ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์]

    ตอนที่57 ฝ่าบาทหาใช่ธรรมดา

    36 1-2

     

    ตอนที่57 ฝ่าบาทหาใช่ธรรมดา

     

    “ความเป็นจริงแล้วที่จุดตันเถียนของข้าถูกรักษาหายจนเป็นปกติเพราะความช่วยเหลือจากคนนอกทั้งนี้ยังมีผลพวงทำให้ระดับลมปราณของข้าเพิ่มพูนอย่างก้าวกระโดด”

     

    เซียถงสบตาอีกฝ่ายสีหน้าท่าทางดูสงบนิ่ง

     

    ไป๋หลี่หานถามไปว่ามีคนนอกมาช่วยเหลือหรือไม่ ซึ่งนี่มิได้เอ่ยคำว่า เฒ่าประหลาดเลยสักคำและแม้เสี่ยวฮั่วจะเป็นเพียงร่างวิญญาณ แต่จะอย่างไร เซียถงก็ถือว่ามันเป็นยอดฝีมือคนหนึ่งที่เคยอยู่ในโลกภายนอกดังนั้นแล้วนางไม่ได้โกหกเลยกแม้นสักคำเดียว

     

    “เจ้าได้รับถ่ายทอดวรยุทธ์กับเขาด้วยหรือไม่?”

     

    ไป๋หลี่หานเอ่ยถ่ามขึ้นอีกคราสำหรับเรื่องวรยุทธ์ของเซียถง เขาเชื่อมั่นอย่างยิ่งกว่าสิ่งนี้คือมรดกตกทอดของตระกูลหลี่มากกว่าที่จะเป็นของเฒ่าประหลาดที่นางกล่าวอ้าง

     

    “รู้สึกว่าข้าจะเคยตอบคำถามนี้ไปแล้วถึงจะถามซ้ำคำตอบยังคงเดิม ฉะนั้นข้าไม่จำเป็นต้องตอบเป็นครั้งที่สอง”

     

    สายตาคู่สวยของเซียถงทอแสงประกายเย็นชาออกมาภายในใจกำลังเย้ยเยาะอย่างลับๆหางจิ้งจอกของเจ้าหมอนี่เองก็กำลังจะเผยออกมาเช่นกัน ปรากฏว่าที่ช่วยเหลือมาตลอดอาจเป็นเพราะความลับที่อยู่ในมือแม่ของนางก็เป็นได้

     

    ดูจากท่าทางแล้วไป๋หลี่หานยังคงเชื่อมาตลอดว่าความลับของตระกูลหลี่ถูกเก็บงำอยู่ในมือแม่ของนางดังนั้นเขาจึงยอมเคลื่อนไหวช่วยเหลือนางหลายต่อหลายครั้งสุดท้ายนี้ก็เพื่อสร้างหนี้บุญคุณแก่นางให้ชดใช้แต่ความลับเรื่องคัมภีร์วรยุทธ์ลับนี้ ต่อให้ต้องตายนางก็ไม่มีวันปริปากบอกอย่างแน่นอน

     

    ดูเหมือนว่าเขาจะมองผ่านอ่านความคิดของเซียถงออกเช่นกันไป๋หลี่หานพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่กระแทกกระทั้นแววตาเรียวยาวฉายร่องรอยความหยิ่งผยองปรากฏออกมา เขาสะบัดแขนเสื้อไปทีหนึ่งปริปากกล่าวขึ้นอย่างเย็นชาว่า

     

    “กับแค่วรยุทธ์ธรรมดาทั่วไปในมือเจ้าชิ้นหนึ่งสำหรับข้าผู้นี้หาใช่ของหายากอันใด!”

     

    อืม ถ้าหาไม่ยากก็ฝากบอกคนของเจ้าด้วย ให้เลิกตามตอแยกันเสียทีแล้วไปหาวงรยุทธชิ้นอื่นไปเล่นเสียแล้วกัน

     

    เซี่ยถงไม่พูดไม่จาอันใดและหันหลังเดินจากไป

     

    เมื่อกลับมาถึงท้องพระโรงในวังหลวงก่อนที่ฝ่าบาทจะนั่งลงบนบัลลังก์สีทองอร่าม ไป๋หลี่อวี๋อิงซึ่งเดินตามมาติดๆก็ตรงเข้ามา ตามหลังมาด้วยเย่หลีเทียนและคณะขุนนางฝ่ายตน

     

    เมื่อเห็นเซียถงยืนรออยู่เบื้องหน้าไป๋หลี่อวี๋อิงก็ขมวดคิ้วแน่น เพลิงโทสะปะทุเดือดดาลขึ้นในทันใดนางเปล่งเสียงตะโกนลั่นขึ้นทันทีว่า

     

    “เสด็จพ่อ!นังอัปลักษณ์นี่แหละที่ทำร้ายร่างกายข้าจนสาหัส!เสด็จพ่อต้องลงโทษมันแทนลูกคนนี้ด้วย!”

     

    เซียถงปรายหางตามองไป๋หลี่อวี๋อิงเจือแววเย็นชาดูอีกฝ่ายแสดงละครต่อหน้าฝ่าบาท

     

    ฝ่าบาทหันไปมองบริเวณแขนเสื้อของป๋หลี่อวี๋อิงที่ขาดลุ่ยก่อนจะหันไปมองเซียถงกล่าวว่า

     

    “แค่เรื่องเข้าใจผิดเล็กน้อยขอโทษกันก็จบ”

     

    ทะเลาะกันเล็กน้อยแค่คำขอโทษก็เพียงพอ ไยต้องทำให้เรื่องมันวุ่นวายใหญ่โต

     

    “เสด็จพ่อ!เราจะปล่อยมันไปได้อย่างไร? นังอสุรกายอัปลักษณ์ทุบตีข้าอย่างโหดเหี้ยม จะเว้นโทษปล่อยกลับไปทั้งแบบนี้? โทษที่มันสมควรได้รับข้าจะเป็นคนบัญญัติเอง!และโทษของมันคือ การโดดลงสระบัวโลหิตเพื่อเป็นอาหารแก่สัตว์ประหลาดในนั้น!”

     

    ฟังสิ่งที่ฝ่าบาทกล่าวออกมาไป๋หลี่อวี๋อิงคัดค้านสุดหัวใจ รีบคว้าจับแขนเสื้อของผู้เป็นพ่อเขย่าไปมากระทืบเท้าลงพื้นสลับซ้ายขวาดังตึงตัง ทำตัวราวกับเด็กนิสัยเสีย

     

    เมื่อคนทั้งหลายในท้องพระโรงได้ยินว่าสัตว์ประหลาดในสระบัวโลหิต ทั้งเย่หลีเทียนและไป๋หลี่หานต่างมีปฏิกิริยาในทันใดและเผยแสดงสีหน้าแปลกๆ ออกมา ส่วนบรรดาขุนนางที่อยู่โดยรอบสีหน้าการแสดงออกต่างแปรเปลี่ยนไปเช่นกัน แม้ว่า ทุกคนจะทราบดีว่า องค์หญิงนางนี้เก็บสัตว์ประหลาดกินคนเลี้ยงไว้ในสระบัวโลหิตแต่ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่นางพูดถึงวิธีให้อาหารมัน

     

    ฝ่าบาทหันศีรษะจับจ้องไปยังไป๋หลี่อวี๋อิงสีหน้าแววตาเฉียบขาดปนเคร่งขรึมอยู่หนึ่งส่วน

     

    ไป๋หลี่อวี๋อิงถึงกับหดคอลงที่เผชิญหน้ากับสีหน้าและสายตาแบบนั้นนางทราบดี หากปริปากอะไรเพิ่มเติมในเวลานี้ อาจจะทำให้เสด็จพ่อมีโทสะได้ดังนั้นจึงปล่อยมือออกจากแขนเสื้ออีกฝ่าย ทำได้แค่ยืนนิ่งๆ เม้มปากแน่นเชิดสีหน้าไม่พอใจออกมา ก่อนหันไปจ้องตาเซียถงเขม็งด้วยความแค้นอาฆาตยิ่ง

     

    เซียถงสังเกตเห็นท่าทางการแสดงออกของทุกคนที่เปลี่ยนไปดีแสยะยิ้มสีเย็นภายในใจอย่างลับๆ ก่อนจะก้าวออกไปประสานมือกล่าวกับฝ่าบาทพร้อมสีหน้าเศร้าสร้อยว่า

     

    “ทูลฝ่าบาทเหตุความเป็นมาระหว่างหม่อมฉันกับองค์หญิงกลับมีบางส่วนยังไม่แถลงไขหม่อมฉันบังเอิญไปเห็น สาวรับใช้ในวังพลัดตกลงสระบัวโลหิต ดังนั้นข้าจึงรีบมุ่งหน้าเข้าไปช่วยเอาไว้ แต่กลับสายเกินไปมีสัตว์ประหลาดคล้ายปลายักษ์เข้ามาเขมือบนางไปเสียก่อนพอองค์หญิงอวี๋อิงเห็นข้าก็บังเกิดความไม่พอใจคว้าแส้ขึ้นมาฟาดข้าโดยไม่ไถ่ถามถึงเหตุผลใดๆฝ่าบาทโปรดให้ความเป็นธรรมแก่หม่อมฉันด้วย”

     

    ขณะที่เอ่ยกล่าว นางก็เผยแสดงมุมเสื้อที่มีคราบเลือดของสาวรับใช้ที่ตกสระบัวไปบังเอิญว่าตอนยื่นมือไปช่วย เนื่องจากแรงเขมือบของสัตว์ประหลาดยัก์จึงทำให้เลือดสดกระเซ็นใส่

     

    เมื่อได้ยินและเห็นหลักฐานดังนั้นของเซียถงสีหน้าของทุกคนพลันแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง อันที่จริง มีหรือที่พวกเขาเหล่านี้เองจะไม่ทราบว่าองค์หญิงอวี๋อิงเลี้ยงเจ้าสัตว์ประหลาดในสระบัวโลหิตด้วยอะไร? ขึ้นชื่อว่า ตัวกินคนแถมในแต่ละเดือนมักจะมีสาวรับใช้หายสาบสูญไปอย่างปริศนา นี่ยังไม่ชี้ชัดพออีกรึ?เพียงแต่ว่าไม่มีใครกล้าปริปากกล่าวออกมาเท่านั้นเอง

     

    แต่จะอย่างไร ตอนที่ไป๋หลี่อวี๋อิงวิ่งมาฟ้องฝ่าบาทตอนแรกนางกลับไม่ได้พูดถึงเรื่องสาวรับใช้ที่พลัดตกสระบัวแต่อย่างใด กล่าวเพียงว่ามีหญิงสาวหน้าตาอัปลักษณ์ปรากฏตัวขึ้นมา และคว้าแส้ขึ้นมาเฆี่ยนตีนางไม่หยุดหย่อน

     

    ดังนั้นแล้วพอไป๋หลี่อวี๋อิงได้ยินคำชี้แจงของเซียถง นางก็โกรธจัดอย่างมาก

     

    พอได้ยินว่าสาวรับใช้เพิ่งพลัดตกสระบัวโลหิตไปในวันนี้มันยิ่งตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายเข้าไปใหญ่ แล้วต่อจากนี้พวกขุนนางจะมองนางอย่างไร? แล้วผู้คนภายในเมืองจะแอบนินทานางว่ายังไง? และที่สำคัญที่สุด...แล้วใครยังจะกล้าส่งลูกสาวเข้าวังหลวงมาเป็นทาสของนางอีก?

     

    ฝ่าบาทที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับตบพยักยาวบนบัลลังก์เสียงดังปังตะคอกใส่ไป๋หลี่อวี๋อิงว่า

     

    “ตอนแรกเจ้ามาหาข้ากล้าดียังไงไปใส่ความว่าอีกฝ่ายรังแกเจ้าก่อน! ข้าผู้นี้ไม่เคยสอนเจ้าให้โกหก!มารยาทที่ร่ำเรียนมาคงไม่เข้าหัวเลยกระมัง! รีบไสหัวกลับไปตำหนัก นั่งพินิจพิจารณาถึงความผิดที่ก่อขึ้นในวันนี้เสีย!”

     

    “เสด็จพ่อ!มันเป็นฝ่ายทำร้ายข้างจริงๆ! ยิ่งตอนนี้ยังทำตัวลำพองตน กล้าตะโกนใส่หน้าข้าดังฉอดเสด็จพ่อยังจะปล่อยมันไว้อีกงั้นรึ?”

     

    เสด็จพ่อคนนี้เคยขึ้นเสียงใส่นางที่ไหนกัน? ดวงตาของไป๋หลี่อวี๋อิงกลายเป็นสีแดงก่ำเห่อร้อนขึ้นมาทันใด ตั้งแต่เด็กจนโต อย่าว่าแต่ขึ้นเสียงเลยกระทั่งชักสีหน้าไม่พอใจยังไม่มี แต่พอมาในวันนี้ นางโดนนังอสุรกายอัปลักษณ์รังแกแต่ท่านพ่อกลับเข้าข้างมัน! ความเกลียดชังอาฆาตต่อเซียถงในวันนี้มันได้ฝังลึกอยู่ภายในใจนางจนตราตรึง

     

    “รีบกลับไปยังตำหนักเริงม่วงเสียบัดนี้!แล้วข้าจะไปหาเจ้าในยามดึก สั่งสอนเจ้าสักครา!”

     

    เมื่อเห็นไป๋หลี่อวี๋อิงดวงตาแดงก่ำคล้ายจะร้องไห้สีหน้าการแสดงออกของเขาก็ดูแผ่วอ่อนลงหนึ่งส่วน ตะคอกสั่งให้กลับไปก่อน

     

    ไป๋หลี่อวี๋อิงขมวดคิ้วจ้องเซียถงแววตาเดือดดุเสมือนมีไฟพ่นออกมา หมุนตัวกลับออกไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก

     

    เซียถงเฝ้ามองเงาร่างของอีกฝ่ายเดินจากออกไปลับสายตามุมปากกระตุกเชิดขึ้นเล็กน้อย

     

    พอเห็นว่าไป๋หลี่อวี๋อิงจากออกไปแล้วฝ่าบาทก็หันมากล่าวกับเซียถงว่า

     

    “เซียถง เจ้าเองก็คงสงสัยว่าไฉนถึงไม่สั่งให้ใครสักคนส่งมอบเห็ดหลินจือมรกตไปให้แต่กลับเรียกเจ้าเข้าวังหลวงให้มารับด้วยตนเอง?”

     

    เซียถงพยักหน้า

     

    “หม่อมฉันรู้สึกสับสนเล็กน้อย”

     

    “ข้าได้รับคำเชื้อเชิญจากสี่จักรวรรดิสำหรับงานประลองลมปราณครั้งสำคัญเมื่อเช้านี้นี่กำลังปรึกษาหารือกับบรรดาขุนนางทั้งหลายเกี่ยวกับการส่งผู้ลงแข่งอยู่”

     

    ฝ่าบาทส่งยิ้มและแววตาเป็นประกายมอบให้แก่เซียถงกล่าวต่อว่า

     

    “จักรวรรดิตงหลี่จักรวรรดิหน่านเฟิง จักรวรรดิซีฉิน และจักรวรรดิเป่ยฮั่นเราสี่จักรวรรดิจะมีนัดกันจัดงานประลองยุทธ์ทุกๆ ห้าปี และในครั้งนี้ข้าตั้งใจว่าจะส่งเจ้าไปเข้าร่วมการแข่ง มีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?”

     

    งานประลองยุทธ์ของสี่จักรวรรดิ?

     

    เซียถงตะลึงงันไปครู่หนึ่งแม้ตอนนี้นางกำลังจะทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตเสาหลักฟ้าชั้นสูงแล้วก็จริงแต่หากให้ควานหายอดฝีมือจากทั้งหมดในจักรวรรดิตงหลี่ มิใช่ว่ามีคนที่แข็งแกร่งกว่านางหรอกรึ?

     

    อย่างเช่น เย่หลีเทียน ไม่ก็ไป๋หลี่หาน ไม่ว่าใครล้วนแต่แข็งแกร่งกว่านางทั้งนั้น?

     

    ฝ่าบาทเหลือบสายตาปราดมองไปยังเย่หลีเทียนและไป๋หลี่หานอยู่คราหนึ่งก่อนจะกล่าวว่า

     

    “การประลองยุทธ์ของสี่จักรวรรดิจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์สำหรับฝึกฝนเยาวชนรุ่นใหม่”

     

    ดูเหมือนว่าฝ่าบาทจะมองออกถึงข้อสงสัยภายในใจของเซียถงดี

     

     

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์] ที่คุณอ่าน