ตอนที่ 125 เบื้องหลังของจินหลิน
พีทมองดูจินหลินด้วยความตกตะลึง ไม่คิดว่าหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่รูปร่างผอมบาง จะมีเบื้องหลังที่แข็งแกร่งมากขนาดนี้ ‘โทรรายงานแค่เพียงสายเดียว ก็ทำเอาตลาดถูกตรวจสอบและปิดได้แล้ว’ ช่างเป็นอำนาจที่น่ากลัวจริงๆ
พีทไม่กล้าที่จะตอแยหรือหยอกล้อกับจินหลินอีก เพราะไม่รู้ว่าอิทธิพลของเธอนั้นมีเบื้องลึกเบื้องหลังยังไง แต่กระนั้นในขณะที่เจ้าหน้าที่กว่าหลายสิบคน รวมถึงเจ้าของตลาดกำลังหัวปั่นกับการตรวจสอบสิ่งปนเปื้อนในแผงขายเนื้อ
ทางด้านของพีทก็ได้ขอตัวแยกออกมาเพื่อที่จะไปซื้อเครื่องเทศที่อยู่อีกชั้นของตลาด ส่วนฝ้ายและหญิงเล็กนั้นขอแยกตัวกลับไปรอที่รถ เพราะในขณะที่มีการตรวจสอบตลาดนั้นทางด้านเจ้าหน้าที่ได้ผลักดันพวกเธอให้ออกไปด้านนอก ฉะนั้นในตลาดจึงเหลือเพียงพีทและจินหลินที่ยังคงอยู่ในตลาด
แน่นอนเมื่อตลาดถูกตรวจสอบและถูกปิด มันย่อมส่งผลไปถึงทั้งร้านค้าในตลาดชั้นอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นทันทีที่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ ข่าวเรื่องที่ตลาดจะถูกปิดและตรวจสอบก็แพร่กระจายสู่ร้านค้าต่างๆ ในตลาดกันในทันที
พ่อค้าแม่ค้าต่างดูวุ่นวายกับเก็บร้านของพวกเขา ทุกคนต่างพร่ำบ่นด้วยความหัวเสียเมื่อรู้ว่า ร้านขายเนื้อชั้นล่างเป็นต้นเหตุให้ตลาดถูกปิด
ซึ่งตัวของพีทก็ไม่ได้สนใจหรือใส่ใจพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้มากนัก หากแต่มีอยู่ร้านเดียวที่พีทเป็นห่วงว่าถ้าหากตลาดถูกปิดไปเธอจะเดือดร้อน
ใช่แล้วร้านที่พีทเป็นหัวก็คือร้านขายพริกที่พีทได้ซื้อพริกมาจากเธอเมื่อหลายวันก่อนนั่นเอง
และก็เป็นอย่างที่พีทคาดเอาไว้ แม่ค้าร้านขายพริกกำลังก้มเก็บถุงพริกที่ว่างอยู่หน้าร้านด้วยน้ำตาที่นองหน้า เธอดูเหน็ดเหนื่อยกับวิบากกรรมที่ต้องเผชิญ แต่ก็กัดฟันสู้อย่างถึงที่สุด
“สวัสดีครับคุณป้า” พีททักทายด้วยภาษาจีน โดยครั้งนี้เขาต้องระแวดระวังที่ต้องพูดภาษาจีนอีกแล้ว เพราะตัวของจินหลินที่เดินตามเขามา รู้อยู่แล้วว่าพีทพูดภาษาจีนได้
แม่ค้าร้านขายพริก จดจำพีทได้อย่างแม่นยำ…แต่กระนั้นเธอก็ดูแปลกใจเมื่อได้ยินคำทักทายเป็นภาษาจีนจากพีท “ผมพูดภาษาจีนได้ครับ ลูกสาวของป้าที่ไม่สบายหายดีหรือยังครับ” คราวนี้น้ำเสียงของพีทเปลี่ยนไป ไม่สิ น้ำเสียงของเขายังคงเป็นโทนเดิม เพียงแต่ที่มันแตกต่างออกไปก็คือสำเนียงของเขา ที่ลากเสียงยาวและเร็ว ซึ่งมันเป็นสำเนียงท้องถิ่นของคนเสฉวนและฉงชิ่ง
ที่มีลักษณะนิสัยเป็นคนพูดไว หัวไว น้ำเสียงมีชีวิตชีวา แตกต่างกับคนเซี่ยงไฮ้ ที่จะพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ
ซึ่งภาษาพวกนี้ มันก็เหมือนกับภาษาของประเทศไทย ที่มีทั้งภาษาเหนือ ภาษากลาง ภาษาอีสานและภาษาใต้ และในแต่ละภูมิภาคก็จะมีสำเนียงและภาษาแยกย่อยกันไปตามจังหวัดอีกด้วย
ยกตัวอย่างง่ายๆ ให้เข้าใจตามแบบฉบับของประเทศไทยอย่างภาษาเหนือ จังหวัดเชียงใหม่จะพูดช้าๆ ดูไพเราะน่าฟัง แต่จังหวัดเชียงราย แพร่ พะเยาฯ จะเร็วและห้วนมากกว่า ฟังดูเหมือนกำลังแร็ปอยู่ก็ว่าได้
ตัดกลับมาที่ร้านขายพริก ป้าเจ้าของร้านพอได้ยินภาษาถิ่นและสำเนียงที่เด่นชัดของพีท เธอก็อึ้งไปเลย เธอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว มันเหมือนกับว่าเธอได้เจอกับคนบ้านเดียวกัน
“หายดีแล้ว ตอนนี้ไปโรงเรียนตามปกติแล้ว…ต้องขอบคุณยาที่พ่อหนุ่มให้มามากๆ กินไปเพียงแค่สองเม็ด เช้าวันต่อมาก็สดใสแข็งแรงกินข้าวต้มได้หลายชามแล้ว” แม่ค้าขายพริกเข้ามาจับมือพีทด้วยคำขอบคุณ
โดยจินหลินก็ยืนฟังอยู่ข้างๆ ในใจของเธอทั้งทึ่ง ทั้งสับสนไปหมดแล้วว่าพีทนั้นเป็นคนใครกันแน่ เพราะขนาดเธอเป็นคนจีนแท้ๆ ยังพูดภาษาของคนเสฉวนและฉงชิ่งไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
“หายแล้วก็ดีแล้วครับ แต่ป้าจำเรื่องเมื่อวันก่อนที่ผมมาซื้อพริกจากป้าได้ไหมครับ” พีทเห็นถุงพริกส่วนใหญ่ถูกเก็บและเตรียมที่จะขนย้ายกลับบ้านแล้ว หลังจากมีประกาศปิดตลาด
ดังนั้นพีทจึงไม่รอช้า รีบยื่นข้อเสนอให้กับเธอทันที “วันนี้ผมมาซื้อพริกตามที่ได้พูดไว้ ผมชอบพริกของป้ามากๆ และจะขอทำสัญญาซื้อขายพริกกับป้าครับ” พีทไม่ได้พูดเล่น เขาได้ให้เจ้าเอไออัลฟ่าเตรียมร่างสัญญาเอาไว้แล้วและยื่นให้กับป้าเจ้าของร้านได้ตรวจสอบถึงเนื้อความในสัญญาดู
“คุณจินหลินป้าเจ้าของร้านอาจจะไม่ค่อยรู้หนังสือ คุณช่วยเธออ่านสัญญาของผมได้ไหมครับ ถือว่าผมขอร้อง” ถึงพีทจะมีความจริงใจและเคยช่วยเหลือให้ยากับป้าเจ้าของร้านไปรักษาลูกสาวที่ป่วย
แต่กระนั้นในสายตาของป้าเจ้าของร้านเขาก็คือชาวต่างชาติคนหนึ่ง การที่ให้จินหลินที่เป็นคนจีนด้วยกัน เข้าไปช่วยเหลือเธอ มันน่าจะทำให้เธอและจินหลินไว้ใจในตัวเขามากยิ่งขึ้นและลดความระแวดระวังลง
จินหลินแนะนำตัว อีกทั้งด้านหลังของจินหลินก็มีเจ้าหน้าที่อนามัย เดินติดตามราวกับเป็นผู้คุมกัน ฉะนั้นป้าเจ้าของร้านเมื่อได้รับสัญญามาและมีจินหลินช่วยตรวจสอบ มันก็ทำให้ป้าเจ้าของร้านสบายใจขึ้น
“สัญญานี้ไม่มีช่องโหว่ใดๆ ที่จะเอาเปรียบคุณป้าได้เลยค่ะ ถ้าจะให้หนูพูด หนูคิดว่าเขายอมเสียผลประโยชน์ให้กับคุณป้ามากกว่า ดูตรงข้อนี้สิคะ…ค่าจัดส่งพริกจากประเทศจีนของเราไปยังประเทศไทยของเขา จะเป็นตัวเขาเองที่เป็นออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดเอง คุณป้าแค่จัดส่งสินค้าที่เขาสั่งไปตามปกติให้ตรงตามเวลาที่กำหนดก็เพียงพอแล้ว” จินหลินและเจ้าหน้าที่ต่างเข้ามาช่วยป้าร้านพริกตรวจสอบสัญญา
ก่อนที่ทุกคนจะพยักหน้าว่าในสัญญาที่พีทยื่นให้ ไม่มีข้อใดที่เอาเปรียบร้านขายพริกของเธอเลย เมื่อนั้นทุกคนถึงได้แยกย้ายกันออกไป จัดการกับร้านอื่นๆ ต่อไป
“ในตอนนี้ผมต้องการพริกทั้งหมดสิบกิโล คุณป้าพอจะมีขายให้กับผมไหมครับ” พีทเอ่ยถาม ซึ่งป้าแม่ค้ายังไม่ทันหายจากความดีใจและความโล่งใจ เธอก็มีเรื่องที่น่ายินดีเกิดขึ้นอีกแล้ว
เพราะพริกภายในร้านของเธอ ที่เธอต้องเก็บมันกลับบ้าน ล้วนมีจำนวน 10-15 กิโลที่พีทต้องการพอดิบพอดี
พีททำการจ่ายเงินและจ่ายค่ามัดจำในการทำสัญญากับป้าเจ้าของร้านและเพียงพริบตาเดียวทุกอย่างก็พลันเสร็จสิ้น ต่อจากนี้ร้านขายพริกของป้า ก็ได้กลายเป็นซัพพลายเออร์ในการขายพริกให้กับเขาแล้ว
แน่นอนสิ่งที่เกิดขึ้นกับป้าร้านขายพริก ย่อมทำให้พ่อค้าแม่ค้าร้านต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียง ล้วนพากันอิจฉาและก็มีพ่อค้าแม่ค้าบางคนได้เดินเข้ามาเสนอพริกของตัวเองให้กับพีทอีกด้วย
‘พ่อหนุ่มพริกจากร้านของฉันก็เหมือนกับร้านนั้น เธอสนใจที่จะซื้อไหม ฉันลดราคาให้มากกว่าร้านเมื่อกี้นี้อีก สนใจไหม’
‘ร้านนั้นไม่มีความจริงใจ พ่อหนุ่มให้ทั้งสัญญาที่ดีกับเธอขนาดนี้ แต่ก็ยังไม่ยอมลดราคาให้กับคุณอีก แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน…ฉีกสัญญานั้นแล้วมาทำกับสัญญากับฉันดีกว่า ร้านของฉันยอมออกค่าใช้จ่ายในการขนส่งเอง’
‘สวัสดีครับ! สบายดีไหมครับ! ฉันมีเพื่อนอยู่ที่ประเทศไทยหลายคน คุณมาทำสัญญากับฉันดีกว่า’
พ่อค้าแม่ค้าหลายคนได้เข้ามาห้อมล้อมพีทเอาไว้ บางคนถึงขั้นพูดคำทักทายของประเทศไทยกันเลยทีเดียว เพื่อที่จะขอให้พีททำสัญญากับพวกเขา
โดยแต่ละคนต่างก็ยื่นข้อเสนอให้กับพีทอย่างเต็มที่ ลดกระหน่ำ ยอมขาดทุนกันเลยก็มี ซึ่งป้าเจ้าของร้านพริกที่ได้ทำสัญญาไปก็ดูอึดอัดใจ อยากที่จะลดราคาให้กับพีทบ้าง เพราะกลัวว่าพีทจะเสียใจที่ทำสัญญาที่เธอได้เปรียบเขาแบบนี้
“คุณป้าไม่ต้องลำบากใจหรือลดราคาให้กับเขาหรอกค่ะ ที่เขาเลือกทำสัญญากับคุณป้าแบบนี้ก็เพราะเขาเชื่อมั่นในตัวของป้าว่าคุณป้าเป็นคนที่เชื่อถือได้ ฉะนั้นเพื่อตอบแทนเขาที่ให้สัญญาที่ดีกับป้าแบบนี้ คุณป้าก็อย่าทำลายความเชื่อใจที่เขามีให้เด็ดขาดนะคะ” จินหลินไม่รู้หรอกว่าเพราะอะไร พีทถึงไว้ใจป้าร้านพริกแห่งนี้ เพราะในตลาดนี้ก็มีร้านที่ขายพริกแบบเดียวกันเต็มไปหมด
แต่กระนั้นเมื่อเห็นว่าพีท เชื่อใจและเลือกทำสัญญากับร้านขายพริกนี้ เธอก็ได้แต่เก็บความสงสัยนี้เอาไว้และถามกับเขาทีหลัง
อย่างไรก็ตามในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังช่วยจัดการกับเหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่กำลังหลายล้อมพีทอยู่นั่นเอง ตัวของชายหนุ่มที่ผละออกมาจากวงล้อมได้ก็ยิ้มแห้งให้กับจินหลิน “จริงสิ คุณจินหลินหน้าร้านขายเครื่องจักรของคุณก็มีพื้นที่หน้าร้านที่ไม่เลว ในช่วงที่ตลาดนี้ถูกตรวจสอบ ก็ให้ป้าเขาไปเปิดร้านขายพริกอยู่ที่หน้าร้านของเธอจะได้ไหม เพราะที่ตลาดนี้ถูกปิด ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะคุณเองนะ คิดดูมีพ่อค้าแม่ค้าตั้งหลายคนต้องเดือดร้อนเพราะคุณ” พีทแอบกระซิบกับจินหลิน ก่อนจะแบกพริก 10 กิโลเดินกลับไปที่จุดส่งด่วน ให้นำของที่เขาซื้อมาจำพวกวัตถุดิบต่างๆ ไปส่งที่เพ้นส์เฮ้าส์ของรดา
จินหลินยืนมองพีทด้วยความหัวเสีย เธอกระทืบเท้าหนึ่งที หลังจากตกหลุมพรางให้กับพีท แต่กระนั้นเธอก็ยอมทำตามแต่โดยดี “คุณป้ารู้จักร้านขายเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่อยู่ตรงถนนที่ 4 ไหมคะ? ที่นั่นเป็นร้านของหนูเอง ระหว่างที่ตลาดปิดปรับปรุง คุณป้าสามารถใช้พื้นที่หน้าร้านของหนูเอาไว้ขายของได้เลย หนูไม่คิดค่าใช้จ่ายกับคุณป้าแม้แต่หยวนเดียว”
“จริงเหรอ แม่หนูกับพ่อหนุ่มช่างเป็นคนใจดีจริงๆ น้ำใจนี้ป้ารับไว้ไม่ไหวจริงๆ อย่างน้อยก็ให้ป้าได้ตอบแทนเขากับแม่หนูสักหน่อยเถอะ” การได้รับน้ำใจมากๆ บางครั้งมันก็ทำให้คนอึดอัดเหมือนกัน แต่ไหนแต่ไรมาเธอต้องปากกัดตีนถีบ ทนกับการกลั้นแกล้งจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาดจนชาชิน
แต่ทว่าวันนี้เหมือนกับพระเจ้ามองเห็นความลำบากของเธอเสียที จึงได้ประทานพรให้กับเธอจนเธอแทบจะแบกรับไม่ไหว…ดังนั้นจึงพยายามหาทางที่จะตอบแทนพีทและจินหลินสักหน่อย
“วิธีที่จะตอบแทนน้ำใจของเขา คือคุณป้าต้องยึดมั่นในคุณธรรมที่ทำไว้ให้ดีๆ วันข้างหน้าอย่าได้คิดว่าตัวเองสบายแล้ว แล้วคิดเอาเปรียบและทำผิดสัญญากับเขาเด็ดขาด…คนไทยล้วนเป็นคนใจดีก็จริง แต่เวลาคนไทยโกรธพวกเขาจะร้ายกว่าที่คุณป้าคิดอย่างแน่นอน” จินหลินตักเตือนถึงนิสัยของคนไทย ซึ่งเธอได้ยินเรื่องพวกนี้มาจากพี่ชายของเธอที่อยู่ที่ประเทศไทยนั่นเอง
“ป้าจะไม่มีวันทำแบบนั้นและสักวันหนึ่งจะต้องตอบแทนเขาให้ได้ ป้าสัญญา” ป้าร้านขายพริกยื่นส่งจินหลินกลับออกไปจนสุดสายตา ในใจคิดถึงน้ำใจที่พีทมอบให้กับเธอ พร้อมกับโค้งคำนับเพื่อขอบคุณต่อความโชคดีในครั้งนี้ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเธอ
ต่อจากนี้ชีวิตของเธอและครอบครัวจะไม่ต้องลำบากเหมือนวันวานอีกแล้ว ขอเพียงยึดถือหลักคุณธรรมนี้เอาไว้
“ทำไมคุณถึงช่วยแม่ค้าคนนั้นถึงขนาดนี้” หลังจากกลับมาที่รถ จินหลินก็เอ่ยถามถึงเรื่องของป้าร้านขายพริกกับพีท ซึ่งพีทและฝ้ายก็ได้บอกเล่าถึงวันแรกที่พวกเขาเข้ามาในตลาดแห่งนี้ให้กับจินหลินได้ฟัง
บอกเล่าถึงเรื่องของป้าร้านขายพริกที่โดนกลั่นแกล้งจากร้านค้าอื่นๆ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าป้าคนนี้นั้นน่าสงสารจนต้องช่วยเหลือ หากแต่เป็นความซื่อตรง จริงใจ มีคุณธรรมไม่โกหกเพื่อที่จะหลอกขายพริกให้กับพีทที่เป็นนักท่องเที่ยวต่างหาก
นี้เองที่ทำให้พีทช่วยเหลือและยื่นน้ำใจกลับคืนให้กับเธอ จินหลินได้ฟังเรื่องเล่านี้ก็พยักหน้าด้วยความเข้าใจ เพราะทุกวันนี้คนในประเทศของเธอ ส่วนใหญ่ล้วนกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไปหมดแล้ว ส่วนคนที่ยึดมั่นในคุณธรรมนับวันเริ่มเหลือน้อยเต็มทน
จินหลินได้แวะตลาดข้างเคียงเพื่อที่จะซื้อเนื้อสัตว์กับกลุ่มของพีทอีกและก็เป็นอีกครั้งที่มีพ่อค้าแม่ค้าในตลาดพยายามเข้ามารุมล้อมพีทเพื่อที่จะขายเนื้อสัตว์ให้กับกลุ่มของเขา แน่นอนเธอได้เห็นกับตาตัวเอง ถึงนิสัยใจคอของพ่อค้าแม่ค้าที่พยายามหลอกขายไก่ไม่ได้คุณภาพให้กับกลุ่มของพีท
โดยพีทได้อธิบายถึงเนื้อไก่ที่ดีให้กับจินหลินได้เห็นกับตาว่าเนื้อไก่แบบใด ได้คุณภาพหรือไม่ได้คุณภาพ
ก่อนที่ในที่สุดจะเสียเวลาไปอีกสักพักใหญ่ๆ ถึงจะสามารถซื้อเนื้อไก่ที่ได้คุณภาพกลับไปทำกิน “ไม่คิดเลยว่าการจ่ายตลาดจะเสียเวลาขนาดนี้” จินหลินถอนหายใจออกมา เมื่อพบว่าการจ่ายตลาดนั้นเป็นเรื่องยากอยู่ไม่น้อย
“อันที่จริง มันก็ไม่ต้องเสียเวลาไปมากแบบนี้หรอกครับ ถ้าหากคุณไม่ถือสาในเรื่องของคุณภาพ…แต่สำหรับผมที่เปิดร้านขายไก่ทอด มันย่อมต้องคำนึงถึงคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญ” พีทพูดจบ รถยนต์สุดหรูของจินหลินก็วิ่งฉิวตรงไปยังเพ้นส์เฮ้าส์ของรดาทันที
เมื่อพีท ฝ้าย หญิงเล็กและจินหลินมาถึงเพ้นส์เฮ้าส์ของรดา ตัวของรดาที่ได้ไปประชุมก็กลับมาถึงแล้วเช่นเดียวกัน อีกทั้งวัตถุดิบที่พีทจ้างขนส่งมาก็ได้มาส่งแล้วเช่นเดียวกัน
พีทถือโอกาสแนะนำจินหลินให้กับรดาได้รู้จัก ทั้งสองตรงเข้าจับมือกันและทักทายกันเป็นภาษาจีน โดยที่ฝ้ายและหญิงเล็ก ได้เข้าไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อเตรียมเข้าครัวมาช่วยพีททำกับไก่ทอด
สำหรับฝ้ายนั้นการช่วยพีททำไก่ทอดถือเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับหญิงเล็กในฐานะที่เธอเป็นว่าที่ผู้บริหารร้านไก่ทอด Chicky CPF เธออยากที่จะเห็นขั้นตอนและวิธีในการทำไก่ทอด ฉะนั้นจึงขอพีทเข้าครัวไปด้วยเลย
“คุณรดาทำงานอยู่ที่ สยามโนวากรุป อย่างนั้นสินะคะ” จินหลินและรดา ไม่ได้มีส่วนร่วมกับการทำครัว ดังนั้นทั้งสองคนจึงได้พูดคุยกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่นด้านนอก ในตอนแรกทั้งสองก็พูดกันถึงเรื่องทั่วๆ ไป ทำงานอะไร? เรียนอยู่ที่ไหน? และเมื่อเวลาผ่านไปหลังจากหมดเรื่องที่จะคุยกันแล้ว รดาก็วกกลับเข้าเรื่องของพีท
“ฉันเห็นว่าคุณจินหลินมองพีทแปลกๆ ไม่ทราบว่ากำลังคิดอะไรอยู่เหรอคะ?” รดา เจ้าหญิงน้ำแข็งขนานแท้ได้ปล่อยกลิ่นอายของเธอออกมา ก่อนจะมองจินหลินเพื่ออ่านสิ่งที่อยู่ในใจ
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
นิยายลงทุกวันเวลา 18.00 นะครับ
สามารถติดตามผู้แต่งเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจเลยนะครับ
www.facebook.com/WritelazyV2
นามปากกา.Writelazy