เพียงชั่วพริบตาร่างอ้วนของหลินถังก็พุ่งขึ้นไปเบื้องหน้าดุจดั่งหินก้อนใหญ่เขากำหมัดขนาดใหญ่นั้นเคลื่อนไหวอยู่ในอากาศดั่งเงาเลือนรางแต่แฝงไปด้วยพลังมากมายไม่ธรรมดา
เมื่อเห็นว่าหลินถังมิได้มีท่าทีเช่นเมื่อก่อนนัยน์ตาของเจียงผิงพลันเยือกเย็นยิ่งกว่าเดิมขณะเดียวกันก็ชกออกไป
ปัง!
พลังปราณของทั้งสองปะทะกันกลางอากาศแต่แล้วในเวลาต่อมาร่างของหลินถังก็ล่าถอยออกมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับกระอักเลือด
ทว่าเขากลับตวาดอย่างเดือดดาลแล้วชกออกไปอีกครั้ง
ปัง! ปัง!
หลินถังยืนหยัดไม่ล่าถอยหมัดของเขาปะทะกับเจียงผิงอย่างสุดชีวิต เกิดเสียงดังขึ้นในชั้นที่สามไม่ขาดสาย ทุกครั้งที่ปะทะนั้นล้วนแต่ทำให้เลือดไหลออกมาจากปากของหลินถังทั้งสิ้นทว่าเขากลับยืนหยัดไม่ล่าถอย
“เป็นไปได้อย่างไรกัน!”
ในชั่วพริบตานี้ศิษย์ของเมืองซ่างจิงล้วนแต่มีความประหลาดใจปรากฏขึ้นในดวงตาเมื่อก่อนนั้นหลินถังก็ไม่ต่างจากโคลนที่อยู่บนกำแพง เขากลายเป็นพยัคฆ์ที่พร้อมจะขย้ำเนื้อมนุษย์เช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
“เจ้า...เจ้าไปพูดสิ่งใดกับเขากันแน่?”
เซี่ยหลันที่ยืนอยู่ข้างกายของเมิ่งฝานเอ่ยถามขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเองเช่นกันเพราะคนนอกที่หลินถังรู้จักล่าสุดก็คือเมิ่งฝาน!
เพียงชั่วพริบตาหมัดของหลินถังปะทะเข้ากับหมัดของเจียงผิงหลายต่อหลายครั้งก่อนที่เจียงผิงจะตวาดออกมาด้วยความเดือดดาล ลมปราณภายในร่างกายเดือดปะทุหลังจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเข้ม “มันจบแล้วหลินถัง ถึงอย่างไรเจ้าก็คือโคลนก้อนหนึ่งเท่านั้นไปตายเสียเถอะ!”
เมื่อพูดจบปลายนิ้วของเจียงผิงก็ขยับนี่คือวิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับสูงที่ใช้กับเจียงหวาเมื่อครู่นั่นเอง เขาเคลื่อนไหวด้วยท่วงท่าอันน่าแปลกประหลาดแล้วพุ่งตรงมายังหลินถังอย่างดุดัน
หย่า!
หลินถังมองปลายนิ้วที่แปลกประหลาดนั้นแล้วตวาดเสียงต่ำนัยน์ตาทั้งสองข้างวาวโรจน์ประหนึ่งสัตว์ป่าผู้กระหายเลือดก็ไม่ปาน ร่างอ้วนของเขาพลันเคลื่อนไหวแทนที่จะถอยหลบแต่เขากลับพุ่งขึ้นหน้าไปหาเจียงผิงอย่างดุดัน
เป็นไปได้อย่างไร!
เพียงชั่วพริบตาเจียงผิงก็มองหลินถังด้วยความประหลาดใจพลังปราณอันแข็งแกร่งจากปลายนิ้วพุ่งเข้าใส่ร่างของหลินถังแต่ถึงกระนั้นร่างอ้วนที่กระโดดขึ้นในอากาศพร้อมกับพลังปราณที่ระเบิดออกมาก็ยังคงพุ่งตรงใส่เจียงผิงดุจดั่งหินขนาดยักษ์อยู่ดี
ปัง!
ในเวลาต่อมากระดูกในร่างกายของหลินถังแตกหักไปหลายชิ้นแต่ก็พุ่งเข้าชนเจียงผิงจนสะบักสะบอมเช่นกัน ทั้งสองล้มลงไปบนพื้นพร้อมกันก่อนที่เจียงผิงจะกระอักเลือดออกมาและใช้มือออกแรงกดหน้าอกของตนเองเอาไว้
นี่เป็นการต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิตของจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณระดับห้าแม้ว่าเจียงผิงจะทำให้หลินถังบาดเจ็บสาหัสแต่เลือดลมของตนเองก็แปรปรวนจนไม่อาจสู้ได้อีกต่อไปเช่นกัน!
ต่อให้ตายก็ต้องตายด้วยกัน!
ทุกคนล้วนแต่มองภาพเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึงอ้าปากค้างราวกับว่ากินก้อนหินเข้าไป จากนั้นบุรุษที่อยู่ข้างกายของเมิ่งซีก็กระตุกยิ้มแล้วเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์“เป็นแค่ดินโคลนแต่ก็แข็งแกร่งขึ้นมาจริงๆ แล้วสินะไปตายเสียเถอะ!”
เมื่อพูดจบเขาก็ก้าวออกมาเบื้องหน้าร่างกายเคลื่อนไหวด้วยความเร็วดุจพายุพร้อมทั้งใช้ฝ่ามือผ่าไปยังหลินถังที่นอนอยู่บนพื้นการที่ถูกเจียงผิงจู่โจมมาก่อนหน้าทำให้หลินถังบาดเจ็บสาหัสจนไม่อาจลุกขึ้นยืนได้ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการหลบเลี่ยงการโจมตีจากบุรุษที่โหดเหี้ยมผู้นั้น
แต่ในวินาทีต่อมากลับมีฝ่ามือขาวปรากฏขึ้นที่ข้างกายของเขาเจ้าของมือนั้นกางนิ้วออกพร้อมพลังปราณที่แผ่ซ่านก่อนจะเข้าโจมตีบุรุษคนดังกล่าว
เพียงชั่วพริบตาบุรุษผู้นั้นก็ร้องออกมาด้วยความตกตะลึงเพราะแรงมหาศาลที่แล่นมาจากท่อนแขนก่อนจะกระเด็นออกไปแล้วมองมายังบุคคลที่สามซึ่งผู้ที่สวมชุดสีครามผู้นั้นก็คือเมิ่งฝานนั่นเอง
เวลานี้เมิ่งฝานกำลังพยุงหลินถังให้ลุกขึ้นยืนก่อนจะส่งให้เซี่ยหลันที่อยู่ด้านหลังไปดูแล
ทางฝั่งของหลินถังก็มองเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาที่วาบไหวจากนั้นจึงเอ่ยออกมาทั้งที่เลือดยังไหลอยู่เต็มปาก “เมิ่งฝานข้าไม่ได้...ทำให้เจ้าขายหน้าใช่หรือไม่?”
“ไม่หรอก เจ้าพักผ่อนเถอะทุกอย่าง...ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง!”
เมิ่งฝานคลี่ยิ้มแล้วตบที่ไหล่ของหลินถังเบาๆเพื่อเป็นสัญญาณบอกให้อีกฝ่ายพักผ่อน ก่อนที่เขาจะหันกลับไปมองบุรุษหนุ่มอีกผู้หนึ่งอย่างฉับพลันจิตสังหารเปล่งประกายขึ้นในดวงตาประหนึ่งสัตว์อสูรผู้กระหายเลือด
เพียงชั่วพริบตาพลันมีไอความเย็นแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของเมิ่งฝานผู้คนโดยรอบต่างสั่นสะท้านไปตามๆ กัน เขาเป็นผู้ใดกันเหตุใดจึงได้ทรงอานุภาพเช่นนี้ ทั้งที่ยังไม่ได้ขยับแต่ทุกคนต่างก็รู้ได้ว่าเมิ่งฝานไม่ใช่ผู้ที่จะสามารถต่อกรได้โดยง่ายเป็นแน่
เซี่ยหลันก้าวเดินไปเบื้องหน้าก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น“เมิ่งซี พวกเจ้าทำผิดกฎ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งซีก็กระตุกยิ้มเขามองไปยังเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาแปลกประหลาดก่อนจะเอ่ยว่า “มีกฎใดกันหรือ? ในเมื่อเจียงผิงแพ้ก็ให้เว่ยหานเข้าไปจัดการเจ้าคนนั้นแทนเว่ยหาน...เจ้านั่นเป็นแค่เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าแต่กลับคิดที่จะมาอวดดีต่อหน้าพวกเราช่างรนหาที่ตายเสียจริง!”
“ทราบแล้วขอรับ!”
เว่ยหานกระตุกยิ้มแล้วพยักหน้ารับเขาจ้องเมิ่งฝานแล้วเดินออกไปเบื้องหน้า ขณะเดียวกันก็มีพลังปราณสีดำเปล่งประกายออกมาจากร่างดุจดั่งวิญญาณร้ายทำให้แม้แต่ใบหน้าก็ยังไม่อาจมองเห็นได้ชัด
หลอมปราณระดับเจ็ด!
เพียงชั่วพริบตาที่เห็นพลังของเว่ยหานคนทั้งหลายพลันรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งหัวใจไม่เสียแรงที่อีกฝ่ายเป็นถึงศิษย์ของพรรควรยุทธ์ในเมืองซ่างจิงอายุยังน้อยแต่กลับแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้ยิ่งการที่เขาถูกโอบล้อมไปด้วยหมอกทมิฬเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้ผู้คนเหล่านั้นรู้สึกขนหัวลุก
“ระวังตัวด้วยเมิ่งฝานวิชายุทธ์ของเขาอยู่ในระดับอักษรหง เงาวิญญาณ!”
เซี่ยหลันที่ยืนอยู่ด้านหลังตะโกนบอกเสียงดังนัยน์ตาของนางเต็มไปด้วยความกังวล ไม่นึกเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเช่นนี้ขึ้นทำให้เมิ่งฝานต้องแบกรับความกดดันทั้งหมดเอาไว้หากเขาแพ้คงจะไม่ได้สิ่งใดเลยแม้แต่อย่างเดียว นั่นจึงทำให้นางรู้สึกวิตก
แม้จะยืนมองวิญญาณร้ายที่เข้ามาใกล้ตัวสีหน้าของเมิ่งฝานก็หาได้เปลี่ยนแปลงไม่เขายังคงยืนอยู่กับที่ดุจขุนเขาที่ไม่ไหวติง
พลังปราณที่แผ่ซ่านราวกับม่านหมอกทมิฬก็ไม่ปาน แต่ยามนี้สีหน้าของเว่ยหานที่ยืนอยู่ภายในหมอกพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อยโดยปกติแล้วหากผู้ใดมาเห็นตนในสภาพนี้ล้วนแต่ต้องตกใจกลัวจนตัวสั่นแต่สีหน้าของเมิ่งฝานกลับไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
เสแสร้งแกล้งทำ!
เว่ยหานตวาดออกมาเสียงดังก่อนจะเริ่มจู่โจม
“ไปตายเสียเถอะ ตรีวิญญาณสังหาร!”
เมื่อสิ้นเสียงอันเยือกเย็น เว่ยหานพลันแยกร่างออกไปมากมายนับไม่ถ้วนเพียงชั่วพริบตารอบกายของเมิ่งฝานก็ปกคลุมไปด้วยจิตสังหารแม้ว่าเว่ยหานจะเข้าถึงวิชายุทธ์ระดับอักษรหงเพียงเล็กน้อยแต่เมื่อปล่อยมันออกมาก็ทรงอานุภาพไม่น้อย
ทั่วสารทิศเต็มไปด้วยเงาของผีร้ามากมายซ้ำยังมีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นเป็นระยะเสมือนว่าวิญญาณร้ายจากทั่วสารทิศนั้นกำลังจะเข้ามาโจมตีเมิ่งฝานก็ไม่ปานการจู่โจมเช่นนี้ทำให้ทุกคนรวมถึงเซี่ยหลันต่างก็หน้าถอดสี
แล้วในเวลาต่อมาเมิ่งฝานที่ยืนอยู่กับที่ก็เริ่มขยับเขาก้าวออกไปเบื้องหน้าอย่างมั่นคงก่อนจะมีกำลังภายในอันน่าสะพรึงแผ่ซ่าน แม้ว่าที่นี่จะเป็นหอโอสถก็ยังทำให้พื้นของมันสั่นสะเทือน
สายธารหลั่งธารา!
เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานก็ชกออกไปเงาร่างของหมัดขนาดยักษ์ปรากฏกลางอากาศอย่างดุดัน ก่อนจะมีเสียงระเบิดของพลังปราณดังสนั่น
บริเวณโดยรอบชั้นที่สามของหอโอสถสั่นสะเทือนระลอกคลื่นแผ่ซ่านไปทั่วสารทิศ เงาวิญญาณร้ายทั้งหลายพลันเลือนหายวับไป
เมื่อผู้คนทั้งหลายมองกลับไปก็พบว่าเมิ่งฝานยังคงยืนอยู่กับที่แต่ในมือเขามีบางสิ่งเพิ่มเข้ามา และนั่นก็คือเว่ยหานนั่นเอง
ฝ่ามือของเมิ่งฝานจับที่ต้นคอของเว่ยหานเอาไว้ เจ้าของฝ่ามือนั้นมองเว่ยหานราวกับกำลังจ้องมองลูกสุนัขผู้น่าสงสารจากนั้นนัยน์ตาของเขาก็มองไปยังเมิ่งซีแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความไม่สบอารมณ์“เป็นเพียงขยะแต่กลับไม่อยู่ในกองขยะ มาที่นี่เพื่อสิ่งใดกัน?”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที ทุกคนต่างมองไปยังเมิ่งฝานด้วยนึกไม่ถึงว่าเขาจะเอาคืนเมิ่งซีและพวกด้วยการเอ่ยคำพูดเดียวกับที่เจียงผิงเอ่ยเมื่อครู่
ทั้งที่จอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณระดับเจ็ดอยู่ตรงหน้าแต่กลับพ่ายแพ้ไปอย่างสะบักสะบอมคนทั้งหลายรู้สึกสั่นสะท้านไปตามๆ กัน ดูท่าข้างกายของเซี่ยหลันจะมีผู้ช่วยที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้ว
รอบกายเต็มไปด้วยสายตาแห่งความตกตะลึงเซี่ยหลันเองก็ไม่ต่างกันนางนึกไม่ถึงเลยว่านอกจากเมิ่งฝานจะมีพรสวรรค์ในการหลอมศัสตราวุธแล้วยังต่อสู้ได้อย่างเฉียบขาดดุดันเช่นนี้
เวลานี้เมิ่งซีกำลังเดือดดาลจนเห็นได้ชัดเขากำหมัดแน่นและจ้องมองเมิ่งฝานอย่างไม่ละสายตาทว่าเมิ่งฝานกลับหาได้มีท่าทีว่าจะยอมศิโรราบจึงทำให้นัยน์ตาทั้งสี่จับจ้องกันอยู่เช่นนั้นดุจดั่งปลายเข็มต่อปลายเข็ม!
แล้วในเวลาต่อมาเมิ่งซีจึงเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันเยือกเย็น “เมิ่งเหลย ให้เขาได้รู้ถึงไฟแค้นของตระกูลเมิ่งหน่อยเป็นไร!”
“รับทราบ!”
บุรุษหนุ่มรูปร่างกำยำที่ยืนอยู่ด้านหลังของเมิ่งซีก้าวเดินออกมาเบื้องหน้าผู้คนรอบตัวเขาต่างก็หลบเลี่ยงไปในทันใด แม้จะเป็นเหล่าศิษย์ของสำนักที่มากความสามารถก็ยังยำเกรงต่อบุรุษหนุ่มผู้นี้ไม่น้อย
เจ้าของร่างยักษ์ที่ก้าวเดินออกมาจ้องมองเมิ่งฝานก่อนจะตวาดเสียงเข้ม “เหล่าจื่อคือเมิ่งเหลยในเมื่อเจ้าบังอาจล่วงเกินคุณชายสี่ก็จะต้องตายหากตระกูลเมิ่งแห่งเมืองซ่างจิงของพวกข้าอยากให้ผู้ใดตาย มันผู้นั้นก็ต้องตาย!”
“ระวังตัวด้วยเมิ่งฝาน เขาเป็นบุตรชายของพ่อบ้านตระกูลเมิ่งแต่ก็ได้ฝึกฝนวิชายุทธ์ลับของตระกูลเมิ่งเช่นกันมีศักยภาพที่น่าสะพรึงจนคนในเมืองซ่างจิงตั้งสมญานามให้ว่าสัตว์ป่า!” เซี่ยหลันที่ยืนอยู่ด้านหลังของเมิ่งฝานเอ่ยขึ้น
เมิ่งฝานพยักหน้ารับเพราะตนเองก็สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพลังปราณภายในร่างกายของอีกฝ่ายได้เช่นกันนี่หาใช่สิ่งที่เว่ยหานจะสามารถทัดเทียมได้ไม่เกรงว่าคงจะอยู่ในขั้นหลอมปราณระดับแปดแล้ว
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงแต่ก็หาได้ล่าถอยไม่เพียงชั่วพริบตาต่อมาเขาก็เคลื่อนไหวด้วยพลังแห่งวิชายุทธ์ยาตราเซียนเหิน แล้วทะยานเข้าหาเมิ่งเหลยประหนึ่งวิญญาณร้ายก็ไม่ปาน
หนึ่งก้าวเซียนเหินความเร็วปานสายฟ้า แม้แต่สีหน้าของเมิ่งเหลยก็ยังเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาตวาดออกมาอย่างเดือดดาลก่อนฝ่ามือขนาดใหญ่ดุจพัดใบปาล์มจะขยับพลังปราณสีดำทมิฬพลันปรากฏขึ้นในฝ่ามือ!
ปัง!
เสียงปะทะดังขึ้นกลางอากาศแล้วในเวลาต่อมาฝ่ามือขนาดใหญ่ของเมิ่งเหลยก็ขวางอยู่เบื้องหน้าของเมิ่งฝานแม้ว่าเขาจะมีความเร็วสูงแต่พลังที่แข็งแกร่งก็ยังเหนือกว่าสิ่งอื่นใด โดยพลังและศักยภาพของเมิ่งเหลยนั้นน่าสะพรึงเป็นอย่างยิ่งสามารถเทียบได้กับสัตว์ป่าเลยก็ว่าได้
เพียงชั่วพริบตาเมิ่งเหลยพลันก้าวเข้าหาเมิ่งฝานด้วยความเร็วขณะเดียวกันก็ชกเข้าใส่เมิ่งฝานอย่างดุดันราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่ซึ่งมาพร้อมกับพลังทำลายล้างที่ยากจะปิดบัง
หากถูกพลังมหาศาลนั้นพุ่งกระทบ ต่อให้เป็นม้าที่ทะยานด้วยความเร็วสูงสุดก็ยังต้องแหลกสลายแล้วในวินาทีต่อมาเมิ่งฝานพลันชูแขนทั้งสองข้างขึ้นมาแต่ก็ยังต้องล่าถอยออกไปหลายก้าว
ต่อให้เป็นเมิ่งฝานก็ยังไม่อาจต้านทานพลังมหาศาลของอีกฝ่ายได้
น่าสะพรึงเป็นอย่างยิ่ง!
สัตว์ป่าเมิ่งเหลยผู้นี้นับเป็นยอดฝีมือที่ซ่อนตัวอยู่ในตระกูลเมิ่งเวลานี้สีหน้าของผู้คนโดยรอบต่างก็เปลี่ยนไปเพราะพลังที่น่าสะพรึงซึ่งมาจากร่างกายของเมิ่งเหลย
เซี่ยหลันกัดฟันแน่น เกรงว่าเมิ่งฝานคงจะตกเป็นรองอย่างแน่นอนเมื่อถูกพลังมหาศาลเช่นนี้พุ่งปะทะอีกไม่เกินสิบครั้งคงต้องพ่ายแพ้ไปเป็นแน่
ถึงอย่างไรแล้วหากต้องเผชิญหน้ากับเมิ่งเหลยแม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะได้ ดูท่าสุดท้ายแล้วคงจะไม่ได้รับสิ่งใดจากการช่วงชิงแห่งหอโอสถครั้งนี้เสียแล้ว!
และในขณะที่เซี่ยหลันกับคนอื่นๆ ล้วนแต่ทอดถอนใจร่างของเมิ่งฝานพลันขยับอีกครั้ง เพียงชั่วพริบตาเขาก็หลบเลี่ยงหมัดของเมิ่งเหลยด้วยการกระโดดหลบแล้วถอยไปอยู่ในระยะห้าเมตร
เมื่อได้เห็นว่าเมิ่งฝานเลือกที่จะถอยเมิ่งเหลยจึงกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “ความเร็วของเจ้าไม่เลวแต่เรื่องของพลังนั้น...หากอยู่ต่อหน้าข้าก็ไม่ต่างจากสตรีผู้หนึ่งเท่านั้น!”
แม้จะได้ยินการหยามเกียรติแต่เมิ่งฝานกลับไม่โกรธและไม่ได้ใจร้อนฝ่ามือขาวขยับแล้วถอดเสื้อออก เมื่อชุดสีครามถูกปลดออกจึงปรากฏให้เห็นเกราะอัสนีสีดำทมิฬซึ่งเปล่งประกายอยู่ภายใน
เวลานี้เซี่ยหลันที่อยู่ด้านหลังมองเมิ่งฝานด้วยความประหลาดใจขณะเดียวกันผู้คนเหล่านั้นก็แปลกใจเช่นกัน
มาถอดเสื้อออกในยามนี้มันจะมีประโยชน์ใดกัน?
เมิ่งฝานถอดเกราะอัสนีออกแล้วโยนไปอีกทางเพียงชั่วพริบตาพลันมีพลังที่น่าสะพรึงระเบิดออกมาจากกล้ามเนื้อ เขามองไปยังเมิ่งเหลยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ“ต้องขออภัยด้วย เกรงว่าต้องสลับบทบาทในการจู่โจมแล้วล่ะ!”