นางหยิ่งยโสประดุจองค์หญิงที่ปวงชนห้อมล้อม
“พี่ฉู่เหิน” เย่เหยากัดริมฝีปากพึมพำ คิ้วหลิวขมวดเผยแววสุดจะกลั้น
“เหอะๆ ในเมื่อไม่สนิทกัน ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลา!”เหรินชงหัวเราะยั่วเย้า
พลันนั้น เย่โยวและอัจฉริยะจากสำนักวายุจักรพรรดิก็เข้าไปยังเขตลานด้านหน้าของสวนในหอจวินไหลไม่แม้แต่จะหันกลับมามองฉู่เหิน
เย่เหยามองฉู่เหินดวงตาพร่าน้ำ
แต่กระนั้น ฉู่เหินกลับส่งยิ้มละมุนให้นางเป็นเชิงว่าไม่มีปัญหา
ทว่า ภายใต้รอยยิ้มที่ดูเรียบนิ่งนั้น ไอเย็นหาที่สิ้นสุดมิได้กำลังก่อตัวในกาย
เหลียงอี้หมิงในขบวนสำนักวายุจักรพรรดิมองดูฉู่เหินแล้วส่ายหน้าระอาเมื่อวานเขาเตือนฉู่เหินไปแล้วว่าอย่ามาปรากฏตัวที่งานประชุมเฉพาะกิจราชันแสงดาว
แต่เขาก็มาแล้ว
ประชุมใหญ่ยังไม่ทันเริ่ม ฉู่เหินก็ถูกเหรินชงเหยียดหยามเข้าให้แล้วอีกครู่ไม่รู้จะเกิดเรื่องน่าทอดถอนใจอันใดขึ้นอีก
“ช่างมัน บอกเขาไปแล้ว ข้ามีเมตตากรุณามากพอแล้ววันนี้หากเขาตายด้วยน้ำมือเหรินชงก็ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับข้า...”เหลียงอี้หมิงตรึกตรองในใจ
...
“น้องเขยเอ๋ย ไอ้เจ้านั่นมันกำแหงนัก อีกครู่ข้าจะถลกหนังมันมาให้เจ้าเอง”มู่เฟิงตบบ่าปลอบประโลมฉู่เหิน
ฉู่เหินไม่ตอบ เพียงแต่นำขบวนด้านหลังไปนั่งประจำที่ของสำนักดาราสวรรค์
“ศิษย์พี่มู่เฟิง เหรินชงพลังลมปราณระดับเชื่อมหยวนขั้นสามขอรับ”หลี่ฮุยเย่ข้างกันเตือนเขา
“อ๊ะ” มู่เฟิงหน้าแข็ง แล้วหัวเราะคิกคักพลางว่า “เช่นนั้นข้าจะให้เจ้าไปถลกหนังมันแทนแล้วกัน ข้าเชื่อในความสามารถของเจ้า”
“เฮ้อ ถ้าข้าถลกหนังเหรินชงได้จริง จะยังยืนอยู่ตรงนี้หรือ?”
ประชุมใหญ่แสงดาวยังไม่ทันเริ่มสำนักดาราสวรรค์ก็ถูกโจมตีระลอกแรกเสียแล้วที่น่าจนใจหนักกว่าเดิมคืออัฒจันทร์ของศิษย์สำนักดาราสวรรค์นั้นอยู่ตรงมุมไกลปืนเที่ยงที่สุดอีกด้วย
ช่างเป็นที่ดูแคลนของผู้คนเสียจริง
ถูกโจมตีติดต่อกันจนเหล่าฝูงชนที่กู่ร้องฮึกเหิมและเปี่ยมความมั่นใจพลันห่อเหี่ยวต่างคนต่างเหมือนมะเขือที่ถูกเกล็ดน้ำแข็งปกคลุม หมดสง่าราศีในทันใด
อัฒจันทร์สำนักจันทร์สกาว
“หึ ไม่นึกเลยว่าไอ้ระยำนั่นจะกล้ามาด้วย”เฮ่อเสี่ยนมองฉู่เหินอย่างอำมหิตและร้ายกาจ
เฮ่อเฉาข้างกันยิ้มนิ่ง มือขวาลูบคาง “เข้าทางพวกเราพอดี!”
“ฮะๆ พี่ใหญ่ ถึงเวลาท่านก็ทรมานมันให้หนักๆ หน่อยแล้วค่อยฆ่ามันนะ”
“เหอะๆ”
เฮ่อเฉาหัวเราะไม่พูดไม่จา ดวงตาเย็นยะเยือกเรืองแสงมืดมุ่งร้าย
“ขบวนสำนักยุทธจักรพรรดิมาแล้ว”
สิ้นเสียงตะโกน เห็นขบวนอันสง่าผ่าเผยมาแต่ไกล ทั้งหอจวินไหลเดือดพล่านเสียงดังสนั่นยิ่งกว่าคราวสำนักยุทธขั้นสูงอีกสี่แห่งเสียอีก
สำนักยุทธจักรพรรดิเป็นอันดับหนึ่งในหมู่สำนักยุทธขั้นสูงอันเรืองนาม
ย่อมจะเป็นที่ต้อนรับอย่างไม่ต้องสงสัย
“เฮ้อ! เมื่อไรกันหนอพวกเราถึงจะได้รับการต้อนรับเช่นนั้นบ้าง”ศิษย์หนุ่มสำนักดาราสวรรค์คนหนึ่งถอนหายใจ
“สาวงาม สาวงาม...” มู่เฟิงตาโต ยืดคอไม่กลัวสายตาประชาชี “ว้าว ฮ่าๆซูเสวี่ยโหรวนี่นา ซูเสวี่ยโหรวหนึ่งในหกมุกเม็ดงาม จุ๊ๆ งามหยาดเยิ้มดีเหลือเกิน”
“ศิษย์พี่มู่เฟิง ท่านช่วยสงบลงหน่อยจะได้ไหมขอรับ?” หลี่ฮุยเย่ส่ายหน้าระอา
สำนักดาราสวรรค์ถูกโจมตีมามากพอแล้ว จะให้อับอายขายขี้หน้าใครไม่ได้อีก
...
ท่ามกลางสายตามากมายที่คอยจับจ้อง ผู้นำสำนักยุทธจักรพรรดิคืออัจฉริยะเยาว์วัยหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี
บุรุษนั้นมีใบหน้าหล่อเหลางดงาม มือถือพัดกระดาษ กิริยาท่าทางงามสง่ามาดผู้ดีอย่างยิ่ง
สตรีนั้นสวมชุดกระโปรงยาวสีขาว เครื่องหน้างดงามต้องตารวบผมยาวด้วยปิ่นปักผมอันสะสวย ดวงตาคู่งามหยาดเยิ้มราวน้ำใส ท่าทีอ่อนช้อยเหลือจะเอ่ย
“นั่นหยางอวี่ไท่ เขาก็มาหรือนี่”
“ได้ยินมาว่าหยางอวี่ไท่ออกไปหาประสบการณ์นึกว่าเขาจะกลับมาไม่ทันประชุมเฉพาะกิจราชันแสงดาวคราวนี้เสียอีก สำนักยุทธจักรพรรดิมากันถึงสอง เหรินชงแห่งวายุจักรพรรดิกดดันแน่แล้ว”
“น่าจะอย่างนั้น แต่สำนักยุทธจักรพรรดิคงไม่ใช้พวกมากเข้าว่าหรอก”
...
เหรินชง หยางอวี่ไท่ ซูเสวี่ยโหรว!
ทั้งสามคือสามอัจฉริยะที่โด่งดังที่สุดของสำนักยุทธขั้นสูงทั้งนครหลวงพลังของพวกเขาเหนือกว่า ‘ศิษย์เก่าแก่’ ส่วนใหญ่นัก
สามอัจฉริยะอยู่สำนักยุทธจักรพรรดิไปแล้วถึงสองมากพอบ่งบอกถึงเสน่ห์ของสำนักนี้ได้
ไม่ว่าจะด้วยบังเอิญหรือจงใจตำแหน่งที่นั่งของสมาชิกสำนักวายุจักรพรรดิกับสำนักยุทธจักรพรรดิก็อยู่ใกล้กันเสียนี่
หยางอวี่ไท่นั่งอยู่หน้าสุด ชำเลืองมองเหรินชง มาตรแม้นไม่พูดจากันแต่ดวงตาก็แฝงแววบางอย่างอ่อนจางเหรินชงไม่ทั้งยิ้มไม่ทั้งไม่ยิ้ม ส่งสายตาท้าทายและเหลาะแหละกลับไป
ไม่ว่าเวลาใด อัจฉริยะผู้ส่องประกายคมกล้าจนเกินไปย่อมจะไม่เป็นฝ่ายเปิดศึกปะทะกันเอง
...
ทางสำนักดาราสวรรค์นั้น มู่เฟิงยืนบนเก้าอี้เรียบร้อยแล้ว เท้าอีกข้างแทบจะเหยียบบนโต๊ะอยู่รอมร่อ
หลี่ฮุยเย่ โจวลู่ และศิษย์สำนักดาราสวรรค์ต่างก็หน้าดำคร่ำเครียด ต่างคนต่างออกห่างจากเขาด้วยกลัวว่าคนอื่นจะมองเป็นคนบ้า
ข้างกายมู่เฟิง มีฉู่เหินที่ยังคงนิ่งไม่ทำสิ่งใด
ใช่ว่าฉู่เหินจะไม่รู้สึกอะไรกับการท้าทายของเหรินชงหรือท่าทีของเย่โยวแต่เขาชิงชังผู้ที่นั่งอยู่หลังม่านคิดว่าตนบงการทุกสิ่งทุกอย่างได้มากที่สุด
“เฮ้ยๆ ฉู่เหิน” มู่เฟิงยื่นแขนโบกไปโบกมาหน้าฉู่เหิน ที่ยังสนใจทางสำนักยุทธจักรพรรดิอยู่“เจ้าว่าซูเสวี่ยโหรวสำนักยุทธจักรพรรดิสวย หรืออวี๋เฉินอวี้สำนักมหาหัสดีสวยกันเล่า?”
“เจ้าหมายความถึงข้าหรือ?”
ทันใดนั้น เสียงอันเสนาะหูดุจกระดิ่งเงินก็ลอยมา
เสียงที่ส่งมากะทันหันนั้นทำมู่เฟิงอึ้งไป เขาหันไปมองทันที เห็นดรุณีร่างอรชรอ้อนแอ้นดวงหน้างามหยดย้อยเดินเข้ามาในคลองสายตา
“สวรรค์ช่วย อวี๋ อวี๋ อวี๋เฉินอวี้...ไอ้หยา แม่จ๋า...”
มู่เฟิงผู้ไม่ทันตั้งตัวพูดไม่ทันจบก็ตกใจจนล้มโครมจากเก้าอี้
อวี๋เฉินอวี้หัวเราะขำขัน ‘คิกๆ’ ออกมา กลีบปากเผยอขึ้นเล็กน้อยเห็นฟันขาว งดงามตรึงใจ
มู่เฟิงไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบปีนขึ้นมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วคลี่ยิ้มที่คิดเอาเองว่าช่างน่ามอง “แค่กๆ คุณหนูอวี๋ ข้าน้อยนามมู่เสี่ยวเฟิงเมื่อครู่เสียมารยาทไป หวังว่าคุณหนูอวี๋จะให้อภัยกันเรียนถามคุณหนูอวี๋ว่าท่านมาหาข้าหรือ?”
หลี่ฮุยเย่ โจวลู่ และคนอื่นทำหน้าดูถูกแล้วด่าในใจว่าตาบอดล่ะสิไม่ว่าถึงจะมาหาเจ้า
อวี๋เฉินอวี้หัวเราะ ชำเลืองมองฉู่เหินข้างกัน“ที่แท้ท่านก็อยู่สำนักดาราสวรรค์นี่เอง! สองเดือนนี้ข้าตามหาท่านมาโดยตลอดเลยนะ”
เพียงได้ยินคำนั้น มู่เฟิงก็ยิ้มค้าง
ลมเย็นพัดมา หนาวสะท้านไปทั้งใจ
ฉู่เหินอีกแล้ว!
ก่อนหน้านี้ก็หนึ่งในสี่โฉมสะคราญหลงเสวียนซวงคราวนี้ยังหนึ่งในหกมุกเม็ดงามอวี๋เฉินอวี้อีก
มู่เฟิงด่าทอยกใหญ่ในใจ ฉู่เหินไปติดเงินใครไว้กี่คนกันแน่?
...
“คุณหนูอวี๋มาหาข้าด้วยการอันใดหรือ?”
ฉู่เหินยิ้มเป็นมารยาท แต่จากน้ำเสียงของเขาก็มองออกว่าอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก
“ไฉนท่านไม่ไปสำนักมหาหัสดีเล่า?” อวี๋เฉินอวี้นั่งลงข้างกายฉู่เหินตำแหน่งนั้นเมื่อครู่ยังเป็นของมู่เฟิงอยู่เลย รายหลังถูกเมินอย่างสิ้นเชิง
“เรื่องมันยาวนัก...”
ฉู่เหินส่ายหน้า เขาไม่อยากพูดถึงเรื่องนั้นสักเท่าใด
...
กระนั้นภาพที่อวี๋เฉินอวี้เดินมาพูดคุยกับฉู่เหินก็อยู่ในสายตาผู้คนไม่น้อยเลย
“ผู้หญิงคนนั้นคือ?”
เย่เหยาเบิกดวงตากลมโตน่ารักมีชีวิตชีวาขึ้น แล้วหันไปมองเย่โยวข้างกันดวงตาเย่โยวฉายแววซับซ้อนอำพราง
เหรินชงหรี่ตาอย่างไม่อาจห้ามความเยียบเย็นที่หว่างคิ้วเคลื่อนไหวและล่องลอยไม่หยุดยั้ง
“ฮะ เรื่องสนุกมันต้องหลังจากนี้!”
…………………………………