Ethereal เมื่อจอมเวทต้องสู้ระยะประชิด

    88 ผสม

    มู่มู่


    ตู้ม!


    เปลวไฟ สายฟ้า ลมและธาตุดินระเบิดออกมาจากกำปั้นของกระบองเพชรพร้อมๆกัน บริเวณส่วนหัวของสโตนสกอร์เปี้ยนที่โผล่ออกมาจากรอยแตกถึงขั้นยุบลงไปในทันที ต่อให้มันจะเป็นฝ่ายลอบโจมตี กระบองเพชรน้อยกลับรับรู้นานแล้วจึงเป็นฝ่ายดักรอมอนสเตอร์


    แอ็กเซลเห็นเจ้าตัวน้อยหันกลับมายิ้มให้เขาจึงยิ้มให้มัน การล่าในครั้งนี้ง่ายดายมาก เขายังไม่ได้ลงมือเพราะคอยสำรวจรูปแบบการพลิกของทางเดิน นับเป็นเวลา 10 ชั่วโมงแล้วที่เขาอยู่ภายในซากโบราณสถาน การที่มันเป็นเขาวงกตจึงทำให้มีมอนสเตอร์อาศัยอยู่มาก เขาฆ่าพวกมันไปแล้วหลายสิบตัว อีกเพียงไม่กี่ตัวแอ็กเซลก็จะเลื่อนระดับ ซึ่งเขาคิดว่าถ้าหากมีโอกาสอยากจะทำลายสถิติซากโบราณสถานนี้เช่นเดียวกันเพราะมันจะทำให้เขาได้รางวัลจากสหพันธ์


    “ มีอะไรเหรอ ”


    ศพของวสโตนสกอร์เปี้ยนพลิกขึ้นไปด้านบน จากนั้นพิกซี่ก็เข้าไปหยิบบางอย่างออกมาจากใต้ร่างของมัน สิ่งที่หล่นออกมาจากร่างคือมีดสั้นเล่มสีดำมีความยาวราว 30 เซนติเมตร แอ็กเซลจึงทำสัญญาเก็บเอาไว้เป็นอาวุธเสริม อย่างน้อยถ้าดาบหักเขาสามารถใช้มันชั่วคราวได้


    แคว้กๆ


    “ เสียงเหรอ เสียงอะไร ”


    แอ็กเซลเงี่ยหูฟังเสียง เขายังไม่ได้ยินสิ่งใดเลยจึงเดินตามทางที่นกน้อยชี้ปีกนำทาง กระทั่งเขามาถึงห้องๆหนึ่งมีขนาดกว้างมาก แอ็กเซลจึงส่องหน้าเข้าไปดูก่อนจะพบว่ามีฝูงมอนสเตอร์รวมกันราว 15 ตัว ขนาดของพวกมันต่างจากสโตนสกอร์เปี้ยนที่เจอตามเส้นทาง พวกมันไม่ได้มีขนาดใหญ่โตมากนัก ความสูงแต่ละตัวไม่เกินหัวเข่า เมื่อเขามองเข้าไปในฝูงพบว่าพวกมันกำลังแทะศพแชมเปี้ยนคนหนึ่ง จากชุดที่สวมใส่และเข็มกลัดที่ติดอยู่กลางหน้าอกแอ็กเซลไม่เคยเห็นมาก่อนจึงคิดว่าคงเป็นนักศึกษาจากสถาบันใดสถาบันหนึ่งที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียง 


    พิกซี่ที่เห็นว่าได้โอกาสที่เธอจะโชว์พลังแล้วจึงบินออกจากไหล่ของแอ็กเซลไปพร้อมๆกัน เมื่อทั้งสองอ้าปากกว้างสกิลลมหายใจเย็นยะเยือกก็เปิดทำงานก่อนจะเป่าลมเข้าไปในห้องแช่แข็งทุกอย่าง


    แอ็กเซลตกใจเป็นอย่างมาก ความหนาวเย็นที่พิกซี่ปลดปล่อยออกมารุนแรงกว่าช่วงที่พวกมันเป็นระดับ 3 ดาว ความเย็นที่กำลังแผ่กระจายออกไปรอบๆห้องได้แช่แข็งทุกอย่างด้วยการใช้เวลาเพียง 5 วินาทีเท่านั้น สโตนสกอร์เปี้ยนที่พยายามขัดขืนค่อย ๆ กลายเป็นน้ำแข็งในท่าทางแตกต่างกัน บางตัวพยายามจะหันมองดูคนที่บุกมาทางประตูทางเข้า แต่ก็ถูกน้ำแข็งกัดกินร่างกายจนกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็ง


    “ เก่งมาก ”


    พิกซี่น้อยยิ้มด้วยความพอใจ ก่อนจะบินเข้าไปพลิกร่างมอนสเตอร์ภายในห้อง แอ็กเซลจึงเดินตามเข้าไปก่อนที่เขาจะวาดวงเวทปิดทับทางเข้าห้องไม่ให้สิ่งใดเข้ามาในนี้ได้ ค่าประสบการณ์ที่เขาได้เมื่อครู่ทำให้เขาเก็บค่าประสบการณ์ได้เต็มแล้ว ถึงเวลาแล้วที่เขาจะเลื่อนระดับไปยัง 4 ดาว


    “ โอเค ถ้าไม่มีอะไรก็ไม่ต้องเก็บ ”


    มู่มู่


    “ ตามสบาย ”


     แอ็กเซลบอกให้กระบองเพชรดูดสารอาหารจากศพตามสบาย ในระหว่างนี้เขาก็บอกให้พิกซี่และนกน้อยเฝ้าเวรให้ ตัวของเขาจะเข้าสู่การเลื่อนระดับ อาจจะมีบางอย่างผิดไปจากที่คาดการณ์เอาไว้จนใช้เวลานานกว่าเดิม


    ทันทีที่วาดวงเวทป้องกันตนเองเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง แอ็กเซลจึงนำแก่นพลังว่างเปล่าและคอร์มอนสเตอร์ระดับ 4 ดาวออกมาดูดซับพลัง เมื่อพลังงานไหลเข้าไปในร่าง มันก็เริ่มเข้าไปกระตุ้นพลังงานในคอร์ไดฟ์เพื่อกลั่นมันให้มีความเข้มข้นที่มากกว่าเดิม


    บู้ม!


    พลังงานจากคอร์ไดฟ์แผ่กระจายไปตามท่อพลัง ไม่ว่าจะเป็นแขน หรือขา ล้วนแล้วเต็มไปด้วยพลังงานระดับ 4  แอ็กเซลยังไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติมทำเพียงปล่อยให้พลังงานไหลไปตามที่ที่มันควรจะไป ไม่ว่าจะเป็นท่อพลังที่เกิดพร้อมคอร์ไดฟ์ หรือท่อพลังงานที่เกิดจากวงจรเวทมนตร์ล้วนแล้วถูกพลังงานคอสมิกจากคอร์ไดฟ์เข้าไปหล่อเลี้ยงมันเพื่อเปลี่ยนผนังท่อให้แข็งแกร่งทนทานมากยิ่งขึ้น ทันใดนั้นพลังที่แผ่กระจายไปทั่วร่างก็เริ่มไหลกลับ หลังจากที่การยกระดับร่างกายเสร็จสิ้น


    แอวะ!


    ของเหลวสีดำอ้วกออกมาจากปากของแอ็กเซล เมื่อเขาเปิดดูหน้าต่างสถานะพบว่าระดับเปลี่ยนไป พลังโจมตีก็เช่นเดียวกัน


    ระดับกลายเป็น 4 ดาวมาพร้อมพลังโจมตีที่เพิ่มขึ้น 900 หน่วย พลังโจมตีของเขาจึงอยู่ที่ 3,800  


    แต่สิ่งที่แอ็กเซลรอคอยไม่ใช่พลังโจมตีที่เพิ่มขึ้น เขาอยากรู้ว่าอาชีพจะมอบสกิลใดให้กับเขา เมื่อจ้องไปยังหน้าต่างสกิลแอ็กเซลพบว่ามีสกิลใหม่เพิ่มเข้ามา 2 อย่าง


    สกิลแรกคือรวมร่าง คำอธิบายของสกิลบอกให้รู้ว่าเขาสามารถผสมมอนสเตอร์เข้าด้วยกันได้เพื่อให้เกิดมอนสเตอร์รูปแบบใหม่ เงื่อนไขมีเพียงอย่างเดียวคือจะต้องเป็นมอนสเตอร์ธาตุไม้ แอ็กเซลรู้สึกตกใจไม่น้อยเพราะการจะผสมรวมสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดเข้าด้วยกันเป็นเรื่องยาก อาชีพของเขากลับทำให้มันเกิดขึ้น ต่อให้จะเป็นมอนสเตอร์ธาตุไม้ก็ตาม


    สกิลที่สองคือยืมร่าง สิ่งนี้ทำให้แอ็กเซลยิ้มกว้างเช่นเดียวกัน คำอธิบายของสกิลบอกให้รู้ว่าเขาสามารถหยิบยืมพลังของมอนสเตอร์ในพันธะสัญญาได้  สกิลกระบองเพชร สกิลพิกซี่ สกิลนกน้อย หรือจะเป็นมอนสเตอร์ในพันธะตัวอื่นๆเขาสามารถยืมสกิลของมันได้หมด ปริมาณพลังคอสมิกที่ใช้ผ่านสกิลจะมากกว่าเดิม 10 % ทว่ามันกลับเป็นปริมาณที่น้อยสำหรับแอ็กเซลที่ฟื้นฟูพลังคอสมิกได้ด้วยสกิลดูดซับพลังงานคอสมิกที่ใกล้จะกลายเป็นเลเวล 4 แล้ว แม้ตอนนี้อัตราการฟื้นฟูจะช้าเป็นอย่างมาก แต่เมื่อใดที่มันเลื่อนเลเวลเขาคิดว่าคงจะพอเติมเต็มพลังงานคอสมิกที่ใช้ไปได้รวดเร็วจนเขาที่เป็นระดับ 4 ดาวเรียกใช้สกิลได้เป็นเวลานาน


    “ เวทใหม่สินะ งั้นก็ต้องเวทนี้เท่านั้น ”


    รอยยิ้มฉีกกว้างบนใบหน้าของแอ็กเซล สกิลอินเฟอร์โนสไตรค์ ไลท์นิ่งฟังค์และสกิลไอซ์ลานซ์ยังคงเป็นสกิลที่มีความรุนแรงอยู่ เขาจึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสกิลยกแผงทั้งหมด แต่เขาจำเป็นต้องเพิ่มเวทบทหนึ่งเข้ามา มันคือเวทประยุกต์ที่เขาคิดค้นขึ้นเพื่อให้การสังหารมีประสิทธิภาพมากที่สุด


    “ เวทเซารอนบทที่ 1 เข็มมนตรา ”


    วงเวทสีแดงเลือดปรากฎด้านหน้า แอ็กเซลเคยใช้มันมาแล้วหนึ่งครั้งในวันที่เขาพบเจอกับโมน่า ครั้งนั้นเขาต้องใช้พลังคอสมิกคนอื่นเพื่อให้สามารถใช้เวทบทนี้ได้ แต่วันนี้พลังคอสมิกของเขามากพอใช้งานมัน ถึงแม้จะต้องจ่ายด้วยพลังคอสมิก 20 % ก็ตาม มันกลับคุ้มค่าถ้าหากเขาเรียกใช้งาน


    เข็มสีแดงเลือดกลั่นตัวขึ้นมากลางอากาศ ขนาดของมันไม่ต่างจากนิ้วชี้ ภายใต้วงเวทที่ค่อยวาดขึ้นนี้เอง เข็มมนตราสีแดงก็ค่อยๆก่อรูปร่างขึ้นเช่นเดียวกัน กระทั่งแอ็กเซลประกบมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน เข็มสีแดงเลือดมีขนาดเท่านิ้วชี้ก็ปรากฎอยู่ใจกลางวงเวท โดยหันปลายแหลมไปด้านหน้าของเขาราวกับจะทะลวงทุกอย่างที่ขวางทาง


    “ โจมตี ”


    นิ้วชี้ในมือข้างขวาชี้ไปด้านหน้า เข็มมนตราสีแดงเลือดที่กลั่นตัวขึ้นมาอย่างช้าๆกลับพุ่งด้วยความเร็วที่ดวงตาแทบมองไม่เห็นเข้าทำลายเวทที่ปิดกั้นประตูทางออกเอาไว้ เมื่อแอ็กเซลสั่งให้มันบินกลับมา เข็มสีแดงก็พุ่งกลับมาด้วยความเร็วไว มันยังคงทำตามคำสั่งของเขาทุกระเบียบนิ้วราวกับมีชีวิต


    “ แยกออก ”


    เข็มสีแดงเริ่มสั่น ก่อนที่มันจะแยกตัวออกเป็น 2  กระบองเพชรร้องด้วยท่าทางตื่นเต้น เนื่องจากเข็มแยกตัวไม่ต่างจากมันทั้งสอง 


    มู่มู่


    “ มันไม่มีชีวิตเพราะงั้นมันไม่ใช่เพื่อนของแก ”


    แอ็กเซลพยายามอธิบายให้กระบองเพชรเข้าใจ พวกมันนึกว่าตนเองได้เพื่อนใหม่  หลังจากเห็นว่าพวกมันเข้าใจแล้วเขาจึงแยกเข็มออกจากกันอีกครั้ง จาก 2 กลายเป็น 4 จาก 4 กลายเป็น 8 จาก 8 เล่มกลายเป็น 16 จนกระทั่งเข็มเพิ่มเป็น 32 เขมจึงหยุดเพราะมันเป็นขอบเขตสูงสุดที่เขาสามารถควบคุมเวทมนตร์บทนี้ได้


    “ ไป ”


    เข็มสีแดงทั้ง 32 พุ่งแหวกอากาศไปด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะฝังตัวเข้าไปในผนังเห็นเพียงส่วนปลายที่แทงออกมา ความรุนแรงจากการพุ่งแทงนับว่าน่ากลัวเพราะก่อนหน้าแอ็กเซลไม่เคยโจมตีผนังในส่วนที่เป็นสีน้ำตาลได้เลย แม้แต่รอยข่วนยังไม่สามารถทำได้ ครั้งนี้เวทมนตร์บทใหม่ของเขากลับฝังตัวเข้าไปด้านใน เมื่อดึงเข็มมนตราออกมาจากพนังแอ็กเซลพบว่าส่วนปลายถูกลบคมหายไปหลังจากพุ่งชนสิ่งที่มีความแข็งมากอย่างเช่นผนัง เพียงแต่ว่าคมของมันค่อยๆกลับคืนสภาพกลายเป็นเข็มมนตราแหลมคมเช่นเดิม 


    ภายในหน้าต่างสถานะยังไม่ปรากฎสกิลใหม่แอ็กเซลจึงใช้ซ้ำอีก 2 ครั้งก่อนที่เขาจะหยุดร่ายเวทเซารอนบทที่ 1 เข็มมนตราหลังจากพบว่าเวทนี้กลายเป็นสกิลแล้ว


    “ มาเร็ว ฉันจะเปลี่ยนวงเวทแล้วเราจะออกไปล่ากัน ”


    แอ็กเซลเรียกเจ้าตัวน้อยออกมายืนด้านหน้าแล้วชูมือขึ้นไปบนศีรษะช้าๆ ทันใดนั้นจิตของเขาก็แตกตัวออกมาจากร่างกายราว 6 จิต แต่ละจิตที่แยกร่างเริ่มขยับแขนเคลื่อนไหวสร้างวงเวทคล้ายกันขึ้นมา จากนั้นพวกมันก็กระแทกวงเวทที่วาดใส่ร่างของเจ้าตัวน้อยทั้ง 6 พร้อมๆกัน ส่งผลให้เวทมนตร์ระดับ 3 ที่ฝังอยู่ในร่างเพิ่มเป็นระดับ 4 พลังทำลายของเจ้าตัวน้อยจึงเพิ่มขึ้น


    สิ่งที่เขาทำลงไปเมื่อครู่คือการแยกจิตวาดวงเวท มันคือพื้นฐานที่จอมเวทจะทำได้เมื่อฝึกไปถึงระดับหนึ่ง ซึ่งมันยังไม่ใช่ทักษะระดับสูง  ด้วยระดับพลังของเขาในตอนนี้ยังไม่พอจะเรียกใช้ทักษะเดิมที่เพียงแค่คิดก็วาดวงเวทได้ ดังนั้นเขาจึงใช้วิธีแยกจิตแล้วให้จิตเหล่านั้นช่วยวาดวงเวทขึ้นมา แม้มันจะดูสะดวกสะบายที่สามารถสร้างเวทมนตร์ได้พร้อมกันหลายบท มันกลับมีจุดอ่อนอยู่หนึ่งอย่าง ผู้ใช้จะต้องมีสมาธิเป็นอย่างมากและจะต้องอยู่ให้นิ่งที่สุด หากเขาเคลื่อนไหวหรือไร้สมาธิ จิตจะสลายหายไป วงเวทที่กำลังสร้างจะสลายเช่นเดียวกัน


    หลังจากที่วาดวงเวทใหม่เสร็จแล้วนี้เอง แอ็กเซลก็ได้เรียกเวิร์ธรูทออกมาจากสกิลอัญเชิญ ครั้งนี้เขากลับไม่ได้วาดเพราะมีบางอย่างอยากทดสอบ เขาอยากทดลองสกิลรวมร่างด้วยการนำพวกมันรวมเข้ากับเถาวัลย์กาฝาก 


    “ เอาล่ะ ฉันเลือกแกก็แล้วกัน ”


    แอ็กเซลชี้ไปยังเวิร์ธรูทตัวหนึ่งในบรรดาเวิร์ธรูททั้ง 342 ตัวที่เหลืออยู่ สงครามที่จบลงไม่นานมานี้ทำให้เวิร์ธรูทของเขากลายเป็นระดับ 4 ดาว อย่างไรก็ตามเถาวัลย์กาฝากกลับมีหลายตัวที่ยังเป็น 3 ดาว การที่มันไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ทำให้มันไม่สามารถลงจากตัวของเวิร์ธรูทไปดูดซับสารอาหาร


    หลังจากแอ็กเซลเปิดใช้งานสกิลรวมร่างแล้วเลือกเป้าหมาย เวิร์ธรูทและเถาวัลย์กาฝากก็เริ่มเปล่งแสงจนมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากบอลพลังงาน พริบตานั้นเองมอนสเตอร์รูปร่างใกล้เคียงกับเวิร์ธรูทสูง 4 เมตรก็ได้ปรากฎด้านหน้าแอ็กเซล โดยมีบางอย่างแปลกตาออกไป


    ตามแขนขาและร่างกายของมันมีเถาวัลย์ขนาดใหญ่พันเกี่ยว ซึ่งเถาวัลย์นี้ไม่ใช่กาฝากแต่เป็นชิ้นส่วนร่างกายของมัน แอ็กเซลจึงเข้าไปตรวจสอบสถานะพบว่ามอนสเตอร์ตรงหน้ายังคงชื่อเวิร์ธรูทเช่นเดิม แต่คำอธิบายความสามารถของมันเปลี่ยนไป จากเดิมอธิบายเอาไว้เพียงแค่ว่ามันเคลื่อนที่ช้าแตะสามารถสร้างพลังทำลายมหาศาลได้จากแขน ตอนนี้มีประโยคต่อท้ายเพิ่มเข้ามา มันสามารถยิงลำแสงออกจากเถาวัลย์ที่พันทั่วร่างของมันได้ แอ็กเซลจึงสั่งให้มันโจมตีก่อนจะแสดงใบหน้าตกใจ ลำแสงที่พุ่งออกมาจากร่างเวิร์ธรูทรุนแรงมาก มันสามารถทะลวงแผ่นหินสีน้ำตาลเข้าไปได้ราว 1 นิ้ว แม้จะไม่เท่าเข็มมนตราแต่ก็นับว่าเป็นการโจมตีที่รุนแรง


    “ ระดับยังคงอ้างอิงจากเวิร์ธรูทสินะ ส่วนเถาวัลย์กาฝากก็กลายเป็นส่วนเสริม ”


    แอ็กเซลมองเจ้าตัวน้อยทั้ง 6 เขาไม่คิดจะจับพวกมันรวมร่างกัน เนื่องจากพลังของพวกมันน่ากลัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากรวมพวกมันเข้าด้วยกันจะกลายเป็นการลดกำลังในการต่อสู้มากกว่า แอ็กเซลจึงคิดว่าจะหามอนสเตอร์มารวมกับพวกมันแทน ไม่ใช่จับพวกมันผสมกัน


    “ รวมเวิร์ธรูทกับเถาวัลย์กาฝากให้หมดก็แล้วกัน ”.