ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 134 วิญญาณดาบ

            มีเพียงบนจุดปลายสุดของหอคอยนี้เท่านั้นที่ยังคงมีประกายแสงสั่นไหวอยู่

            หลินหยางไม่พูดพร่ำทำเพลง เขารีบปีนขึ้นไปทันทีใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่ง ก็ขึ้นไปถึงตรงจุดสูงสุดของหอคอยนั่นได้

            นี่มัน?

            บนเพดานเล็กๆ นี้เองก็มีพื้นที่อยู่หลายร้อยตารางเมตร บนนี้ไม่มีโลงศพของเจ้าของสุสานเป็นไปตามที่หลินหยางคาดเดาไว้ ที่นี่เป็นเพียงสุสานลวงเท่านั้น

            แต่เบื้องหน้าของหลินหยางตอนนี้มีแท่นศิลาขนาดมหึมาตั้งอยู่ก้อนหนึ่งกำลังเปล่งประกายแสงสีเขียวออกมาเป็นจุดๆข้างบนนั้นมีตัวอักษรแปลกประหลาดถูกสลักเอาไว้

            “หลินหยางน้อย บนนั้นเขียนว่าอะไรน่ะ?” หั่วเอ๋อร์มองดูเสียนาน แต่ก็ดูไม่รู้เรื่องอยู่ดี

            หลินหยางเงยหน้าขึ้นไปดูก็พบว่าตัวอักษรเหล่านี้ที่แต่เดิมเขาเองก็ไม่รู้จักนั้นเขากลับเข้าใจความหมายของพวกมันได้ มันน่าจะเป็นตัวอักษรที่จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วเคยใช้มาก่อนเขาถึงเข้าใจความหมายของมันได้

            เขาค่อยๆ อ่านออกมา

            “เฮ่าเทียน ถ้าหากเจ้าได้เห็นแท่นศิลานี้จงรู้ไว้ว่าครั้งนี้ข้าก็ทำนายถูกอีกแล้ว”

            ตัวอักษรเหล่านี้ เหมือนเป็นคำพูดที่ต้องการส่งให้สหายเก่าหลินหยางเริ่มอ่านต่อว่า

            “บางครั้งข้าเองก็หวังอย่างจริงจังว่าสิ่งที่ข้าได้เห็นทั้งหมดมันจะไม่ใช่เรื่องจริงแต่น่าเสียดาย โชคชะตาของเขาไม่มีผู้ใดสามารถขัดขวางได้ทั้งเจ้าและข้าสุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถเอาชนะลิขิตสวรรค์ได้”

            คำพูดง่ายๆ นี้กลับทำให้หลินหยางรู้สึกราวกับกำลังมองเห็นดวงตาคู่หนึ่งที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สามารถมองขาดถึงความเป็นไปในกาลอวกาศสามารถมองเห็นทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจนแต่น่าเสียดายที่สิ่งที่ดวงตาคู่นั้นมองเห็นมีแต่ความเศร้าโศกและความสิ้นหวังเท่านั้น

            “ฝืนโชคชะตา... จะทำได้จริงหรือ? ไม่แน่ เจ้าอาจจะเป็นเพียงความหวังเดียวในหมู่คนอย่างพวกเรา... เฮ่าเทียนข้าขอโทษ...”

            สุดท้ายหลินหยางมองเห็นตัวอักษรขนาดใหญ่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดและความสำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้งซึ่งเขียนไว้ว่า“สเวียนจีลงนามครั้งสุดท้าย”

            สเวียนจี

            พอเห็นชื่อนี้แล้ว ในใจของหลินหยางก็เกิดความหวั่นไหวเล็กๆ ขึ้น

            มันเป็นความหวั่นไหวที่มาจากจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วหลินหยางยังพอจะจำได้ว่า เฮ่าเทียน ที่ว่านี้น่าจะหมายถึงจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วสุสานแห่งดวงดาวแบบลวงตาทั้งหลังนี้ มันเป็นเพียงแค่จดหมายฉบับหนึ่งที่ สเวียนจีผู้นั้นส่งให้กับหลีหั่วเทียนตี้

            เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมากๆ

            สเวียนจีผู้นั้นเขารู้ได้อย่างไรว่าในอนาคตอันแสนยาวไกลจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วจะต้องมายังสถานที่แห่งนี้?

            นั่นมันเป็นสุดยอดอิทธิฤทธิ์ที่สูงส่งเกินกว่าจะจินตนาการได้แล้วและถ้าเดาจากคำพูดที่เขาสลักไว้บนกำแพงแล้วเสวียนจีผู้นั้นจะต้องมีพลังอันน่าพรั่นพรึงที่สามารถทำนายอนาคตอันไร้ที่สิ้นสุดได้เป็นแน่

            สหายของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่ว...

            จดหมายฉบับสุดท้ายก่อนตายหนึ่งฉบับที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกเสียใจและสำนึกผิด...

            เบื้องหลังนี้มีมหากาพย์เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนซ่อนอยู่กันแน่

            หลินหยางยืนนิ่งอยู่เป็นเวลานานโดยมิอาจเอ่ยวาจาใดออกมาได้

            เรื่องราวตรงหน้าทั้งหมดมันอยู่ห่างไกลเกินกว่าขีดจำกัดที่เขาสามารถจินตนาการได้อย่างชัดเจนมันคือโลกของผู้แข็งแกร่งที่อยู่ห่างไกลจากที่เขาอยู่มากๆ จนเกือบจะเป็นเพียงแค่ความฝันไปแล้วสำหรับตัวเขาในตอนนี้แล้ว มันอยู่ห่างไกลความเป็นจริงมากเกินไป

            เพียงแต่หลินหยางกลับมองเห็นบางส่วนที่ดูแปลกประหลาดจากในจดหมายฉบับนี้

            นั่นก็คือตัวอักษรที่ถูกสลักบนแท่นศิลานี้มันถูกสลักไว้อย่างสง่างามและเรียบร้อย แต่มีอยู่หลายสิบแหง่ที่ดูจะใส่แรงในการเขียนมากเกินไปจนดูไม่เป็นธรรมชาติอย่างเห็นได้ชัด

            นี่มัน หรือว่า...

            ในหัวของหลินหยางราวกลับมีสายฟ้าวิ่งฉิวเพียงครู่เดียวเขาก็นึกตัวอักษรตัวหนึ่งที่เก็บซ่อนเอาไว้ในส่วนลึกของความทรงจำออก

            เขารีบเอาจุดที่ประหลาดเหล่านั้นมาลองร้อยเรียงกันดูบนอากาศและก็เป็นดังคาดมันสามารถวาดเป็นตัวอักษรที่เกรงว่าคงมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นถึงจะเข้าใจ

            “น่าสนใจ”

            หลินหยางพลันเรียกเอาพู่กันสลักอักษรออกมาแต่หมึกที่ใช้นั้นไม่ใช่หมึกที่เขาหลอมสร้างขึ้นไว้ก่อนหน้านี้ แต่เป็นเลือดสดๆ ที่ได้จากร่างสถิตภูตอัคคีของตัวเขาเองโดยเขาได้กรีดที่ข้อมือของตัวเองจนเลือดออก แล้วจึงค่อยๆ รีดเลือดสดๆ ของตัวเองใส่ลงไป

            “หลินหยางน้อย เจ้าจะทำอะไรน่ะ?” หั่วเอ๋อร์ไม่เข้าใจการกระทำของเขา

            ส่วนหลินหยางนั้นก็เดินตรงเข้าอยู่หน้าแท่นศิลาด้วยสีหน้าคาดหวังจากนั้นก็ทำการลากเส้นสีแดงเลือดขึ้นจนกลายเป็นตัวอักษรตัวหนึ่ง

            “ข้า...จะเปิดประตู” หลินหยางถอยออกมายืนมองแท่นศิลาอย่างเงียบๆ

            ตัวอักษรโลหิตเส้นนี้ วงนอกดูเหมือนเป็นเส้นทรงหกเหลี่ยมกำลังล้อมรอบเส้นทรงสี่เหลี่ยมที่อยู่ในใจกลาง ดูรวมๆ แล้วคล้ายกับรูปหินผลึกก็ไม่ปานดูแตกต่างจากอักษรโบราณทั่วๆ ไปโดยสิ้นเชิง

            อีกทั้งอักษรตัวนี้ยังไม่เกิดการดูดดึงพลังฟ้าดินรอบๆ มาเป็นพลังเพื่อแสดงผลมันดูเรียบง่ายราวกับเป็นแค่รูปที่วาดขึ้นเล่นๆ ก็เท่านั้น

            แต่หลังจากที่เลือดสดๆ ของหลินหยางซึมเข้าไปในแท่นศิลาแล้วก็ได้ยินเสียงดังสนั่นขึ้น แท่นศิลาขนาดมหึมามันกลับเริ่มค่อยๆ เอนหลังลงไปปรากฏเป็นเส้นทางลึกลับที่เปล่งประกายแสงสีแดงและน้ำเงินขึ้น

            “เฮ้ย!! เปิดได้จริงด้วย!!!!”หั่วเอ๋อร์อุทานขึ้นอย่างดีใจมันรีบกระพือปีกบินเข้าไปในทางเดินนั้น จากนั้นก็ได้ยินเสียงร้องอนาถๆ ของมันดังขึ้น

            “จ๊ากก!!”

            นกย่างเกรียมตัวหนึ่งก็รีบบินหนีกลับออกมาทันที

            ประกายแสงไฟและสายฟ้าจำนวนมหาศาลไร้ที่สิ้นสุดกำลังส่องสว่างอยู่ข้างในทางเดินนั่นมันคือพลังงานของเพลิงอัสนีม่วงที่หลินหยางคุ้นเคยนั่นเอง ซึ่งหั่วเอ๋อร์นั้นก็ถูกขับไล่ออกมาทันทีเห็นได้ชัดว่ามันไม่มีสิทธิเข้าไปในสถานที่ที่เก็บซ่อนความลับที่แท้จริงของป้อมปราการโบราณแห่งนี้ได้

            “รอข้าอยู่ข้างนอก”

            หลินหยางพอจะรู้ว่ามันคืออะไร มันน่าจะเป็น “ของขวัญ”ที่สเวียนจีผู้นั้นเตรียมเอาไว้ให้กับจักรพรรดิฟ้าหลีหั่ว

            “โอ๊ย แม่งเอ๊ย ไอ้พวกขี้รังแก!!!!”

            เสียงร้องอันแสนอนาถของหั่วเอ๋อร์ลอยตามหลังมาแต่ถ้าเจ้าบ้านั่นสามารถร้องได้ดังขนาดนั้นก็คงจะไม่ได้เป็นอะไรมากเท่าไรหลินหยางจึงเดินเข้าไปในทางเดินนั่นทันที

            ทางเดินนี้ค่อนข้างจะลึกมากบริเวณท้ายสุดของทางเดินนั้นคือประกายแสงเพลิงอัสนีที่ส่องสว่างไปทั่วบริเวณ

            หลินหยางก้าวเดินลงไปนานหลายนาทีจึงจะสามารถเดินมาถึงจุดต่ำสุดของเส้นทางเดินนี้

            ตรงหน้าเขาคือประตูทางเข้าที่ถูกสร้างขึ้นจากเพลิงอัสนีม่วงขนาดไม่ใหญ่แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจที่จะไม่ยอมให้คนนอกบุกรุกเข้าไปเด็ดขาด

            หลินหยางไม่เกิดความลังเลขึ้นเลย เขาพลันเร่งพลังเพลิงอัสนีม่วงที่เหลืออยู่ไม่มากในตัวเขาออกมาสร้างเป็นม่านพลังป้องกันครอบคลุมทั่วทั้งตัวเอาไว้จากนั้นก็เดินตรงผ่านเข้าไปในประตูทันที

            เปรี๊ยะๆ

            เสียงของกระแสไฟฟ้าที่วิ่งผ่านดังขึ้นหลินหยางสามารถก้าวผ่านประตูนั้นมาได้โดยไร้ซึ่งความติดขัดเข้ามาด้านในห้องศิลาห้องหนึ่ง

            ข้างในนั้นมีประกายแสงสุดพิศวงที่ส่องสว่างจ้าจนหลินหยางต้องหรี่ตาลง จากนั้น...ในที่สุดเขาก็ได้พบกับสิ่งที่เขาตามหามาอย่างยากลำบากเพลิงอัสนีม่วง

            บนแท่นศิลาขนาดเล็กนั้น เหมือนมีฝ่ามือคู่หนึ่งที่ชูขึ้นมากำลังโอบอุ้มเปลวเพลิงขนาดเท่ากำมือเอาไว้ในกลางฝ่ามือ

            นี่ไม่ใช่แค่ลูกบอลเพลิงที่หลินหยางเจอในบึงอัสนีอีกแล้วแต่มันคือเพลิงพิสดารของจริงแท้ที่กำลังลุกไหม้อยู่นั่นเอง

            เปลวเพลิงสีน้ำเงินที่อยู่ใจกลางนั่นแฝงไว้ด้วยความร้อนที่สูงเกินกว่าจะจินตนาการได้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดเมื่ออยู่ต่อหน้ามันแล้วก็ล้วนต้องถูกเผาไหม้จนเหลือเพียงฝุ่นผง

            ด้านนอกถูกห่อหุ้มไว้ด้วยสายฟ้าสีม่วงอันทรงพลังสามารถปัดเป่าความชั่วร้ายทั้งหมดทั้งมวลบนโลกใบนี้ได้

            นี่แหละคือดาวข่มของสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง เพลิงอัสนีม่วง

            ในที่สุดหลินหยางก็ได้เห็นเพลิงพิสดารแล้วเพียงแต่เขายังไม่ทันตื่นเต้นเต็มที่ ก็มองเห็นว่าด้านบนของเพลิงอัสนีม่วงนั้นมีสิ่งของอีกชิ้นหนึ่งกำลังลอยอยู่บนอากาศ

            มันคือดาบแห่งความว่างเปล่าเล่มหนึ่งที่ใบดาบของมันมีลักษณะเป็นเหมือนแท่งเข็มเรียวยาวปลายแหลมที่มีขนาดความหนาเท่ากับหนึ่งนิ้วมือเท่านั้นสวยงามประณีตอย่างไร้ที่ติ แต่กลับแฝงไว้ด้วยความพิสดารมากมายนับไม่ถ้วน

            ทั้งตัวดาบนั้นถูกสร้างขึ้นจากหินผลึกสีแดงเพลิง หากดูเผินๆ มันจะเหมือนกับดาบที่ถูกสลักขึ้นมาจากก้อนผลึกก้อนเดียวแต่พอลองสังเกตอย่างละเอียดดูแล้ว กลับพบว่าบนตัวดาบนั้นมีตัวอักษรอันทรงพลังและพิสดารจำนวนมากสลักอยู่

            หลินหยางอึ้งไปทันที

            เขาเริ่มสังเกตรายละเอียดต่างๆ ของดาบเรียวยาวเล่มนี้โดยละเอียดอีกครั้งมันเป็นผลงานที่สามารถพูดได้เต็มปากว่าสมบูรณ์แบบ

            ด้วยทักษะด้านการช่างของเขาแล้วยังไม่สามารถหาจุดที่จะสามารถปรับเสริมเติมแต่งบนตัวดาบได้เลยแม้แต่เขาเองก็ยังต้องเคารพนับถือในทักษะการช่างที่ใช้สร้างดาบเล่มนี้เลยเขารู้สึกชื่นชมจากใจจริง

            มันเป็นอาวุธเทวะขั้นสูงเล่มหนึ่งซึ่งจากประสบการณ์ของหลินหยางแล้วไม่มีสิ่งใดสามารถนำมาอธิบายระดับขั้นของมันได้อีกต่อไป

            หากดาบเล่มนี้ได้ถูกร่ายรำขึ้นเกรงว่ามันจะสามารถบดขยี้มิติแห่งความว่างเปล่าได้อย่างง่ายดายหากใช้แรงอาจจะถึงขั้นสามารถผ่าครึ่งดาราจักรทิ้งเลยก็เป็นได้

            นี่มันคืออะไรกันแน่?

            ในความทรงจำของหลินหยางนั้นยังไม่มีข้อมูลใดที่เกี่ยวข้องกับดาบแห่งความว่างเปล่านี้เลยเพียงแต่หลินหยางก็สามารถพบคำตอบได้บนกำแพงที่อยู่ตรงข้ามกับแท่นศิลานี้

            มันคือตัวอักษรที่เป็นลายมือเดียวกันกับบนแท่นศิลาก่อนหน้านี้บนนั้นมันเขียนไว้ว่า

            “เฮ่าเทียนนี่คือสิ่งเดียวที่ข้าสามารถทำให้กับเจ้าได้ ข้าได้เก็บรักษาวิญญาณดาบของ ‘กิเลนแดง’ เอาไว้ให้ หวังว่าจะมีสักวันที่จะได้เห็นเจ้าพกมันติดตัวไปฝืนโชคชะตาฟ้าลิขิตด้วยกันอีกครั้ง... ข้าขอโทษ...”

            สเวียนจีอีกแล้ว คำว่าขอโทษอีกแล้ว

            หลินหยางเหมือนพอจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่เกี่ยวกับบุญคุณความแค้นครั้งใหญ่ที่เกิดในตอนนั้นแบบรางๆจนมาถึงตอนนี้มันหลือเพียงแค่เศษซากวิญญาณดาบที่กำลังสั่นไหวไปมาต่อหน้าหลินหยางเท่านั้น

            “ไอ้หนู เก็บมันมา”

            อยู่ๆ ในหัวของหลินหยางก็มีเสียงอันเคร่งขรึมเย็นชาดังขึ้นมันคือเสียงของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วนั่นเอง

            “ผู้อาวุโส?”

            หลินหยางตะลึงไปไม่คิดว่าจักรพรรดิฟ้าจะมีความสามารถในการพูดคุยกับเขาด้วย?

            “ข้าบอกให้เจ้าเก็บมันมา” น้ำเสียงของจักรพรรดิฟ้ายังคงหยิ่งยโสถึงเพียงนั้นน้ำเสียงที่พูดกับหลินหยางล้วนเป็นคำสั่งจากผู้ที่อยู่สูงกว่าทั้งนั้น

            หลินหยางที่ตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็แย้มยิ้มขึ้นจางๆ ว่า

            “นี่คงจะเป็นวิญญาณดาบของดาบเพ่ยเจี้ยนที่ผู้อาวุโสเคยใช้สินะ”

            จักรพรรดิฟ้าไม่ตอบอะไร แต่นั่นก็เท่ากับยืนยันคำตอบแล้ว

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน