รูม่านตาของตู้เซ่าฝู่หดเล็กลง เขาใช้พลังจิตสำรวจบริเวณรอบๆ ทว่าก็ไม่พบว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ แถวๆ นี้
ตงหลีชิงชิงสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังจิตของตู้เซ่าฝู่กล่าวเบาๆ ว่า “พลังจิตของเจ้าแข็งแกร่งมากแล้วแต่ระยะห่างค่อนข้างไกล บวกกับอาจจะใช้วิธีลับบางอย่างอยู่ดังนั้นเจ้ายังสัมผัสไม่ได้ แต่ว่าอยู่ด้านหน้านั่นแหละ”
“เป็นคนของสำนักมืดมิดใช่หรือไม่?”
ตู้เซ่าฝู่ยิ้ม แต่ในใจรู้ดีกว่า พละกำลังของตนอ่อนแอกว่าตงหลีชิงชิงเยอะมากวันที่ตนหมดสติไป ตงหลีชิงชิงเป็นคนที่สังหารนักเวทยันต์สี่ดาวขั้นสร้างรากฐานได้ต่อให้เป็นเขาในตอนนี้ที่บรรลุขั้นแล้ว ก็น่าจะยังไม่อาจปลิดชีพเขาได้และหากสู้สุดตัว ก็ยังไม่รู้ว่าจะพอที่จะสังหารนักเวทยันต์สี่ดาวได้หรือไม่
“น่าจะมีคนของสำนักมืดมิดและคนของกลุ่มผู้มีอิทธิพลกลุ่มอื่น พวกเขากำลังต่อสู้กันอยู่ เจ้าอยากไปดูหรือไม่?”
ตงหลีชิงชิงเอ่ยถามตู้เซ่าฝู่ราวกับว่าสามารถอ่านใจของตู้เซ่าฝู่ได้ จากนั้นพูดเสริมไปอีกประโยคหนึ่ง กล่าวว่า “พละกำลังของพวกเขาไม่น่าจะแข็งแกร่งมาก”
ตู้เซ่าฝู่ลังเลสักครู่ จากนั้นก็พยักหน้าแววตาเป็นประกายเล็กน้อย
“ไปกันเถิดเก็บคลื่นลมปราณไว้ให้ดี อย่าให้พวกเขาพบ”
ตงหลีชิงชิงได้ยิน ก็เริ่มใช้วิชาบาทาพลิ้วพรายเคลื่อนตัวเข้าไปทิศทางนั้นร่างของนางราวกับผสานกับสรรพสิ่งรอบๆ เพียงพริบตาก็เคลื่อนไปอยู่ด้านหน้าไกลๆ แล้ว
ตู้เซ่าฝู่มองอย่างอิจฉาเล็กน้อยจากนั้นก็ยิ้มออกมานิดหน่อย และไม่รอช้ารีบใช้วิชาบาทาพลิ้วพรายเช่นกันการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วทำให้เห็นเป็นเงาสีม่วงจางๆ พุ่งเข้าไปในป่าทึบ
ทันใดนั้นร่างของทั้งสองก็ไปยืนอยู่บนต้นไม้ที่สูงตระหง่านต้นหนึ่งหลังจากซ่อนอยู่ภายใต้เงากิ่งใบแห้งในต้นไม้อย่างเรียบร้อยก็หันไปสังเกตมองไปที่ซอกหุบเขาเล็กๆ ที่อยู่ด้านหน้า
ขณะนั้นพบว่าภายในหุบเขาเล็กมีคนชุดดำกว่าร้อยคน ที่มีลมปราณสีดำมือมิคุกรุ่น แค่มองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าคือคนของสำนักมืดมิด
ขณะนี้ศิษย์ของสำนักมืดมิดกว่าร้อยคนกำลังรุมโจมตีกลุ่มคนสวมชุดนักสู้สิบกว่าคนอยู่บนพื้นมีศพนอนกองอยู่จำนวนไม่น้อยสภาพของบริเวณนั้นดูน่าเวทนาสลดใจบนพื้นมีรอยเลือดและสภาพคนที่ล้มนอนบาดเจ็บบอบช้ำจากการต่อสู้เห็นได้ชัดว่ามีการประมือกันอย่างดุเดือดก่อนหน้าไปแล้ว และคนของสำนักมืดมิดน่าจะเหนือกว่าเป็นไหนๆ
“เซวียอวิ๋นหมิงเจ้าจะรังแกกันมากไปแล้ว!”
คนที่ยืนนำหน้ากลุ่มคนสวมชุดนักสู้สิบกว่าคนที่ถูกคนของสำนักมืดมิดรุมโจมตีเขาคือชายหนุ่มสวมชุดนักสู้แขนขาสั้นอายุประมาณยี่สิบห้ากำลังจ้องมองชายวัยรุ่นที่เป็นศิษย์ของสำนักมืดมิดคนที่ยืนอยู่ตรงกลางกลุ่มที่ตั้งวงล้อมพวกเขาด้วยแววตาเคร่งเครียด
บนชุดนักสู้แขนขาสั้นของชายหนุ่มคนนั้นมีรอยเปื้อนโลหิตอยู่หลายจุดสีหน้าของเขาซีดเผือด ไม่เห็นร่องรอยบาดแผลบนผิวกายทว่าท่าทางดูเหนื่อยอิดโรยและแทบไม่เหลือแรง
ชายหนุ่มชุดดำมองชายหนุ่มชุดนักสู้ชุดแขนขาสั้นด้วยสายตาเกรี้ยวกราดแสยะยิ้มให้อย่างเย็นชา กล่าวว่า “มู่เจิ้งเฮ่าที่นี่ไม่ใช่เมืองมืด วันนี้ต้องมาตกอยู่ในน้ำมือของข้า ถือว่าเจ้าโชคร้ายขอแค่เจ้านำกระดูกหายากของงูแมวเซาโบราณจากการประมูลครั้งก่อนมาให้ข้าข้าก็จะไว้ชีวิตเจ้า เจ้าคิดว่าอย่างไรดี?”
“อยากได้กระดูกหายากของงูแมวเซาโบราณหรือเจ้าไม่มีความสามารถนั้นหรอก แน่จริงก็มาสู้ตัวต่อตัวสิพาคนมากมารุมโจมตีคนน้อยใช่การกระทำของคนมีความสามารถที่ไหน!” ชายหนุ่มชุดนักสู้ชุดแขนขาสั้นยิ้มด้วยสีหน้าเย็นชา
“แม้กระดูกหายากของงูแมวเซาโบราณจะไม่สมบูรณ์ทั้งท่อนเป็นเพียงสมบัติที่มีตำหนิ ทว่ามันก็มีความไม่ธรรมดาอยู่ หากข้าได้มันมาครองจะมีประโยชน์ต่อการฝึกฌานของข้าอย่างมาก”
ชายหนุ่มชุดดำมองด้วยสีหน้าราบเรียบและเย็นชาสีหน้าท่าทางหยิ่งยโสและมั่นใจว่าชนะ บอกกับชายหนุ่มชุดนักสู้ชุดแขนขาสั้นว่า “ก็แค่สู้ตัวต่อตัว เวลาปกติคงเล่นเป็นเพื่อนเจ้าได้แต่วันนี้คงจะไม่ได้ข้ายังมีธุระอื่นอีกที่ต้องทำ หากไม่ส่งกระดูกหายากของงูแมวเซาโบราณมาวันนี้เจ้าก็คงต้องตายแล้วล่ะ!”
ชายหนุ่มชุดนักสู้ชุดแขนขาสั้นจ้องมองชายหนุ่มชุดดำพูดด้วยสีหน้าทุ้มและขรึม “เซวียอวิ๋นหมิง สำนักมืดมิดของเจ้าอยากเปิดศึกกับสำนักสกุลมู่ของข้าอย่างนั้นหรือ!”
“กร๊ากๆ……”
ชายหนุ่มชุดดำหัวเราะอย่างเย็นชาจากนั้นยิ้มด้วยมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ กล่าวว่า “มู่เจิ้งเฮ่าเจ้าคิดว่าวันนี้เจ้าจะรอดจากน้ำมือของข้าได้หรือ หากพวกเจ้าทั้งหมดตายจะมีใครรู้ว่าสำนักมืดมิดเป็นผู้ลงมือ ภายหลังสำนักสกุลมู่มารู้ก็ทำอะไรข้าได้อย่างนั้นหรือ!”
“ฆ่า!”
เมื่อชายหนุ่มชุดดำพูดจบ ก็โบกมือส่งสัญญาณมีรัศมีของจิตสังหารแผ่ซ่านออกมา
“ฟิ่วๆ!”
ทันใดนั้นศิษย์ของสำนักมืดมิดกว่าร้อยคนก็กระโจนเข้าไปเงาแต่ละคนพุ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว พลังปราณโถมกระหน่ำ และระเบิดลมปราณสีดำอันมืดมิดแผ่ออกมาทั่ว
“ทุกคนสู้สุดตัวอารักขานายน้อยบุตรท่านเจ้าสำนักให้ได้!” คนของสำนักสกุลมู่สิบกว่าคนที่เหลือตะโกนเรียกขวัญกำลังใจกัน
“ซูมๆๆ!”
แต่ละคนระเบิดพลังปราณออกมาเพื่อต่อสู้อาวุธแหลมคมในมือห่อหุ้มด้วยพลังปราณอันดุดันน่ากลัวพลังจากคมดาบและอาวุธทั้งหลายที่สาดใส่กันกระทบโดนก้อนหินใหญ่จนแตกกระจายต้นไม้สูงหนาถูกฟันหักเป็นท่อนๆ
“ซู่ๆ!”
ชายหนุ่มชุดนักสู้ชุดแขนขาสั้นพุ่งทะยานขึ้นฟ้าข้างกายมีชายวัยกลางคนสองคนขนาบติดตาม ล้วนเป็นผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณ
“มู่เจิ้งเฮ่าเจ้าหนีไปไหนไม่รอดหรอก!”
ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มชุดดำพุ่งทะยานเหาะขึ้นฟ้าพร้อมกับชายอีกสี่คนไล่ตามชายหนุ่มชุดนักสู้ชุดแขนขาสั้นที่หนีไปกันสามคนอย่างรวดเร็วและทำการรุมโจมตีพวกเขาไม่รีรอให้เสียเวลา เตรียมการล้อมโจมตีไว้ก่อนหน้าแล้ว รีบกระตุ้นใช้วิญญาณติดชีพจรในทันใดเห็นได้ชัดว่าพวกเขาอยากรีบเอาชนะตัดสินผลให้ไวๆมีพลังงานของพลังอักษรยันต์แผ่กระจายทั่วหุบเขาอย่างท่วมท้น
“โฮกๆ!”
“……”
ทุกคนเรียกใช้วิญญาณติดชีพจรร่างเงาของอสูรที่รวมตัวร้องคำรามเสียงดังจนทำให้หุบเขาสั่นสนั่นหวั่นไหวเกิดฝุ่นและทราบฟุ้งปลิวว่อน และเสียงระเบิดดังขึ้นไม่หยุด
“ตึงโครม!”
เกิดเสียงระเบิดทุ้มดังอย่างกึกก้อง ชายหนุ่มชุดดำกระโจนเข้าใส่ชายหนุ่มชุดนักสู้ชุดแขนขาสั้นในทันใดทั้งสองฝ่ายดึงพลังปราณออกมาห่อหุ้มร่าง และกระตุ้นวิญญาณติดชีพจรโจมตีปะทะกันอย่างดุเดือด
ตู้เซ่าฝู่ที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังหุบเขาเล็กในต้นไม้สูงเสียดฟ้าและซ่อนลมปราณตัวเองไว้เห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเขาคิ้วขมวดเล็กน้อย สำนักมืดมิดมีผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณถึงห้าคน ดูจากคลื่นลมปราณในตัวชายหนุ่มชุดดำหัวหน้ากลุ่มคนนั้นน่าจะเป็นผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสร้างรากฐานทว่าผู้ฝึกฌานอีกสามคนมีฌานถึงขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสร้างรากฐานแต่อีกสามคนเป็นถึงผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับเลยทีเดียว
ชายหนุ่มชุดนักสู้ชุดแขนขาสั้นจากสำนักสกุลมู่และชายหนุ่มชุดดำเป็นผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสร้างรากฐานเช่นเดียวกันทั้งสองเรียกวิญญาณติดชีพจรมาใช้ในการต่อสู้อย่างเต็มที่สุดฝีมือ
ทว่าคนของสำนักสกุลมู่อีกสองคนมีผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสร้างรากฐานหนึ่งคน ผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับอีกหนึ่งคนผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณของสำนักสกุลมู่กำลังถูกผู้ฝึกฌานของสำนักมืดมิดรุมโจมตีซึ่งมีผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับสามคน ผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสร้างรากฐานอีกหนึ่งคนไม่นานก็ตกเป็นฝ่ายตั้งรับที่เสียเปรียบ สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานมาก
“ตึงโครม!”
ภายใต้หุบเขาเล็กมีเสียงวิญญาณติดชีพจรแผดเสียงคำรามสำนักสกุลมู่สิบกว่าคนยากที่จะรับการรุมโจมตีของสำนักมืดมิดกว่ารอยคนได้
“อ๊าก……”
กลิ่นอายแห่งการฆ่าฟันคุกรุ่นมีกลิ่นคาวเลือดและความตายแผ่ซ่าน คนของสำนักสกุลมู่ค่อยๆ ถูกสังหารไปทีละคนเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นอยู่เรื่อยๆ
“สำนักสกุลมู่จะยื้อต่อไปไม่ไหวแล้ว”
ตู้เซ่าฝู่นัยน์ตาสั่นไหว แววตาเคร่งขรึมแอบกัดฟันเบาๆ ในใจตัดสินใจบางอย่างไว้แล้ว เขาหันหน้าไปพูดกับตงหลีชิงชิงกล่าวว่า “เจ้ารอข้าหน่อย ข้าจะไปช่วยคนของสำนักสกุลมู่”
“ทำไมต้องไปช่วยพวกเขา ที่ข้ารู้มา พวกสำนักสกุลมู่ก็ไม่ใช่คนดีอะไรหากเจ้าอยากจัดการคนของสำนักมืดมิด เดี๋ยวรอให้พวกเขาตัดสินกันให้จบบาดเจ็บล้มตายกันให้เต็มที่เจ้าค่อยลงมือ”
ตงหลีชิงชิงราวกับเข้าใจความคิดของตู้เซ่าฝู่ดวงตาสุกใสงดงามราวกับมรกตจ้องมองตู้เซ่าฝู่ กล่าวว่า “ระดับฌานของเจ้าในตอนนี้ เกรงว่าไปช่วยก็ไม่แน่ว่าจะมีประโยชน์อะไรกับพวกเขา”
ตู้เซ่าฝู่มองไปที่หุบเขาด้านหน้ารู้สึกว่าภายในร่างกายเปี่ยมล้นด้วยพลังปราณและมีพลังที่มากขึ้นกว่าแต่ก่อนเขาหรี่ตาเล็กน้อย กวาดสายตามอง กล่าวเบาๆ ว่า “ผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับพวกนั้นไม่น่าจะฆ่าข้าได้ต่อให้สำนักสกุลมู่ไม่ใช่คนดีอะไร อย่างน้อยเขาก็มีศัตรูร่วมกับข้าข้าคนเดียวทำอะไรสำนักมืดมิดไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็สร้างศัตรูไว้ให้กับสำนักมืดมิดเพิ่มหน่อยแล้วกัน”
“งั้นเจ้าก็ระวังตัวหน่อย เจ้ามากับข้าแต่ข้าไม่มีทางช่วยเจ้าลงมือ ท่านอาจารย์บอกไว้ว่า มนุษย์ต้องรู้จักพึ่งตัวเองมีเพียงตัวเองที่พึ่งพาได้มากที่สุด” ตงหลีชิงชิงบอกกับตู้เซ่าฝู่ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“อืมในเมื่อสำนักมืดมิดมายั่วยุข้า ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมรอคอยความพังพินาศไปเสียเถิดข้าจะทำให้พวกเขารู้ว่า ข้าไม่ใช่คนที่ควรจะมาหาเรื่องด้วย”
ตู้เซ่าฝู่พูดจบ ก็ส่งพลังปราณไปที่ฝ่าเท้าและพุ่งออกไปข้างหน้าเขาใช้วิชาบาทาพลิ้วพรายเคลื่อนตัว ร่างของเขาพุ่งพลิ้วไปดั่งสายลมในอากาศท่าทางกระโดดสู่พื้นดินพลิ้วอ่อนดั่งใบไม้ที่ร่วงจากต้น จากนั้นก็วิ่งพุ่งฉิวเข้าไปในหุบเขา
“ทำไมข้าต้องรับปากเดินทางร่วมกับเขาด้วยตั้งใจจะปฏิเสธบอกไปว่าไม่ได้แล้วแท้ๆ……” ตงหลีชิงชิงมองดูชายหนุ่มชุดม่วงที่กระโดดลงจากต้นไม้นัยน์ตาของนางสั่นไหว
“ตึงโครม!”
การฆ่าฟันเลือดสาดภายในหุบเขา จู่ๆก็มีคลื่นพลังที่น่ากลัวเข้ามาใกล้ จากนั้นร่างของชายหนุ่มห่อหุ้มด้วยแสงสีทองก็ตกลงมาจากหน้าผาสูงขณะที่ทุกคนยังไม่ทันได้สังเกตและตั้งตัว เขาก็เริ่มลงมือโจมตีศิษย์ของสำนักมืดมิดจนกระเด็นลอยไปไกลคนละทิศละทางแต่ละคนเหมือนเป็นก้อนหินที่ถูกเหวี่ยงเล่นรอบทิศ
“ฮ่าๆ สำนักสกุลมู่เอ๋ย ข้ามาช่วยพวกเจ้าแล้ว!”
มีเสียงดังออกมาจากก้อนแสงสีทองอ่อนๆบริเวณที่เขาพุ่งผ่านศิษย์ของสำนักมืดมิดไม่อาจต้านทานพลังของเขาได้ทุกคนล้วนถูกเขาต่อยถีบกระเด็นไปไกลจนตายคาที่โดยมีวิญญาณติดชีพจรอยู่ใกล้เขาติดๆเพียงไม่ช้าเขาก็แสดงพลังอย่างบ้าระห่ำระเบิดความร้ายกาจสยบศัตรูอย่างน่าเกรงขาม
“บังอาจกล้าโจมตีคนของสำนักมืดมิดรนหาที่ตายหรือ!”
ผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสมบูรณ์คนหนึ่งเห็นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีก็ตะโกนขึ้นมาอย่างโมโห พร้อมกับกระโจนหาร่างที่ห่อหุ้มด้วยแสงสีทองนั้น เขากระตุ้นวิญญาณติดชีพจรที่แปลกประหลาดลักษณะเหมือนสัตว์ประหลาดที่คล้ายงูเหลือมเพียงชั่วพริบตาก็พุ่งเข้าไปด้านหน้าสกัดการโจมตีของตู้เซ่าฝู่ไว้ได้
“ฆ่า!”
ตู้เซ่าฝู่ตะโกนจากนั้นเหวี่ยงแขนอย่างรวดเร็ว มีอักษรยันต์สีทองประกายแสงสาดออกมาท่าทางของเขาดูง่ายๆ ไม่ซับซ้อนทว่าพลังแห่งวิชาลับวิชาแรกนั้นแฝงด้วยพลังอันยิ่งใหญ่เพียงแค่กำปั้นต่อยไปที่ร่างเงาอสูรวิญญาณติดชีพจรมันก็สลายเป็นเศษเสี้ยวอักษรยันต์ในทันที
ในช่วงเวลาอันน่าตื่นเต้นนี้ตู้เซ่าฝู่ก็พุ่งเข้าไปอยู่ด้านหน้าผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสมบูรณ์อย่างรวดเร็วการเคลื่อนไหวของฝีเท้าใช้วิชาบาทาพลิ้วพรายที่เพิ่งเรียนมาเมื่อก่อนหน้าสักครู่เขาตั้งหมัดปล่อยกำปั้นใส่หน้าอกชายที่อยู่ด้านหน้าอย่างไร้ความปรานี
“โครม!”
เมื่อพลังหมัดต่อยอัดร่างของผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสมบูรณ์รัศมีป้องกันของเขาถูกทำลายได้ในทันที จากนั้นก็มีเสียงโครมดังขึ้นจากหน้าอกร่างของเขาลอยฉิวกระเด็นถอยหลังไปไกล
ศิษย์ของสำนักมืดมิดที่มีฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับปรากฏต่อหน้าตู้เซ่าฝู่อีกคนเขาเร่งพลังออกมาจนเกิดคลื่นลมแรง และเหวี่ยงหมัดใส่ตู้เซ่าฝู่อย่างเต็มแรง
“ปึง!”
ตู้เซ่าฝู่ไม่ถอยหนี ใช้ร่างตัวเองพุ่งชนทุกสิ่งที่พุ่งเข้ามาราวกับเป็นกระทิงคึก