บทที่ 13 : วิเคราะห์คนร้าย
ลูซีฟสับสนมาก และยังลังเลว่าควรจะต่อยตำรวจที่สายตาไม่น่าไว้ใจก่อนดีหรือวิ่งหนีไปเลยดี เพราะลางสังหรณ์สั่นเตือนว่าถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างเขาจะงานงอกในเวลาอันใกล้นี้แหละ
“ผม... ผมก็พูดเปรียบเทียบ เพราะไม่พบเบาะแสจากสถานที่เกิดเหตุ”ลูซีฟพยายามสงบใจแล้วพูดออกไปด้วยท่าทางไม่รู้ไม่ชี้แต่ก็ไม่ลืมพูดถึงการหาร่องรอยของชนวนะเิ ซึ่งเทจจะต้องกำกับตำรวจคนอื่นให้ช่วยตรวจสอบอย่างละเอียดอีกรอบ
เมื่อความสนใจของรองสารวัตรหนุ่มถูกเบี่ยงเบนไปที่การหาเบาะแสความรู้สึกอันตรายก็หายไปด้วย เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก
ในระหว่างที่แกล้งทำเป็เดินสำรวจต่อลูซีฟก็ถามแซมผู้มีความรู้เกี่ยวกับพลังพิเศษที่เขาไว้ใจได้ที่สุดเพราะตงิดใจกับท่าทางของเทจ
‘แซม มีใช่ไหมพลังที่สามารถเสกลูกไฟขึ้นที่ไหนก็ได้ในระยะไกลน่ะ’
‘มี เป็พลังประเภทเวทมนต์ สายควบคุมธาตุ ไม่ว่าจะเป็จุดไฟหรือควบคุมไฟก็ทำได้ในระยะไกลทั้งสิ้นแต่ผู้มีพลังพิเศษคนนั้นต้องมีระดับสูงหน่อยนะลูซ ไม่อย่างนั้นก็จุดไฟไม่ได้และที่นี่ก็มีร่องรอยการใช้พลังเวทด้วย’
‘อืม... เอ่อ พลังพิเศษก็มีระดับสินะ’
นี่เป็ความรู้ใหม่ของลูซีฟ นึกว่าพลังพิเศษของโลกนี้จะไม่มีการแบ่งระดับเสียอีกเพราะแซมไม่เคยพูดถึงมาก่อน ไม่รู้ว่าพลังเขาอยู่ระดับไหน
‘พลังพิเศษมีเก้าระดับสำหรับปัจจุบันแต่เมื่อก่อนหน้านั้นมีทั้งหมดสิบเอ็ดระดับ’
‘ทำไมมันลดเหลือแค่เก้าล่ะ หรือเพราะในยุคปัจจุบันตันกันอยู่แค่ระดับนี้’
‘ไม่รู้สิ ลูซนายอย่าถามอะไรที่มันเกินขอบเขตฉันนักสิ การไม่ให้ข้ามผ่านระดับเป็เหตุผลของผู้วิเศษแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกันฉันจะไปรู้ความคิด ‘พวกเขา’ ทั้งหมดได้ไงรู้แค่เื่ของนายนี่แหละ’
‘...โทษทีที่ถามก็แล้วกัน’
ลูซีฟกลอกตา ใครจะไปรู้ว่ามันเกินขอบเขตของนายทุกทีก็เห็นพูดเหมือนรู้ไปทั่วไม่ใช่หรือไง ทำไมพอเป็เื่นี้กลับไม่รู้บอกว่าเกินขอบเขต
ช่างย้อนแย้งจริงๆ พลังของเขา
ลูซีฟไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจกับคำว่า ‘พวกเขา’ ที่แซมเน้นเป็พิเศษ เขาคิดว่ามันเป็เหตุผลของผู้มีพลังพิเศษทั่วไปที่จำนวนมากมายไม่แปลกหากแซมี้เีเกินกว่าจะบอก ไม่ใช่ว่าไม่รู้จริงๆ
และเมื่อแน่ใจได้ว่าสถานที่เกิดเหตุนี้เป็ฝีมือของผู้มีพลังทำให้เขาผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อย
จากร่องรอยพลังเวทที่แซมจับได้ คนร้ายเป็ผู้วิเศษที่มีพลังประเภทเวทมนต์สายควบคุมธาตุจริงๆ ก็เป็ไปได้ว่าเขา้าที่จะจัดฉากการฆาตกรรมนี้เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยหากใช้ไฟเผาหรือะเิร้านโดยตรงไม่มีหลักฐานอะไรไว้ทางตำรวจจะรู้ได้ทันทีว่าเป็ผู้วิเศษพวกเขาจะส่งเทจมาั้แ่แรก
แต่ถ้าทำให้ดูเป็ฆาตกรรมตำรวจจะไม่ปล่อยผ่านเื่นี้หากหาคนร้ายไม่พบก็อาจจะส่งเื่ต่อให้กับหน่วยที่เกี่ยวข้องกับผู้วิเศษค้นหา การตายด้วยอุบัติเหตุหรือฆ่าตัวตายจะทำให้ปิดคดีได้รวดเร็วที่สุดและจะไม่มีใครมองหาคนร้ายอีก
ก็นับว่าแยบยล... ถ้าผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีไม่ใช่เขา
ลูซีฟอยากบอกคนร้ายจริงๆ ว่าช่างโชคร้ายที่มาเจอกับเขาผู้มีความอยากรู้อยากเห็นและโชคร้ายชั้นที่สองเมื่อเขาดันถูกตำรวจเชิญไปสันนิษฐานคดีร่วมกัน ด้วยความรู้จากอนาคตอันไกลโพ้นคดีนี้ไม่นับว่ามีลูกเล่นชวนฉงนมากนักจึงสามารถวิเคราะห์ได้ง่ายและโชคร้ายชั้นที่สามเมื่อเขาเป็ผู้วิเศษที่มีพลังพูดได้และััพลังพิเศษของคนอื่นได้อย่างสบายๆด้วย
โชคสามชั้นอย่างนี้ ไม่ได้พบเจอกันง่ายๆ นะเนี่ย
ลูซีฟคิดติดตลกก่อนจะเดินออกจากสถานที่เกิดเหตุ เพราะไม่มีอะไรให้เขาสำรวจแล้วจึงถอดถุงมือคืนจากนั้นก็มองผู้คนที่สัญจรไปมารอบสถานที่ด้วยสายตาเหม่อลอยยกมือขึ้นกอดอกด้วยความเคยชิน
‘นายจับััพลังเวทได้ใช่ไหมแซม’
ลูซีฟถาม แซมตอบกลับมาอย่างเฉื่อยชา
‘ได้ และนายก็ทำได้ลูซ เพราะนี่เป็พลังของนาย’
‘ไม่ว่าจะพลังพิเศษประเภทไหนก็ตามเหรอ?’
‘ใช่ ไม่ว่าประเภทไหน นายสามารถลองได้เพราะที่นี่มีผู้วิเศษให้ทดลองพอดี’
เสียงของแซมดูกระตือรือร้นขึ้นมาอย่างหาได้ยาก
ในระหว่างวันแซมเจอผู้วิเศษเดินสวนกับลูซีฟบ้างแต่เพราะเ้าของพลังคนนี้ไม่ได้สนใจและแซมไม่คิดจะแทรกแซงความคิดของเ้าของจึงนิ่งเงียบอยู่เสมอแต่เมื่อลูซีฟสนใจเกี่ยวกับพลังขึ้นมาและมีตัวอย่างใกล้ๆ ครบถ้วนสมบูรณ์จะไม่ให้เขากระตือรือร้นขึ้นมาได้อย่างไร
แซมอธิบายถึงการทำให้มองเห็นพลัง แต่ความสามารถนี้ไม่ใช่ว่าผู้วิเศษทุกคนจะทำได้พวกเขาจะมองเห็นแค่ออร่าแห่งชีวิต ซึ่งจะบอกว่ายังมีชีวิตอยู่หรือตายแล้ว าเ็หรือเสแสร้งแต่หากอยากมองให้เห็นรายละเอียดลึกไปกว่านั้นจะต้องเป็พลังเฉพาะสาย
การเปิดดวงตาผู้วิเศษต้องใช้พลังประเภทใดประเภทหนึ่งเพ่งสมาธิไปที่ดวงตาก็สามารถมองเห็นลูซีฟทำตามอย่างรวดเร็วเมื่อเขากะพริบตาอีกครั้งโลกที่เขามองเห็นก็กลายเป็สีขาว สีเทาและสีดำ
สีดำคือสิ่งที่อยู่ห่างไกลและไร้ชีวิต สีเทาคือสีของวัตถุไร้ชีวิตหรือต้นหญ้าที่อยู่ใกล้ๆสีของออร่าแห่งชีวิตทุกคนเป็สีขาวนวลตาคนที่สุขภาพดีจะมีสีขาวสว่างมากขึ้นแต่ถ้ามีปัญหาสุขภาพแสงจะอ่อนลงถ้าร่างกายาเ็รอดาแก็แทบจะไร้สี
ลูซีฟรีบก้มมองมือตัวเองพบว่ามือที่าเ็แสงสีขาวซีดจางจริงๆ เขาขมวดคิ้วแล้วถามแซมอย่างสงสัย
‘มือผมก็ไม่ได้าเ็จริงๆ ทำไมถึงซีดแบบนี้ล่ะ’
‘ก็มันยังไม่พื้นตัวสมบูรณ์ จะซีดก็ธรรมดานี่ แบบนี้ไม่มีผู้วิเศษมองออกอยู่แล้วที่คอนายก็เหมือนกัน แต่ถ้าอยากจะเติมเต็มออร่าชีวิตนายก็ทำได้ง่ายๆ แค่คิด’
‘เข้าใจแล้ว’
ลูซีฟพยักหน้า การจะมองเห็นออร่าพลังพิเศษแต่ละประเภทต้องมีพลังประเภทเดียวกันแต่ในร่างกายของเขามีพลังของทั้งสามประเภทอยู่ในตัว ถึงจะใช้ได้แค่พลังกายภาพแต่ส่วนอื่นๆก็ไม่น่าปิดกั้น
แซมอธิบายต่อ
‘ออร่าของผู้วิเศษก็ไม่ได้แตกต่างจากมนุษย์ ออร่าชีวิตคือสีขาวออร่าของพลังประเภทกายภาพคือสีแดง ออร่าของประเภทิญญาคือสีเหลืองและออร่าของประเภทเวทมนต์คือสีน้ำเงิน เป็สีที่ตายตัว’
‘มาเป็แม่สีเลยนะ ผมจะมองเห็นทุกสีใช่ไหม’
‘ใช่ ลองกวาดตามองดู นายจะเห็นแสงสีขาวจากร่างกายสิ่งมีชีวิตแต่ออร่าที่เปล่งออกมาจะไม่ใช่สีขาวล้วน’
ลูซีฟทำตามคำแนะนำกวาดตามองไปทางเทจที่ยืนอยู่หน้าประตูสายตาอีกฝ่ายก็จับจ้องมาทางเขาเช่นกัน
สีออร่าเป็สีขาวแต่รัศมีซ้อนทับที่เปล่งออกมาเป็สีน้ำเงินเข้ม...
เทจ โคเลอร์เป็ผู้วิเศษประเภทพลังเวทมนต์!
ลูซีฟกะพริบตาปริบๆ กลบอาการใก่อนจะหันไปมองทางอื่นเขายกมือขึ้นถูใต้จมูกแล้วเบนสายตาไปหาผู้คนอีกครั้ง
ไม่นึกว่ารองสารวัตรคนนี้จะเป็ผู้วิเศษประเภทเวทมนต์ไม่ใช่ว่าอาชีพตำรวจเหมาะกับประเภทพลังกายภาพมากกว่าหรอกเหรอ
แซมเห็นว่าลูซีฟเข้าใจความสามารถของดวงตาผู้วิเศษแล้วก็พูดขึ้นอีกครั้ง
‘นี่เป็เพียงการมองเห็นแบบพื้นๆ เท่านั้น ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นการจะััพลังตกค้างในอากาศจำเป็ต้องมีความคุ้นเคยกับพลัง’
‘หมายความว่าผมต้องเข้าไปอยู่กลุ่มของผู้วิเศษงั้นสินะ’
‘แล้วแต่นายจะเลือก ฉันไม่มีความเห็น’
หน้าที่ของแซมมีแค่เป็พลังและให้ข้อมูลเื่พลังพิเศษกับลูซีฟเท่านั้นการตัดสินใจล้วนขึ้นอยู่กับเ้าของพลังเอง
‘แล้วพวกพลังประเภทกายภาพเหมือนกันไม่จับผมได้ทันทีเหรอ ไม่สิผมมีทั้งสามประเภทพลังเลยนี่นา ไม่ถูกมองว่าแปลกหรอกเหรอ’
ลูซีฟคิดอย่างเป็กังวลและเพิ่งนึกขึ้นได้ ถึงพลังของเขาจะแสดงออกมาแค่ประเภทกายภาพจนเทจไม่สังเกตเห็นแต่เพื่อนร่วมงานของเขาก็น่าจะมีพลังประเภทอื่นอยู่ด้วยแน่
‘ถ้าหากมองออกแต่แรกนายไม่มีทางรอดมาจนถึงตอนนี้ได้หรอกลูซไม่มีทางที่ผู้วิเศษระดับต่ำกว่าสิบจะมองสีออร่าที่แท้จริงของนายออก ต่อให้คนๆ นั้นจะมีประเภทพลังมากกว่าหนึ่งหรือมีถึงสามก็ไม่มีทางมองเห็นยกเว้นว่านายจะตั้งใจให้เขามองเห็น ไม่ว่าจะสีออร่าแบบไหนนายก็กำหนดได้’
‘แบบนั้นผมค่อยโล่งใจ’
เมื่อได้รับคำยืนยันจากแซมแล้วลูซีฟก็หมดห่วงเื่ถูกจับได้ในทันทีเพราะในปัจจุบันการเข้าถึงพลังระดับสูงสุดมีแค่เก้าเท่านั้นจะไปหาระดับสิบจากที่ไหนมาจับพิรุธเขาได้
ลูซีฟกลับไปตั้งใจมองหาผู้คนอีกครั้งไม่ค่อยมีคนหยุดดูที่เกิดเหตุแล้ว และพระอาทิตย์ก็กำลังจะตกดินเขามองไม่เห็นออร่าทับซ้อนจากใครในระยะสายตา แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือถึงจะใช้ดวงตาผู้วิเศษอยู่เขาก็ยังมองเห็นแสงอาทิตย์สีส้มและท้องฟ้าสีครามเข้มได้โลกที่ไร้สีสันนอกจากท้องฟ้า ตะวันและจันทรา มันดูอ้างว้างเงียบเหงาอย่างบอกไม่ถูกเลยราวกับโลกทั้งใบมีแค่เขาที่มีสีสัน
ลูซีฟมีสมาธิกับความคิดของตนเองมากขึ้นเพราะจิตใจสงบ นึกไปนึกมาก็คิดได้อีกแบบถ้าเขาเป็คนร้ายที่มีพลังพิเศษในเวลานี้จะยังไงนะ สมมติเป็คนร้ายดูก็ไม่เลว...
เมื่อลงมือจัดฉากการตายเสมือนอุบัติเหตุไปแล้วฆ่าเป้าหมายที่้าได้แล้ว ต้องกระหยิ่มยิ้มย่องแต่พยายามเก็บอาการ...
หลังจากนั้นจะทำอะไรต่อ?
จะต้องอยู่ดูสถานการณ์เพื่อควบคุมเพลิงไหม้จนตำรวจมาและสอบปากคำผู้เห็นเหตุการณ์ก่อนถึงจะวางใจและจากสถานที่เกิดเหตุไปได้จากนั้นก็รอข่าวปิดคดีเพราะเป็อุบัติเหตุในหนังสือพิมพ์...
แต่รอมาสองวันแล้วกลับยังไม่มีข่าวออกมาจะคิดอะไร?
ใช่ มันต้องมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น เขาอาจเหลือหลักฐานไว้ เขาจึงใช้พลังของตนลักลอบเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุอีกครั้งในเวลากลางคืน่เวลาที่การเฝ้าระวังหละหลวม แต่เขาก็ไม่พบว่าตำรวจเอาอะไรไปหรือพบอะไรนอกจากเฝ้าระวังสถานที่ก็ไม่มีอะไรอีก
ในเมื่อหาเองไม่ได้ก็ต้องถามโดยตรง... แล้วจะรู้ข้อมูลจากปากตำรวจได้อย่างไร?
เล่นงานตำรวจแล้วบีบเค้นข้อมูลคงไม่ได้ เสี่ยงมากเกินไป ตำรวจบางคนมองเห็นว่าเป็ผู้วิเศษเขาไม่ควรเสี่ยงโจมตีตำรวจในทุกกรณี
สอบถามด้วยตัวเองดีกว่าว่าความคืบหน้าคดีไปถึงไหนแล้ว จ้างคนอื่นไปถามจะมีพิรุธเกินไปแต่ตำรวจชั้นผู้น้อยไม่มีทางรู้รายละเอียดเจาะลึกได้แน่ เพราะงั้นจะไม่ได้ข้อมูลจากปากตำรวจที่เฝ้าสถานที่
เขารู้สึกกระวนกระวาย กลัวจะเหลือหลักฐานอะไรให้จับได้
ไม่สิ มันต้องมีหลักฐานแน่ ไม่งั้นตำรวจต้องปิดคดีไปแล้ว เมื่อสอบถามไม่ได้ก็มีแต่ต้องจับตาดู
จับตาดูจากที่ไหนดี?
ต้องไม่ไกลจากสถานที่เกิดเหตุมาก ต้องไม่สะดุดตาผู้คนไม่ใช่คนแปลกหน้ากับผู้คนที่อาศัยอยู่แถวนี้เพราะถ้าไม่คุ้นหน้าตำรวจจะจับสังเกตได้แน่ต้องอยู่มามากกว่าหนึ่งเดือน
จากการที่สามารถรู้ได้ว่าร้านเครื่องเขียนแก๊สชำรุดได้ก็ต้องเ้าตาดูร้านนี้เป็พิเศษมาตลอดหรือไม่ก็เป็คนที่อยู่ใกล้เคียงหรือลูกค้าที่พูดคุยกับเ้าของร้านเครื่องเขียนสนิทสนมในระดับหนึ่ง
คิดว่าน่าจะเป็คนอาศัยใกล้เคียงหรือลูกค้าประจำแค่จับตาดูจากภายนอกไม่มีทางรับรู้เื่ภายในร้านได้
อาจจะเป็ทั้งลูกค้าและคนอยู่ใกล้เคียง คนที่รู้จักลูกค้าประจำอย่างพ่อบ้านตระกูลฮามิลตันรู้เื่ท่อแก๊สชำรุด คนที่เข้ามาสอบถามความคืบหน้ากับตำรวจได้โดยไม่ถูกสงสัยเป็ทั้งลูกค้าและคนอาศัยอยู่ใกล้เคียง
ลูซีฟนึกถึงข้อมูลที่เคยได้อ่านของเทจเมื่อวานนี้แล้วถอนหายใจยาว
“เป็อะไรไป ดูเคร่งเครียดเชียว หรือว่าได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติม”เทจถามลูซีฟที่ยืนนิ่งมานานแล้ว เขาสังเกตสีหน้าของชายหนุ่มผู้น่าสงสัยคนนี้อยู่ตลอด
สีหน้าสงบอยู่ดีๆ ก็เคร่งเครียด ต้องคิดอะไรได้แน่ๆ
“ก็นิดหน่อยน่ะครับ” ลูซีฟเล่าสิ่งที่เขาคิดออกไป
เทจฟังเงียบๆ จนจบ สุดท้ายก็พยักหน้ารับแล้วมองลูซีฟด้วยสายตาที่แตกต่างจากเดิมเล็กน้อยมือหนาตบบ่าของเขาหนักๆ
“ความคิดของคุณดีมาก คุณเหมาะจะเป็คนร้ายจริงๆ”
“...”
ลูซีฟหมดคำจะพูด
นั่นใช่คำชมไหมถามจริง?
“ผมจะให้คนรีบไปตรวจสอบดูตอนนี้ในใจผมมีผู้ต้องสงสัยอยู่สามคน” เทจคลี่ยิ้ม เป็รอยยิ้มเ็าทำให้ใบหน้าหล่อเหล่านั่นดูน่ากลัวขึ้นท่อนหลังเอ่ยเหมือนพึมพำกับตัวเอง “ถ้าเป็ผู้วิเศษจริงต้องเร่งติดต่อไปที่หน่วย”
ลูซีฟอ่านปากของเทจอยู่ก่อนแล้วถึงไม่ได้ยินที่อีกฝ่ายพูดก็ยังจับใจความได้ เขาเลยเสริมคำแนะนำให้อีกอย่าง
“ผมคิดว่าคุณควรเร่งมือค้นหาในวันนี้นะ ถ้าพ้นวันนี้ไปอาจไม่เจอคนร้ายแล้วก็ได้”
“ทำไมล่ะ?”
“เพราะถ้าผมเป็คนร้าย หลังจากที่จับตาดูที่นี่ตลอดทั้งวันแล้วรู้สึกว่าแผนการไม่เป็อย่างที่คิดผมจะรีบไปเก็บข้าวของและเตรียมตัวออกจากเมืองในคืนนี้การย้ายเมืองและเปลี่ยนตัวตนหนีตำรวจคงเป็เื่ง่ายอยู่แล้ว”
ลูซีฟไม่ได้ประชดแต่มันเป็เื่ง่ายจริงๆ เพราะยุคสมัยนี้ไม่มีการระบุตัวตนของบุคคลอย่างชัดเจนนอกจากขุนนางและชนชั้นสูงที่พบปะกันบ่อยครั้งทำให้คุ้นเคยกันและกันดีแล้ว ก็ยังมีตราประจำตระกูลเพื่อแสดงถึงอำนาจและตัวตนแล้วประชาชนทั่วไปไม่มีอะไรยืนยันได้คนทั่วไปอยากเปลี่ยนตัวตนขอแค่ไปอยู่ไกลในที่ผู้คนไม่รู้จักแล้วเปลี่ยนชื่อและนามสกุลก็จะกลายเป็คนใหม่ได้ในทันที
ยกเว้นหน้าตาที่เปลี่ยนยาก ขอแค่ก่อเหตุแล้วไม่ถูกจดจำหน้าตาแล้วถูกออกใบประกาศจับการสร้างตัวตนใหม่ก็สำเร็จได้แล้ว
เทจคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้ารับอย่างจริงจัง
“เข้าใจแล้ว ผมจะดำเนินการเดี๋ยวนี้คุณเองก็กลับบ้านอย่างระมัดระวังด้วย ผมคงไม่ส่งไม่ได้แล้ว”
“ไม่ต้องไปส่งผมหรอกคุณเทจ ไปทำงานของคุณเถอะ”ลูซีฟยิ้มแห้ง ก่อนจะโบกมือลาออกฝ่ายแล้วเดินกลับบ้าน
อ๊ะ! เหมือนเขาจะคิดได้อีกเื่...
เขายังไม่รู้แรงจูงใจของคนร้ายเลยนี่นาก่อนจะระบุตัวผู้ต้องสงสัยเป็ใครจะต้องรู้ก่อนว่าคนๆ นั้นต้องมีเหตุจูงใจในการก่อคดีหรือไม่แต่เทจกลับบอกได้ทันทีว่ามีผู้ต้องสงสัยในใจสามคนแล้วนี่แสดงว่าเขารู้เหตุจูงใจสินะ
มันจะเกี่ยวกับอะไรกันนะ... จะเป็ตระกูลฮามิลตันหรือเปล่า?