(E-Book - อ่านฟรี) ฮูหยินแสนรักของรองแม่ทัพ

    ตอนที่ 39 ห่างไกลกัน

    หลังจากนั้นไม่นาน ฮ่องเต้มีรับสั่งให้แม่ทัพและรองแม่ทัพกองรบที่สิบติดตามขบวนเสด็จในฐานะองครักษ์ไปยังเมืองชางเพื่อเข้าร่วมเทศกาลล่าสัตว์ประจำปี


    หยางเสวี่ยเฟยรู้สึกหวั่นใจเล็กน้อยที่เหตุการณ์เกิดขึ้นจริงอย่างที่มู่หรงเซียวได้บอกเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมั่นใจว่าแผนคุ้มกันของหน่วยซิงอวี่ไม่เป็นรองผู้ใด


    กระนั้น ชายหนุ่มก็มีเรื่องที่หนักอกหนักใจอยู่พอสมควรเพราะต้องห่างเหินจากภรรยานานเกือบสามเดือน


    “อย่าดื้อนักเล่า”

     

    “ไม่ดื้อเจ้าคะ” นางพยักหน้ารับปากเพราะไม่อยากให้คนตรงหน้าเป็นห่วง ทั้งยังบอกอีกว่า “ท่านพี่ไม่ต้องกังวลทางนี้ ข้าจะคอยดูแลเสี่ยวฮวากับคุณหนูเสิ่นให้เจ้าค่ะ”


    “ฮูหยิน เจ้าคิดผิดแล้ว” เจ้าตัวส่ายหน้าแล้วพูดต่อ “พวกนางดูแลตัวเองได้แต่กับเจ้า… ต่อให้อยากดื้อสักเพียงใด จงอดทนไว้ รอข้ากลับมาก่อน หากเกิดปัญหาใดข้าจะได้แก้ไขได้ทันการ”


    “หืม…” เวลานี้หยางเสวี่ยเฟยแทบไม่อยากละสายตาจากนางเลย ยิ่งเห็นนางทำหน้ามุ่ยก็เอ็นดู “ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าจะไม่ดื้อ ท่านพี่…”


    “อืม” เขาอยากรู้ว่านางจะพูดอันใด ดวงตาสีดำขลับจ้องไม่วางตา พอคิดว่านางจะเอ่ยคำนั้นหัวใจพลันเต้นตึกตัก


    “ข้ารู้ว่าท่านพี่เก่งกาจแต่ถึงอย่างไรก็ต้องระวังตัว ข้า…”


    “เป็นห่วงอย่างนั้นหรือ” เมื่อเห็นนางไม่ยอมเอ่ยเสียทีจึงชิงถามขึ้นมาก่อน อีกฝ่ายพยักหน้าตอบ “ข้าเป็นห่วงสามีข้า”


    รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้ารูปงามของชายหนุ่ม เขาสวมกอดภรรยา ปลายจมูกซุกไซ้ซอกคอสูดกลิ่นหอมที่คุ้นเคยแล้วเอ่ยกระซิบ “ข้ารักเจ้า” แล้วออกเดินทางพร้อมลูกน้องข้างกาย


    มู่หรงเซียวยืนมองแผ่นหลังของสามีค่อย ๆ เลือนหายไป ภาวนาให้เขารอดพ้นจากอันตรายทุกอย่างและรอคอยอยู่ที่แห่งนี้เหมือนอย่างเคย


    เพียงเวลาผ่านไปได้แค่สามวันที่ไม่เห็นหน้าก็อดคิดถึงไม่ได้ แม้จะนั่งปักลายผ้าเช็ดหน้าสลับกับมองดอกไม้ในสวนอยู่ที่ศาลาแต่ใจดูเหม่อลอยจนหยางเสวี่ยฮวาแอบยิ้ม


    “หากท่านพี่รู้ว่าพี่สะใภ้คิดถึงทุกลมหายใจคงดีใจน่าดู” 


    หญิงสาวส่ายหน้าเล็กน้อยที่โดนจับได้จึงเอ่ยแก้เขินไปว่า “เสี่ยวฮวา ลายปักรูปหงส์ของเจ้าดูแปลก ๆ หรือไม่”


    “ไม่แปลกเจ้าค่ะ” นางปฏิเสธทันควัน ไม่ยอมรับความเห็นต่างเพราะถือว่าตนเองเป็นมือใหม่ หากจะปักหงส์แล้วกลายมาเป็นไก่ย่อมไม่ผิดอันใด พลางหันไปมองลายปักของเสิ่นอวี้หลานที่เวลานี้ก็ใจลอยไม่แพ้กัน “เฮ้อ… ท่านพี่อวี้หลานก็เป็นเช่นเดียวกันหรือ ดูสิ… ลายปักมังกรของท่านพี่กลายเป็นหนอนอ้วนอีกแล้ว”


    หมอหญิงได้ยินเช่นนั้นหัวเราะร่า “ข้าคงไม่เหมาะกับงานนี้กระมัง”


    มู่หรงเซียวได้ยินจึงรีบบอกว่า “จะมังกรหรือหนอนอ้วน เจ้าของผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ก็คงชอบอกชอบใจอยู่ดี”


    “น่าอิจฉาจริง ๆ” หยางเสวี่ยฮวาได้แค่พูดพึมพำแล้วมองหน้าเมิ่งเซียงกับผิงเอ๋อร์ สาวใช้สองคนที่คอยช่วยนางปักผ้าแล้วเอ่ยถาม “เจ้าว่าจื้อเหลียงจะดูออกหรือไม่ว่าข้าปักลายหงส์”


    “เอ๋…” เมิ่งเซียงเลิกคิ้วมองผิงเอ๋อร์ ยักคิ้วให้กันอย่างมีเลศนัย


    “คุณหนู อาเหลียงยืนอยู่ตรงโน้นทำไมไม่ถามเลยหรือเจ้าคะ เดี๋ยวข้าไปเรียกมาให้ดีหรือไม่” สาวใช้อีกคนเอ่ยถามคุณหนูของตน


    “ไม่นะ ข้ายังทำไม่เสร็จเลยแถมไม่สวยอีกต่างหาก” เด็กสาวส่ายหน้าทันควันแล้วหันไปขอความช่วยเหลือจากมู่หรงเซียว “พี่สะใภ้ ข้าจะแก้ลายตรงนี้อย่างไรดีเจ้าคะ”


    เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของน้องสาวก็อดเอ็นดูไม่ได้ นางไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับหยางเสวี่ยฮวา พอความสัมพันธ์เป็นเช่นนี้แล้วจึงรู้สึกได้ว่าดียิ่งนัก


    ชีวิตประจำวันของผู้คนในจวนสกุลหยางยังคงดำเนินไปอย่างเรียบง่าย บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและรอยยิ้ม ไม่มีผู้ใดก่อความวุ่นวายในจวนเหมือนก่อนหน้า


    ยามว่างจากการทำงานเรือนยา เสิ่นอวี้หลานมักแวะเวียนมาพบปะพูดคุย ดื่มน้ำชายามบ่ายหรือเข้าชั้นเรียนปักลายผ้ากับมู่หรงเซียวอยู่บ่อย ๆ เวลานี้เรียกได้ว่าทั้งสามคนสนิทสนมกันแทบรู้ใจกันทุกเรื่อง


    บางคราชักชวนกันออกไปเที่ยวในสวนดอกไม้บ้างหรือเที่ยวเล่นในตลาด ตัดชุดเสื้อผ้า ซื้อเครื่องประดับ ของประทินโฉมตามประสาผู้หญิง


    กระทั่งวันหนึ่ง หยางเสวี่ยฮวาเอ่ยปากชวนคนตรงหน้าว่า “พี่สะใภ้ พวกเราไปไหว้พระบนเขาสวีซวนดีหรือไม่” 


    แม้ว่าช่วงเวลายากลำบากได้ผ่านมาแล้วแต่เด็กสาวยังรู้สึกว่าพี่สะใภ้น่าเป็นห่วง บางทีอาจเจ็บปวดกับการสูญเสียแต่พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกเอาไว้


    “หากเจ้าอยากไปก็ตามใจเถอะ” มู่หรงเซียวตามใจน้องสาวผู้นี้เหมือนเคย ทั้งยังรู้ถึงเจตนาด้วยว่าเหตุใดนางจึงเอ่ยปากเช่นนั้น “เจ้าอยากขอพรเรื่องใดหรือ”


    “พรร้อยประการของข้านั้น เล่าทั้งวันก็ไม่หมดเจ้าค่ะ” นางยิ้มกว้างสดใสแล้วพึมพำด้วยความเป็นห่วงคนข้างกายเพราะยังคงจดจำเสียงร้องทรมานในช่วงค่ำคืนที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี “ขอให้พี่สะใภ้แข็งแรงและสมหวังในทุก ๆ เรื่องเจ้าค่ะ”


    “เสี่ยวฮวา ข้าขอบใจที่เจ้าเป็นห่วงข้า” นางเอ็นดูอีกฝ่ายจนเผลอลูบเรือนผมสีน้ำตาลอ่อน “เด็กน้อยที่เคยเถียงข้าฉอด ๆ มาวันนี้รู้จักขอพรให้ข้าแล้วสินะ”


    เจ้าตัวยิ้มแห้งเพราะเรื่องราวในอดีต “พี่สะใภ้ช่วยลืม ๆ ไปไม่ได้หรือเจ้าคะ”


    “ข้าไม่ถือสาหรอกเพราะว่าตอนนี้เจ้าน่ารักมากจริง ๆ” 


    ครั้นวันนั้นตกลงกันได้แล้วว่าจะเดินทางไปเขาสวีซวนในวันไหนก็เอ่ยชวนเสิ่นอวี้หลานไปด้วยเหมือนอย่างเคย ต่างคนต่างตื่นเต้นเพราะช่วงเวลานี้ดอกไม้บนยอดเขากำลังบานสะพรั่ง


     

    ขณะที่อีกฟากหนึ่งของเมืองชาง


    ขบวนเสด็จของฮ่องเต้เดินทางมาถึงที่หมายได้เจ็ดวันแล้ว ทุกอย่างรอบตัวดูปกติดี แต่หยางเสวี่ยเฟยคิดว่าไม่ควรประมาทเพราะสิ่งที่เห็นตรงหน้าอาจมีเรื่องราวแอบแฝงอยู่


    มู่หรงเซียวบอกเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้เขาฟังมากมายและทุกอย่างเกิดขึ้นจริงไปบ้างแล้วเจ็ดในสิบส่วน ดังนั้น เขาจึงไม่อาจวางใจได้ว่าการเข้าร่วมงานล่าสัตว์ครั้งนี้จะสงบเรียบง่ายอย่างที่เคยเป็นมา


    ชายหนุ่มจึงส่งสัญญาณสั่งให้ลูกน้องตรวจสอบแขกที่มาร่วมงานอย่างลับ ๆ และแจ้งเรื่องกับแม่ทัพหลี่เป็นการส่วนตัว


    “คนของข้าก็ไม่เจอเบาะแสอันใดเช่นกัน” หลี่หมิงฮ่าวเอ่ยขึ้น ท่าทีราวกับสงสัยว่าเหตุใดคนตรงหน้าจึงคิดว่าจะมีใครหน้าไหนกล้าลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้


    ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ายามใดฮ่องเต้เสด็จออกนอกเมือง องครักษ์ประจำพระองค์จะคอยตามติดยิ่งกว่าเงา ยิ่งเดินทางมาแคว้นทางใต้ย่อมมีรองแม่ทัพจากกองรบที่สิบเข้าร่วมอารักขาเป็นกำลังเสริม คนที่กล้าวางแผนตลบหลัง หากไม่โง่เง่าก็คงไม่กลัวตายโดยเปล่าประโยชน์เสียแล้ว


    “เหตุใดจึงเชื่อคำพูดนางนัก ทั้งที่เมื่อก่อนเอาแต่หลีกหนี คิดหลบหน้า ไม่แม้แต่จะฟังคำพูดของนางเสียด้วยซ้ำ” เขาไม่เข้าใจเลยว่าคนตรงหน้ากำลังคิดอะไรอยู่ เมื่อมีโอกาสจึงถามต่อ “เจ้ารักนางอย่างนั้นหรือ คนอย่างเจ้า… เป็นไปได้หรือ”


    “รักและคิดถึงยิ่งนัก” หยางเสวี่ยเฟยเผลอตอบเพราะความรู้สึกอัดแน่นในใจ ไม่ได้ยินเสียง ไม่ได้เห็นรอยยิ้ม ทั้งยังไม่ได้สัมผัสนางมานานแล้วจึงไม่อาจปิดบังความรู้สึกได้


    “เฮ้อ…” 


    กระนั้น ชายหนุ่มอีกคนกลับถอนหายใจเฮือกใหญ่เพราะเข้าใจความรู้สึกของเขาดี ในใจกำลังคิดว่าเสิ่นอวี้หลานกำลังทำสิ่งใดอยู่และนางคิดถึงเขามากหรือไม่

     

    หลายวันต่อมา

    ฮ่องเต้แคว้นฉินหมิงเข้าร่วมงานพร้อมกับเหอกุ้ยเฟยและองค์หญิงเยว่หลิงโดยมีองครักษ์คอยคุ้มกันอยู่ไม่ห่าง


    “เขาหายไปไหนแล้ว” องค์หญิงเอ่ยถามนางกำนัลด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ สายตากวาดมองไปรอบตัวยังไม่เห็นแม้แต่เงาจึงสั่งให้ขันทีตามหาอย่างเร่งด่วน


    “องค์หญิงประสงค์สิ่งใดหรือเพคะ” หญิงวัยกลางคนถามตามประสาเพื่อจะได้ตระเตรียมของที่คนตรงหน้าต้องการได้ถูก 


    “…” นางไม่ตอบคำใดเพราะรู้สึกหงุดหงิด อุตส่าห์รั้งตัวเอาไว้ อ้างหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อให้เขาอยู่ข้างกายแต่พอสบโอกาส แม่ทัพหลี่กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่คิดข้องเกี่ยวกับนางหากไม่จำเป็น


    “ชาชั้นดีของเมืองชางเพคะ” นางกำนัลที่เพิ่งมาใหม่นำน้ำชามาถวายด้วยความระมัดระวัง เกรงว่าจะทำอะไรขัดตาจนเจ้านายอาละวาด พยายามควบคุมร่างกายตัวเองไม่ให้หวาดกลัวอารมณ์ร้ายของนางแต่มือสองข้างยังคงสั่นระริก 


    “ชักช้ายิ่งนัก พวกเจ้ามัวแต่ทำสิ่งใดกันอยู่” องค์หญิงนิ่วหน้าไม่ชอบนักเวลาไม่ได้ดั่งใจ แต่ยังเก็บอารมณ์เอาไว้เพราะหากอยู่ในตำหนักของตัวเองมักจะฟาดงวงฟาดงา ปาข้าวของจนแตกกระจายหรือตบตีนางกำนัลสักคนสองคนไปแล้ว


    เวลานี้มีเพียงนางกำนัลชั้นสูงที่คอยดูแลตั้งแต่เด็กกล้าเอ่ยปาก “หม่ากงกงบอกว่าแม่ทัพหลี่ติดภารกิจตรวจสอบสถานที่จัดงาน อีกไม่นานคงจะกลับมาสบทบที่นี่เพคะ”


    “เฮอะ…” นางยิ้มมุมปากรู้ว่าเขาทำอย่างนั้นเพื่อหลบหน้าจึงหันไปทางบิดาแล้วพูดว่า “เสด็จพ่อทรงสั่งให้เขาคอยคุ้มกันลูกแต่เพียงผู้เดียวไม่ได้หรือเพคะ”


    ฮ่องเต้ของแคว้นส่ายหน้าเล็กน้อย เข้าใจว่าธิดาต้องการสิ่งใดจึงตอบเอาใจนางเพราะเป็นบุตรสาวที่รักมากที่สุด “หลิงเอ๋อร์อย่าเพิ่งหงุดหงิดไปเลย พ่อจะให้คนไปตามเขามาเดี๋ยวนี้”


    พลันขันทีนางกำนัลต้องวิ่งวุ่นช่วยกันหาแม่ทัพหลี่เป็นการด่วนเพราะเชื่อว่าหากทำให้ฮ่องเต้กริ้วขึ้นมา วันนี้ทั้งวันคงจะวุ่นวายไม่น้อย


    ไม่นานนัก หลี่หมิงฮ่าวจึงได้ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าหญิงสาว สีหน้าเรียบเฉยเพราะถูกบังคับให้ออกจากแนวคุ้มกันเชื้อพระวงศ์ ทั้ง ๆ ที่ต้องจับตามองดูแขกร่วมงานและคนงานอื่น ๆ ที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้จึงได้แค่ฝากฝังให้หยางเสวี่ยเฟยคอยรับหน้าที่ทั้งหมดไป


    แต่ถึงอย่างไร เทศกาลล่าสัตว์ในเขตป่าพระราชฐานได้ดำเนินไปตามปกติ จนกระทั่งวันสุดท้าย นับว่าแผนที่พวกเขาวางเอาไว้คงทำให้คนพวกนั้นไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามนัก


    ใครเล่าจะรู้ว่าหนอนที่แฝงตัวอยู่ข้างในคือคนที่อันตรายมากที่สุด หนึ่งในองครักษ์ของฮ่องเต้คือคนที่ทางนั้นส่งเข้ามาสืบเรื่องราวนานหลายปีแล้ว


    เขาคอยส่งข่าวให้ศัตรูโดยไม่มีใครรู้มาก่อน ทั้ง ๆ ที่วางแผนเอาไว้อย่างดีว่าจะลอบทำร้ายฮ่องเต้ระหว่างออกล่าสัตว์กับเหล่าขุนนางชั้นสูงแต่กลับต้องยกเลิกแผนนั้นเพราะจู่ ๆ หยางเสวี่ยเฟยทูลขออนุญาตนำกำลังหน่วยซิงอวี่บางส่วนร่วมอารักขาเสริมกำลังองครักษ์ประจำพระองค์ที่มีแต่เดิมด้วยเห็นว่าความปลอดภัยของเขาคือสิ่งที่สำคัญที่สุด


    เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เหล่าคนร้ายจึงต้องรีบเปลี่ยนแผนการแต่โดยเร็วเพราะหากพลาดโอกาสนี้ก็คงจะต้องรออีกนาน พวกเขาไม่อาจช้าได้เพราะมีข้อจำกัดที่เดิมพันเอาไว้กับคนที่อยู่เบื้องหลังอีกทอดหนึ่ง


    งานเฉลิมฉลองในคืนนี้จึงเป็นหนทางช่วงชิงอำนาจของฮ่องเต้เอาไว้ในมือเพราะขอบเขตการอารักขายามค่ำคืนเป็นหน้าที่ของทหารองครักษ์ส่วนพระองค์เท่านั้น


    หยางเสวี่ยเฟยคอยตรวจตราพื้นที่จัดงานเลี้ยงฉลองอย่างเข้มงวด ไม่ปล่อยผ่านคนที่น่าสงสัยไปเลยแม้แต่คนเดียว ทั้งยังให้ลูกน้องทดสอบพิษในอาหาร เครื่องดื่ม ของกำนัลที่ขุนนางนำมาถวาย ไม่เว้นกระทั่งนางรำและนักดนตรีที่จะมาทำการแสดงในค่ำคืนนี้


    ขณะที่ หลี่หมิงฮ่าวยังคงไม่อาจหนีจากองค์หญิงไปที่ใดได้เพราะตั้งแต่นางเรียกตัวเขามาเมื่อสองสามวันก่อนก็ไม่ยอมให้จากไปไหนเลย ทำได้แค่โยนงานให้หยางเสวี่ยเฟยเป็นคนรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว


    หญิงสาวมองคนตรงหน้าออกคำสั่ง “มองข้า” 


    “…” หลี่หมิงฮ่าวจำใจต้องทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แววตาคู่นั้นเรียบเฉยเหมือนเคย ทำตัวอย่างกับเป็นหุ่นกระบอกไร้ความรู้สึก


    “หลี่หมิงฮ่าว เจ้าช่างใจร้ายนัก” นางเอ่ยตัดพ้อเพราะเขาไม่เคยแสดงท่าทีสนใจนางเลยแม้แต่น้อย “เจ้าไม่รู้หรือว่าถึงอย่างไรก็ต้องแต่งงานกับข้า”


    “กระหม่อมมีคนรักแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เขาเคยบอกนางไปแล้ว ยอมโดนลงโทษโบยหลายสิบครั้ง กระทั่งถูกข่มขู่ให้กลัวด้วยวิธีอื่นมากมายแต่องค์หญิงไม่ยอมฟัง


    เจ้าตัวยืนนิ่งเพราะรู้ว่านางจะต้องปรี่เข้ามาตบหน้าเขาเหมือนทุกครั้งแต่ครานี้กลับนั่งเฉยจนรู้สึกแปลกใจ รอยยิ้มมุมปากนั้นดูแปลกพิลึกแต่จับทางไม่ถูกว่าหญิงสาวกำลังคิดสิ่งใดอยู่


    “เช่นนั้นเจ้ากล้าขัดพระราชโองการของเสด็จพ่ออย่างนั้นหรือ ข้าน่ะ… ทำได้ทุกอย่างเพื่อรั้งเจ้าให้อยู่ข้างกายข้าตลอดชีวิต ต่อให้เจ้าถูกประหาร ข้าจักเก็บร่างของเจ้าเอาไว้… ไม่ยอมให้ผู้ใดแย่งเอาไป”


    “กระหม่อมรู้ว่าพระองค์ประสงค์สิ่งใดย่อมต้องได้สิ่งนั้น แต่ถึงอย่างไรกระหม่อมยังคงยืนยันคำเดิมว่าต่อให้ตายไปแล้วความรักของกระหม่อมไม่มีวันแปรเปลี่ยน” 


    คำพูดของเขาสื่อถึงหญิงสาวที่อยู่ไกลโพ้นเสมอ ต่อให้ท้ายที่สุดไม่อาจครองคู่กันแต่ไม่ว่าอย่างไรเขาจะมีเสิ่นอวี้หลานอยู่ในใจตลอดไป


    องค์หญิงเยว่หลิงแสยะยิ้มพูดลอย ๆ ว่า “หลี่หมิงฮ่าว ข้าอยากรู้นักว่าหนทางที่เราต่างเลือกเดินจะมีจุดจบอย่างไรเพราะหัวใจของข้าเองก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเช่นกัน”