น้ำตาที่เคยไหลอาบสองแก้มไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่บัดนี้หยดน้ำแห่งอารมณ์บนหน้าเด็กหนุ่มได้แห้งเหือด ไปนานแล้วเหลือเพียงคราบน้ำตาบางเบาทิ้งเอาไว้ ความสับสนมากมายเข้าถาโถมจู่โจมจิตใจจนตั้งตัวไม่ทัน มีเื่ที่มิเนอร์วาต้องปรับตัวปรับใจยอมรับหลายเื่มากเกินไป
"ที่แท้แล้วสาเหตุที่ทำให้ท่านพ่อได้ตกตาย เป็เพราะพิษจากอสรพิษในหลุมกับดักแห่งนั้น…ท่านลุงดีมัวร์ปกปิดอะไรเอาไว้กันแน่ ข้ามั่นใจว่าเขาค่อนข้างเป็มิตรและทำดีกับครอบครัวของเรา…หนังสือแห่งแอสคลีเพียสคือสิ่งใดและศิลาปริศนากำลังบอกใบ้อะไรอยู่…พันธนาการแห่งชีวิต?...เทพ?...ที่แท้แล้วมนุษย์สามารถกลายเป็เทพได้?...แล้วทำไมท่านพ่อไม่ทิ้งสิ่งของทั้งหมดไว้ให้กับครอบครัวหรือเื่นี้อันตรายมากเกินไปสำหรับข้าและท่านแม่?"
หลังจากยืนใคร่ครวญเพียงลำพังอยู่นาน เด็กหนุ่มตัดสินใจเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับจากซูทาร์นา ด้วยไม่มั่นใจว่าเื่ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวตนเอง ตอนนี้ร้ายแรงมากแค่ไหนเพราะเบาะแสเพียงหนึ่งเดียวตอนนี้คือ ให้ระวังดีมัวร์ซึ่งตอนนี้ยังคงไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่ส่งสัญญาณอันตราย จึงทำได้แค่เก็บคำเตือนไว้อย่างไม่ประมาท หลังจากเดินสำรวจจนทั่วห้องอย่างคร่าวๆ รอบหนึ่ง มิเนอร์วาพบว่าหนังสือที่มีอยู่ภายในห้องแค่ไม่กี่เล่มและทุกเล่มคือหนังสือปกติ
แต่มีเพียงเล่มเดียวที่ผิดปกติ มันเป็หนังสือที่มีสีเขียวทั้งเล่ม ไม่ว่าจะปกหน้า ปกหลัง สันหนังสือ แม้กระทั่งกระดาษก็มีแต่สีเขียว มีเพียงหน้าแรกของหนังสือเท่านั้นที่เขียนเอาไว้ว่า 'ความรู้แห่งแอสคลีเพียส' ส่วนเล่มอื่นๆ ล้วนเป็ความรู้ทางพฤกษศาสตร์ การเล่นแร่แปรธาตุ และการแพทย์โบราณ ถัดจากนั้นเป็การสำรวจตรวจค้นกองสิ่งของพิสดารที่พาซัคเก็บรวบรวมไว้ซึ่งก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใด
ศิลาหินสีเขียวอ่อนผิวเรียบปราศจากอักษรอักขระใด คาดว่าน่าจะเป็ก้อนเดียวกับที่พาซัคเขียนไว้กำลังโดนสิ่งของต่างๆ กดทับอยู่ด้านล่างสุด ที่มุมห้องยังมีกล่องเหล็กสีนิลดำ ไม่สะดุดสายตาใบเล็กบรรจุเหรียญทองไว้จำนวนหนึ่ง เด็กหนุ่มเรียบเรียงชุดความคิดลำดับก่อนหลังอยู่สักพัก จึงหยิบหนังสือทุกเล่มออกมาถือไว้ยกเว้นหนังสือแปลกตาที่ไร้เนื้อหา หลังจากนั้นจึงเดินย้อนกลับขึ้นมาหาวิธีปิดประตูกลไกต่างๆ ให้เสร็จเรียบร้อย
เนื่องจากหมกตัวอยู่ในห้องลับเป็เวลานาน หยดเหงื่อที่เกิดขึ้นจากอากาศอันอบอ้าวด้านล่าง ทำเอาทั่วทั้งร่างกายเกิดความรู้สึกเหนียวตัวหนึบหนับ มิเนอร์วาหักเหร่างกายรีบเดินเข้าห้อง เพื่อไปอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายอันเปลือยเปล่าบอบบาง การนอนแช่น้ำร้อนอยู่ในอ่างถือเป็การบำบัดผ่อนคลายรูปแบบหนึ่ง ขณะที่หลับตาปล่อยให้ห้วงความคิดจับโยงความน่าจะเป็ต่างๆ เข้าด้วยกัน ไอหมอกที่มาจากน้ำร้อนคละคลุ้งไปทั่วห้อง โอบกอดร่างกายของมิเนอร์วาที่กำลังแช่อยู่ในอ่างอย่างผ่อนคลาย
“หนังสือเล่มนั้นต้องพิเศษมากแน่…ความรู้แห่งแอสคลีเพียสต้องพิเศษไม่สามัญแบบที่ตาเห็น…หรือไม่ก็อาจจะเป็ชื่อของผู้เขียนหนังสือเล่มนั้น…หนังสือเล่มนั้นใช้ตัวอักษรลับในการเขียนเหมือนกับสมุดของท่านพ่อหรือไม่?...ไม่น่าจะใช่…เพราะตอนที่ข้าเปิดอ่านทั่วทั้งห้องก็เต็มไปด้วยแสงไฟสว่าง…หากมีสิ่งไม่ปกติ ข้าก็น่าจะสังเกตเห็นบ้าง”
คำถามมากมายยังคงวนเวียนคาใจอยู่พักใหญ่ หลังจากเสร็จสิ้นการผ่อนคลายจากน้ำร้อน มิเนอร์วาในชุดนอนผ้าไหมผืนบางตัวใหม่ กำลังนั่งพิงกับหัวเตียงโดยมีหมอนหนุนสองใบอยู่ใต้หลัง หนังสือที่มีปกสีเขียวประดับไว้ด้วยภาพของดอกไม้นานาชนิด มีเนื้อหาเกี่ยวกับพฤกษศาสตร์ชื่อ 'ตำราพันธุ์พืชแห่งเพลิออน' ถูกกางออกอ่านทีละหน้าอย่างใจเย็น มวลความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับพืชจำนวนมาก กำลังถูกเด็กหนุ่มจดจำบันทึกลงในสมอง ในหน้ากระดาษแต่ละแผ่นจะบันทึกรูปเหมือน ลักษณะ ข้อจำกัด ข้อดี ข้อเสีย วิธีปลูกและการเก็บเกี่ยวของพืชแต่ละชนิดไว้อย่างละเอียด
จากที่ลองคาดคะเนเด็กหนุ่มคิดว่า มีตัวเลขของจำนวนพืชที่ถูกบันทึกลงในสมุดเล่มนี้อย่างคร่าวๆ คาดเดาว่าไม่น่าจะต่ำกว่าห้าร้อยชนิด บ่ายวันต่อมา หลังจากจัดการมื้ออาหารกลางวัน และธุระทุกอย่างเสร็จ มิเนอร์วาเปิดประตูกลไกลับเฉกเช่นวันวาน เด็กหนุ่มก้าวเดินลงไปยังห้องลับที่พึ่งเติมน้ำมันวาฬด้วยความระมัดระวัง
แสงสว่างจากเปลวเพลิงที่กำลังลุกท่วมไปทั่ว ขับไล่ความมืดมิดออกไปอีกครั้ง เด็กหนุ่มก้มหน้าพิจารณาสิ่งของต่างๆ ที่ถูกเก็บเอาไว้ อาทิเช่น ศิลาผิวเรียบที่โดนกล่าวอ้างว่าเป็ลายแทงขุมทรัพย์ เห็ดแห้งสีแดงขาวที่สามารถให้ความอิ่มท้องแก่ผู้ที่กินเป็เวลาสามวัน เข็มทิศที่จะชี้นำไปสู่ความโชคดี และอื่นๆ อีกมากมาย คงแยกสิ่งของชนิดต่างๆ และความสามารถที่ซ่อนอยู่ไม่ออก ถ้าหากพาซัคไม่ได้เขียนบันทึกรายละเอียดของสิ่งที่สะสมและวาดรูปกำกับไว้
หลังจากสำรวจสิ่งของจำนวนมากแบบผ่านๆ อีกครั้ง มิเนอร์วาหวังเพียงเพื่อหาเบาะแสที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวโยงกับข้อสันนิษฐานของตนได้ เด็กหนุ่มพบว่าของทุกสิ่งที่วางกองกันอยู่นี้ ถูกบันทึกไว้ว่าเป็ของที่มีความสามารถลึกลับพิสดารทั้งหมด จะมองมุมไหนก็สามารถเกี่ยวโยงกันได้หมด ถ้าหากว่าเื่เกี่ยวกับพลังลึกลับพิสดารเหล่านี้มีจริงเท่านั้น!
โลกในปัจจุบันหรือก็คือโลกที่ตนรู้จัก มิเนอร์วาเองก็พึ่งจะเคยได้ัักับเื่ราวทำนองนี้โดยตรง ยังไม่เคยเห็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ใดที่เกิดขึ้นจริงกับตา จึงยากจะทำใจเชื่อว่าเื่ราวพิสดารเหล่านี้จะสามารถเกิดขึ้นได้จริง ลูกเต๋าหกหน้าที่ทำขึ้นมาจากศิลาหินสีฟ้าชนิดหนึ่ง มีขนาดเท่าหัวแม่มือกำลังถูกจับส่องกับแสงไฟ มือขาวนุ่มพลิกหมุนไปมาสลับหน้าแต้มตรวจสอบอย่างพินิจพิเคราะห์
“ในหนังสือที่ท่านพ่อบันทึกไว้บอกว่ามันคือลูกเต๋ากำหนดชะตา ที่มันได้ชื่อนี้เป็เพราะว่า หน้าของลูกเต๋าทั้งหกจะถูกสลักกำกับด้วยจุดแทนตัวเลข มีั้แ่ 1 แต้มไปจนถึง 6 แต้ม แต่ละแต้มคือชะตาที่ผู้ทอยจะได้รับ ผู้ทอยคือผู้กำหนดชะตากรรมของตัวเอง ชะตากรรมคือสิ่งที่ยากจะััได้ นับประสาอะไรกับมนุษย์ธรรมดาที่จะคิดจะไปปรับเปลี่ยนโชคชะตา”
ลูกเต๋ากำหนดชะตาสามารถช่วยให้คนธรรมดาสามารถบิดผันกระแสแห่งกาลเวลา และกระแสแห่งโชคชะตาได้เป็เวลา 1 ปี โดยแลกมากับการที่ต้องนำอายุขัย 5 ปีของตัวเองไปสังเวยฝากไว้ในลูกเต๋า ถ้าหากภายใน 1 ปีหลังจากนั้นสามารถหาอายุขัยอื่นมาทดแทนได้ อายุขัยที่สังเวยออกไปก็จะกลับคืนสู่เ้าของดังเดิม
หากทอยได้ 1 แต้มภายในปีนั้นทั้งปี จะประสบกับโชคร้ายมากๆ และบ่อยครั้งยิ่งจนอาจเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต ถ้าออก 2 แต้มภายในปีนั้นจะพบเจอกับโชคร้ายมาก แต่จะเกิดขึ้นไม่บ่อยนักมีความอันตรายร้ายแรง ซึ่งก็พอจะรับได้ไม่ถึงกับต้องเสียชีวิต อาจเป็ได้ั้แ่าเ็หนัก เงินจำนวนมากถูกขโมยแต่ก็ยังเหลือไว้ให้พอได้ตั้งตัว ส่วน 3 แต้มนั้นคือแต้มที่จะนานๆ ทีจากทั้งปี ที่อาจจะเกิดโชคร้ายธรรมดาๆ สักครั้ง สองครั้งปรากฏขึ้น เช่น เงินหายแต่ก็เป็เงินจำนวนแค่เล็กน้อย อาจเดินสะดุดขาล้มหรือเป็ได้ทั้งการนอนป่วยไข้ธรรมดา
หากทอยได้ 4 แต้ม คือชะตาที่กำลังค่อยๆ ทะยาน ทั้งปีอาจเกิดโชคดีเล็กน้อยแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ก็ไม่ปรากฏโชคร้ายเข้ามากล้ำกราย 5 แต้ม ยิ่งวิเศษสิ่งอัศจรรย์มากมายกำลังอวยพร ทั้งปีจะประสบพบเจอแต่เื่ดีๆ นับว่าเป็ปีแห่งความรุ่งเรือง และที่สำคัญที่สุดคือชะตาชีวิต 6 แต้ม เมื่อแต้มที่หกถูกทอยออก ทวยเทพทั้งหลายจะอวยพร โชค ลาภ วาสนา มากมายจะถูกดึงดูดเข้าหาตัว ถึงาเ็ก็จะหายอย่างรวดเร็ว เป็มหาชะตายิ่งใหญ่
สิ่งที่สำคัญคือ ควรรอให้สีของลูกเต๋ากลายเป็สีฟ้าก่อนทอย เพราะลูกเต๋ากำหนดชะตานี้สามารถสะสมพลังในการกำหนดชะตาได้แค่สองครั้ง โดยแต่ละครั้งจะใช้เวลาหนึ่งปี สีฟ้าสดคือตัวบ่งชี้ว่าลูกเต๋าสามารถทอยออกได้สองครั้ง เมื่อใช้แล้วสีจะเปลี่ยนเป็ขาวขุ่น และถ้าใช้อีกครั้งจะกลายเป็สีดำ ดังนั้นข้อแนะนำพิเศษที่บันทึกไว้ จึงเขียนไว้ว่าถ้าคิดจะทอยต้องรอจนกว่าลูกเต๋าจะเป็สีฟ้าสดเท่านั้น
ถ้าทอยออกมาแล้วได้หน้าแต้มย่ำแย่ จะได้สามารถทอยอีกครั้งเพื่อลองเสี่ยงแก้ไขชะตาให้ดีขึ้นแต่ถ้าหน้าแต้มออกมาแย่ยิ่งกว่าครั้งแรกก็ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับโชคชะตาที่ตัวเองกำหนดเองเท่านั้น เด็กหนุ่มรำพันในใจอย่างปลดปลงถึงความไม่ชอบมาพากลของเื่ลี้ลับ
"เฮ้อ...หวังว่าคงไม่ใช่เพราะลูกเต๋านี่หรอกนะที่ทำให้ท่านพ่อต้องตาย…แต่มันไม่น่าจะมีอยู่จริงเื่เหนือธรรมชาติอย่างการบิดผันโชคชะตา…คงมีเพียงพระเ้าในตำนานเท่านั้นที่สามารถทำได้…ไม่รู้ว่าท่านพ่อไปโดนใครหลอกขายของมา"
เด็กหนุ่มหลับตาส่ายหัวถอนหายใจอย่างปลดปลงกับตัวเองอีกครั้ง ราวกับลูกเต๋าภายในนิ้วมือที่จับไว้ ััได้กับการลบหลู่จากท่าทางของมิเนอร์วา ขณะกำลังเอื้อมมือหมายจะนำลูกเต๋ากลับไปวางไว้ที่เดิม นิ้วทั้งสามที่จับลูกเต๋าอยู่พลันอ่อนแรง ส่งผลให้ศิลาหินสีฟ้าขนาดเล็กนี้หลุดมือตกพื้น เสียงกลิ้งกุกกักดังอยู่สองถึงสามครั้ง ลูกเต๋าหกหน้าสีเขียวหยกที่กำลังกลิ้งอยู่บนพื้นพลันหยุดลง
แต้มที่หงายขึ้นคือ 2 แต้ม! ดวงซวยมาก! สายตาของเด็กหนุ่มหดเกร็งอย่างฉับพลัน ราวกับมีลมเย็นเยียบบาดจิตใจเลื้อยพันไปทั่วร่าง และกำลังเข้าปกคลุมร่างกายบอบบางทีละนิดหมายจะกลืนกินทั่วร่างกาย เสียงโบราณเก่าแก่ดังสวนขึ้นมาภายในห้วงสมอง
"อายุขัย 5 ปี!"
หลังจากนั้นชั่วอึดใจ ราวกับทุกอย่างยังคงปกติ สภาพแววล้อมรอบด้านกลับมาเป็ดังเดิม เด็กหนุ่มใกับสิ่งที่เกิดขึ้นยืนนิ่งปลอบใจตัวเองอย่างวิตกกังวล เป็เพราะผ่านมาสักพักแล้วแต่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ข้าคงคิดมากจนประสาทหลอนหูแว่วได้ยินไปเองแน่ๆ แค่ทอยลูกเต๋าแล้วกำหนดชะตาได้มันเป็ไปไม่ได้อย่างแน่นอน ตั้งสติไว้”
มิเนอร์วารวบรวมสติก้าวขาเพื่อจะเดินไปเก็บลูกเต๋าขึ้นมาจากพื้น แต่เหตุบังเอิญดันเกิดขึ้นอีกครั้งร่างกายของเด็กหนุ่มที่กำลังจะก้าวขาเดิน พลันเสียสมดุลร่างส่ายโงนเงนเสียหลักพุ่งไปทางหม้อเก็บน้ำมันวาฬ ส่วนหัวชนเข้ากับขอบหม้อใบใหญ่เข้าพอดี ร่างกายที่ปะทะกับโดนกระแทกกลับอย่างรุนแรง ส่งผลให้อยู่ในสภาพล้มหงายหลังก้นกระแทกพื้นอย่างเ็ป จนเกิดาแขึ้นบริเวณหางคิ้วซ้าย
โลหิตแดงฉานค่อยๆ ไหลซึมออกมา ภาพด้านหน้าเด็กหนุ่มพร่ามัวอยู่ไม่กี่อึดใจก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็ทะเลเพลิงรุนแรง ไหลลามมากับน้ำมันวาฬที่หกออกมาเป็จำนวนมาก ถ้าไม่รีบดับมีหวังไฟลามไปทั่วห้องเผาไหม้ทุกสิ่งรวมทั้งตัวเด็กหนุ่มด้วยเป็แน่
มิเนอร์วาที่พึ่งตั้งสติได้ รีบมองหาลูกเต๋ากำหนดชะตา เพื่อจะทอยใหม่อีกครั้งหวังจะเปลี่ยนโชคชะตาของตัวเองให้ดีขึ้น แต่ลูกเต๋าวิเศษเ้ากรรมราวกับรู้ล่วงหน้า มันหายไปจากสายตาเด็กหนุ่มตอนไหนไม่ทราบได้ ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกินทั่วจิตใจ เปลวไฟค่อยๆ ลุกลามพยายามจะกลืนกินเข้ามาอย่างช้าๆ ภาพตรงหน้าทำเอาหัวสมองเด็กหนุ่มชาหนึบ สติเริ่มไม่มั่นคง ทำได้แค่แหกปากวิงวอนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
"ข้าแด่พระเ้าผู้เมตตา โปรดช่วยข้าด้วย โปรดช่วยข้าด้วย!" เปลวเพลิงยังคงไหลมาช้าๆ อย่างเป็ธรรมชาติ ราวกับไม่ได้รับรู้ถึงความกลัวที่เด็กหนุ่มมี
"ทวยเทพทั้งหลาย ช่วยข้าด้วย ข้าต้องทำยังไงดี!"
ความร้อนเริ่มลามเลียมาใกล้ตัวช้าๆ ด้านหลังเด็กหนุ่มตอนนี้มีเพียง สิ่งของวิเศษที่กองสุมไว้ กล่องใส่เหรียญทองใบเล็กตรงมุมห้อง และโต๊ะหนังสือที่มีพลังแห่งแอสคลีเพียสเล่มสีเขียววางเอาไว้ ไร้ซึ่งทางออกใดให้ช่วยเหลือ ความสำนึกผิดเริ่มเกาะกินจิตใจ
“ยังไม่ทันได้ตามหาความจริงข้าก็ต้องมาตายซะแล้ว ตายอย่างน่าอนาถ ท่านแม่ข้าขอโทษ ไม่รู้ว่าอีกกี่สิบปีถึงจะมีคนแก้ปริศนาของท่านพ่อออก ป่านนั้นตัวข้าคงเหลือแค่กระดูกนอนตายอย่างสิ้นหวังอยู่ในห้องลับแห่งนี้แล้ว”
ราวกับเป็การปลดปลงต่อชีวิตซึ่งรู้ว่ายังไงตัวเองก็คงไม่รอดแน่แล้ว แต่เมื่อตั้งสติย้อนทบทวนดีๆ เด็กหนุ่มเริ่มทบทวนเนื้อหาของลูกเต๋าอีกครั้ง ในบันทึกของพาซัคเขียนไว้ชัดเจนว่า 2 แต้มไม่ถึงกับตายนั่นแสดงว่าจะต้องมีทางออกอื่น? โลกมักจะเหลือทางรอดให้สำหรับผู้ที่ไม่ยอมแพ้เสมอ แสงแดงเพลิงสะท้อนในแววตาแน่วแน่ของเด็กหนุ่มปากก็ะโขอความเมตตาอย่างอ้อนวอน
"ข้าแด่ท่านลูกเต๋ากำหนดชะตาอันยิ่งใหญ่ ได้โปรดยกโทษให้ความโง่เขลาของเด็กโง่เช่นข้าด้วย ข้าผิดไปแล้ว ข้าเชื่อแล้วว่าท่านคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ข้าเป็เด็กดีไม่เคยทำสิ่งผิดกฎหมายและศีลธรรมใด ได้โปรดขอโอกาสให้เด็กโง่เช่นข้าได้แก้ตัวด้วยเถิด!"
กาลเวลาราวกับหยุดชะงักไปชั่วอึดใจ ปลายนิ้วมือของเด็กหนุ่มที่ตะเกียกตะกายถอยหลังไปัักับวัตถุปริศนา เสียงกุกกักอันคุ้นเคยดังกลิ้งขึ้นมาอีกครั้ง ท่ามกลางฉากเปลวเพลิงลุกโหมราวกับท่วงทำนองไพเราะประกอบฉาก มิเนอร์วาตวัดสายตาจ้องมองไปยังเื้ัพบว่าลูกเต๋าวิเศษนี้กำลังหยุดแน่นิ่ง หน้าที่หงายขึ้นคือ 6 แต้ม สายลมอ่อนโยนเข้ามาปกคลุมคลอเคลียอย่างแ่เบา เสียงโบราณเก่าแก่ที่ััได้ถึงความเมตตาอันเจือจางดังขึ้นมาอีกครั้ง
“อายุขัย 5 ปี”
เด็กหนุ่มะโขอบคุณสวนกลับไปอย่างไม่คิดชีวิต ไม่สนด้วยว่าอายุขัยห้าปีก่อนหน้าจะยังถูกเก็บไว้หรือไม่
"ขอบคุณสำหรับความเมตตาที่ท่านไว้ชีวิตข้า ข้าขออภัยในความโง่เขลาของข้าด้วย ท่านลูกเต๋าผู้ยิ่งใหญ่"
เปลวไฟที่เคยลุกโหมเมื่อก่อนหน้า ค่อยๆ มอดดับลงไปอย่างน่าอัศจรรย์ หลงเหลือไว้แค่เพียงเปลวไฟที่ลุกไหม้อยู่รอบห้องตามปกติเพียงเท่านั้น พื้นหินด้านล่างไม่ปรากฏความเสียหายใดมีเพียงแค่ไอร้อนและควันลอยขึ้นมา เด็กหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอก ดีใจที่รอดจากหายนะครั้งนี้มาได้ เตรียมตัวหันหน้าก้มลงไปเก็บลูกเต๋าวิเศษ เหตุการณ์เดิมที่ร่างกายเสียสมดุลฉับพลันเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง มิเนอร์วาร้องขึ้นอย่างตื่นกลัว
"ข้าแด่ท่านลูกเต๋าวิเศษ ลูกเต๋าออก 6 แต้มแล้วเหตุใดโชคร้ายยังไม่สลายหายไปอีก!"
ครานี้ส่วนหัวบริเวณหางคิ้วซ้ายที่บริเวณเดิม ได้พุ่งชนเข้ากับหนังสือสีเขียวเล่มนั้นที่วางอยู่อย่างเดียวดายเข้าอย่างจัง าแโลหิตที่ยังคงไม่แข็งตัวดีกลับมาไหลอีกครั้ง มันไหลซึมเข้าไปในปกหนังสือเล่มนั้นอย่างรวดเร็ว
"หึ"
เสียงแค่นในคอดูเหมือนไม่ค่อยจะพอใจดังขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับเป็คำเตือนที่ส่งออกไปถึงเด็กหนุ่ม ‘ถ้ากล้าสงสัยในตัวข้าอีกครั้ง ข้าจะสาปให้เ้าโชคร้าย’ แต่เคราะห์ดีที่บัดนี้สีของลูกเต๋าได้กลายเป็ดำสนิทไปแล้ว มิเนอร์วาร่างกายสั่นสะท้านราวลูกนก รีบกล่าวขอโทษขอโพยอยู่นานกว่าจะกล้าเดินเข้าไปเก็บลูกเต๋ากำหนดชะตาอย่างหวาดระแวง กลัวจะไปทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจอีก
หลังจากเก็บของต่างๆ ไว้ที่เดิม และสำรวจจนทั่วทุกที่แล้วว่าอันตรายได้ดับสนิท เด็กหนุ่มที่ยังคงหวาดกลัวรีบกลับขึ้นไปข้างบนทำแผลให้ตัวเอง สะสางกิจวัตรประวันและยังคงไม่ลืมที่จะอ่านตำราพืชแห่งเพลิออนก่อนจะนอนหลับไปอย่างอ่อนเพลีย
บนโต๊ะหนังสือภายในห้องลับ ปกหนังสือสีเขียวที่เปื้อนโลหิตของมิเนอร์วาจนมีสีแดงจางๆ รอยคราบโลหิตกำลังจางหายไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับสมุดเล่มนี้ยังคงปกติเหมือนเดิม ไร้ตัวหนังสือ สัญลักษณ์ใด มีเพียงข้อความที่เขียนเอาไว้ว่า 'พลังแห่งแอสคลีเพียส' ดังเดิมเท่านั้นที่ปรากฏอยู่ ภายใต้ความปกติที่ไม่ปกตินี้เอง สติที่เคยหลับใหลไปของิญญาดวงหนึ่งก็ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งยังโลกกึ่งกลาง