ตอนที่ 18 ปฏิบัติการแกล้งพี่เอก ผู้ที่เดินทางมาจากยุคหินเริ่มขึ้นแล้ว
ไม่มีไลน์ ไม่มีเฟสบุ๊ก ไม่มีโปรแกรมอะไรเลยที่สามารถติดต่อได้สะดวก เพราะใช้มือถือแบบปุ่มกดรุ่นเก่า สภาพเหมือนเอาไปใช้ขุดเหมืองถ่านหินมาก็ไม่ผิด ผมไม่อยากจะทำท่าข่มหรือบ่นอะไรหรอก แต่ท่าทางของพี่เอกดูเหม่อลอยพิกล เหมือนคนมีเื่ให้คิดตลอดเวลา ผมยังไม่ได้ถามเหตุผลเลยว่าทำไมถึงยอมมาทำงานด้วย แต่ตอนนี้แก้ปัญหาก่อน
“คุณอ้อย” ผมส่งเสียงเรียกเลขาส่วนตัว
“คะ คุณต่อ”
“ไปเอามือถือพนักงานที่บุคคลมาให้ผมเครื่องนึง” ปกติมือถือของพนักงานขายจะเป็แบบทัชสกรีนรุ่นกลาง เอาไว้เพื่อใช้ติดต่องาน ตอบอีเมล์ลูกค้า เพราะผมถือว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าจะต้องทำงานผ่านคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊กมันไม่ทันการหรอก จึงออกนโยบายให้เซลล์ใช้มือถือทุกคน พอเื่นี้เข้าท่า พี่เขยผมก็เลยขอมือถือไอโฟนสำหรับผู้บริหารด้วยซะเลย เป็การใช้เงินกงสี แต่ตัวเองได้มือถือรุ่นท็อป...ดีจังนะพี่เขยผมเนี่ย
[คุณบรรจง เอาไอโฟนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาให้คุณอ้อยนะ] ผมส่งไลน์ไปหาหัวหน้าฝ่ายบุคคล ถ้าไม่กำชับก่อนคงได้แต่มือถือธรรมดามาอย่างแน่นอน
พอมือถือเครื่องใหม่ถูกแกะออก พี่เอกภพก็ทำหน้าเหรอหราเลยครับ เหมือนไม่เคยใช้งานมาก่อน ซึ่งพอถามแล้วก็เป็ไปตามคาด...อายุแกก็ไม่มากนะ แต่ทำไมถึงทำตัวล้าสมัยได้เพียงนี้ หรือแกเพิ่งหลุดมาจากยุคหินกันแน่... ผมเลยตัดสินใจคว้ามือถือมาเอง จัดแจงเปลี่ยนซิมให้ด้วย ยังดีที่ซิมของพี่แกเป็แบบที่ตัดไว้แล้ว แค่แกะออกมาก็สามารถใส่ในมือถือเครื่องใหม่ได้ ตั้งค่ามือถือไม่ยากหรอก แต่หน้าตาที่ดูตื่นเต้นจนปิดไม่มิดนี่ทำให้ผมนึกขำ... แต่ก็พยายามไม่แสดงออก
“มีอีเมล์มั้ย” ผมถาม เพราะมันต้องใช้ลงทะเบียนกับไอโฟน
“ต้องใช้ด้วยเหรอครับ” อ้าวพี่...หลุดมาจากยุคหินจริงๆใช่ไหม
“อืม” ผมเก๊กเสียง เพราะไม่อยากปล่อยเสียงหัวเราะออกไป ท่าทางของพี่แกมันเหรอหราจนน่าขำจริงๆ
“คือ...” เ้าตัวเงอะงะ จะบอกแต่ก็ไม่บอก ทำหน้าตาคิดมากจนผมต้องกระตุ้นหน่อย
“เร็วๆ”
“ครับ ครับ อีเมล์ eakkonloryeahyeah@hotmail.com ครับ”
“หะ อีกทีซิ” ผมมองใบหน้าพี่เอกภพ ... เข้าใจไหมครับว่าพี่เขาห่างไกลจากคำว่าหล่อไปมากอยู่เหมือนกัน คือ อายุแกเพิ่งจะสามสิบ แต่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้ตัวดำหมองเหมือนคนที่ทำงานตากแดดตลอดเวลา ริ้วรอยที่หน้าผากและตีนกาย่นยับไม่เข้ากับชื่ออีเมล์ที่ั้แ่แม้น้อย
“เอกคนหล่อเย่เย่แอทฮ็อตเมล์ด็อทคอมครับ” พี่เอกภพทวนอย่างแ่เบา ผมที่กลั้นหัวเราะมาตั้งนานก็หลุดสิครับ คือ...ไม่ไหวแล้วโว้ยยย โอ๊ย จะน่ารักไปไหนเนี่ยพี่เอก แบบนี้มันต้องแกล้ง...
พี่เอกขับรถได้ดีเลยนะครับ แถมยังมาจากบ้านแต่เช้าเพื่อคอยเช็คสภาพรถก่อนออกไปอีกด้วย บ้านผมมีรถหลายคัน เพราะไม่อยากใช้คันเดิมเพราะกลัวว่ารถจะเสีย เลยใช้วนตามที่อยากนั่ง วันนี้พี่เอกเลือกบีเอ็มสีดำขลับตัวใหญ่ คงจะรู้ว่าผมต้องไปร่วมงานประชุมซัพพลายเออร์ เลยจัดชุดใหญ่...
พี่เอกท่าทางไม่อยู่กับเนื้อกับตัวทั้งวัน แม้ผมจะทักหรือดุไปแล้ว แต่แกก็ยังเหม่อเหมือนคนคิดมาก ใบหน้าดูหมองเหมือนคนไม่ได้นอน แถมแววตายังเศร้าแปลกๆ จนแกรับโทรศัพท์แค่นั้นแหละ น้ำตาไหลอาบแก้มแถมยังตัวสั่นเหมือนคุมสติไม่ได้อีก ผมเป็ห่วงจัง ห่วงทั้งตัวเองและคนขับ พลางขบคิดว่าอะไรเป็สาเหตุให้พี่เอกอ่อนไหวได้ถึงเพียงนี้ ในเมื่อแกก็ยังโสด ถ้ามีแฟนผมก็ต้องรู้สิ เพราะตัวกินกันมาตลอด่สองสามวันนี้
“เห้ย นาย นายเอก เป็ไร” ผมชะโงกหน้ามาฝั่งคนขับเลยครับ นี่แกร้องไห้ตาแดงไปหมด
“แม่ แม่ผม...” พี่เอกกลั้นสะอื้น แต่ยังห้ามน้ำตาไม่ได้
“แม่เป็ไร นายเอก” ผมเขย่าตัวก่อน อีกนิดจะพ้นสะพานแล้ว ถ้าพี่เอกคุมสติไม่ได้รถกลิ้งตกไปแน่นอน
“แม่ผมผ่าตัด ไม่รู้ น้องผมโทรมาร้องไห้ ไม่รู้ว่า ไม่รู้เหมือนกัน”
“จอดรถ” ผมเข้าใจละ เลยบอกให้แกหยุด แต่เหมือนสติของพี่เอกไม่อยู่กับร่องกับรอยจนผมต้องขึ้นเสียง
“จอด!” ท่าทางคนขับสะดุ้งโหยง
“ลงมา” ผมเปิดประตูฝั่งแกที่ยังนั่งนิ่งเหมือนคนใจลอย ผมเลยต้องกระชากตัวออกมา เพราะคิดว่านาทีนี้ต้องรีบ ใบหน้าเงอะงะนั้นดูงุนงงแต่ก็เดินลงจากรถและทำท่าจะเดินไปริมถนน...คิดอะไรของเค้าวะเนี่ย อย่าบอกนะว่าจะเรียกแท็กซี่ไปน่ะ
“ไปนั่งฝั่งโน้น” ผมรีบเรียก ท่าทางพี่เอกยังเงอะเงิ่นจนน่าหงุดหงิดจนต้องย้ำ “เร็วๆสิชักช้าเดี๋ยวไม่ทันการหรอก” ผมนั่งหลังพวงมาลัยทำไมเก้าอี้มันแคบขนาดนี้วะเนี่ย
“ปรับเบาะสั้นจังวะ” ผมบ่น พลางจัดท่าใหม่ รวมไปถึงกระจกมองหลัง “ไปไหน”
“ครับ” ท่าทางสติของพี่แกยังไม่กลับ
“ผมถามว่าโรงบาลไหน” ผมทำหน้าดุมองไปทางคนที่ร้องไห้อยู่ ใจผมเป๋ไปเลยครับเพราะสงสาร พอพี่เขาบอกผมก็บึ่งรถไปทันที เมื่อถึงโรงพยาบาลก็เกิดอิดออดไม่กล้าไปที่ห้องคนไข้เสียอย่างนั้น ผมทั้งสงสารปนหงุดหงิดใจ เนื่องจากคนที่นั่งตัวสั่นเหมือนยังกลัวว่าจะเกิดเื่ไม่ดีกับแม่ของตน จนผมต้องฉุดตัวให้เดินมานี่แหละถึงจะยอมลงรถ แต่ร่างหนาของพี่เอกยังไม่ยอมให้ความร่วมมือ ทำท่าเหมือนจะล้มให้ได้จนผมต้องหิ้วปีก ทีแรกหิ้วแค่แขนซ้าย แต่ตัวพี่แกหนักครับ ถึงแม้จะเตี้ยกว่าผมน่าจะเกือบยี่สิบเซ็นติเมตร แต่หุ่นหนาใหญ่ขนาดนี้ก็ไม่สามารถหิ้วแขนเดียวได้ ผมเลยช้อนสองแขนเข้าใต้รักแร้แกจากด้านหลังซะเลยั้แ่หน้าลิฟต์ จนเกือบถึงห้องคนไข้
“ผมโอเคครับคุณต่อ ปล่อยผมเถอะ” โอเคบ้าอะไรล่ะ
“แข้งขาเปลี้ยขนาดนี้ ปล่อยไปกองกับพื้นหน้าฟาดมาจะขี้เหร่กว่าเก่าอีกนะ”
“แต่คุณต่อแทบอุ้มผมแล้วนะ” จริงๆก็อยากอุ้มนะ ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน
“ก็เดินดีๆสิ ผมก็หนักนะ”
แกรก.... พอประตูเปิด ผมก็ยืนอยู่แค่นั้น มองไปในห้องแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรน่าห่วง คนไข้ที่เป็คุณแม่พี่เอกก็นอนอยู่บนเตียง แล้วทำไมแกถึงร้องไห้ขนาดนี้...
....
“อ๋อ นี่คุณต่อ เ้านายพี่น่ะ” ผมสะดุ้งจากภวังค์ เพราะใช้สมาธิในการฟังบทสนทนาของพี่น้องคู่นี้
“ห๊ะ” สองแม่ลูกอุทานพร้อมกันอีก “พี่ไปได้งานที่ไหน ตอนไหน”
“นั่นสิ ทำไมไม่เคยบอกแม่”
“แล้วพี่ไม่ขับแท็กซี่ละเหรอ แล้วค่าห้องแม่จะเอาไงล่ะ”
“ใจเย็นๆก๊อนไอ้โท”
“เดี๋ยวผมไปหางานพิเศษทำนะพี่ จะได้ช่วยพี่อีกแรง”
“นี่ไอ้โท กูบอกว่ากูได้งานแล้ว มึงฟังบ้างมั้ยเนี่ย”
“พี่ไปทำงานอะไร วุฒิการศึกษาก็ไม่มี พี่อย่ามาอำ นี่เป็คุณหมอใหม่แน่ๆเลยใช่มั้ย” คิดแล้วก็ภูมิใจมั้ย น้องชายพี่เอกคิดว่าผมเป็หมอ... แต่นี่ใช่น้องโทที่เคยเจอกันตอนงานประชุมผู้ปกครองไหมนะ ทำไมน้องถึงจำพี่ไม่ได้ล่ะ พี่ยังสืบเื่ะพี่เอกจากเราผ่านไอ้ตงอยู่เลย
“สวัสดีครับคุณแม่ ผมต่อพงษ์ครับ เ้านายพี่เอก” เสียงหล่อๆต้องมา
“ไหว้พระเถอะลูก แล้วทำไมถึงมากับตาเอกได้ล่ะ”
“ไม่มีอะไรหรอกครับ พอดีทางผ่านน่ะ เห็นพี่เอกรีบผมเลยถือโอกาสมาเยี่ยมคุณแม่ซะเลย” เื่ตอบเอาใจเนี่ย ผมถนัดนะ
“โถ พ่อหนุ่ม ขอบใจมากนะ”
“ผมขอโทษด้วยนะครับที่มามือเปล่า เสียมารยาทจัง” ผมยังทำเสียงหลอ่ไม่หยุด
“โอ๊ย ไม่เป็ไรเลยพ่อคุณ” คุณแม่ตอบแบบนี้ แสดงว่าได้ใจผมไปแล้วสินะ
“งั้นเอางี้ ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ให้ทางผมรับผิดชอบเองนะครับ” ผมรุกต่อ...อยากทำคะแนนเลย
“ห๊ะ” พี่เอกอุทานเสียงหลง
“ถือว่าเป็สวัสดิการพนักงาน ไม่ต้องเกรงใจ” ผมตอบเรียบๆ
“คุณต่อ...” พี่เอก อย่าทำเสียงแบบนั้น ผมหวั่นไหว...
“ตั้งใจทำงานละกัน” ผมโน้มตัวมากระซิบคนที่ทำหน้างงสุดชีวิตอยู่ ปกติพี่เอกก็หน้าเอ๋ออยู่แล้ว แต่ตอนนี้ก็ยิ่ง...น่ารัก
“งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ คุณแม่จะได้พักผ่อน” ผมขอตัวลากลับ ทั้งที่ใจจริงอยากอยู่ต่อ แต่ไม่อยากจะให้ใครจับอาการได้ว่ากำลังใจสั่นหูแดงอยู่เมื่ออยู่ใกล้พี่เอก “เจอกันพรุ่งนี้”
“แต่ คุณต่อจะกลับยังไง”
“รถไง ผมมีรถ”
“แต่...”
“ผมกลับเองได้ นายดูแลแม่เถอะ พรุ่งนี้เจอกัน” ผมไหว้ลาคุณแม่แล้วเดินออกจากห้องอย่างรีบร้อน ถ้าขืนอยู่ใกล้อีกนิด ผมคงตบะแตกคว้าคอพี่เอกมาจูบต่อหน้าแม่แน่ๆ ขายาวผมก้าวฉับๆให้พ้นจากตรงนี้ แต่....
“คุณต่อ”
“อะไรอีก” โอ๊ย พี่เอก ปล่อยผมไปเถอะนะ แค่วันนี้ผมก็ใจสั่นไปหมดแล้ว ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเป็แบบนี้นะ แต่พอเห็นน้ำตา เห็นท่าทางของพี่เท่านั้นแหละ นายต่อพงษ์ถึงขั้น... เอ่อ เขิน
“คือ ผมจะโดนหักเงินวันนี้มั้ยอะครับ” แหมพี่ มีแต่อยากจะเพิ่มเงินเดือนให้
“คิดว่าไงล่ะ” ผมยิ้ม มองหน้าที่เหรอหรานั้น เริ่มรู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนผ่าว ลิฟต์ยังอยู่ที่ชั้นหนึ่ง ผมรีบจ้ำลงบันไดอย่างรวดเร็วเพราะไม่อยากให้พี่เอกเห็นว่าตอนนี้ผมหุบยิ้มไม่ได้เลย...บ้าจริง