นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 394 เพื่อนร่วมทางใหม่

        ตอนที่ 394 เพื่อนร่วมทางใหม่

         

         

        “สวัสดีค่ะปีกแห่งผืนฟ้า เป็นเกียรติอย่างยิ่งค่ะที่ได้คุยกันอีกครั้ง” เสียงหวานใสของไพลินดังขึ้นจากศิลาส่งผ่านสีทองอร่าม หลังจากแยกจากโฟเรลมาแล้วนิทานจึงติดต่อกับไพลินเพื่อบอกข่าวดีว่าเขานั้นได้วัตถุดิบครบแล้ว

         

        ภาพของหญิงสาวผมสีแดงเพลิงกับนัยน์ตาสีชมพูสวยปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพร้อมกับรอยยิ้มหวาน เธอในตอนนี้นั้นไม่ได้มีท่าทีขี้เล่นหรือหยอกล้อกันตามประสาเพื่อนสนิทแบบแต่ก่อน หากกลับแฝงไว้ซึ่งมาดของเชื้อพระวงศ์

         

        เพียงจากคำพูดทักทายที่เธอเลือกทักทายซอเด็ตก่อนเขาทั้ง ๆ ที่เขาพึ่งจะติดต่อไปก็เป็นการยืนยันแล้วว่าเขาคิดถูก ไพลินนั้นคาดหวังให้พวกเขาได้เจอกันอยู่แล้ว

         

        “เช่นกันค่ะ องค์หญิงไพลิน อัคนี ไฟกัลป์” ซอเด็ตค้อมคำนับ กำมือขวาแตะที่อกซ้ายแล้วจึงแบออก

         

        “โอ้! ขออภัยด้วยค่ะที่เราเสียมารยาท” ไพลินหัวเราะน้อย ๆ แล้วจึงแผ่สองแขนออกกว้างราวกับกำลังโอบกอดท้องฟ้า นี่คือท่วงท่าสำหรับการเคารพของเผ่าซือบาส

         

        นิทานมองการแลกเปลี่ยนของสองสตรีผู้มีศักดิ์ฐานะสูงลิ่ว การวางตัวและมาดของทั้งสองนั้นแตกต่างจากสามัญชนอย่างเห็นได้ชัด อย่างตัวนิทานเองเขาแทบจำไม่ได้เสียด้วยซ้ำว่าท่าทางการเคารพของแต่ละแห่งนั้นเป็นเช่นไร

         

        เรื่องนี้คงจะโทษนิทานก็คงจะไม่ถูกนัก ท่าทางการเคารพเหล่านี้ค่อนข้างเป็นสิ่งที่โบราณและมีเพียงคนชั้นสูงทำ เป็นการแสดงมารยาทและความเคารพสูงสุดแก่อีกฝ่าย ในทางกลับกัน มันก็เป็นการแสดงออกว่าตนเองก็มีเกียรติและศักดิ์ฐานะเช่นกัน

         

        สำหรับประชาชนทั่วไปของอาณาจักรไฟกัลป์ พวกเขาย่อมจดจำการไหว้ได้มากกว่าท่าเคารพสำหรับราชวงศ์

         

        หากพอจะมีฐานะและมีศิลาส่งผ่านเป็นของตนเอง พวกเขามักแลกช่องทางติดต่ออย่างตราประทับวิญญาณทดแทนการแสดงท่วงท่าเคารพ อย่างศิลาส่งผ่านของนิทานเองก็มีตราประทับวิญญาณอยู่บ้าง แต่อันที่เขาใช้ประจำจะเป็นศิลาส่งผ่านสีทองที่เขาได้จากไพลินในกาลก่อน ศิลาส่งผ่านก้อนนั้นมีตราประทับวิญญาณของบุคคลระดับสูงที่สำคัญ ๆ อย่างไพลินและอริยะแปลงเพลิงอยู่

         

        “ไม่เป็นไรค่ะองค์หญิง ตัวฉันเองก็มิได้นับถือองค์ราชาซือบาสเป็นเครื่องนำใจค่ะ” ซอเด็ตตอบกลับ สำหรับหลายขุมกำลังแล้ว ท่าทางการเคารพเหล่านี้ยังเป็นการแสดงความเคารพถึงตัวตนสูงส่งของขุมกำลังนั้น

         

        ที่แพร่หลายที่สุดจึงมีเพียงท่าการเคารพของศาสนาปฐมมันตรา องค์เดรฟัสนั้นเป็นเครื่องนำใจของประชากรส่วนมากในมหาทวีป

         

        “หากเหล่าผู้อาวุโสแห่งราชวงศ์เดซิสได้ยินคงมีน้ำโหไม่น้อยเลยนะคะ” ไพลินหัวเราะร่วน

         

        ตำแหน่งปีกแห่งผืนฟ้าหมายถึงรุ่นเยาว์อันดับหนึ่งแห่งเผ่าซือบาส เป็นฐานะที่ไม่เพียงเป็นตัวแทนของทั้งเผ่าพันธุ์ แต่ยังเป็นทั้งเกียรติ ศักดิ์ศรี และปณิธานที่จะสืบทอดต่อไปแก่ชนรุ่นหลัง

         

        แต่ปีกแห่งผืนฟ้าคนนั้นกลับกล่าวด้วยตนเองว่ามิได้นับถือองค์ราชาถึงเพียงนั้น ไพลินพูดไหลไปตามสถานการณ์ เธอเองก็พอจะรู้ถึงเรื่องภายในของเผ่าซือบาส

         

        “เป็นเช่นนั้นค่ะ เผ่าซือบาสเราเองก็มิได้แตกต่างจากเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาอื่นใด เมื่อความสงบสุขคงอยู่นานจนเกินไป ความทะเยอทะยานใหม่ก็จะปรากฏขึ้น แล้วจึงเป็นความไม่ลงรอยและความโกลาหล” ซอเด็ตตอบหน้าตาย

         

        เธอนั้นมิได้พูดเกินจริงแต่อย่างใด ในฐานะเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาและหนึ่งในขุมกำลังใหญ่ของมหาทวีป การเมืองภายในของพวกเขานั้นห่างไกลคำว่าสงบสุขเช่นกัน

         

        เฉกเช่นเดียวกันกับอาณาจักรไฟกัลป์ที่มีสงครามชิงตำแหน่งผู้ประคองบัลลังก์และเผ่ารูเบียสที่มีการแบ่งฝักฝ่ายจากแนวคิด เผ่าซือบาสเองก็เช่นกัน

         

        “หากเราจำไม่ผิด ตระกูลเอเทลยึดมั่นในศักดิ์ศรีของเผ่าพันธุ์และศักดิ์ฐานะแต่กำเนิด?”

         

        “ถูกต้องแล้วค่ะองค์หญิง ตระกูลเอเทลและราชวงศ์เดซิสนั้นเห็นพ้องต้องกันว่าเผ่าซือบาสคือเผ่าพันธุ์ที่ได้รับความรักจากองค์เดรฟัส” ซอเด็ตตอบกลับโดยการเลี่ยงบาลี

         

        “น่าเสียดายจริง ๆ ค่ะ ทรัพยากรทั่วมหาทวีปนี้มากมายเพียงไร ไม่ว่าเผ่าพันธุ์ใดก็ย่อมมีความโดดเด่นเป็นของตนเอง หากต้องเสียโอกาสแลกเปลี่ยนกับพวกเขาไปคงเป็นเรื่องน่าเศร้ายิ่งแล้ว” ไพลินยิ้มน้อย ๆ ชวนคุยกับซอเด็ตพร้อมทั้งโยนหินถามทางไปในตัว

         

        ซอเด็ตหายใจเข้า เธอจ้องมองดวงหน้าที่อยู่อีกด้านของศิลาส่งผ่านสีทอง ความนับถือปรากฏขึ้นในใจ สตรีตรงหน้าเธอนี้มีอายุเท่ากับเธอหากแต่กลับมีสติปัญญาและวิสัยทัศน์ที่เฉียบแหลมกว่าเธอมาก

         

        “ฉันเห็นด้วยทุกประการค่ะองค์หญิง น่าเสียดายที่ทั้งเผ่าพันธุ์ยังคงเอนเอียงไปทางด้านของความคิดเก่า” ซอเด็ตตอบกลับ เธอตั้งใจฟังและพูดคุยกับสตรีผมสีแดงเพลิงคนนี้ขึ้นอีกระดับหนึ่งหลังจากการพูดคุยกันเพียงไม่กี่คำเท่านั้น

         

        “หากเผ่าซือบาสเราได้มีโอกาสเปิดกว้างและแลกเปลี่ยนกับหลากเผ่าพันธุ์เฉกเช่นที่อาณาจักรไฟกัลป์ บางทีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในเผ่าอาจจะเปลี่ยนไปอย่างมหาศาลค่ะ”

         

        ตัวเธอคือปีกแห่งผืนฟ้า และยังเป็นบุตรสาวแห่งตระกูลเอเทล ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนฐานะของเธอก็คือหนึ่งในผู้สนับสนุนความคิดเก่า หากไพลินกลับใช้เวลาเพียงไม่นานจากการพูดคุยช่วงสั้น ๆ ก็รู้ได้ถึงความจริง ซอเด็ตเองมิได้สนับสนุนแนวคิดแบ่งแยกฐานะเผ่าพันธุ์แม้แต่น้อย

         

        “ทุกสิ่งย่อมมีสองด้านค่ะ ทางไฟกัลป์แม้จะเปิดกว้างทางด้านวัฒนธรรมและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ได้อย่างรวดเร็ว หากแต่ก็ต้องรับมือกับปัญหาด้านผู้อพยพ ความไม่ลงรอยของวัฒนธรรม รวมถึงแนวคิดที่แตกต่างแต่กำเนิดด้วยค่ะ” ไพลินยิ้มตอบกลับ

         

        เป็นอีกครั้งที่ซอเด็ตต้องชะงักไปพร้อมกับความประทับใจ อีกฝ่ายไม่เพียงสามารถมองมุมมองที่แท้จริงของเธอออกได้ในช่วงสั้น ๆ หากแต่ยังเปิดโอกาสโดยการกล่าวข้อดีของอีกฝักฝ่ายให้แก่เธออีกด้วย

         

        “เป็นเช่นนั้นค่ะองค์หญิง ความเปิดกว้างสมควรมาพร้อมกับกฎที่ตีตราขึ้นอย่างเท่าเทียมและรัดกุม ผู้ตัดสินกฎที่ยุติธรรม และผู้บังคับใช้กฎที่เข้มงวด มิเช่นนั้นการมีผู้ปกครองอาจเป็นตัวเลือกที่สมควรกว่า” ซอเด็ตตอบกลับอย่างรวดเร็ว

         

        ท่าทีที่เปลี่ยนไปของเธอไม่ได้มาจากการที่เธอเห็นด้วยเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อเป็นการกลบเกลื่อนอีกด้วย

         

        ศักดิ์ฐานะปีกแห่งผืนฟ้าของเธอทำให้เธอไม่อาจพูดตามใจปากเกี่ยวกับการเมืองได้ตลอดเวลา และเมื่อครู่ก่อนหน้านี้เธอนั้นพูดเอนเอียงไปทางอีกฝักฝ่ายอย่างชัดเจนจนเกินไป องค์หญิงไพลินจึงเปิดโอกาสให้แก้ไข

         

        แม้จะไม่มีใครฟังอยู่และพวกเขาสมควรปลอดภัย หากไพลินและซอเด็ตเองก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าจะไม่มีผู้ใดได้ยินบทสนทนานี้จริง ๆ

         

        นิทานนั่งแปรงขนคีตาอยู่บนเมฆาข้างเธอ เขาไม่ค่อยช่ำชองนักเรื่องวิธีการพูดคุยเช่นนี้ เขาจึงเลือกจะขอนั่งฟังเฉย ๆ ขณะที่แปรงขนผ่อนคลาย ตัวคีตาเองก็เหยียดตัวไปมาอย่างสบายอกสบายใจ ท่าทางของมันผ่อนคลายยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ

         

        “ฟืด!”

        นิทาน! เมฆนุ่มมาก!

         

        เจ้าลูกม้าแผงคอแดงกลิ้งตัวไปมาอย่างมีความสุขบนก้อนเมฆขนาดใหญ่ นิทานเห็นดังนั้นก็หัวเราะตาม เขาเองก็รู้สึกเช่นกันว่าเมฆาของซอเด็ตนั้นนุ่มสบายเป็นอย่างยิ่ง

         

        ขอติดไปก็สบายเหมือนกันแฮะ ถ้าเดินทางเองน่าจะเหนื่อยเกิน นอนนุ่ม ๆ บนเมฆแบบนี้สบายกว่าเยอะ นิทานกดเมฆใต้ร่างของตนเองอย่างสนุกสนาน เขารู้สึกราวกับตนกำลังนั่งบนผ้าห่มนุ่มฟูผืนใหญ่ที่ห่อหุ้มได้ทั้งร่าง

         

        เขาเองก็เป็นคนติดห้องและชอบกลิ้งไปมาบนเตียงอยู่แล้ว การได้นั่งสบาย ๆ บนเมฆเช่นนี้จึงทำให้เขาอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

         

        อยากได้กลับบ้านจัง ขอเธอไปสักก้อนหนึ่งเธอจะให้มั้ยนะ? ไม่สิ ถ้าออกห่างจากเธอแล้วมันจะกลับไปเป็นเมฆธรรมดารึเปล่า?

         

        “ฟืด!”

        ปีกนุ่มกว่า! ปีกนุ่มกว่า!

         

        จริง นิทานตอบกลับ เขาเหล่ตามองปีกสีขาวสองคู่ของเธอ ขณะนี้มันกางออกจนเกือบสุด เขาไม่เข้าใจนักว่าเธอลอยตัวกลางอากาศอยู่กับที่ได้ยังไงทั้ง ๆ ที่เธอกระพือปีกอยู่ เขาค่อนข้างมั่นใจว่านกนั้นทำเช่นนั้นไม่ได้ ยกเว้นบางสายพันธุ์ที่กระพือปีกได้เร็วพอ

         

        มองด้วยสายตา ปีกสองคู่นั่นกระพือเอื่อย ๆ อย่างงดงาม ทั้งนุ่มและดูฟูฟ่อง ดูไม่ได้เร็วมากพอจะทำให้เธออยู่กับที่แม้แต่น้อย แต่ตอนนี้เขาไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเท่าไหร่แล้ว เขานึกถึงความนุ่มสบายของมันเสียมากกว่า

         

        ก่อนหน้านี้เขาเคยมีโอกาสได้สัมผัสปีกของเธอตอนอยู่ในสุสาน แถมเธอยังเคยใช้ปีกห่อหุ้มร่างของเขาตอนขาออกด้วย ดังนั้นเขาจึงจำความรู้สึกนั้นได้ดี เขาชอบความนุ่มสบายนั้นมาก แถมมันยังมีกลิ่นหอมที่ชวนให้สบายใจด้วย

         

        เมื่อรู้ตัวอีกทีนิทานก็เอื้อมมือออกไปจะจับปีกของเธอแล้ว โชคยังดีที่เขาตั้งสติได้ไวจึงชักมือกลับได้ทัน ซอเด็ตหันหน้ามามองนิทานด้วยสายตางงงวย

         

        “นิทาน มีอะไรรึเปล่าคะ?” เธอเอียงคอเล็กน้อย หันไปมองตามสายตาของนิทานก่อนหน้าที่เธอจำได้ นิทานมองปีกของเธออยู่

         

        “สงสัยเรื่องปีกเหรอคะ? ถ้าเป็นเรื่องที่ทำไมพวกเราถึงลอยตัวได้ เพราะว่าปีกแต่ละคู่ของเราไม่ได้กระพือพร้อมกันค่ะ เผ่าซือบาสสามารถควบคุมปีกได้แบบแยกจากกันโดยสิ้นเชิง”

         

        ซอเด็ตตอบคำถามโดยที่นิทานยังไม่ได้ถามอะไร แต่ดูจากสายตาแล้วนิทานสมควรสงสัยเรื่องนั้น

         

        “อ้อ! ครับ! สุดยอดเลย!” นิทานชะงักไปก่อนจะตอบกลับอย่างว่องไว “แปลว่าเผ่าซือบาสแยกประสาทกันได้ทุกคนเป็นปกติเลยเหรอครับ”

         

        “ไม่เชิงค่ะ มันเป็นเหมือนการควบคุมโดยสัญชาตญาณเสียมากกว่า” ซอเด็ตตอบกลับ

         

        นิทานที่เปลี่ยนเรื่องได้สำเร็จถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก แต่แล้วสายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นว่าสายตาสองคู่นั้นเห็นทุกอย่างชัดเจน คู่หนึ่งคือเจ้าลูกม้าข้างกาย อีกคู่หนึ่งคืออีกคนที่ปรากฏเป็นภาพเคลื่อนไหวผ่านศิลาส่งผ่าน

         

        ทั้งสองฉีกยิ้มกว้าง หางคิ้วกระตุกจากการพยายามกลั้นหัวเราะ เมื่อนิทานหันไปมองตาขวางทั้งสองจึงแกล้งไอกลบเกลื่อน

         

        “ขอบคุณสำหรับเวลานะคะ หลังจากนี้เราจะรอนิทานอยู่ที่บาราทรัม หวังว่าเราคงได้พบกันเร็ววันนี้ค่ะ” ไพลินกล่าวยิ้ม ๆ เธอนั้นได้รู้สิ่งที่ต้องการรู้ไปจนหมดแล้ว

         

        “แน่นอนค่ะองค์หญิง”

         

        “นิทาน พวกเพชฌฆาตก็น่าจะกลับมาถึงก่อนไม่นาน ถ้าใกล้ถึงแล้วติดต่อมาอีกรอบด้วยล่ะ เราจะได้เตรียมอะไรไว้ก่อน” ไพลินหันไปโบกมือลานิทานแล้วจึงตัดสายไป เหลือเพียงสามคนดังเดิมอีกครั้ง

         

        “เป็นผู้ปกครองที่ดีนะคะ” ซอเด็ตยกยิ้มพร้อมกับกวาดมือของตน พัดพาให้เมฆาเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง

         

        “เป็นเพื่อนที่ผมภูมิใจสุด ๆ เลยครับ” นิทานยิ้มตอบ ไม่ว่าใครหากได้คุยกับไพลินสักครั้งก็ต้องคิดเห็นเหมือนกันหมดว่าเธอนั้นสุดยอดเพียงไร

         

        “ฉันขอเข้าไปพบเธอที่บาราทรัมด้วยได้มั้ยคะ? เห็นว่ามีเพื่อน ๆ ของคุณคนอื่นอยู่ด้วย” ซอเด็ตคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรวมความกล้าถามออกไป

         

        “ได้สิครับ? แต่ซอเด็ตเข้าบาราทรัมได้ด้วยเหรอครับ?” นิทานเลิกคิ้วสงสัย บาราทรัมคือเมืองหลวงของเผ่ารูเบียส ศัตรูผู้ไม่ขออยู่ร่วมโลกของเผ่าซือบาส แล้วปีกแห่งผืนฟ้าผู้นำพาเผ่าซือบาสในยุคสมัยนี้ให้โดดเด่นนำหน้าเผ่ารูเบียสจะย่างกรายเข้าไปในเมืองหลวง?

         

        ซอเด็ตนิ่งไป ก่อนจะตอบด้วยใบหน้านิ่งเฉยแต่เจือความกังวล “คิดว่าได้ค่ะ”


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน