ตอนที่ 13
ฉลามบุกพุ่งทะยานออกจากประตูเมืองโซลาราอย่างรวดเร็วราวกับปลาฉลามที่หลุดจากบ่อ บรรยากาศภายในรถคันกว้างนั้นเต็มไปด้วยความวายป่วงที่พร้อมจะปะทุในทุกเสี้ยววินาที
จิณนั่งอยู่หลังพวงมาลัย…เธอสวมบิกินีขาวกับเกราะทองบางๆ ใบหน้าสวยคมคายของเธอเคร่งเครียดเกินกว่าจะเป็การออกผจญภัย เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะขับรถตามกฎจราจรที่ไร้สาระของอาณาจักรมนุษย์
เซเวียร์นั่งอยู่เบาะข้างคนขับ ร่างกายกำยำเปลือยเปล่าของเขากำลังเอนหลังพิงเบาะอย่างไม่ยี่หระ เขาโบกมือไล่คนที่ร้องโวยวายข้างถนนที่ถูกรถเฉียดไปอย่างไม่สนใจ
ส่วนเบาะหลัง…นั้นแออัดยัดเยียดไปด้วยผู้หญิงสามคนที่มีบุคลิกแตกต่างกันสุดขั้ว
การ์เน็ตผู้ก่อกำเนิดยานยนต์กำลังพยายามติดตั้งปืนกลหนักเข้ากับขอบตัวถังรถด้านหลัง พร้อมฮัมเพลงร็อกที่ดังลั่นออกมาจากลำโพงขนาดใหญ่ที่เธอติดตั้งไว้ข้างเบาะ
ลำโพงเ่าั้หันออกไปนอกตัวรถอย่างจงใจ เสียงเพลงดังและเร่งเร้าจนทำให้คนธรรมดาที่อยู่ริมถนนคงหูดับไปแล้ว ทว่าภายในรถเสียงสนทนายังคงพอจะได้ยินชัดเจน
โฮมูระนินจาสาวผู้ทวงหนี้ในบิกินีสีแดงเว้าสูงนั่งอยู่ตรงกลาง เธอมีความว่องไวแบบแมว แต่ก็ต้องเบียดเสียดกับจีโอแมนเซอร์สาวผู้แสนอ่อนหวานในชุดบิกินีสีชมพู
“พวกเราจะไปกันแบบนี้นานเท่าไหร่เหรอ…จิณ?” โฮมูระเปิดบทสนทนา
ใบหน้าของเธอยิ้มยั่วพลางเหลือบมองเกราะทองของพาลาดินสาว “เ้าสวมชุดเกราะทองนั่นมันเกะกะจังนะ ข้าก็ไม่เข้าใจว่ามันจะปกป้องอะไรได้ เมื่อเ้าไม่สามารถซ่อนร่องรอยความยับเยินในดวงตาของเ้าได้เลย”
คำพูดของนินจาสาวนั้นคมคายเกินกว่าจะเป็ความบังเอิญ มันเจาะเข้าสู่าแภายในของพาลาดินสาวอย่างแม่นยำ…จิณกำพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
“เ้ามีหน้าที่ติดตามหนี้”
จิณกัดฟันตอบโดยไม่หันมามอง
“ไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถามกับเครื่องแต่งกายของข้า”
“ข้าแค่สงสัยนะ” โฮมูระหัวเราะคิกคัก พลางโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อมองจิณ
การกระทำนั้นทำให้ส่วนหน้าอกของนินจาสาวในบิกินีสีแดงเว้าสูงแทบจะทะลักหลุดออกมาจากผ้าไหมที่รัดตึง และเด้งกระเพื่อมตามแรงโน้มถ่วงอย่างน่าหวาดเสียว
เซเวียร์ที่นั่งอยู่เบาะหน้ายิ้มกว้าง ดวงตาสีแดงฉานของเขาลุกวาวด้วยความพึงพอใจอย่างเปิดเผย
“หึ!! ข้าชักจะชอบเ้าผู้ติดตามหนี้คนนี้เสียแล้วสิ รูปร่างของเ้าช่าง…เป็อาวุธที่อันตรายยิ่งกว่าศาสตราวุธใดๆ”
โฮมูระยิ้มตอบอย่างมั่นใจและภูมิใจในเสน่ห์ของตัวเอง
“แน่นอนสิ!! นี่คือของดีที่แม่ข้ามอบให้มา และข้าก็ดูแลมันอย่างดี เ้าทำตัวให้ดีๆ ล่ะ จะได้ไม่พลาดโอกาสที่จะได้ลิ้มลองมันอย่างเต็มที่”
จิณที่นั่งหน้าเครียดเพราะภาระหนี้สิน…ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ขณะที่อริสาหน้าแดงก่ำ
“คนเราจะสวมเกราะได้แ่าขนาดไหน…เมื่อสิ่งที่อยู่ใต้ชุดเกราะนั้นเต็มไปด้วยภาระอันหนักอึ้ง โดยเฉพาะหนี้ที่…เป็ ‘ล้าน’ เลยเหรอพี่?”
โฮมูระกระแทกเสียงแซวดังๆ ในท่อนจบ ก่อนจะเอนตัวกลับไปนั่งตามเดิมอย่างสบายใจ
ด้านหลัง…อริสารู้สึกอึดอัดกับบทสนทนาที่เน้นความตึงเครียดทางเพศและจิตใจ เธอพยายามหาเื่คุยกับโฮมูระแทน
“พัดของเ้าสวยจังเลยน้า~❤️”
อริสาพูดด้วยรอยยิ้มกับน้ำเสียงที่นุ่มนวล
“แต่ข้าว่ากำไลของข้าก็น่ารักไม่แพ้กันหรอกนะ” เธอชูข้อมือที่เต็มไปด้วยกำไลห่วงสามวงสามสีให้โฮมูระดู
แต่การ์เน็ตตัดบททุกคนด้วยเสียงะเิ!!
ตึ่ง!!
การ์เน็ตตอกย้ำหมุดตรึงปืนกลหนักเข้ากับรถได้สำเร็จ เธอลุกขึ้นยืนบนเบาะรถอย่างบ้าคลั่ง พร้อมเร่งเสียงเพลงร็อกในลำโพงให้ดังขึ้นไปอีกระดับ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่หนักหน่วงทำลายทุกบทสนทนาที่กำลังจะก่อตัว
“ไม่ต้องคุยกันให้มากความ!! เราต้องไปถึงก่อนพระอาทิตย์ตกดิน!!” การ์เน็ตะโแข่งกับเสียงเพลง แล้วหันไปบิดปุ่มปรับแต่งแกนฮาร์ทออฟไททันจนรถสั่นะเื
ฉลามบุกพุ่งความเร็วขึ้นไปอีกระดับจนเส้นผมของทุกคนสะบัดปลิวว่อน
ขณะที่จิณพยายามควบคุมพวงมาลัยในความเร็วที่อันตรายนั้นเอง…
[พาลาดินผู้แปดเปื้อน!! ความพยายามของเ้าช่างน่าสมเพชเสียจริง] เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของเซเวียร์ก็ดังก้องขึ้นในจิตสำนึกของจิณโดยตรง…ไม่ใช่ผ่านหูแต่เป็โทรจิต
จิณตัวแข็งทื่อ…รักษาสีหน้าให้เป็กลางอย่างยากลำบาก
[เ้าคิดว่าการควบคุมพวงมาลัยจะช่วยให้เ้าควบคุมความ้าของเ้าได้รึ? ข้าได้ยินเสียงความปรารถนาของเ้าในหัวข้าทุกขณะจิต…โดยเฉพาะเมื่อเ้านั่งใกล้ศาสตราวุธที่ไม่ได้ซ่อนอยู่ในฝักของข้าเช่นนี้]
เซเวียร์ยิ้มร้ายกาจ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันแต่ก็เต็มไปด้วยความหลงใหลในชัยชนะที่เหนือกว่า
จิณขบกรามแน่น เธอไม่สามารถตอบโต้ได้ หญิงสาวเพียงบังคับตัวเองให้มองถนนข้างหน้า และพยายามทิ้งความคิดทุกอย่างออกจากหัว
ในที่สุดความบ้าคลั่งของเมืองก็หายไป ฉลามบุกพุ่งเข้าสู่ที่ราบทุ่งหญ้าที่ร้อนระอุ ซึ่งทอดตัวยาวสู่ทิศเหนือ บรรยากาศเปลี่ยนไปสู่ความร้อนรุ่มทันที
แสงแดดเจิดจ้าแผดเผาอากาศจนแห้งแล้ง และอวลไปด้วยกลิ่นกำมะถันจางๆ จากูเาไฟั์ที่ยังคุกรุ่นอยู่ทางทิศตะวันตก
ขณะที่รถกำลังพุ่งทะยานด้วยความเร็วบ้าคลั่ง ท่ามกลางเสียงเพลงร็อกที่การ์เน็ตเปิดกระหึ่ม ฉลามบุกพลันส่งเสียงหวีดหวิวผิดปกติ ปัง!!
แรงะเิของยางล้อหน้าทำลายจังหวะเร่งเร้าทั้งหมด เสียงะโของจิณดังขึ้นพร้อมกับการเหวี่ยงตัวของรถที่ปาดไปด้านข้างอย่างรุนแรง
โฮมูระใช้ความว่องไวของนินจา พลิกร่างถลาตัวข้ามขอบตัวถังรถที่เปิดโล่งได้อย่างสง่างาม ก่อนจะลงสู่พื้นดินที่แตกระแหงด้วยปลายเท้าเพียงเบาๆ โดยที่ชุดบิกินีสีแดงและท่าทางของเธอยังคงเป๊ะไม่เสียทรง
ส่วนอริสาถูกเซเวียร์คว้าตัวเข้ามาในอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว แต่นั่นไม่ใช่การตั้งใจจะช่วย จีโอแมนเซอร์สาวได้แต่นอนนิ่งหายใจติดขัดอยู่บนแผงอกเปลือยเปล่าของาาแวมไพร์
ในความชุลมุนนั้นเอง นิ้วมือเย็นเฉียบราวหินน้ำแข็งของเซเวียร์ก็ลากไล้ผ่านส่วนอ่อนไหวของบิกินีสีชมพูอย่างจงใจและรวดเร็ว ก่อนจะบีบกระชับบั้นท้ายของเธอไว้แน่นเป็การปิดท้ายอย่างแเี
“อึก…” อริสาได้แต่ครางในลำคอ ใบหน้าแดงก่ำจากความเขินอายปนความวาบหวามที่ไม่อาจปฏิเสธได้
รถหยุดลงอย่างกะทันหัน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นควันยางไหม้และกลิ่นกำมะถันที่คละคลุ้ง การ์เน็ตที่หลุดกระเด็นออกนอกคันรถลุกขึ้นมาก่อนใคร พลางเตะเข้าที่ตัวถังรถอย่างหัวเสีย เธอหันไปด่าทอยางล้อที่บัดนี้ฉีกขาดหลุดลุ่ยจนเห็นเส้นลวดเหล็กด้านใน
“โอ๊ยยย!! ยัยยางเฮงซวย!! พวกหล่อนนัดกันประท้วงหรือไงฮะ!? ข้าพก ‘น้องสำรอง’ มาแค่เส้นเดียวนะโว้ย!! แต่ดูสิ…สามัคคีกันร้าวเป็ลายแทงสมบัติพร้อมกันหมดเลยเนี่ยนะ!? จบเห่!! ไปต่อไม่ได้แล้ว!! พัง!! พังพินาศหมดแล้ววว!!”
เซเวียร์ไม่แม้แต่จะลงจากเบาะ เพียงแต่เอนหลังพิงที่นั่งอย่างเกียจคร้าน ดวงตาสีแดงฉานมองดูความวุ่นวายด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน ราวกับเื่ความเสียหายของยานพาหนะเป็เื่ต่ำต้อยที่เขาไม่ควรต้องใส่ใจ
“หึ!! ปัญหาของพวกมนุษย์นี่มันช่างน่าเบื่อหน่ายเสียจริง” เขาพึมพำอย่างดูถูก ก่อนจะหัวเราะหึๆ ในลำคอ
จิณมองสภาพยางรถที่พังยับเยินด้วยความตึงเครียด เธอรู้ดีว่านี่คือผลของการนำเทคโนโลยีบ้าคลั่งมาใช้โดยขาดความรอบคอบ
“ไม่มีทางเลือกแล้ว”
จิณออกคำสั่งเสียงเด็ดขาด
“การ์เน็ต…วางกับดักป้องกันไว้รอบรถ แล้วพวกเรา…เดินเท้า!!”
“อะไรนะ!! เดินเท้าเนี่ยนะ?”
โฮมูระโวยวาย
“รถนี่เป็หลักประกันหนี้ตั้งหลายล้านเลยนะ!! ถ้าหายไปใครจะรับผิดชอบ!!”
“ถ้าเ้าตายไปก่อนที่จะถึงที่หมาย เ้าก็ไม่มีสิทธิ์มาทวงหนี้ข้าหรอก!!” จิณตวาดกลับอย่างไม่ไว้หน้า
ทั้งห้าคนเริ่มเดินเท้าเข้าสู่ทิศเหนือบนพื้นที่แห้งแล้ง ดินสีเข้มแตกระแหงที่ทอดตัวยาวไปสุดลูกหูลูกตา ความร้อนระอุจากพื้นดินแทรกซึมผ่านรองเท้าบางๆ ขึ้นมาจนน่ารำคาญ
โฮมูระก้าวย่างอย่างเงียบเชียบด้วยทักษะนินจา ส่วนจิณเดินนำหน้าด้วยความเคร่งเครียด
“โอ้โห!! ดูสิ…ดูสิ!!”
การ์เน็ตแสร้งอุทานอย่างตื่นเต้นเพื่อกลบเกลื่อนความผิดเื่ยาง เธอชี้ไปยังูเาไฟั์ที่เห็นลิบๆ
“นี่มันสุดยอดไปเลย!! พวกคนแคระเข้าไปสร้างอาณาจักรอยู่อาศัยข้างในกันได้ยังไงนะ?”
ทว่าไม่มีใครสนใจ ความร้อนระอุที่แผดเผาเข้ามาทำให้จิณและอริสาได้แต่พยายามหาที่กำบังแดด มีเพียงเซเวียร์ที่ตอบกลับมาอย่างไม่ใส่ใจ
“มันก็เหมือนเช่นเดิมกับเมื่อหลายร้อยปีก่อนนั่นแหละ”
เซเวียร์พึมพำ ใบหน้าแสดงออกถึงความเบื่อหน่าย มือก็ลูบไล้่ล่างอย่างเปิดเผย โดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองสายตาใครหรือไม่แคร์ว่าใครจะมองมา
โฮมูระหรี่ตาลงเล็กน้อยทันที
[หลายร้อยปี? เขาพูดเหมือนเคยมาเห็นด้วยตาตัวเองอย่างนั้นแหละ]
แต่ความร้อนที่อบอ้าวทำให้เธอไม่อยากเสียพลังงานแม้แต่น้อยไปกับการซักถาม
หลังจากเดินบนพื้นดินที่ร้อนระอุมาได้ประมาณสองชั่วโมง ความอ่อนแอทางร่างกายของอริสาก็เริ่มแสดงผล จีโอแมนเซอร์สาวหายใจหอบถี่ ใบหน้าและบ่าเล็กๆ ที่เคยแดงระเรื่อเริ่มซีดเผือดลงจนแทบจะเป็ลม
เซเวียร์ซึ่งเดินนำหน้าอย่างไม่ลดความเร็ว เพียงแค่หันมามองเธออย่างเบื่อหน่าย ไม่มีความเมตตาอยู่ในดวงตาของเขาเลยแม้แต่น้อย
“น่ารำคาญชะมัด” เขาพึมพำด้วยความรำคาญ ก่อนจะเดินเข้ามาหาอริสาอย่างรวดเร็ว
ปึ้ก!!
เขาช้อนร่างของเธอขึ้นมาในท่าแบกสะพายบ่าอย่างหยาบคาย ร่างในชุดบิกินีสีชมพูของอริสาถูกพาดอยู่บนไหล่เปลือยเปล่าอันกำยำของเซเวียร์อย่างน่าอับอาย ต้นขาซ้ายของเธอเด่นชิดใบหน้าของเขาอย่างจงใจ
“เซเวียร์!! ปล่อยข้านะ!!” อริสาร้องออกมาด้วยความใและอับอายสุดขีด
แต่ส่วนที่น่าใยิ่งกว่าคือ…ทรวงอกและร่องหว่างขาที่อ่อนไหวของเธอนั้นถูกแนบชิดติดกับร่างกายที่ร้อนระอุและลื่นไหลของเซเวียร์อย่างรุนแรง
ทุกก้าวที่าาแวมไพร์ก้าวเดิน แรงกระแทกจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อทำให้เนินเนื้อของเธอเสียดสีกับิัของเขาอย่างต่อเนื่อง ความรู้สึกวาบหวามที่ไม่อาจนิยามได้พุ่งพล่านจากจุดััเ่าั้เข้าสู่กระแสเืของจีโอแมนเซอร์สาว
เซเวียร์ไม่สนใจเสียงโวยวายของเธอแม้แต่น้อย
“จะบ่นทำไม? ข้าแค่ช่วยให้เ้าไม่ต้องใช้พลังงานต่างหาก” เขาหัวเราะหึๆ พลางเดินนำต่อไปอย่างไม่สะทกสะท้าน
โดยไม่ลืมที่จะใช้มือใหญ่ตบเข้าที่บั้นท้ายของอริสาเบาๆ ทว่าเพียงแค่นั้นดูจะไม่หนำใจ เมื่อเห็นต้นขาซ้ายขาวเนียนที่พาดอยู่ใกล้ริมฝีปาก าาแวมไพร์ก็แสยะยิ้มกว้างก่อนจะงับเข้าที่เนื้ออ่อนนุ่มนั้นเต็มคำ เขี้ยวคมกริบฝังลงไปเพียงผิวเผิน…ไม่ลึกถึงเืแต่ลึกพอให้สะดุ้ง
“อ๊างงง~”
ความเจ็บจี๊ดที่แปรเปลี่ยนเป็กระแสความเสียวซ่านแล่นพล่านจากจุดที่โดนกัดพุ่งตรงสู่สมอง อริสาเผลอแอ่นเกร็งกระตุกเฮือก หลุดเสียงครางหวานที่สั่นพร่าออกมาอย่างลืมตัว ขนลุกซู่ไปทั้งเรือนร่างด้วยความรู้สึกที่วาบหวามเกินต้านทาน
เซเวียร์เลียริมฝีปากอย่างพึงพอใจในปฏิกิริยานั้น ก่อนเบนความสนใจกลับไปยังทิศทางข้างหน้า ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่เพียงเดินมาได้ไม่นาน จิณก็ชะงักฝีเท้า…
“กลิ่น…”
เธอพึมพำ
“กลิ่นคาวเื…รุนแรงมาก”
“มีอะไรหรือ?” อริสาที่ถูกแบกอยู่บนไหล่เซเวียร์ถามด้วยความเป็ห่วง
จิณไม่ตอบ แต่สั่งให้เพื่อนสาวทำสิ่งที่เธอถนัด
“อริสา…ใช้พลังของเ้า ตรวจดูผืนดินรอบข้างที!!”
“ได้!!”
อริสารับคำอย่างรวดเร็ว
“แต่เซเวียร์…เ้าต้องวางข้าลงก่อน!!”
เซเวียร์ทำเสียง ฮึ่ม!! ในลำคออย่างไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ แต่ก็จำใจลดร่างอริสาลงสู่พื้นดินอย่างหยาบๆ เมื่อเท้าแตะพื้น อริสาทรุดตัวลงทันที วางฝ่ามือทั้งสองข้างลงบนดินสีเข้มที่แตกระแหง…แล้วหลับตาลง
โฮมูระที่ยืนมองอยู่ด้านข้างถึงกับเลิกคิ้วเล็กน้อย ดวงตาหรี่ลงด้วยความประหลาดใจ
[แม่สาวนี่…ััถึงแก่นของโลกได้เลยงั้นรึ? พลังงานที่บริสุทธิ์และละเอียดอ่อนแบบนี้…ไม่ธรรมดาเลย]
เพียงชั่ววินาที ดวงตาของอริสาก็เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
“พื้นดินกำลังสั่นะเื…ไม่ใช่แผ่นดินไหว” เธอหายใจติดขัด “มี…มีการต่อสู้ขนาดใหญ่เกิดขึ้น!!”
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึง เนินดินเล็กๆ ที่สูงพอให้มองเห็นภาพเบื้องหน้าได้ทั้งหมด
ภาพที่เห็นนั้นช่างน่าหดหู่…กองอัศวินมนุษย์ที่แต่งกายโทรมๆ คล้ายทหารรับจ้างชั้นต่ำกำลังถูกกองทัพออร์คตัวเขียวขนาดใหญ่ตีแตกพ่ายอย่างรุนแรง เืและอวัยวะภายในกระจัดกระจายไปทั่วสนามรบ ฝ่ายมนุษย์กำลังจะพ่ายแพ้และถูกสังหารหมู่ในไม่ช้านี้
จิณกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน อุดมการณ์ที่ถูกกลืนกินด้วยความแปดเปื้อนเมื่อคืน กลับถูกกระตุ้นขึ้นอีกครั้งด้วยภาพความจริงที่โหดร้ายตรงหน้า
“ข้า…จะเข้าไปช่วยพวกเขา!!”
คำประกาศของจิณดังก้อง แข่งกับเสียงกรีดร้องแห่งความตายจากสนามรบเบื้องล่าง
เซเวียร์ยืนนิ่ง ลมร้อนระอุพัดผ่านเรือนผมสีเงินและผิวกายเปลือยเปล่าของเขา ดวงตาสีโลหิตจ้องมองแผ่นหลังที่สั่นเทาของหญิงสาวด้วยความผิดหวัง…ไม่ใช่ในตัวเธอ แต่ในความดื้อรั้นที่เขามองว่าไร้ค่า
“เ้าไม่ใช่คนเดิมอีกแล้วนะ…จิณ”
น้ำเสียงของาาแวมไพร์ทุ้มต่ำ เยียบเย็น…บาดลึกราวกับคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนาแทางใจเพื่อเตือนสติ
พาลาดินสาวหันขวับกลับมาเผชิญหน้ากับจอมมาร ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยหยาดน้ำใสจากความอัดอั้นและความอัปยศที่สั่งสมมา ทว่าภายในแววตาที่ร้าวรานนั้น…เปลวเพลิงแห่งชีวิตยังคงลุกโชนโชติ่อย่างบ้าคลั่ง
เธอกัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเื ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่กลั่นออกมาจากก้นบึ้งของิญญา
“ถึงข้าจะไม่ใช่คนเดิม…แต่ข้าก็ยังเป็ ‘คน’ อยู่!!”