“ทำไมต้องรุนแรงกันด้วย พวกเ้าทำเกินเหตุไปหน่อยนะ”
“แต่นางจะเข้ามาทำร้ายนายท่าน”
“นางก็แค่ผู้หญิง เ้าคิดว่าผู้หญิงแบบเราจะไปทำร้ายผู้ชายตัวโตได้ยังไงกัน”
“นักฆ่าที่เป็ผู้หญิงก็มีตั้งเยอะแยะ ข้าไม่ไว้ใจนางคนนี้”
“ถ้านายท่านไม่ฆ่านางทิ้งบนูเา ก็แสดงว่านายท่านไม่สงสัยในตัวผู้หญิงคนนี้ เ้ายังจะมีคำถามในใจอีกหรือ”
“ข้ามีหน้าที่คอยอารักขานายท่าน เ้าเป็หมอก็ทำหน้าที่ของเ้าไป อย่ามาแทรกแซงหน้าที่ข้า”
“ห่าวหราน! เ้าช่างจิตใจคับแคบเสียจริง”
“...”
“เ้าคนจิตใจอกุศล ต่อให้นายท่านรักเ้า เข้าข้างเ้า ข้า...”
เสียงใคร?
“เจ็บจัง” ฉันร้องอุทานขึ้นหลังจากฟื้นคืนสติกลับมา
“แม่นาง เ้าฟื้นแล้วหรือ”
สิ่งแรกที่ฉันรับรู้ และััได้คือกลิ่นฉุดและเหม็นซึ่งตลบอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณรอบด้าน เมื่อสายตาทั้งสองข้างปรับแสงเพื่อรับการมองเห็นได้ชัดเจนแล้ว ภาพตรงหน้าพลันชัดเจนขึ้นมาในทันที
“ที่นี่คือ...”
“ห้องของข้าเอง”
เสียงหวานละมุนดังขึ้นจากด้านข้างตัวทำให้ฉันต้องหันไปมอง
“ได้เวลาพอดี เ้าฟื้นเร็วกว่าที่ข้าคิดเอาไว้เสียอีก”
“เวลาอะไร”
ชามกระเบื้องสีดำสนิทถูกยื่นมาจ่อตรงริมฝีบางของฉัน แต่ว่า...กลิ่นแบบนี้นี่มันอะไรกัน หรือว่าจะเป็ยาพิษ ผู้หญิงคนนี้ต้องเป็พวกของชายชุดดำที่ลากฉันขึ้นม้าตัวโต แถมยังเอาเศษผ้าสกปรกพวกนั้นอุดปากฉันอีก ต้องเป็พวกเดียวกันแน่ๆ
“นี่เป็ยาที่ใช้รักษาอาการช้ำใน” ชามตรงหน้ายื่นเข้ามาใกล้อีก “ไม่ใช่ยาพิษนะ” ใบหน้าเล็กๆ ยิ้มละมุน
“ฉันยังไม่ได้พูดว่ามันเป็อะไรสักหน่อย”
ใบหน้าดวงนั้นยังคงยิ้ม เธอเป็ผู้หญิงที่ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกสงบใจแปลกๆ แฮะ แล้วยังจะเสื้อผ้าที่ขาวไปทั้งชุด ตัดกลับผมยาวสีดำขลับพวกนั้นอีกอย่างกับนางฟ้าก็ไม่ผิด
ถ้าเธอเป็นางฟ้าก็แสดงว่า...ฉันตายแล้วสิ!
“กินสิ ก่อนที่มันจะเย็นชืดหมด” ฉันมองน้ำสีข้นๆ ในชามเคลือบตรงหน้าด้วยความลังเล “ข้ารับรองว่า ถ้ายาถ้วยนี้เย็นลง เ้าจะต้องเสียใจเพราะรสชาติมันไม่ค่อยลื่นปากเสียเท่าไหร่”
ถ้าฉันตายแล้วมาอยู่ที่นี่ จะตายอีกรอบก็คงไม่เป็ไรละมั้ง
มือทั้งสองข้างซึ่งอ่อนแรง ยื่นไปรับชามเคลือบสีดำที่อยู่ตรงหน้าขึ้นกระดกรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง
“ขมนิดๆ ใช่หรือไม่”
“ไม่นิดอ่า มันขมมากๆ เลย” ฉันแลบลิ้นออกมา พยายามใช้นิ้วชี้ถูไปมาเพื่อลดการรับรสชาติของต่อมลิ้น
“เอ้านี่” เธอยื่นเ้าก้อนกลมๆ ที่มีกลิ่นคล้ายๆ ผลไม้ตากแห้งใส่มือฉัน
ไม่ต้องคิดมาก ฉันรีบยัดมันเข้าปากในทันที ไม่ต้องถามว่ามันคืออะไร ใช่ยาพิษหรือไม่ เพราะตอนนี้ลิ้นของฉันแทบจะไร้ความรู้สึก เมื่อเคี้ยวเ้าก้อนนั้นไว้ในปาก รสชาติหวานปนเปรี้ยวซึ่งลงตัวกันเป็อย่างดี ค่อยๆ ทำให้ลิ้นของฉันรู้สึกดีขึ้นกว่าในตอนแรก
“นี่มันบ๊วยหรือเปล่า”
“ใช่แล้ว” หญิงสาวหยักหน้า ก่อนจะหยิบชามไปวางบนโต๊ะไม้เล็กๆ ข้างเตียง “ข้าเตือนแล้วว่าถ้ามันเย็น รสชาติมันจะ...” เธอทำท่าทางล้อเรียนแบบที่ฉันทำเมื่อครู่ แต่จะบอกว่าผู้หญิงคนนี้ทำได้น่ารักกว่าแบบที่ฉันทำเป็ร้อยเท่าแน่นอน
ฉันยิ้มแห้งๆ ก่อนจะเริ่มสำรวจภายในห้องเล็กๆ นี้ด้วยสายตาอยู่เงียบๆ
ภายในห้องมีข้าวของน้อยชิ้นมาก ดูด้วยสายตาเปล่าก็มีของชิ้นใหญ่ๆ อยู่สองถึงสามชิ้นเท่านั้น ตู้ไม้ซึ่งตั้งอยู่ตรงทางเข้า เตียงหลังนี้ ชิ้นสุดท้ายก็คงจะเป็โต๊ะไม้เล็กๆ กับเก้าอี้เข้าชุดหนึ่งชุด มองยังไงก็ดูไม่ใช่ห้องของผู้หญิงตรงหน้าคนนี้เลย มันดูคล้ายๆ พวกโรงแรมที่มีเอาไว้แค่เข้ามาพักคืนสองคืน
ผู้หญิงคนนี้น่าจะรู้ว่าฉันกำลังสำรวจสิ่งรอบๆ ตัวของเธออยู่เงียบๆ เพราะฉันแอบเห็นว่าเธอยิ้มออกมาอีกแล้ว
“ก็อย่างที่ข้าบอกเ้าไปแล้วว่าที่นี่เป็ห้องของข้า”
“ฉันก็ยังไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อเธอนิ”
“แต่สายตาของเ้ามันฟ้อง” สายตาทั้งสองคู่สบประสานกัน “เ้าเป็คนที่โกหกคนไม่เนียนเอาเสียเลย”
เสียงประตูถูกเปิดออก พร้อมกับชายใส่ชุดสีดำที่เดินเข้ามา
“นางฟื้นแล้วหรือ”
“นางอาจจะฟื้นแล้วก็จริง แต่ร่างกายนางยังไม่สามารถออกไปด้านนอกได้หรอกนะ ธาตุไฟอาจเข้าแทรกได้ทุกเวลา”
ธาตุไฟเข้าแทรก?
ตลกสิ้นดี นี่มันประโยคยอดฮิตหนังจีน่วันหยุดชัดๆ ฉันอมยิ้มกลั้นหัวเราะอยู่เงียบๆ คนเดียว
“หน้าที่เ้าจบแล้ว ต่อไปเป็ตาของข้า”
ชายในชุดดำเดินดุ่มๆ เข้ามาคว้าต้นแขน และใช้แรงอันมหาศาลกระชากร่างของฉันให้ลุกขึ้นจากเตียงในชั่วพริบตา ตอนนั้นฉันได้แต่ร้องะโอยู่ในใจว่า ‘แขนของฉันจะหลุดออกจากหัวไหล่แล้วช่วยเบามือหน่อย’ แต่ปากมันก็ไม่กล้าที่จะพูดออกมา หลังจากเหตุการณ์เมื่อวานที่ฉันต่อล้อต่อเถียง ผลกลับถูกอุดปากจนมิด แถมยังโดนลากขึ้นไปพาดอยู่บนหลังม้าตัวใหญ่ซึ่งวิ่งไม่คิดคำนึงถึงร่างที่มีแต่เืเนื้อวางพาดอยู่บนหลังของมันเลย คิดมาถึงตรงนี้ ปากที่เคยไวกว่าความคิดก็มีอันต้องปิดสนิททันที
“เ้าจะพานางไปตอนนี้ไม่ได้นะ นางยังอ่อนแออยู่”
“อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำรอบสอง”
“ห่าวหราน!”
สายตาของผู้หญิงในชุดขาวมีสีหน้าหม่นลงทันตา
จะเรียกฉุดกระชากก็คงจะไม่แตกต่างจากตอนนี้เท่าไหร่นัก แต่คนมันถึก ถูกลากแค่นี้จิ๊บๆ มาก เทียบกับม้าตัวเมื่อวาน อันนี้ยังดูดีกว่าเยอะเลย
แต่ว่า... อากาศด้านนอกมันค่อนข้างแตกต่างจากด้านในห้อง นี่มันทำคนตายได้เลยนะเนี่ย ฉันเริ่มรู้สึกว่าร่างกายปรับตามอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันได้ในทันที ยามเมื่อร่างกายััเข้ากับลมหนาวซึ่งพัดผ่านไปเมื่อครู่ตรงหน้าระเบียง ถึงตอนนี้จะเป็เวลาที่แสงอาทิตย์กำลังจะขึ้นพ้นขอบฟ้า แต่ด้วยอากาศที่เย็นจนมีก้อนน้ำแข็งเกาะตามราวระเบียง ความร้อนแรงจากแสงอาทิตย์ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย
ชายร่างสูงสวมชุดสีดำเหมือนเมื่อวานก่อน ลากฉันไปตามระเบียงซึ่งมีน้ำแข็งเกาะ จะใช้คำว่า ‘ลาก’ มันก็จะดูไม่ค่อยเป็ธรรมกับฝ่ายตรงข้ามเสียเท่าไหร่ ฉันก็แค่เดินตามแรงที่อีกฝ่ายลากไปด้านหน้าเท่านั้นเอง อันที่จริงฉันก็ััได้ว่าชายคนนี้พยายามประคองฉันให้เดินด้วยซ้ำ แค่เขาคงแสดงกิริยานุ่มนวลกับนักโทษแบบฉันไม่เป็ก็เท่านั้น
นี่ฉันเรียกตัวเองว่านักโทษแล้วหรอ?
มาถึงขั้นนี้แล้ว ฉันก็คงเป็ได้แค่นักโทษซึ่งติดอยู่ในสถานที่แปลกประหลาด จะหนีก็คงไม่รอด มีทางเดียวคงต้องตามน้ำไปก่อน เอาตัวรอดเป็ยอดคน สติต้องมา สมองต้องมี ถึงแม้ปัญญาจะไม่ตามมาก็เถอะนะ
เส้นทางซึ่งเดินผ่านมาก่อนหน้าราวกับเขาวงกต ถึงแม้จะพยายามหลอกสมองให้ตามน้ำไปก่อน แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดมันก็เริ่มทำงานเอาดื้อๆ ฉันจึงพยายามใช้สมองซึ่งในตอนนี้โล่งสนิท ลองจดจำเส้นทางที่เดินผ่านมา เผื่อจะหาจังหวะหนี หรือหลบซ่อนตัว สมองซึ่งเคยฉลาดปราดเปรื่องก็ยังต้องยอมยกธงขาวกับเส้นทางของสถานที่แห่งนี้เลย
“คุณจะพาฉันไปไหน?”
“...”
“เรามาคุยกันแบบคนที่มีอารยธรรมหน่อยดีไหม” ชายร่างบึกบึนตรงหน้าไม่มีทีท่าว่าจะปริปากตอบโต้กลับมาหนำซ้ำยังคงมุ่งหน้าเดินอย่างไม่ลดละ “นายคงไม่ได้เป็ใบ้ เพราะฉันเห็นนายยืนเถียงกับ...”
“หุบปาก!”
อะไรกัน!
พูดแค่นี้ ถึงกับต้องะโใส่หน้ากันเลยหรือ ดีนะที่ฉันไม่ได้เป็โรคหัวใจ ที่นี่ดูท่าโรงพยาบาลก็คงจะไม่มี ถ้าอาการกำเริบเพราะอีตาบ้าคนนี้ ฉันก็คงตายอย่างอนาถ หรือไม่ก็คงเอาร่างอันแสนน่าสงสารร่างนี้ของฉันไปถ่วงน้ำ หรือไม่ก็ให้เสือแทะเล่น หรือ หรือเป็อาหารปลา
แค่คิดชีวิตก็เปลี่ยน สงสารตัวเองจับใจ
“นายท่านข้าพานางมาแล้ว”
เบื้องหน้าของฉันคือประตูบานใหญ่ทำขึ้นจากไม้เนื้อดำ ด้านล่างและบนทึบ ส่วนตรงกลางที่อยู่ตรงบริเวณ่อกของฉันพอดิบพอดี ถูกเจาะเป็ตาราง ปิดทับด้วยกระดาษหนาสีขาว ยิ่งมองภาพอาคารตรงหน้า บวกกับกลิ่นอายแปลกประหลาด มันยิ่งตอกย้ำความคิดที่ว่า...ฉันอาจจะอยู่ในหนังจีนสักเื่ แบบทวิภพที่ข้ามภพข้ามชาติ หรือไม่ก็แม่การะเกด สาวน้อยที่ต้องไปอยู่ในร่างของใครอีกคนซึ่งหน้าตาคล้ายตัวเองไม่มีผิดเพี้ยน
ความคิด และความเป็ไปได้ทุกอย่างแล่นผ่านสมอง ถ้าฉันไม่ได้กำลังฝันอยู่ เช่นนั้นฉันก็ต้องอยู่อีกภพ หรือย้อนเวลามายัง่เวลาในอดีตนะสิ
แอ๊ด เสียงเปิดประตูดังขึ้น
ทำเอาความคิดเมื่อครู่ของฉันกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศ คนละทาง
ชายชุดดำกระชากตัวฉันให้เดินเข้าไปยังด้านในของตัวอาคาร ภายในห้องดูโล่ง โล่งมาก มีจุดที่เด่นที่สุดก็คือเก้าอี้ไม้มีพนักแขนตั้งตระหง่านอยู่สุดทางเดิน ฉันถูกลากมาทิ้งไว้ให้นั่งอยู่ใจกลางห้องโถงของอาคาร สายตาของฉันยังคงสอดส่ายสำรวจห้องห้องนี้ทุกซอกทุกมุมเพื่อหาทางหนี
“คารวะนายท่าน”
ชายชุดดำในห้องโค้งคำนับผู้ที่เดินเข้ามาจากประตูอีกด้าน และเรียกเขาว่า ‘นายท่าน’ ฉันเงยหน้ามองผู้ชายที่กำลังนั่งลงบนเก้าอี้ซึ่งมีเพียงตัวเดียวในห้องนี้ด้วยความสงสัย
นั่นเขานิ! ผู้ชายที่มีใบหน้าขาวซีดคนเมื่อวาน จริงด้วย ฉันจำได้แล้ว เมื่อวานคนพวกนี้ก็เรียกชายคนเดียวกันนี่ว่านายท่านเหมือนกัน แสดงว่าคนคนนี้ต้องมีอำนาจตัดสินชีวิตของฉันที่อยู่ในกำมือของเขานะสิ
“เ้าเป็ใคร”
นั่นเรียกว่าการทักทายของคนที่นี่หรือ
“นายท่านถาม เ้าก็รีบตอบสิ หรืออยากคอขาด”
“ใครจะอยากคอขาด” ฉันถลึงตาจ้องชายคนเดิมซึ่งลากฉันมายังห้องโถงนี่ “เมื่อวานก็บอกไปแล้วว่าฉันหลงทางมา ฉันไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าสถานที่ที่พวกนายอยู่มันคือที่ไหน แล้วฉันมาที่นี่ได้ยังไง รู้ตัวอีกทีก็มาโผล่ยังสวนผักบนเขาลูกนั้นแล้ว”
“โกหก”
“อะไรกัน!” ฉันจ้องผู้ชายหน้าขาวซึ่งนั่งวางอำนาจอยู่ตรงหน้า “พูดความจริงก็หาว่าโกหก แบบนี้จะมาถามกันเพื่ออะไรไม่ทราบ”
ชายตรงหน้าลุกขึ้นก่อนจะเดินเข้ามาหาฉัน ร่างของเขามีกลิ่นฉุดเหมือนในห้องที่ฉันเพิ่งจากมา แตกต่างกันตรงที่กลิ่นบนตัวเขาถูกกลิ่นของดอกไม้บางชนิดกลบเอาไว้
เขาใช้ปลายพัดเชิดคางของฉันขึ้นเล็กน้อย สายตาของเราสองคนสบประสานกัน ดวงตาของเขาดูกลมราวกับพระจันทร์เต็มดวง คิ้วบางพาดตรงนั้นมันยิ่งกว่าเมคอัพดาราเกาหลี ไหนจะสันจมูกที่โด่ง ถึงจะรู้สึกขัดใจกับผ้าปิดหน้าที่บดบังปลายจมูก ฉันเดาว่ามันต้องเป็จมูกที่สวยได้รูปเอามากๆ แน่นอน
“ก่อนที่ข้าจะเจอตัวเ้าบนเขา มีลำแสงประหลาดเกิดขึ้นกลางเขาลูกนั้น แล้วเ้าอยากรู้ไหมว่าแสงนั่นคือแสงอะไร”
“ทำไมฉันต้องรู้ด้วย”
ใต้ผ้าคลุม เขาคงจะกำลังหัวเราะคำตอบที่แสนโง่เง้าของฉันอยู่แน่ๆ
“มันเป็แสงสีแดงสด ราวกับสีของเื และแสงแบบนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีแขกคนพิเศษเข้ามาเยือนเรา”
“เข้ามา?” หรือว่ามีคนเคยหลงเข้ามาในโลกนิยายนี่หรอ “นายหมายถึงมีคนเคยเข้ามาที่นี่เหมือนฉันอย่างงั้นหรอ”
“ใช่” เขาหยุดพูดไปชั่วขณะ “เราเรียกคนพวกนั้นว่า ผู้บุกรุก”
“ฉันไม่ใช่ผู้บุกรุก ฉันบอกไปแล้วว่าฉันไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าฉันเข้ามายังสถานที่ของนายได้ยังไง”
“ไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอก ข้ามีวิธีตรวจสอบว่าเ้าโกหก หรือไม่ได้โกหก” พัดในมือถูกคลี่ออก เขาโบกพัดน้อยๆ “คำพูดของคนเชื่อถือไม่ได้ถึงสามส่วน ธรรมชาติเท่านั้นที่พิสูจน์คุณค่าของคน”
“นายพูดบ้าอะไร ปล่อยฉันนะ”
ฉันถูกบังคับให้ยืนขึ้น ก่อนจะถูกนำตัวออกมาจากห้องโถง เส้นทางต่อจากนี้ราวกับถ้ำลึกไร้แสงสว่าง ฉันแทบมองไม่เห็นทางเดินที่เท้าตัวเองกำลังเหยียบเดินไปด้วยซ้ำ มันมืดสนิทราวกับสีของผ้าคลุมบนร่างของคนเหล่านี้
ลืมตาขึ้นมาสิ่งแรกที่เห็นคือแปลงผัก ต่อมาถูกจับขึ้นบนหลังม้า ตื่นมาอีกรอบก็ยังจะถูกลากลงมายังถ้ำที่ทั้งชื้นและมืดมิดอีก
วันพรุ่งนี้ฉันยังจะถูกจับไปทรมานในสถานที่แบบใดอีก
หรือว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้สำหรับฉันแล้ว
โปรดติดตามตอนต่อไป