ที่ข้างแก้มซ้ายดูจะเห็นชัดเจนขึ้นเป็วงใหญ่พลาสเตอร์ลายการ์ตูนที่หัวคิ้วขวา อันนารู้ดีว่าเพื่อนไม่ได้เอามาแปะเล่นๆเป็แฟชั่นเหมือนคนอื่นๆ แต่แปะไว้เพื่อปิดบังาแที่ถูกพ่อทำร้ายจนแตกยาว
เด็กสาวน้ำตาคลอ “เธอโดนขนาดนี้เลยเหรอราณีพ่อเธอทำร้ายเธอกับแม่ขนาดนี้เลยเหรอ เธอต้องแจ้งความแล้วนะ”
ราณีส่ายหน้า ดวงตาสีแดงก่ำแข็งกระด้างเหมือนไม่มีความรู้สึก “ไม่มีประโยชน์หรอกอันนา ถ้าพ่อติดคุกแม่ก็ไม่มีใครดูแล ตอนนี้พ่อเป็หัวเรี่ยวหัวแรงของบ้าน แม่ฉันก็ไม่ค่อยสบายมีโรคประจำตัวหลายโรค บางทีคนที่ผิดอาจจะเป็ฉันจริงๆ อย่างที่พ่อว่าก็ได้ฉันเป็พี่สาวคนโตแต่ช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้านได้ไม่มาก แค่จับนั่นนิดนี่หน่อย พ่อบอกว่าน่าจะออกไปทำงานช่วยพ่อหาเงินบ้าง”
“จะบ้าเหรอราณี พวกเราอายุ 14 เองนะ จะไปทำอะไรที่ไหนได้ เธอเองก็ช่วยงานที่ร้านทุกวันอยู่แล้วทั้งเช้าเย็น เสาร์อาทิตย์ก็ไม่เคยได้ไปเที่ยวที่ไหนเหมือนคนอื่นๆเธอไม่ใช่คนผิดนะราณี ที่ผิดคือพ่อเธอต่างหาก”
เด็กสาวร่างสูงยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกโมโหราณีถูกพ่อทำร้ายขนาดนี้โดยที่เธอช่วยอะไรไม่ได้เลย
“เมื่อคืนฉันไม่ได้นอนเลยทั้งคืน เครียดเื่แม่แล้วก็เป็ห่วงเธอด้วย” อันนาพูดน้ำตาพาลจะไหลออกมาอีก
“อืม ฉันเองก็ไม่ได้นอนเหมือนกัน...แต่ว่า ชินแล้วละ” ราณีตอบเสียงเรียบๆ
เด็กสาวได้ยินเพื่อนพูดแบบนั้นแล้วยิ่งใจหายเธอนึกถึงหอพักแบบหอที่เวยาห์อยู่ แต่การจะออกมาเช่าหอพักเหมือนคนอื่นๆต้องมีเงินมัดจำ มีการจองล่วงหน้าเป็เดือนๆ
อันนานึกถึงเงินเก็บในบัญชีที่ถูกแม่ริบไปหมดแล้วก็น้อยใจจนน้ำตาคลอขึ้นมาอีกทำไมแม่ต้องทำกับเธอแบบนี้ด้วยนะ ถ้าไม่อย่างนั้นก็คงมีเงินวางมัดจำหอพักพาราณีหนีออกมาจากพ่อแบบนั้นได้แล้วที่ผ่านมามีแต่ราณีที่คอยดูแลช่วยเหลือเธอมาตลอดอันนาอยากเป็ฝ่ายช่วยเหลือราณีบ้าง แต่ก็ไม่เคยทำได้สักอย่าง
ครึ่งวันเช้า เด็กสาวทั้งสองนั่งเรียนอย่างซังกะตายราณีซึ่งเป็หัวหน้ากลุ่มลืมเอางานกลุ่มมาส่ง ทำให้เพื่อนในกลุ่มรุมต่อว่าใหญ่โตและอาจารย์ตำหนิเธออย่างรุนแรง ไม่มีครูคนไหนสนใจไถ่ถามถึงรอยแผลต่างๆบนใบหน้าของราณีเลย
ส่วนอันนา จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจนใครถามอะไรก็ตอบไม่ถูกเธอถูกเพื่อนๆ ในชั้นเรียนหัวเราะเยาะ เมื่อตอบไม่ได้กระทั่งคำถามง่ายๆในวิชาสังคมศึกษา อย่างเมืองหลวงของประเทศต่างๆ ชื่ออะไรบ้างตอนนั้นเธอใจลอยจนแทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าพ่อแม่ตัวเองชื่ออะไร
พักกลางวัน อันนาตามหาราณีจนเจอ ทั้งสองจับมือกันแน่น
“ฉันอยากหนีไปจากที่นี่จังเลยราณี ไปที่ไหนก็ได้ที่จะไม่มีใครตามมาวุ่นวายกับเราได้อีก” อันนากระซิบกับราณี
ราณีพยักหน้า “ฉันก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน”
อันนารู้สึกอยากออกไปจากที่นี่เต็มทน “คาบบ่ายเราหนีเรียนกันดีไหมราณี ไปเที่ยวไปเดินเล่นที่ไหนก็ได้”
“แต่ฉันไม่อยากไปไหน ไม่อยากเจอใครละอันนา ฉันเหนื่อย เจ็บแผลด้วยอยากหาที่สงบๆ ที่จะนั่งพักได้นานๆ มากกว่า” แล้วราณีก็ทำท่าเหมือนนึกขึ้นได้
“ใช่สิ ฉันรู้จักอยู่ที่นึง ที่ที่จะไม่มีใครมาวุ่นวายกับเราไปกับฉันนะอันนา”
ราณีพาอันนามาที่อาคารเรียนห้าชั้น ในตอนที่นักเรียนส่วนใหญ่ออกไปกินข้าวกลางวันกันหมดบนชั้นห้า มีบันไดกลางที่ทอดขึ้นไปสู่ประตูชั้นดาดฟ้าเด็กสาวทั้งสองเดินขึ้นไปหน้าประตูบานนั้น ประตูไม้ที่ล็อกลูกบิดเอาไว้
อันนาขยับลูกบิด “มันล็อกนี่นาถ้าไม่มีกุญแจก็ขึ้นไปไม่ได้ ทำไงดีล่ะราณี”
เด็กสาวผมเปียขยับเข้ามายืนแทนที่ แล้วดึงลูกบิดแล้วกระแทกกลับไปแรงๆ สองสามครั้งก็ได้ยินเสียงคลิก แล้วประตูก็เปิดออกได้
“ลูกบิดนี่มันเก่ามากแล้วละ สนิมกินข้างในผุไปหมดแล้ว กระแทกแรงๆก็หลุด”
อันนาหันไปมองหน้าเพื่อนทึ่งๆ “เธอรู้ได้ยังไง เคยขึ้นมาที่นี่แล้วเหรอ”
ราณีพยักหน้าแล้วเดินนำอันนาขึ้นไปบนดาดฟ้า
บนดาดฟ้าโล่งกว้างไกล อันนารู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาก ลมพัดโชยเย็นสบายและแดดก็ไม่แรงนักเพราะมีเมฆครึ้มด้านหนึ่งของดาดฟ้าเป็ห้องเก็บอุปกรณ์ซ่อมแซมต่างๆส่วนอีกด้านเป็แท๊งค์น้ำขนาดใหญ่ พอให้ร่มเงากันแดดได้เด็กสาวทั้งสองพากันเดินไปที่ข้างแท๊งค์น้ำและนั่งลงตรงนั้น
ทั้งคู่ปล่อยให้ความเครียดล่องลอยไปตามสายลมเสียงนักเรียนที่กำลังพักกลางวันดังแว่วๆ มาจากด้านล่าง เหมือนเป็อีกโลก
อันนาสูดหายใจเข้าปอด พลางยิ้ม “ดีจังนะ อยู่ที่นี่เหมือนอยู่อีกโลกนึงเลย”
“ใช่” ราณีว่า “ฉันถึงชอบมาที่นี่ ไม่มีใครมายุ่งมารบกวนเรา”
อันนาพยักหน้า ทอดอารมณ์นิ่งเงียบกันอยู่ครู่หนึ่งอันนาก็ยิ้มขึ้นมา “จำตอนนั้นได้ไหมราณีตอนที่เราเด็กๆ เราเคยเล่นเป็เ้าสาวเอาผ้าม่านลูกไม้ของแม่ฉันมาห่มตัวเป็ชุดเหมือนชุดเ้าสาว”
ราณีหัวเราะ
“จำได้สิ ตอนนั้นสนุกมากเลยนะ มีเ้าสาวสองคน แต่ไม่มีเ้าบ่าวเล่นแต่งงานกันเอง”
เด็กสาวร่างผอมสูงยิ้ม “ช่าย รู้ไหมราณี ตอนนั้นฉันใฝ่ฝันอยากสวมชุดเ้าสาวจริงๆ มากเลยเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่จะโตเป็ผู้ใหญ่ จะได้แต่งงาน ได้ใส่ชุดเ้าสาวสวยๆ ยาวลากพื้นตอนนั้นฉันจะให้เธอเป็เพื่อนเ้าสาวนะ”
ราณียิ้ม “ใช่ ฉันก็เหมือนกันตอนนั้นคิดแต่ว่าเมื่อไหร่จะโตไวๆ นะ อยากใส่ชุดเ้าสาวสวยๆ” แต่จู่ๆ น้ำตาก็คลอขึ้นมาเต็มเบ้าตาแล้วก็เริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น จนอันนาใ
“ราณี เป็อะไร ร้องไห้ทำไม ฉันพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า”
เด็กสาวผมเปียปาดน้ำตา “รู้ไหมอันนา ว่าแผลที่หัวคิ้วขวาของฉันนี่มันเกิดขึ้นเพราะอะไร”
อันนาส่ายหน้า ก่อนจะพูดอย่างให้กำลังใจ “เธออยากเล่าให้ฉันฟังไหมถ้าทำให้เธอสบายใจขึ้นก็พูดมาเถอะ”
ราณีสะอื้น “พักหลังๆที่พ่อตบตีฉันบ่อยขึ้น จนลามไปถึงแม่ด้วย เพราะเื่หนึ่งพ่อฉันเล่นการพนันจนเป็หนี้ท่วมตัว เริ่มเอาข้าวของในบ้านไปขายแล้วก็เริ่มพาลลงที่ฉันกับน้องๆ ตอนนี้น้องๆฉันหนีไปอยู่ที่บ้านยายกันหมดแล้วเหลือแต่ฉันนี่แหละที่ไปไหนไม่ได้”
“โธ่ ราณี...” อันนาร้องขึ้นด้วยความสงสาร
“ไม่ใช่แค่นั้นหรอกอันนา พ่อฉันขายแทบจะหมดบ้านแล้วเหลือแต่ฉันกับแม่ พ่อเลยเอาตัวฉันไปวางเดิมพันกับเพื่อน พ่อเสียพนันอีกแล้วก็มาบอกฉันกับแม่ ว่าฉันต้องไปแต่งงานกับเ้าหนี้ของพ่อในวงไพ่เพื่อเป็การล้างหนี้ พอแม่กับฉันไม่ยอมก็โดนซ้อมอีก แผลที่ตรงนี้น่ะ” ราณีชี้ที่หัวคิ้วขวา
“พ่อฉันเอาขวดเหล้าปากฉลามฟาดหน้าฉัน นี่แค่เฉี่ยวนะ ถ้าโดนเต็มๆฉันคงตายไปแล้ว ฉันไม่รู้จะทำยังไงแล้วอันนา จะหนีก็ไม่รู้จะหนีไปที่ไหนถ้าฉันหนีไปพ่ออาจจะโกรธและไปลงที่แม่อีก ฉันสงสารแม่”
อันนาน้ำตาไหลอาบแก้มเธอไม่เคยคิดเลยว่าเพื่อนต้องประสบปัญหาที่หนักหน่วงรุนแรงมากถึงเพียงนี้แวบหนึ่งเธอนึกอยากจะชวนอันนาไปอยู่ที่บ้านเธอ แต่ปัญหาที่บ้านเธอเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอดแล้ว
“ราณี ฉันก็ยังมีอีกเื่ที่ไม่ได้บอกเธอ” อันนาสะอื้น
ราณีหันมามองอันนา พยักหน้าตั้งใจฟัง
“ที่จริงฉันน่ะ ไม่ใช่ลูกของพ่อกับแม่หรอก แต่เป็ลูกของลุงกับป้าพ่อแม่ที่แท้จริงที่ไม่อยากเลี้ยงฉัน แล้วแม่ก็เลยรับเลี้ยงฉันเอาไว้แทนพ่อแม่ที่แท้จริงไม่้าฉันที่พ่อแม่ของฉันเลี้ยงฉันมาทุกวันนี้ก็คงแค่เพราะเวทนาสงสารเท่านั้นอย่างงี้ไงล่ะราณี ที่ผ่านมาแม่กับพ่อถึงได้รักแต่พี่โอไม่เคยรักไม่เคยห่วงใยฉันเลย”
เด็กสาวทั้งสองคนโผเข้ากอดกันร้องไห้อยู่อย่างนั้นอีกนานทีเดียว
หลังเสียงกริ่งเลิกเรียนวิชาสุดท้ายดังขึ้นเมื่อชั่วโมงที่แล้วไม่มีใครสังเกตเมื่อเด็กสาวท่าทางสิ้นหวังสองคนบนชั้นดาดฟ้าของอาคารเรียนสูงห้าชั้นสายลมแรงยามเย็นพัดชายกระโปรงนักเรียนของทั้งอันนาและราณีสะบัดพลิ้ว
อันนาและราณียืนทอดสายตามองทิวทัศน์เบื้องหน้า นักเรียนส่วนใหญ่ทยอยกลับบ้านในขณะที่บางส่วนยังจับกลุ่มคุยกัน หรือเล่นกีฬาอยู่ในสนามบาสเกตบอล สนามฟุตบอลเด็กสาวทั้งสองคิดว่าทำไมนะ ดูเหมือนคนทั้งโลกกำลังมีความสุข ทุกคนดูผ่อนคลายในขณะที่พวกเธอเครียดแทบจะเป็บ้า
“ต้องกลับบ้านแล้วสินะ” ราณีรำพึง
อันนาถอนหายใจยาว “ฉันไม่อยากกลับไปที่นั่นอีกแล้วบ้านที่ไม่มีความหมายอะไรกับฉัน บ้านที่ไม่มีใครรักฉันอีกต่อไปแล้ว” เด็กสาวพูดพลางยกมือขึ้นลูบแก้มข้างที่ถูกแม่ตบมาเมื่อวานเหมือนความเ็ปยังเกาะตามิัยิบยับเหมือนรอยตบบนแก้มข้างนั้นจะไม่มีวันเลือนหาย “แต่เราจะหนีไปไหนได้นะราณีเราไม่มีที่ไปอื่นอีกนอกจากที่บ้าน”
“คนอย่างเรา จะเกิดมาทำไมก็ไม่รู้นะอันนา เกิดมาไม่มีใครรักเกิดมาเป็ส่วนเกินของบ้าน” ราณีพูดขณะที่เหม่อมองออกไปข้างหน้าที่ผ่านมาเธอทำตัวเข้มแข็งมาตลอด ให้ความหวังกับตัวเองว่าวันหนึ่งจะหลุดพ้นบ้านแห่งความทุกข์ของเธอไปได้แต่ยิ่งผ่านไปนานวันเท่าใด ปัญหาก็ยิ่งบานปลายขยายใหญ่และเมื่อเธอโตขึ้นเรียนจบก็คงไม่อาจปฏิเสธภาระรับผิดชอบที่เธอไม่้านี้ไปได้
“อย่าพูดอย่างนั้นสิ ราณี ฉันนี่ไงที่รักเธอ เราเป็เพื่อนรักกันจริงไหม” อันนาพูดพลางสะอึกสะอื้น
เด็กสาวสองคนโผเข้ากอดกันร้องไห้ ราณีสะอึกสะอื้นจนตัวโยนร้องไห้อย่างที่อันนาไม่เคยเห็นเพื่อนรักผู้เข้มแข็งของเธอเป็แบบนี้มาก่อน “ฉันก็รักเธออันนาโลกนี้ฉันมีเธอคนเดียวที่เข้าใจฉัน”
“ฉันก็เหมือนกัน มีแต่เธอเท่านั้นแหละที่เข้าใจฉัน” อันนาพูดผ่านม่านน้ำตาเจิ่งนองใบหน้า
“ฉันไม่อยากกลับบ้านอีกต่อไปแล้วละและก็จะไม่กลับด้วย”
“ฉันก็เหมือนกัน”
ทั้งสองคลายอ้อมกอด มองหน้ากัน
“งั้นเราก็อย่ากลับบ้านกันอีกเลยนะ” ราณียิ้มทั้งน้ำตา “อย่างน้อยก่อนตายฉันก็ดีใจนะที่ชีวิตนี้ได้มีเพื่อนดีๆอย่างเธอ”