เพราะแม้ว่าถานเวยเวยจะมีพืชผลสายพันธุ์ดีจากร้านออร์แกนิก ทั้งยังมีอำนาจวิเศษอยู่ในมือ พืชผักที่นางปลูกสามารถเติบโตได้รวดเร็วอยู่หลายเท่ามากกว่าปกติแล้ว
แต่อย่างไรการปลูกพืชผักหรือผลไม้ย่อมต้องรอให้มันเติบโตเต็มที่จนกว่าจะเก็บเกี่ยวได้นั้นก็ยังต้องใช้เวลารอคอยไม่น้อย ดังนั้นการมีแผนสำรอง เพื่อหารายได้เสริมอีกทางจึงเป็แผนที่ดี
หญิงสาวจึงตัดสินใจที่จะขายลูกชิ้นถั่วผสมหมู โดยตั้งใจว่าจะขายให้แก่กลุ่มลูกค้าที่มีเงินไม่มากนัก ให้พวกเขาได้กินของดีราคาถูก แบบนี้คงจะขายได้ไม่ยากเท่าไหร่
นอกจากนี้นางยังชักชวนสหายเพียงคนเดียวอย่างจางซื่อให้มาเปิดร้านร่วมกันด้วย เพราะหากจะให้กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ก็คือมีแรงทำงานสองแรง ก็น่าจะดีกว่ามีแรงทำงานเพียงแค่แรงเดียวนั่นเอง
ทางจางซื่อในตอนแรกก็อยากจะมาร่วมด้วย
การได้เงินใน่าแบบนี้ใครเล่าจะไม่อยากได้ แต่เพราะนางไม่มีเงินส่วนตัวมาร่วมทุน นางจึงได้แต่แสดงท่าทางลังเลใจ
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากจะทำนะ แต่เ้าก็รู้ว่าข้าไม่มีเงินเลย แบบนี้จะร่วมลงทุนได้อย่างไรกัน” จางซื่อพูดอย่างห่อเหี่ยว
ถานเวยเวยฟังแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเกิดความคิดนึงขึ้นมาในหัว
“แล้วถ้าหากว่าเ้าลงแต่แรง แล้วข้าจ่ายเงินเป็ค่าจ้างให้เล่า แบบนี้เ้าคิดว่าอย่างไร ยุติธรรมดีหรือไม่”
“ลงแต่แรงหรือ” จางซื่อตาเป็ประกายขึ้นมาทันใด
“อื้อ อย่างตกลงว่าจะให้ค่าจ้างหนึ่งในสามส่วน หลังจากหักต้นทุน เ้าก็เพียงแต่ลงแรง ช่วยข้าทำ ช่วยข้าขาย ไม่ต้องลงทุนอะไร ถึงเวลาขายเท่าไหร่ก็รับเงินไปเท่านั้นเอง”
“แบบนี้หากว่าขายได้เยอะ ส่วนแบ่งจะไม่เยอะตามด้วยหรือ!”
ถานเวยเวยพยักหน้า
“ย่อมเป็เช่นนั้น แต่เ้าอย่ามองว่าหากขายได้ดีแล้วอีกสองส่วนที่ข้าได้รับจะมากกว่า ทำให้ไม่ยุติธรรมแก่เ้า เพราะหากข้าขายไม่ดี พวกวัตถุดิบที่เสียไปในแต่ละวัน ข้าก็ต้องเป็คนรับผิดชอบแต่ผู้เดียว ทั้งข้าอยากจะบอกเ้าตรงๆ ว่าอย่างไร ข้าก็ต้องได้กำไรมาเก็บออมบ้าง อีกอย่างที่ข้าตั้งเงื่อนไขไว้ว่าเป็หนึ่งในสามส่วนหลังจากหักต้นทุน ก็เพราะหากวันไหนขายดีเ้าก็ได้มาก วันไหนขายได้น้อย ข้าก็ไม่จำเป็ต้องควักเนื้อส่วนตัวมาให้เ้า ทำให้ขาดทุนเพิ่มไปอีก”
ถานเวยเวยชี้แจงแบบหมดเปลือกให้อีกฝ่ายฟัง
เื่ทำธุรกิจเช่นนี้ต้องพูดคุยให้กระจ่าง จะได้ไม่เป็ปัญหาและป้องกันการคิดไม่ซื่อในภายหลังด้วย
จางซื่อพยักหน้าราวกับไก่จิก
“ข้าเข้าใจๆ ข้าลงแต่แรงอย่างเดียวทว่าก็ยังได้เงิน แต่หากขายไม่ได้ ข้าก็ไม่เสียอะไรนัก แค่เหนื่อยแต่พักแล้วก็หายนี่ เช่นนี้ก็น่าจะคุ้มแล้วล่ะ แต่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องไปพูดเื่นี้กับแม่สามีก่อน”
“ไปเถอะ แต่ข้าเชื่อว่านางจะต้องเห็นดีเห็นงามด้วยแน่”
บุตรชายไปเข้าร่วมา เป็ตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ ในบ้านก็มีเพียงแต่หญิงสาว ทั้งยังยังต้องกินต้องใช้ และยังไม่มีรายได้ใดเข้ามาเลยแบบนี้
ถานเวยเวยจึงมั่นใจอยู่หลายส่วน ว่าอย่างไรแม่สามีของจางซื่อจะต้องอนุญาตแน่
ดังนั้นหลังจากพูดคุยกับจางซื่อในขณะที่เจอกันระหว่างซักผ้าเสร็จ หญิงสาวจึงดำเนินตามแผนของตนไปได้อย่างสบายอกสบายใจต่อไป
วันก่อนที่ได้ออกไปตลาดกับพวกคนในหมู่บ้าน
ถานเวยเวยได้สังเกตเห็นว่าตรงปากทางเข้าสู่หมู่บ้านที่นางอาศัยอยู่นั้นเป็ทางแยกตัดผ่านไปยังเมืองอื่นด้วย ทำให้ได้เห็นว่ามีทั้งเกวียนและรถม้าเดินทางผ่านอยู่ตลอดเวลา
แม้จะไม่พลุกพล่านเท่าในตลาดแต่ก็ไม่ถือว่าเงียบเหงา ซ้ำยังได้รู้ว่าห่างออกไปไม่ไกลยังมีหมู่บ้านอื่นๆ อีกสี่ห้าที่ด้วย ดังนั้นตรงปากทางเข้านี้จึงถึงว่าเป็ทำเลที่ดี
หญิงสาวใช้เวลาเดินเท้าจากกระท่อมของตนเองมาจนถึงที่หมายในเวลาไม่นานเพื่อสำรวจพื้นที่และกลุ่มลูกค้าของตนเองในอนาคต
และเมื่อยิ่งเห็นนางก็ยิ่งชอบใจในความเหมาะสมของสถานที่
เพราะในบริเวณใกล้ๆ ไม่มีร้านเพิงน้ำชาอื่นใดให้ผู้คนได้พักผ่อนสักร้าน ฉะนั้นหากนางมาเปิดร้านที่นี่ก็ย่อมไม่มีคู่แข่ง
“เหลือแต่ต้องไปคุยกับผู้ใหญ่บ้านล่ะนะ ว่าจะมาใช้พื้นที่ตรงนี้ได้อย่างไร” ถานเวยเวยพึมพำกับตนเอง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปทางเดิม คิดไว้ว่าหากไม่เหนื่อยนักก็จะไปขอพบผู้ใหญ่บ้านเสียหน่อย
ทว่าชั่วขณะที่นางหมุนตัวกลับไปนั้นนางก็พบสายตาของเด็กชายผู้หนึ่งที่กำลังยืนมองนางอยู่อย่างสนอกสนใจ
“หนู...”
หญิงสาวกำลังจะเอ่ยทักทายเด็กชายผู้นั้นว่าเป็ใครและทำไมถึงได้มาอยู่ตรงนี้ได้ แต่แล้วข้อมูลความทรงจำต่างๆ ของถานเวยเวยคนเดิมก็ผุดขึ้นมาในหัว
เสี่ยวต้งเสวีย...
เด็กชายกำพร้าที่อาศัยผู้เดียวในถ้ำท้ายหมู่บ้าน ได้ยินว่าเมื่อก่อนเขาอาศัยอยู่กับปู่ชราเพียงสองคน แต่ไม่นานก่อนที่ถานเวยเวยจะทะลุมิติมา ปู่ของเขาก็จากไป ในตอนนี้จึงไม่มีใครรู้ว่าเขาใช้ชีวิตอยู่เพียงผู้เดียวได้อย่างไร
เสี่ยวต้งเสวียมองหน้าถานเวยเวยด้วยดวงตากลมใสเป็ประกาย เนื้อตัวสกปรกมอมแมม ใบหน้ามีแต่คราบฝุ่นดิน ผมเผ้าก็หลุดลุ่ยไม่เป็ทรง ในมือของเขาถือหัวมันที่เพิ่งขุดได้ไว้สองหัว
“เสี่ยวต้งเสวีย...” ถานเวยเวยส่งเสียงเรียกเด็กชาย คิดจะถามว่าเขามาที่นี่ได้อย่างไร และกำลังจะไปไหน
ทว่พอได้คนอื่นเรียกชื่อของตนเอง เด็กกลับสะดุ้งตัวโยนแล้ววิ่งพราดผ่านร่างของถานเวยเวยไปทันที
“ดะ... เดี๋ยวสิ!” หญิงสาวอยากจะร้องเรียกเขาไว้ แต่ก็ไม่ทัน เสี่ยวต้งเสวียใช้สองเท้าเปล่าของตนเองวิ่งหนีหายเข้าป่าไปเสียแล้ว