(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์

    ตอนที่ 150 หลี่จิ้งและซวนหยวน

            ซวนหยวนคำรามด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธ เปลวเพลิงที่เขาปลดปล่อยออกมานั้นทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เขาพยายามที่จะกดดันและขังดราโกเนียไว้ในเขตแดนแห่งกฎของตน


            “ข้าจะเผาผลาญแกให้สิ้นซาก ดราโกเนีย!”


            ดราโกเนียที่เห็นเปลวเพลิงเหล่านั้นก็ไม่แสดงความหวาดกลัวใดๆ ดวงตาสีทองของมันยังคงเปล่งประกายอย่างเยือกเย็น มันรับรู้ได้ถึงพลังที่ปลดปล่อยออกมาจากมนุษย์ผู้นี้ แต่มันก็ไม่เคยเห็นพวกมนุษย์เหล่านี้เป็นภัยคุกคามที่แท้จริง


            “ปัง!”


            ดราโกเนียพุ่งตัวผ่านเปลวเพลิงด้วยความรวดเร็ว กรงเล็บของมันฟาดออกไปอีกครั้ง


            “อึก!”


            ซวนหยวนพยายามที่จะหลบเลี่ยง แต่ความเร็วของดราโกเนียนั้นเกินกว่าที่เขาจะรับมือได้ กรงเล็บฟาดเข้าที่ร่างของซวนหยวนจนเขากระเด็นออกไปเป็นระยะไกล ร่างของเขาชนเข้ากับพื้นดินอย่างรุนแรง สร้างคลื่นฝุ่นที่ฟุ้งกระจายไปทั่ว


            ชายชราที่อยู่ไม่ไกลพยายามรวบรวมพลังแห่งสายฟ้าของเขาอีกครั้ง แม้ร่างกายของเขาจะเจ็บปวดและบาดเจ็บ แต่เขาไม่อาจยอมแพ้ได้ เขามองเห็นเพื่อนพ้องที่ล้มลงไปต่อหน้า และความโกรธนั้นทำให้เขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น


            “ซวนหยวน...ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าต้องต่อสู้คนเดียว!”


            หลี่จิ้งพูดพร้อมกับรวบรวมพลังครั้งสุดท้าย เขายกมือขึ้นเหนือศีรษะ สายฟ้าสีทองพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า และหอกอัสนีบาตก็ถูกสร้างขึ้นอีกครั้งด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขามี แต่ท่ามกลางความหวังที่ริบหรี่ต่อพลังที่ไร้ขอบเขตของดราโกเนีย สิ่งที่พวกเขาเผชิญหน้าอยู่นั้นกลับเกินกว่าที่มนุษย์จะเอาชนะได้ ดราโกเนียยังคงยืนตระหง่านอยู่ ร่างสีดำของมันแผ่พลังที่น่าสะพรึงกลัว และทุกย่างก้าวของมันก็คือหายนะที่ไม่มีที่สิ้นสุด


            กฎต้นกำเนิดแห่งสายฟ้าของหลี่จิ้งเริ่มแปรเปลี่ยนสภาพไป มันกลับกลายมาเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านไปอย่างเวิ้งว้าง


            ดราโกเนียยิ้มอย่างเหี้ยมโหด มันรู้สึกว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์เหล่านี้ช่างอ่อนแอและไร้ค่าจริงๆ ตัวมันใช้พลังเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น


            แต่พวกมนุษย์ที่คิดจะสู้กับมันกลับเต็มไปด้วยบาดแผล จมอยู่ในกองเลือด และยังไม่สามารถต่อสู้กับมันได้เลยแม้แต่น้อย การลอบโจมตีของหยางจินเหินเองก็แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ พวกมนุษย์เหล่านี้แทบไม่ต่างอะไรจากซากศพที่ยังคงขยับได้


            ทันใดนั้นเอง ดราโกเนียก็ตัดสินใจใช้พลังอย่างเต็มที่ มันกางกรงเล็บขนาดมหึมาออก พร้อมกับใช้เทคนิควิชากรงเล็บปีกสบั้นตัดผ่านดวงดาวที่ผสานกับกฎต้นกำเนิดแห่งทอง พลังของมันพุ่งกระจายออกมาพร้อมกับแสงทองที่ส่องประกายอย่างน่าหวาดกลัว


            กรงเล็บขนาดใหญ่ของมันพุ่งเข้าใส่ หลี่จิ้งและซวนหยวนที่ยืนอยู่ต่อหน้า ประหนึ่งเป็นแสงสว่างวาบที่ปรากฏขึ้น


            “ฉัวะ!ฉัวะ!”


            ทันใดนั้นประกายแสงสีทองก็ได้พุ่งออกมาและได้ตัดผ่านร่างของทั้งสองคนในทันที


            พลังมหาศาลที่แฝงอยู่ในกรงเล็บได้สร้างความเสียหายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ร่างของซวนหยวนและหลี่จิ้งถูกตัดขาดออกเป็นสองท่อน ร่างกายของพวกเขาแยกออกจากกันในชั่วพริบตา เลือดพุ่งกระเซ็นไปทั่วบริเวณ กลิ่นคาวเลือดกระจายเต็มสนามรบ


            “——!!”


            หลี่จิ้งและซวนหยวนต่างหยุดชะงัก แรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากการโจมตีมหาศาลนั้นทำให้พวกเขาแทบไม่สามารถขยับตัวได้ พวกเขามองเห็นภาพของร่างกายตัวเองที่แยกออกจากกัน ความเจ็บปวดแผ่กระจายไปทั่วทั้งร่าง รู้สึกได้ถึงความสิ้นหวังและความพ่ายแพ้ที่กำลังเข้ามาเยือน


            นัยน์ตาของพวกเขาเบิกกว้าง จ้องมองดราโกเนียที่ลอยอยู่ตรงหน้า แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความอาฆาตและความโกรธแค้น ไม่มีคำพูดใดๆที่สามารถเอ่ยออกมาได้ แม้ว่าจะมีคำถามมากมายในใจ หรือความโกรธที่ต้องการแสดงออก แต่พวกเขาไม่มีเวลาพอที่จะทำสิ่งใดได้


            “จะ..จบแล้ว พวกเราเป็นฝ่ายพ่ายแพ้!”


            ดวงตาของหลี่จิ้งเริ่มหรี่ลง ภาพของดราโกเนียที่ยืนตระหง่านอยู่เริ่มจางหาย กลายเป็นเพียงเงามืดมิดที่เริ่มคืบคลานเข้ามาในทัศนวิสัย ความมืดที่ค่อยๆกลืนกินแสงที่เหลืออยู่ ทำให้เขาสูญเสียการรับรู้และทุกสิ่งทุกอย่างค่อยๆหายไป


            “งั้นเหรอ.. ในที่สุดความทรมานนี้ก็ได้สิ้นสุดลงซักที”


            “หลังจากที่พวกข้าตายไป ไม่รู้เลยว่าโลกใบนี้จะเป็นยังไงบ้าง”


            ซวนหยวนเองก็เช่นกัน เขาครุ่นคิด พร้อมกับแสงแห่งความมุ่งมั่นที่เคยเปล่งประกายในดวงตาของเขากำลังดับลงอย่างรวดเร็ว


            ความมืดที่ล้อมรอบเข้ามาทำให้ความรู้สึกของเขาหายไปอย่างช้าๆ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความอาฆาต แต่ไร้พลังที่จะต่อสู้ต่อไปแล้ว ความสิ้นหวังค่อยๆกลืนกินจิตใจของเขาไปอย่างช้าๆ ขณะที่ร่างกายของเขาตกลงสู่พื้นดินเบื้องล่าง ประหนึ่งไร้ซึ่งชีวิตไปแล้ว


            ดราโกเนียจ้องมองดูพวกเขาที่ตกลงไปพร้อมกับร่างกายที่ถูกแยกออกเป็นสองท่อน มันยิ้มออกมาอย่างเหี้ยมโหดและเยือกเย็น ราวกับว่าการสังหารนี้เป็นเพียงสิ่งที่ไร้ค่า ไม่มีความสำคัญใดๆ มันรู้สึกว่ามนุษย์เหล่านี้อ่อนแอเกินกว่าจะต่อสู้กับมันได้จริงๆ


            “โฮกกกกกกกกกกกกกก!”


            เสียงคำรามของดราโกเนียดังก้องไปทั่วท้องฟ้า ท่ามกลางซากปรักหักพังและเลือดที่กระจายอยู่บนพื้น มันแผ่รังสีความเย็นชาและพลังที่ไม่มีใครเทียบได้ มันคือพลังที่ไม่มีขอบเขต พลังที่พร้อมจะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า โดยไม่มีสิ่งใดสามารถหยุดยั้งได้


            “ทะ..ท่านผู้เฒ่าแห่งเทพสงคราม”


            “ทะ..ท่านผู้นำสำนักซวนหยวน..”


            สนามรบกลายเป็นเงียบสงัด ร่างของหลี่จิ้งและซวนหยวนที่ล้มลงไปนั้นไม่ได้ส่งเสียงหรือการขยับใดๆอีกแล้ว


            นักสู้ที่เคยเป็นความหวังของมนุษยชาติ ถูกทำลายล้างไปอย่างไร้ความปรานี ความเงียบที่เกิดขึ้นราวกับเป็นการประกาศถึงความพ่ายแพ้ที่สิ้นหวัง มนุษยชาติได้สูญเสียเหล่านักรบที่แข็งแกร่งที่สุดไป และในขณะนี้ ไม่มีใครที่จะยืนหยัดอยู่ต่อหน้าดราโกเนียได้อีกต่อไป


            สถานการณ์ในสนามรบเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและความหวาดกลัว


            ความเงียบสงัดที่เกิดขึ้นหลังจากการสังหารหลี่จิ้งและซวนหยวน ทำให้เหล่านักสู้พันธุกรรมที่เหลือรอดต่างสูญสิ้นความหวังอย่างสิ้นเชิง


            พวกเขามองเห็นภาพของเพื่อนพ้องที่ยืนหยัดต่อสู้จนถึงที่สุด เพียงเพื่อถูกบดขยี้ด้วยความโหดเหี้ยมของดราโกเนีย


            “ฮะ..ฮ่าฮ่า นี่มันไม่ใช่เรื่องจริง บอกข้าทีสิว่ามันเป็นเพียงแค่ความฝัน?”


            “มะ..มันต้องเป็นความฝันแน่ๆ ถ้าใช่ก็ทำให้ข้าตื่นจากฝันร้ายนี้ทีเถอะ”


            นักสู้หลายคนหัวเราะออกมาทั้งที่น้ำตาไหลอาบแก้ม เป็นการหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและการยอมจำนนอย่างแท้จริง


            พวกเขารู้ดีว่าโอกาสที่จะรอดพ้นจากศึกครั้งนี้ไม่มีเหลือแล้ว การต่อสู้ที่ดุเดือดตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้ทดสอบความมุ่งมั่นและความกล้าหาญของพวกเขา แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรเหลือให้ต่อสู้อีกแล้ว รู้สึกถึงความหมดแรงทางจิตใจที่ไม่สามารถต่อกรกับศัตรูที่ไร้ที่สิ้นสุดนี้ได้


            ในขณะเดียวกัน ชิงหลง แบคโฮ และฮยุนมู ทั้งสามที่เคยเป็นขุนพลเทพขององค์กรและเคยติดตามหยางจินเหินมาโดยตลอด ต่างก็รู้สึกได้เช่นเดียวกัน พวกเขารู้สึกถึงการสูญเสียผู้นำที่พวกเขาเคารพเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้ง และการที่ดราโกเนียเองกลับไม่มีแม้แต่ความปรานีหรือความยอมรับในตัวหยางจินเหิน มันทำให้พวกเขาเข้าใจว่า พลังและอำนาจนั้นไม่อาจซื้อความภักดีหรือความเคารพได้ในท้ายที่สุด


            ดวงตาของชิงหลงเปล่งประกายด้วยแสงที่แฝงความเศร้าและความผิดหวัง


            “เรื่องทั้งหมดมันจบสิ้นแล้วละ”


            เขามองไปที่ร่างของหลี่จิ้งและซวนหยวนที่ถูกทำลาย รู้สึกได้ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งกับเพื่อนพ้องและอุดมการณ์ของเขา เขาเคยเชื่อว่าการติดตามหยางจินเหินและองค์กรแห่งมอนสเตอร์จะนำพาไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า แต่ตอนนี้สิ่งที่เขาเห็นกลับเป็นความหายนะที่ไร้ที่สิ้นสุด


            “พอแล้วละ.. ข้าเหนื่อยกับทุกสิ่งแล้ว!”


            แบคโฮที่อยู่ข้างๆรู้สึกถึงความหนักอึ้งในใจ เขามองไปที่ดราโกเนียที่ยังคงยืนตระหง่านอยู่


            ร่างกายของแบคโฮเต็มไปด้วยบาดแผล แต่ความเจ็บปวดเหล่านั้นไม่เทียบเท่ากับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในใจของเขา การที่หยางจินเหินถูกสังหารต่อหน้าต่อตา มันทำให้เขารู้สึกถึงความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่กว่าการสูญเสียชีวิต


            “................”


            ฮยุนมูเองก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เขามองไปยังสนามรบที่เต็มไปด้วยความสูญเสียและการทำลายล้าง เขารู้ดีว่าพวกเขาไม่มีทางที่จะสู้ดราโกเนียได้ พวกเขาไม่เหลือผู้นำและไม่เหลือความหวังอีกต่อไป สิ่งที่เหลืออยู่ในขณะนี้คือการยอมรับชะตากรรมของตนเอง


            “พวกเราคงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว... ทุกสิ่งที่พวกเราฝันถึง ทุกสิ่งที่พวกเราทำเพื่ออนาคต... มันไม่มีค่าอีกต่อไป”


            ชิงหลงกล่าวออกมาด้วยเสียงที่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า น้ำเสียงของเขาสะท้อนความเศร้าและความสิ้นหวังที่ท่วมท้นในใจของเขา


            แบคโฮและฮยุนมูพยักหน้าเล็กน้อย ร่างกายของพวกเขาทรุดลงเล็กน้อยด้วยความเหนื่อยอ่อน ความหวังที่เคยมีหมดสิ้นไปแล้ว


            พวกเขาเหลือเพียงแค่การยอมรับชะตากรรมของตนเอง การพ่ายแพ้และความตายเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป



            ...

            ตายห่ากันหมด + +


    คล้ายกับเรื่อง(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์ ที่คุณอ่าน