เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 98 ความอ้างว้าง

            เมืองหยุนหยางเป็นเมืองที่เล็กๆ ที่อยู่ใกล้กับนิกายหยุนไห่และมีหลายพันครัวเรือนที่ได้อาศัยอยู่ที่นี่

            ในเมืองเล็กๆ นี้ มีตระกูลขุนนางตระกูลหนึ่งได้ล่มสลายลงนั่นคือตระกูลต้วนว่ากันว่าตระกูลต้วนเป็นเชื้อพระวงศ์ แต่เป็นเพราะบรรพบุรุษรุ่นก่อนได้ไปล่วงเกินเบื้องสูงเข้าจึงถูกขับไล่ออกจากการเป็นเชื้อพระวงศ์และถูกเนรเทศไปอยู่เมืองเล็กๆ ที่ห่างไกล

            แน่นอนว่าประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กแห่งนี้ไม่ค่อยเชื่อข่าวลือว่า ตระกูลต้วนที่เป็นตระกูลของเชื้อพระวงศ์จะลดตัวมาอยู่ในเมืองเล็กๆนี้ได้อย่างไร?

            ตระกูลต้วนได้อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของเมืองหยุนหยางและลานหน้าบ้านในตอนนี้ได้มีรถม้าขนาดใหญ่จอดอยู่ ดูเหมือนว่ากำลังจะออกเดินทาง

            “พี่สาว พวกเราออกเดินทางกันเถอะ”

            เด็กรุ่นเยาว์คนหนึ่งอายุประมาณ 14 ปี กล่าวด้วยเสียงดังขณะเดินไปหาหญิงสาวที่สวยและสง่างามคนหนึ่ง

            หญิงสาวที่สวยและสง่างามในขณะนี้ได้มีนัยน์ตาที่แดงก่ำดูเหมือนเพิ่งร้องไห้มาและสายตานั้นได้ทอดมองออกไปไกล มองไปยังทิศทางที่ตั้งของนิกายหยุนไห่ เมื่อมองลึกลงไปในนัยน์ตาของนางก็จะเห็นประกายความโศกเศร้าเสียใจ

            นางไม่คาดคิดมาก่อนว่าหลังจากไม่กี่วันที่นางออกจากนิกายจากนั้นนิกายหยุนไห่ก็ได้ถูกทำลายลง และภายในวันเดียวกันนั้น ทุกคนล้วนถูกสังหารตายกันทั้งหมด...

            “อืม”

            เมื่อหญิงสาวได้ยินเสียงของเด็กรุ่นเยาว์ นางจึงทำเป็นฝืนยิ้มและพยักหน้า “นายน้อย พวกเรารีบออกเดินทางกันเถอะ”

            “อย่ากังวลไปเลย เมื่อถึงเมืองหลวงแล้วข้าจะให้พี่ชายแนะนำชายหนุ่มที่มากไปด้วยพรสวรรค์แก่เจ้า”

            หญิงสาวส่ายหน้าและฝืนยิ้มออกมา

            “นายน้อย ทุกๆ คนกำลังรออยู่ พวกเราควรรีบไปได้แล้ว”

            “ก็ได้” นายน้อยพยักหน้า และเดินไปยังรถม้าขณะมีองครักษ์คุ้มกันรอบด้าน

            “จิ้งหยุน เจ้าไปนั่งกับนายน้อยด้านในเถิดส่วนด้านนอกปล่อยให้พวกข้าจัดการเถอะ”

            องครักษ์คนหนึ่งกล่าวอย่างรวดเร็วขณะมองไปที่จิ้งหยุน เมื่อนางโตเป็นสาวแล้วนับวันนางก็ยิ่งงดงามมากขึ้น ดังนั้นเหล่าองครักษ์หนุ่มของตระกูลต้วนต่างล้วนคิดหาหนทางเพื่อให้ได้นางมาครอบครอง

            “จิ้งหยุน เจ้าควรพักผ่อนสักหน่อยส่วนด้านนอกปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกข้ากับลุงหวังเถอะ” ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับกล่าวขณะยิ้ม

            “พวกเขาพูดถูก พวกเราไปนั่งด้านในเถอะ” นายน้อยได้ดันตัวจิ้งหยุนเพื่อให้นางเข้าไปในรถม้าแม้ว่าจิ้งหยุนจะเป็นเพียงคนรับใช้ในตระกูลของเขามาตั้งแต่นางยังเป็นเด็กแต่ความสัมพันธ์ระหว่างนายน้อยกับนางนั้นเปรียบเสมือนพี่สาวและน้องชาย

            จิ้งหยุนไม่ได้ปฏิเสธ และเดินขึ้นไปยังภายในรถม้า

            แต่ในขณะเดียวกัน หลินเฟิงและเมิ่งฉิงได้มาถึงเมืองหยุนหยางแล้ว

            “ในเมืองนี้พวกเราไม่น่าจะหารถม้าเจอ” หลิงเฟิงสัมผัสได้ถึงความรกร้างของเมืองเล็กๆนี้ เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่น เป้าหมายในการเดินทางครั้งนี้ของเขาคือเมืองหลวงแห่งอาณาจักรเสวี่ยเยว่ซึ่งห่างไกลจากเมืองเล็กๆแห่งนี้อย่างมากและการเดินทางด้วยเท้านั้นมันต้องใช้เวลานานหลายวันกว่าจะถึงเมืองหลวง

            ทั้งหมดเป็นความผิดของหลินเฟิงที่ลงจากภูเขามาอย่างรีบร้อนมิหนำซ้ำยังลืมนำม้ามาอีกด้วย

            “ตรงนั้นใช่รถม้าหรือไม่?”

            เมิ่งฉิงกล่าวขณะชี้ไปยังทิศทางที่ไกลออกไปหลินเฟิงจึงเงยหน้าขึ้นและมองไปยังทิศทางที่เมิ่งฉิงชี้และก็เห็นรถม้าหลายคันกำลังมุ่งหน้ามายังทิศทางที่หลินเฟิงอยู่

            “บังเอิญอะไรเช่นนี้”

            หลินเฟิงยิ้มและรีบเดินเข้าไปเพื่อที่จะหยุดรถม้า

            “เจ้าเป็นใครกัน? หลบไปเดี๋ยวนี้” เมื่อชายหนุ่มเห็นหลินเฟิงมาขวางทาง จึงอดไม่ได้ต้องตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว

            “สหาย เจ้าใช้รถม้าเพียงแค่คันเดียว และยังมีรถม้าสองคัน เจ้าสามารถให้พวกข้ายืมได้ไหมข้ายินดีให้เงินเพื่อเป็นการขอบคุณ”

            หลินเฟิงยิ้มให้ชายหนุ่มและกล่าวอย่างสุภาพ

            ภายในรถม้าหลังม่านสีขาว เมื่อจิ้งหยุนได้ยินเสียงอันคุ้นเคยร่างกายจึงสั่นเทาในทันที จากนั้นนางจึงเปิดม่านเพื่อให้เห็นด้านนอกได้ชัดมากยิ่งขึ้นแล้วจิ้งหยุนก็ได้เห็นหลินเฟิง นัยน์ตาของนางอดไม่ได้ที่จะฉายแววแห่งความสุขออกมา

            “ขออภัย รถม้าเหล่านี้พวกข้าก็จำเป็นที่ต้องใช้ ไม่สามารถขายให้กับเจ้าได้”

            ลุงหวังกล่าวตอบ ขณะดึงสายบังเหียนของม้า

            “ไสหัวออกไปได้แล้ว พวกข้าไม่ต้องการเงินของเจ้า” ชายหนุ่มในชุดสีดำกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาจึงทำให้หลินเฟิงขมวดคิ้ว พวกเขาไม่ให้ยืมก็คือไม่ให้ยืมแล้วทำไมต้องหยาบคายเช่นนี้กัน

            “หลินเฟิง”

            เสียงที่ทั้งตื่นเต้นและดีใจได้ดังออกมาจากรถม้า ตอนนั้นจิ้งหยุนได้ก้าวออกมาจากรถม้าด้วยรอยยิ้มสดใสบ่งบอกได้ว่านางกำลังมีความสุขที่หลินเฟิงยังไม่ตาย แต่นิกายหยุนไห่ได้ถูกทำลายลงไปแต่ทว่าหลินเฟิงก็ยังมีชีวิตอยู่

            “จิ้งหยุน!”

            นัยน์ตาของหลินเฟิงนิ่งค้างเล็กน้อยขณะมองไปยังร่างเงาอันสง่างามที่กำลังเดินออกมาจากรถม้ารอยยิ้มของนางเป็นดั่งแสงอาทิตย์ที่เปล่งประกายเข้าสู่นัยน์ตาของเขา

            “จิ้งหยุน เขาเป็นใครกัน?”

            ในขณะนั้นชายหนุ่มในชุดสีดำได้ลงมาจากอานม้า และเดินไปหยุดด้านหน้าหลินเฟิงจากนั้นเขาก็มองหลินเฟิงอย่างหยิ่งยโสโอหัง

            “หลินเฟิงเจ้ายังมีชีวิตอยู่ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับนิกายหยุนไห่?” จิ้งหยุนกล่าวราวกับว่านางไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นและเดินไปหาหลินเฟิงโดยไม่สนใจชายหนุ่มในชุดสีดำเลยสักนิด นี่จึงทำให้แววตาของชายหนุ่มในชุดดำเย็นชามากยิ่งกว่าเดิม

            เมื่อหลินเฟิงได้ยินคำพูดของจิ้งหยุน จึงรู้สึกประหลาดใจขณะมองเธอ “เจ้าไม่รู้หรอกหรือ? ”

            “ข้าไม่รู้ว่าในวันนั้นเป็นการทดสอบของนิกายรอบที่สองพอดีได้รับการแจ้งเตือนจากนายน้อย ข้าจึงต้องไปยังเมืองหลวงในทันทีแต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน พอข้ากลับไปที่นิกายหยุนไห่เพื่อบอกลากับพวกเจ้าแต่กลับ...” แววตาของจิ้งหยุนเริ่มแดงก่ำ จนไม่สามารถพูดต่อไปได้อีกสิ่งที่เห็นในวันนั้นมันได้กลายเป็นฝันร้ายของนาง

            “เข้าใจแล้ว” หลินเฟิงรู้สึกโล่งใจขึ้นมากที่ในวันนั้นนางไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์มิเช่นนั้นนางก็คงจะ...

            “จิ้งหยุน เขาคือ?”

            ในขณะนั้น ลุงหวังกล่าวถามขณะดึงสายบังเหียนอยู่

            “ลุงหวัง นี่คือหลินเฟิงสหายของข้าและเป็นศิษย์ของนิกายหยุนไห่”

            จิ้งหยุนคว้าตัวหลินเฟิงและกล่าวแนะนำแก่ลุงหวัง

            “อืม” ลุงหวังพยักหน้าเล็กน้อย

            “หึ นิกายได้ถูกทำลายไปแล้วแท้ๆ แต่เจ้ากลับยังมีชีวิตอยู่ ไม่รู้ว่ารอดมาได้ยังไง” ชายหนุ่มเห็นจิ้งหยุนมองหลินเฟิงอย่างกระตือรือร้น จึงกล่าววาจาแดกดันออกมานั่นทำให้จิ้งหยุนต้องขมวดคิ้ว

            “ว่านชิงซาน เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

            จิ้งหยุนมองชายหนุ่มชุดสีดำด้วยสายตาเย็นชา ขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว

            “แต่ก็มีบางคนที่รู้ว่าข้าหมายถึงอะไร” ว่านชิงซานยังกล่าวแดกดันต่อไปแล้วมองหลินเฟิงอย่างเหยียดหยาม

            จิ้งหยุนเป็นศิษย์สายนอกของนิกายหยุนไห่ ในเมื่อนางรู้จักกับหลินเฟิงก็แสดงว่าเขาน่าจะเป็นศิษย์สายนอกเช่นเดียวกันซึ่งศิษย์สายนอกส่วนใหญ่จะอยู่ในขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 8 หรือ9 แต่หลินเฟิงเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่จุดสูงสุดของขอบเขตนักรบลมปราณแล้วแน่นอนว่าเขาย่อมไม่สนใจคำพูดของว่านชิงซานก็ย่อมได้

            นอกจากนี้นิกายหยุนไห่ได้ถูกทำลายไปแล้ว แต่หลินเฟิงยังมีชีวิตอยู่บางทีเขาอาจจะใช้ชีวิตแบบซังกะตายไปวันๆ ก็ได้

            หลินเฟิงส่ายหัวและไม่อยากจะไปสนใจว่านชิงซาน

            “จิ้งหยุน พวกเจ้ากำลังไปเมืองหลวงเหรอ?”

            “อืม” จิ้งหยุนพยักหน้า

            “ประจวบเหมาะเสียจริง ข้าก็กำลังไปเมืองหลวงเหมือนกัน เจ้าสามารถให้พวกข้าร่วมเดินทางไปด้วยได้หรือไม่?”

            “จริงเหรอ? งั้นข้าจะช่วยเจ้าไปถามนายน้อยให้ แค่เจ้าเดินทางไปกับพวกเรามันก็คงไม่มีปัญหาอะไรหรอก” เมื่อจิ้งหยุนได้ยินหลินเฟิงว่ากำลังไปเมืองหลวงจึงทำให้นางรู้สึกมีความสุขมาก

            “จิ้งหยุน นี่ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยดีเท่าไรนะ”

            ลุงหวังกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            “ลุงหวัง หลินเฟิงก็เป็นศิษย์นิกายหยุนไห่เหมือนฉันและเขาก็ค่อนข้างแข็งแกร่ง เขาสามารถช่วยคุ้มกันพวกเราได้”

            “ใช่แล้ว ข้าสามารถคุ้มกันพวกท่านได้” หลินเฟิงพยักหน้า

            “นิกายหยุนไห่ได้ถูกทำลายไปหมดแล้ว มีความแข็งแกร่งมันก็ดี แต่พวกข้าไม่ต้องการ”ว่านชิงซานกล่าวประชดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น

            “จิ้งหยุน เจ้าก็รู้ดีว่าเป้าหมายในการเดินทางของพวกเรามันไม่เหมาะที่เขาจะร่วมเดินทางไปด้วย แต่ถ้าให้รถม้าแก่เขามันก็ไม่มีปัญหาอะไร” ลุงหวังกล่าวอย่างใคร่ครวญ นอกจากนี้ยังมีรถม้าอีกสองคันที่ได้สำรองไว้ หากไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นก็อาจไม่ได้ใช้งาน

            ส่วนหลินเฟิงก็ครุ่นคิดตามลุงหวัง

            “ไม่เป็นไรหรอกลุงหวัง ให้เขามาด้วยกันเถอะ”

            ในขณะนั้น นายน้อยก็ได้เดินลงมาจากรถม้า แล้วเดินไปหาหลินเฟิงพร้อมกับรอยยิ้ม“ข้าชื่อต้วนเฟิง”

            “หลินเฟิง” หลินเฟิงหัวเราะเพราะชื่อของอีกฝ่ายมันพ้องเสียงกับชื่อของเขา

            “นายน้อย...” ลุงหวังมองไปทางต้วนเฟิงและต้องการจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลับถูกต้วนเฟิงขัดจังหวะเสียก่อน “ลุงหวังข้ากับพี่จิ้งหยุนอยู่ข้างในรถม้านั้นก็ไม่มีอะไรจะทำก็ดีเหมือนกันที่มีพี่หลินเฟิงร่วมเดินทางไปกับพวกเราและสามารถพูดคุยกันได้”

            “นายน้อย ทำไมท่านถึงทำเช่นนี้?” เมื่อว่านชิงซานได้ยินว่าต้วนเฟิงจะให้หลินเฟิงไปนั่งข้างในรถม้าด้วยกันทันใดนั้นก็ทำให้บางคนรู้สึกไม่พอใจ และองครักษ์อื่นๆ ก็พยายามจะห้ามเขา

            “นายน้อย สถานะของท่านช่างสูงศักดิ์ จะสามารถนั่งกับคนระดับนี้ได้อย่างไรกัน?”

            ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งกล่าวอย่างไม่เห็นด้วย

            “สูงศักดิ์อะไรกัน เอาล่ะไม่ต้องพูดแล้ว ข้าบอกว่าได้ก็คือได้”

            ต้วนเฟิงกล่าวอย่างเฉียบขาด จากนั้นก็มองไปที่หลินเฟิงและกล่าวว่า “พี่หลินเฟิง ขึ้นมาบนรถม้าเถอะ”

            “ช้าก่อน ข้ายังมีสหายอีกคนหนึ่ง”

            หลินเฟิงหันไป และเห็นเมิ่งฉิงที่ยังยืนอยู่ที่เดิม จึงอดไม่ได้ที่จะตะโกนเรียก“เมิ่งฉิง!”

            เมื่อนางได้ยินเสียงตะโกนของหลินเฟิงจากนั้นเมิ่งฉิงก็ก้าวเท้าเดินไปหาหลินเฟิงทันที แล้วยืนอยู่ข้างหลังเขา

            เมื่อเมิ่งฉิงเห็นสถานการณ์ที่ดูน่ากลัวนั้นและเหล่าองครักษ์หนุ่มต่างตกใจเมื่อเห็นใบหน้าของเมิ่งฉิงที่มีผ้าบางๆ กั้นอยู่แต่พวกเขาสามารถรู้สึกถึงความสวยงามของนางได้ ใบหน้าภายใต้ผ้าปิดหน้านั้นตอนนี้กลับเขินอายอย่างไม่ที่สิ้นสุด

            “ช่างเป็นหญิงสาวที่งดงามอะไรเช่นนี้”

            เมื่อครู่นี้ไม่มีใครสนใจเมิ่งฉิงเลย แต่ในขณะนี้เมื่อนางมาอยู่ใกล้ๆ จึงทำให้ลุงหวังอดประหลาดใจกับสวยงามของนางไม่ได้

            จริงๆ แล้วจิ้งหยุนเป็นหญิงสาวที่สวยงามอยู่แล้ว แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเมิ่งฉิงในตอนนี้กลับเห็นได้ชัดว่าจิ้งหยุนมีสีหน้าซีดขาวขึ้นทันที ความงามของเมิ่งฉิงนั้นทำให้ผู้คนต้องหันมาสนใจนาง

            ในขณะนั้นจิ้งหยุนสังเกตเห็นเมิ่งฉิง เมื่อเห็นนางยืนเงียบๆอยู่ข้างหลังหลินเฟิง จึงทำให้นางอดไม่ได้ที่จะหึงหวงขึ้นมา

            “พี่สาวที่สวยงามท่านนี้ ในเมื่อเป็นสหายของพี่หลินเฟิง ก็ร่วมเดินทางไปกับพวกเราเถอะ”

            ต้วนเฟิงกล่าวอย่างกระตือรือร้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่น

            “ใช่แล้ว หลินเฟิงขึ้นรถม้ากันเถอะ” จิ้งหยุนพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม

            “พวกเราขึ้นรถม้ากันเถอะ” หลินเฟิงกล่าวกับเมิ่งฉิง จากนั้นก็ก้าวขึ้นรถม้าทันที

            ในขณะนั้นว่านชิงซานและเหล่าองครักษ์หนุ่ม ต่างมองส่งร่างเงาอันงดงามของเมิ่งฉิงจนหายลับขึ้นรถม้าไป

            “เจ้าเด็กนี่ ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็น... ศิษย์ของนิกายหยุนไห่งั้นหรือ หึ!”

            ว่านชิงซานอดไม่ได้ที่จะอิจฉาตาร้อน ว่าหลินเฟิงนั้นได้นั่งกับหญิงสาวที่สวยงามถึงสองคน

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    173K 135
    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.91M 3613
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    146K 311
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    นิยาย แฟนตาซี
    196K 740
    หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.77M 4643
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984