หยางหลีเหว่ยควบม้านำองครักษ์หน่วยหยกทมิฬออกจากค่ายทหารไปดูร่องรอยสถานที่เกิดเหตุ เมื่อฟังสิ่งที่มือปราบผู้หนึ่งเล่าจนครบถ้วนก็ขมวดคิ้ว
“ท่านอ๋อง นี่เป็นฝีมือเผ่าหมาป่าอย่างแน่นอน” กุนซือเฉาที่ติดตามมาด้วยสรุปออกมา “ม่านนิทรานั่น ข้าเคยถูกเจ้าโจรหมิ่นโรยใส่ที่กลางป่าคราหนึ่ง ดีที่สั่งคนกระโจนลงน้ำได้ทันจึงรอดมาได้”
“หมาป่าถ่อย มันคิดจะหยามเกียรติข้าจึงได้ลักพาตัวหนานกงมี่ไป ป่านนี้คงมุ่งหน้าออกชายแดนแล้ว มีคนกลับมารายงานหรือยัง”
องครักษ์จวนอ๋องทั้งแปดล้วนละอายใจ พวกเขาจึงได้ออกตามหาคนร้ายพร้อมกับมือปราบกลุ่มใหญ่ องครักษ์เหล่านั้นมิใช่คนของหน่วยหยกทมิฬ เป็นเพียงทหารฝีมือดีที่ถูกคัดเลือกมาให้ดูแลความปลอดภัยในจวนอ๋อง
เสียงฝีเท้าม้าควบมาใกล้ มือปราบผู้หนึ่งที่อ๋องหยางคุ้นหน้าลงจากหลังม้ามาทำความเคารพ
“ท่านอ๋องขอรับ มีคนเห็นคนร้ายพวกนั้นมุ่งหน้าไปเมืองจู๋หลิง รองผู้บัญชาการหนานกงบอกว่าน่าจะเป็นคนเผ่าหมาป่า”
“หนานกงโจวตามไปแล้วหรือ”
“ขอรับ พอได้ยินว่าชายารองหนานกงถูกโจรจับตัวไป รองผู้บัญชาการหนานกงโจวก็รีบยกพลตามไปทันที”
หนานกงโจวเป็นพี่ชายต่างมารดากับหนานกงมี่ นับเป็นผู้มีฝีมือทั้งบุ๋นและบู๊ผู้หนึ่ง ตำแหน่งรองผู้บัญชาการสำนักมือปราบของเขามิใช่ได้มาเพราะอำนาจบารมีของบิดา มือปราบทั้งเมืองเฉินม่ายล้วนให้ความเคารพและยอมรับคนผู้นี้อย่างสนิทใจ
หยางหลีเหว่ยสีหน้าเคร่งเครียด “ตามทันหรือไม่”
“ตามทันอยู่คราหนึ่งขอรับ ทว่าพวกเขากลับดักซุ่มโจมตีในป่า ดีที่ฝ่ายเราหนีรอดมาได้”
“เผ่าหมาป่าเชี่ยวชาญการหลบซ่อนในป่า ไม่ว่าจะป่าเล็กหรือป่าใหญ่ หากว่าพวกเขาหลบเข้าไปก็ยากจะหาร่องรอยพบ อีกอย่าง การโจมตีของพวกเขา หากหลบไม่เก่งก็ยากจะพ้นความตาย” หยางหลีเหว่ยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะร้องสั่งการด้วยเสียงอันดัง “หน่วยหยกทมิฬเตรียมตัวออกเดินทางทันที”
“ขอรับ!” เสียงตอบรับขององครักษ์กลุ่มใหญ่ ทำเอามือปราบที่มาส่งข่าวถึงกับสะดุ้ง
“เจ้าไม่ต้องนำทาง ข้ารู้ว่าจะต้องตามโจรกลุ่มนั้นไปที่ใด เจ้าเองเดินทางไปกลับคงจะเหน็ดเหนื่อย กลับไปพักผ่อนเถิด”
“ขอบคุณท่านอ๋อง” มือปราบหนุ่มประสานมือค้อมศีรษะคารวะก่อนจะขี่ม้าจากไป
ม้าขบวนใหญ่ควบออกไปประตูเมืองด้านทิศตะวันตก หน่วยหยกทมิฬออกรบพร้อมกับอ๋องหยางมานานปี ทุกคราที่เกิดเหตุด่วนเหตุร้าย พวกเขาแต่ละคนรู้หน้าที่เตรียมข้าวของในการออกรบพร้อมรอนแรมรุกไล่ศัตรู
หยางหลีเหว่ยมีเรือนพักหลังใหญ่ในเมืองจู๋หลิงและตำบลเล็กๆ ที่ชายแดน ละแวกที่เขาเคยสู้รบกับแคว้นเว่ยและเผ่าหมาป่า ดังนั้นเสื้อผ้าจึงไม่จำเป็นต้องเตรียมไปด้วย ขอเพียงอาวุธพร้อมก็เดินทางได้
คนของเผ่าหมาป่าเห็นขบวนของอ๋องหยางออกจากประตูเมืองไปแล้วก็รีบกลับไปแจ้งข่าวให้หมิ่นชุนได้ทราบ
“อ๋องหยางไปแล้ว คราวนี้ข้าจะสร้างผลงานใหญ่ บุกคุกใต้ดินเมืองเฉินม่ายชิงตัวหัวหน้าสิบเอง” หมิ่นชุนยกยิ้มมุมปาก เขาฝึกวรยุทธ์อยู่ในป่าเขาเนิ่นนาน กว่าพี่ใหญ่จะยอมให้ติดตามมายังเมืองนี้ต้องอ้อนวอนขออยู่นาน
กำลังพลของเมืองเฉินม่ายมีจำนวนมากกว่าที่เมืองจู๋หลิง แต่หลังจากศึกใหญ่ชายแดน อ๋องหยางที่ดูแลทั้งสองเมืองจึงได้แบ่งไพร่พลส่วนหนึ่งไปช่วยรักษาการณ์ที่ชายแดน
หมิ่นชุนชี้ให้หัวหน้าหน่วยทหารที่ติดตามตนมามองดูซุ้มประตูทางเข้าค่ายทหารของเมืองเฉินม่าย
“พวกเขาใช้ผ้าคลุมหน้าของข้าไว้ตอนที่พาข้าเข้าและออกจากค่ายทหารเพื่อไม่ให้ข้าจำเส้นทางข้างในได้ พวกมันคงไม่รู้ว่าข้าฝึกฝนอยู่ในถ้ำลับนานเพียงใด เส้นทางแค่นี้ ต่อให้ควักลูกตาออก ข้าก็จำเส้นทางได้”
“คุณชาย ท่านจำได้จริงหรือขอรับ”
“จริงสิ ตอนที่ข้าอยู่ข้างใน มองจากหน้าต่างเล็กๆ เห็นกิ่งไม้ที่ดูประหลาดกิ่งหนึ่ง แต่ส่วนด้านหน้านี้ไม่มี อาจจะเป็นด้านข้าง พวกเราไปดูกันเถิด”
หมิ่นชุนพาคนทั้งกลุ่มอ้อมไปด้านข้างเพื่อหากิ่งไม้ที่เขามองเห็นจากหน้าต่างห้องขัง ยามนั้น ดวงตาของเขาอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นมาก เด็กหนุ่มคะเนว่านั่นก็คือกิ่งไม้ที่อยู่สูง
“ต้นไม้ต้นนั้น น่าจะสูงมากทีเดียว” เขาพูดพลางสำรวจไปตามรั้วด้านข้างค่ายทหาร กระทั่งไปสะดุดที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง “นั่น เป็นต้นไม้ต้นนั้นแน่”
หมิ่นชุนกะระยะดูแล้วเห็นว่าคุกที่หัวหน้าสิบถูกขังอยู่ น่าจะอยู่ค่อนไปด้านหลังของค่ายทหาร
“พวกเจ้าตามข้ามา ระวังด้วยเล่า อย่าส่งเสียง ไม่อย่างนั้น พวกเราอาจจะไม่รอดชีวิตออกไป”
คืนนี้ท้องฟ้าไม่ถึงกับสว่างมาก แต่ก็เห็นต้นไม้ใบหญ้าได้ชัด เขาเล็งตำแหน่งก็กิ่งไม้นั้นแล้วบอกผู้ติดตามถึงตำแหน่งคุกใต้ดินที่คาดว่าจะเป็นคุมขังหัวหน้าสิบ
เมื่อรู้ตำแหน่งที่แน่ชัดของคุกใต้ดินที่ขังคนของตน หมิ่นชุนก็สั่งให้ทหารค่อยๆ เซาะกำแพงเป็นรูหมาลอดแล้วมุดเข้าไปซ่อนตัวทีละคน
มุมที่พวกเขาลอบเข้าไปเป็นมุมที่มีหญ้าขึ้นรก ทำให้ยากจะสังเกตเห็น หมิ่นชุนมิได้ประมาท เขาสั่งให้ทหารส่วนหนึ่งไปหาจุดที่จะหลบหนีออกจากค่ายทหารเพิ่มเติม
“ยามหนี จะต้องกระจายตัวกันเป็นสามกลุ่ม เพื่อให้พวกมันเดาทางไม่ถูก มุ่งหน้าไปพบกันที่ป่า
หมิ่นชุนมุดเข้าไปเป็นคนแรก เขาชี้ให้ทหารเผ่าหมาป่าดูตัวเรือนขนาดเล็กที่ไม่น่าสนใจด้านข้าง
“ข้าถูกขังไว้ใต้เรือนนั้น”
“อ๋องหยางฉลาดจริง หากคนภายนอกบุกเข้ามา คงเดาไม่ออกว่านั่นคือคุกที่คุมขังนักโทษสำคัญ” หัวหน้าหน่วยทหารผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น
“มีทางเดินใต้ดินเชื่อมมาจากอาคารใหญ่หลังนั้น”ปลายนิ้วของเด็กหนุ่มชี้ให้คนของตนดู
“ไม่ไกลกันนัก หากมีทางลับเชื่อมถึงกันก็สามารถ”
“ขาเข้า พวกเขาพาข้าเดินเข้ามาจากทางโน้น แต่ขากลับดูเหมือนจะพาข้าออกอีกทาง” เด็กหนุ่มทบทวนความจำ ตอนนั้นเขาถูกผ้าสีดำครอบหัวไว้และถูกเชือกมัดมือ ด้านหลังมีคนใช้ด้ามกระบี่กระทุ้งให้เดินไปเรื่อยๆ “ไม่ไกลเท่าตอนมา ข้าว่าพวกเขาต้องมีทางลัด”
“เช่นนั้น คุณชายก็รีบนึกเข้าเถิด”
หมิ่นชุนหลับตาลง การฝึกฝนแบบทายาทหมาป่าที่ใช้วิธีแสนป่าเถื่อนของท่านปู่ ทำให้เขามีความสามารถในการจดจำทุกสิ่งในความมืดได้อย่างแม่นยำ
ไม่นานนักเด็กหนุ่มก็พอจะเดาทางเข้าลับเพื่อไปยังห้องขังใต้ดินได้ เขาจึงนำทางทหารฝีมือดีสามคนเข้าไปด้านใน
“ปล่อยม่านนิทราแล้วแบกหัวหน้าสิบออกไป การช่วงชิงที่ไม่เสี่ยงจึงนับเป็นยอดกลยุทธ์”
“ขอรับ คุณชาย”
ท่ามกลางความมืด ในคุกใต้ดินค่ายทหารเมืองเฉินม่ายเกิดม่านควันสีขาวขุ่นลอยคลุ้ง คนทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นทหารเฝ้าคุกหรือนักโทษล้วนสิ้นสติไปตามๆ กัน
ทหารที่เดินลาดตระเวนภายนอกมองเห็นความปกติ ร้องเอะอะโวยวายให้จับผู้บุกรุก ทว่าก็ไม่ทันแล้ว ทหารหมาป่าแยกหนีเป็นสามกลุ่ม หมิ่นชุนนำทางทหารที่แบกร่างบาดเจ็บสาหัสของหัวหน้าสิบหลบหนีออกจากค่ายไปได้
ม้าเร็วร้อยลี้แห่งเฉินม่ายเป็นกองทหารที่ถูกฝึกมา เพื่อส่งข่าวโดยเฉพาะ พวกเขามีความชำนาญในการควบม้าได้อย่างว่องไว ซ้ำยังสามารถขี่ม้าไปยังเส้นทางที่แสนพิสดารเกินกว่าคนทั่วไปจะทำได้
ทันทีที่เกิดการปล้นคุก รองแม่ทัพก็ส่งม้าเร็วร้อยลี้ผู้หนึ่งให้ออกไปส่งข่าวถึงอ๋องหยาง
หยางหลีเหว่ยออกจากประตูเมืองก็ไปรั้งอยู่สถานีพักม้านอกเมือง
“เหตุใดจึงไม่เร่งเดินทางติดตามโจรกลุ่มนั้นไปเล่า” เฉาเฟิงถึงกับขมวดคิ้วเมื่ออ๋องหยางชี้ให้แวะที่สถานีพักม้า”
“ข้าเกรงว่าพวกมันทำการบุ่มบ่ามในครั้งนี้เพราะมีแผนซ้อนแผน เจ้าไม่รู้สึกหรือว่าพวกมันเลือกลักพาตัวชายารองของข้าเพื่อล่อให้ข้าออกจากเมือง”
******************

