ภายใต้หมู่เมฆาที่ลอยละล่องประหนึ่งปุยสำลีทิพย์ขบวนเมฆของนายหญิงจันทรายังคงเคลื่อนที่ไปอย่างเนิบนาบแต่ทว่ามั่นคงเจ้าจ้อยกำลังนั่งขยับ "เชือกตกนาคา" ที่พระดาบสเท้าเปล่าเพิ่งมอบให้ก่อนแยกจากกันมันลูบไล้เส้นเชือกสีทองหม่นที่มีกลิ่นอายความขลังแผ่ออกมาเบา ๆพลางนึกถึงตอนที่ท่านดาบสสำลักความรู้อธิบายว่าเชือกเส้นนี้เคยใช้สยบนาคราชนอกรีตมาแล้วนับไม่ถ้วน
แต่ทว่า...ในอีกมุมหนึ่งของห้วงมิติสวรรค์ บรรยากาศกลับหนักอึ้งขึ้นมาทันทีเมื่อปรากฏร่างของพระชราองค์หนึ่งยืนสงบนิ่งขวางทาง ท่านดาบสเท้าเปล่า เอาไว้กลางอากาศ
“เจริญพร...ท่านดาบสผู้เกรียงไกร โปรดหยุดยั้งตบะอันแกร่งกล้าเพื่อสนทนากับอาตมาซักครู่เถิด”พระชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง
ท่านดาบสเท้าเปล่าหยุดกึกถอนหายใจยาว “หลวงตา... ขาไวปานวอกจริงๆ ตามมาจนเจอจนได้นะท่านนี่มันคนว่างงานอันดับหนึ่งของพรหมโลกจริงๆ”
พระชราหัวเราะ“อาตมาแค่อยากจะถามให้แน่ใจว่า เจ้ากระรอกตัวน้อยที่ท่านเพิ่งจะประทาน เชือกตกนาคาให้ไปนั่นน่ะ มันมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่?อาตมาพอจะได้ยินข่าวแว่วมาจากเทวสภาว่ามีใครบางคนบังอาจแอบไปยุ่งกับ‘สะพานสู่สวรรค์’ และที่สำคัญ...มีคนเห็นสัตว์ทิพย์จากดวงจันทร์โผล่มาแถวนั้นประจวบเหมาะเหลือเกิน”
ดาบสเท้าเปล่าส่ายหน้า“หลวงตาเอ๋ย... อย่าไปพยายามเค้นมันเลย ปล่อยให้มันเป็นไปตามบุญตามกรรมเถอะ ข้าขอเตือนท่านประโยคเดียวในฐานะมิตรเกลอ:อยู่ให้ห่างจากเจ้ากระรอกนั่นไว้จะดีที่สุดมิฉะนั้นบารมีที่สะสมมาจะวอดวายเอาได้ง่ายๆ”พูดจบ ร่างของดาบสก็กลายเป็นแสงสีทองสว่างวาบหายวับไปทิ้งให้พระชรายืนนิ่งพึมพำ “สาธุ...หวังว่าโลกสวรรค์จะไม่เกิดกลียุคเพราะสัตว์ตัวจ้อยนั่นนะ”
….
ตัดกลับมาที่ฝั่งของเจ้าจ้อย!
ในขณะที่ขบวนเดินทางกำลังดำเนินไปทันใดนั้นเกิดแรงสั่นสะเทือนรุนแรง พร้อมกับเสียงน้ำทิพย์กระเพื่อมไหว
“เอ๊ะ!ตรงนั้นทำไมมันคึกคักนักล่ะคะ? ดูนั่นสิมีขบวนทหารกุ้งทหารปูนำขบวนด้วยเรือสุบรรณสลักลวดลาย พญานาคเจ็ดเศียร พ่นน้ำทิพย์เป็นละอองทอง...นั่นใช่ จ้าวนาคาแห่งสี่มหาสมุทร หรือเปล่าคะท่านเทพ?” นายหญิงจันทราอุทาน
จ้อยพอได้ยินคำว่า‘พญานาค’ ก็หูตั้งผึ่งทันที เขากระโดดพรึบขึ้นมายืนบนขอบเมฆชะโงกหน้ามองประหนึ่งนักท่องเที่ยวเจอของแปลก สิ่งที่ปรากฏคือ นาวาพญานาคราช ขนาดมหึมาบนดาดฟ้าเรือมีตั่งทองตั้งประจำทิศทั้งสี่และมีจ้าวนาคาสี่ตนสวมเครื่องทรงทองอร่ามใบหน้าเคร่งขรึมดูน่าเกรงขามดุจจ้าวแห่งบาดาล
ท่านเทพเมฆารีบพานายหญิงหลบวูบเข้าข้างทาง“ใช่แล้วครับแม่นาง! นั่นคือ จ้าวนาคาแห่งสี่มหาสมุทร จริงๆ ด้วยแต่ทหารกุ้งทหารปูพวกนั้นเป็นหุ่นพยนต์อาคม มีพลังโจมตีระดับ มหิทธา เชียวนะครับ!”
จ้อยมองดูจ้าวนาคาทั้งสี่ที่นั่งเก๊กขรึมประหนึ่งรูปปั้นแล้วอดไม่ได้ที่จะเบะปาก “โธ่... หน้าตาดุดันยังกับยักษ์ปั้นหน้าโบสถ์แบบนี้ยังกล้าออกมาเดินสายโชว์ตัวเรียกเรตติ้งอีกเหรอเนี่ย? ลำบากสายตาคนมองจริงๆ เล้ย!”
"เฮือก!!!" ท่านเทพเมฆาสะดุ้ง “เจ้าจ้อย! ปากเสียอีกแล้ว!นั่นจ้าวนาคาระดับ โลกบาล เชียวนะ!”
จ้าวนาคาทั้งสี่ตนหันขวับมามองทางต้นเสียงพร้อมกันดุจสายฟ้าฟาด!นายหญิงจันทราตกใจรีบดึงจ้อยเข้าไปซ่อน แต่เจ้าจ้อยกลับดื้อดึงยืดอกขืนตัวออกมา... พร้อมกับจงใจขยับ "เชือกตกนาคา"ที่คล้องคออยู่ให้ส่องประกายวาววับล้อแสงอาทิตย์!
ทันใดนั้นเอง...พญานาคทั้งสี่ตนพอเห็นเจ้าจ้อยชัด ๆ และที่สำคัญที่สุดคือเห็น "เชือกตกนาคา" ของท่านดาบสเท้าเปล่า!พวกท่านถึงกับหน้าถอดสี ขนลุกซู่ไปถึงเกล็ดสันหลังทุกเส้น!ในหัวของจ้าวนาคาต่างนึกถึงกิตติศัพท์ของเชือกเส้นนี้ที่เคยลากเผ่าพันธุ์นาคาไปทำ"ลาบนาค" มาแล้วนักต่อนัก!
“เฮ้ย!!!นั่นมัน... เชือกของท่านดาบสเท้าเปล่า! แล้วไอ้ตัวที่ใส่นั่นมัน...ไอ้กระรอกมหาภัยนี่หว่า!!!” จ้าวนาคาตนหนึ่งอุทานเสียงหลงจนลืมมาดเก๊ก
วินาทีต่อมานาวาพญานาคราชที่เคยลอยอย่างสง่างามกลับเร่งขบวนพยนต์จนเมฆกระจาย! “ฟิ้ววววววว!”เรือนาคาพุ่งทะยานหนีหายวับไปสู่ประตูสวรรค์รวดเร็วยิ่งกว่าปลาไหลโดนน้ำร้อนลวก!
จ้อยยืนเอ๋ออยู่บนขอบเมฆ“อ้าว... อะไรวะ? แค่โชว์เส้นด้ายที่คอ หนีไปซะละ...หรือว่าพญานาคพวกนี้จะแพ้ทางเครื่องหนัง?”
จ้อยเกาหัวแกรกๆ แล้วหันไปหาเทพเมฆาที่ยังยืนอ้าปากค้าง “ท่านเทพ...ท่านแน่ใจนะว่าพวกนั้นคือจ้าวนาคาผู้เกรียงไกร?ไม่ใช่ ‘กุ้งแม่น้ำเผาน้ำจิ้มซีฟู้ด’ ปลอมตัวมาเหรอครับ?ทำไมขี้ขลาดขนาดนี้ล่ะ?”
เทพเมฆาได้แต่ยืนงงในดงธรรมในใจเริ่มประเมินใหม่แล้วว่า‘เจ้ากระรอกตัวนี้...มีของวิเศษจากดาบสที่แม้แต่จ้าวนาคายังต้องโกยอ้าวข้าต้องดูแลนายหญิงจันทราให้ดีกว่าเดิมซะแล้ว!’
….
การเดินทางดำเนินต่อไป...
เดินไปได้ซักพักก็มีเทพตนหนึ่งขี่ นกยูงรำแพน บินโฉบผ่านหน้าขบวนของพวกเขาไปอย่างสง่างามพยายามสะบัดหลังโชว์มุมกล้องแบบพระเอกลิเกตัวท็อป จ้อยมองดูด้วยความรำคาญใจ“เฮ้อ... เทวดาสวรรค์นี่เขาว่างงานกันมากเลยใช่ไหมครับนายหญิง?”
แต่ไอ้เทพนกยูงคนเดิมเนี่ยสิไม่จบง่ายๆ! ผ่านไปไม่ถึงนาที มันก็บินวนกลับมาตัดหน้าอีกรอบพร้อมรำแพนหางโชว์รัศมีเจ็ดสีมณีเจ็ดแสงใส่หน้านายหญิงจันทราเต็มๆ
จ้อยทนไม่ไหวอีกต่อไปตะโกนลั่น “เฮ้ยพี่! จะไปไหนก็ไปเถอะ บินวนไปวนมาโชว์แผ่นหลังอยู่ได้เป็นนางแบบปฏิทินช่องไหนเหรอครับ?หรือว่าน้ำมันนกยูงมันเหลือเยอะจัดจนหาทางเบิร์นทิ้งไม่ทัน?”
เทพองค์นั้นถึงกับหน้าแดงก่ำกระแอมไอแก้เขิน “เอ่อ... คือข้าหลงทางน่ะ! แม่นางผู้เลอโฉมไม่ทราบว่าทางไปประตูสวรรค์ทิศใต้นี่ไปทางไหนหรือ?”
จ้อยกลอกตามองบน“พี่ครับ... ประตูใหญ่เท่าเขาพระสุเมรุตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น พี่มองไม่เห็นจริงๆหรือว่าเป็น ‘คนตาบอดชั่วคราว’ เพราะมัวแต่จ้องหน้าสาวงามกันแน่ครับ?”
เทพนกยูงหน้าแดงยิ่งกว่าเดิมรีบบังคับนกยูงบินหนีหายไปทันที จ้อยโบกมือไล่ส่ง “ไปเลยไป๊!อย่ามาทำทรงเซียนแถวนี้ ถ้าอยากจีบสาว ไปหาเอาในงานโน่น! ท่านเทพเมฆา...ถ้ามีใครหน้าหม้อโผล่มาอีก ท่านจัดการตามระเบียบเลยนะ ผมขี้เกียจตะโกน!”
เทพเมฆาสะดุ้ง“อ้าว... ข้ากลายเป็นลูกน้องไปตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?” แต่เขาก็รีบพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน“ได้ครับท่านจ้อย! ข้าจะกันพวกหน้ามืดตามัวให้เอง!”