ฉันมีเทเลพอร์ตสุดเจ๋ง(ทั้งเรื่องติดหัวใจแค่4ตอน)

    ตอนที่ 58 อาณาจักรเจียงโฉมใหม่

    ตอนที่58 อาณาจักรเจียงโฉมใหม่


    ปรากฏว่ามันคือแร่M ซึ่งค้นพบในบางดาวเคราะห์ที่มีสภาพแวดล้อมเฉพาะ!


    แร่ชนิดนี้หากจะนำไปใช้ผลิตสิ่งใดจำเป็นต้องผ่านกระบวนการด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง!


    คุณสมบัติของแร่M มีหลากหลายมิติ นั่นคือ


    สามารถนำไปเป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตชิ้นส่วนของอาวุธที่ทรงพลังมากกว่าปืนเลเซอร์ธรรมดา!


    สามารถนำไปเป็นส่วนประกอบของโครงสร้างยานรบหรือพาหนะที่สามารถทนทานต่อแรงกัดดันสูง!


    หรือทนต่อความแตกต่างของอุณหภูมิที่สูงและต่ำได้มากถึง-10,000 และ 10,000 องศาฟาเรนไฮต์!


    สามารถนำไปเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ของใช้และอื่นๆ!


    สามารถนำไปเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ใช้สร้างสมองกลอันทรงพลังและชิปขนาดเล็กถึง1-100 พิโก!


    และชิปในฮัทก็มีขนาดแค่100 พิโก!


    สามารถแปรรูปเพื่อใช้งานได้ทั้งในรูปแบบของเหลวของแข็ง ก๊าซ!


    และอื่นๆอีกหลายรายการ


    “เอื๊อก!” หลิวเย่กลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดกลัวและความหวังปะปนกัน


    แต่สิ่งที่สร้างความผิดหวังให้กับเขาในเวลานี้คือฮัทไม่มีข้อมูลกระบวนการผลิตเพื่อแปรรูปแร่ M


    หากพวกเขามีกระบวนการผลิตเพื่อแปรรูปแร่ M


    นั่นหมายความว่าพวกเขาจะมีทรัพยากรเพื่อใช้ในการต่อกรกับศัตรูที่จะมารุกรานโลกได้!


    เขาต้องหาวิธีกระบวนการผลิตเพื่อแปรรูปแร่ M ให้ได้!


    และคิดถึงเจ้าอ้วนแกรี่ 7 บนดาวขยะ


    วันหยุดที่จะเดินทางไปประเทศ M ในครั้งนี้เขาจะสอบถามเรื่องแร่ชนิดนี้ด้วยว่าพวกเขารู้จักหรือไม่?


    หลิวเย่ตัดสินค้นหาแร่นี้เพิ่มมากขึ้นทันที!


    “พวกเจ้าทั้งหลายจงฟังและถ่ายทอดคำสั่งของข้าออกไปข้าจะส่งลูกน้องเหล็กไปค้นหาและขุดเหมืองแร่นี้ทั่วอาณาจักร

    เจียง ให้พวกเจ้าติดต่ออาณาจักรข้างเคียงเพื่อสัมปทานเหมืองแร่นี้ด้วยและประกาศให้ประชาชนสามารถมาทำงานใน

    เหมืองนี้โดยได้รับค่าตอบแทนที่ดีเช่นเดียวกับเหมืองแร่อื่นๆ”


    “น้อมรับคำสั่งองค์จักรพรรดิ!” เสียงรับคำดังลั่นห้องโถง


    หลิวเย่โบกมือนำแรงส์จำนวน50 ตัวออกมาแล้วแยกเป็น 10 ชุด


    ให้พวกมันทำหน้าที่ค้นหาขุด ลำเลียง ขนส่ง และต่อสู้ โดยให้ทำงานควบคู่ไปกับคนงานเหมือง


    “โอ้นายท่านมาแล้ว!” เสียงของหลินซ่งดังขึ้นด้วยความดีใจ


    “อืมเป็นอย่างไรบ้าง?” เขาถามด้วยความห่วงใยกับลูกน้องคนแรกในโลกโบราณ


    “ข้าได้จัดทำบัญชีทรัพย์สินของนายท่านไว้เรียบร้อยแล้ว”จากนั้นเขายื่นม้วนไม้ไผ่ 3 ม้วนให้กับเขา


    “อืม ทำดีมาก!”


    ในเวลานี้ขุนนางแม่ทัพฟางและทหารได้แยกย้ายกันไปปฏิบัติตามคำสั่งของหลิวเย่


    ..........


    ด้านนอกพระราชวังเกิดความแตกตื่นโกลาหลขึ้น


    เนื่องจากชาวบ้านพบเห็นแรงส์ตัวสูงสองเมตรก้าวเดินเสียงดังไปพร้อมกับทหารเป็นขบวนแถวยาว


    “ฉับ เคร้ง ฉับเคร้ง ฉับ เคร้ง”


    เสียงกระทบกันของโลหะจากเครื่องมือทำเหมืองดังกลบเสียงเดินที่แผ่วเบาของแรงส์!


    หน้าตาของแรงส์ที่เหมือนมดยักษ์และเป็นโลหะพิเศษได้สร้างความตื่นกลัวให้กับผู้ที่พบเห็น!


    ไม่เว้นแม้กระทั่งทหารเองที่ตัวแข็งทื่อและไม่กล้าเดินใกล้กับแรงส์เช่นกัน!


    แสงสีขาวจางๆจากดวงตาของแรงส์ทำให้ผู้พบเห็นล้วนแต่ก้มหน้าลงด้วยความหวาดกลัว!


    “โอ้ นั่นอะไร? น่ากลัวมาก!”


    “มันไม่ใช่มนุษย์เหมือนพวกเราแน่นอน!”


    “โอ้สัตว์ประหลาดนั่นมาจากที่ไหน?”


    “มันจะมาฆ่าพวกเราไหม?”


    “เกิดอะไรขึ้นกับอาณาจักรนี้?”


    “ดูสิพวกมันมีตั้งห้าสิบตัว!”


    “โอ้ ลูกจ๋า! อย่าร้องไห้!มันไม่กล้าทำร้ายพวกเราหรอก!”


    “มันพูดได้ไหม?”


    “มันคือตัวอะไรกันแน่?”


    เสียงพูดคุยแตกตื่นของประชาชนดังก้องไปทั่วบริเวณ!


    ในเวลานี้มีเสียงประกาศก้องจากแม่ทัพฟาง!


    “นี่คือพระราชโองการจากองค์จักรพรรดิหลิวเย่นับแต่นี้ต่อไปทหารเหล็กเหล่านี้คือข้ารับใช้ขององค์จักรพรรดิ


    มีหน้าที่ในการทำเหมืองแร่พิเศษของอาณาจักรเราพวกเจ้าคนใดที่ต้องการงานทำและค่าตอบแทนที่ดี


    สามารถมาสมัครงานได้กับขุนนางจู้ทันที”


    เสียงฮือฮาดังขึ้นในฝูงชนที่รายล้อมทั่วบริเวณหน้าประตูพระราชวัง!


    ตั้งแต่ก่อตั้งและสถาปนาอาณาจักรเจียง!


    การค้าขายมีความเจริญและเสรีมากขึ้น!


    ไม่มีการคดโกงและความอยุติธรรมใดๆเนื่องจากบทลงโทษร้ายแรง!


    ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้นเพราะส่วนใหญ่มีงานทำและมีรายได้!


    ครอบครัวอบอุ่นและแทบจะไม่มีใครขายลูกหลานหากิน!


    และที่สำคัญคือหากพวกเขาได้ทำงานกับขุนนางหรือกองทัพ!


    ค่าตอบแทนสูงและมีสวัสดิการครอบคลุมไปถึงสมาชิกในครอบครัวด้วย!


    ทำให้พวกเขามีความตั้งใจทำงานและมีความสุขตามอัตภาพ!


    ใครทำน้อยได้น้อยใครขยันทำมากก็ได้มาก!


    ยกเว้นพวกขี้เกียจและติดเหล้าจนเสียสติไปแล้วที่จะมีชีวิตย่ำแย่!


    เมื่อพวกเขาได้ยินแม่ทัพฟางรับสมัครคนงานเหมืองแร่พิเศษขององค์จักรพรรดิ


    พวกเขาต่างตื่นเต้นยินดีและเร่งส่งข่าวให้กับญาติพี่น้องลูกหลานของตน


    แม่ทัพฟางกวาดสายตามองรอบด้านและมองเห็นแววตาแห่งความสุขของประชาชน


    เขาไม่เคยคิดว่าวันใดวันหนึ่งจะมีความสันติสุขเกิดขึ้นในแผ่นดินเกิดของตน!


    ย้อนกลับไปไม่กี่เดือนก่อนพวกเขายังคงหน้าดำเคร่งเครียดกับการต่อสู้ปะทะกันระหว่างทหารจากอาณาจักรเล่ย


    แต่ในวันนี้พวกบ้าอำนาจและกระหายเลือดเหล่านั้นล้วนเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น


    รอยยิ้มกว้างปรากฏทั่วใบหน้าของเขา!


    แม่ทัพฟางลองพูดคุยกับแรงส์ตัวหนึ่งที่ยืนข้างๆเขา


    “เอ่อท่านชื่ออะไร?” องค์จักรพรรดิบอกว่าสามารถพูดคุยได้เหมือนคนทั่วไปแต่บางคำถามมันอาจจะไม่ตอบ


    “อี้!” แรงส์หันหน้ามามองแล้วพูดขึ้น จากนั้นหันหน้ากลับคืนและชี้นิ้วไปที่แรงส์อีกตัว


    “เอ้อ!”


    “ซาน!”


    จนถึงตัวที่ห้าสิบ


    “หวู่ฉี!”


    แม่ทัพฟางทำหน้าพิกลเขาไม่คิดว่าลูกน้องเหล็กขององค์จักรพรรดิจะมีชื่อเรียกที่จำง่ายเช่นนี้


    “ผูกผ้าบอกชื่อแต่ละตัวได้ไหม?”


    “ได้”เสียงโมโนโทนตอบกลับแม่ทัพฟาง


    ดังนั้นเขาจึงสั่งทหารให้นำผ้าเขียนหมายเลขแล้วไปผูกไว้ที่แขนข้างใดข้างหนึ่งของพวกมัน


    เวลาคนอื่นๆเรียกขานพวกเขาจะได้สื่อสารกันได้อย่างง่ายดาย


    ..........


    หลังจากนั้นอีกสองวัน


    ทั้งสามอาณาจักรไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรหยาง อาณาจักรลู่ และอาณาจักรเหอ


    องค์จักรพรรดิทั้งสามอาณาจักรต่างแตกตื่นตกใจกับข้ารับใช้สัตว์ประหลาดขององค์จักรพรรดิอาณาจักรเจียง


    “ข้าตัดสินใจถูกต้องแล้วที่ให้ธิดาของข้าไปเป็นพระสนมขององค์จักรพรรดิหลิวเย่”


    จักรพรรดิลู่โจวพูดกับเหล่าขุนนางและแม่ทัพของตนเอง


    “ใช่แล้วนี่ช่างน่ากลัวเสียจริง!”เสนาบดีซึ่งเป็นขุนนางขั้นสูงกล่าวสนับสนุน


    “ข้าคิดว่าควรถวายของบรรณาการเพิ่มดีไหม?” แม่ทัพเอ่ยเสนอความคิดเห็น


    “นั่นเป็นความคิดที่ดี!” จักรพรรดิลู่โจวตบเข่าดังฉาดใหญ่


    “ที่ผ่านมาเห็นมีท่านโยวจี้ติดต่อซื้อเหล้านมม้านมแพะ!” เสนาบดีพูดถึงข้อมูลการติดต่อค้าขายระหว่างอาณาจักร


    “อืม ดีถ้าเช่นนั้นส่งเหล้านมม้านมแพะเป็นของบรรณาการเพิ่มมากขึ้น!” จักรพรรดิลู่โจวสั่งการทันที


    “น้อมรับคำสั่ง!”


    อาณาจักรเหอและอาณาจักรหยางมีเหตุการณ์หวาดหวั่นในอำนาจและพลังของจักรพรรดิหลิวเย่


    พวกเขาต่างคิดหาของบรรณาการเพื่อมาถวายหลิวเย่ในเร็ววัน


    แต่หลิวเย่ไม่ได้รับรู้เหตุการณ์ความวุ่นวายเหล่านั้นเลย


    เนื่องจากในเวลานี้เขาพบทรัพย์สินชิ้นหนึ่งที่กระตุ้นความสนใจของเขาเป็นอย่างมาก


    มันเป็นบันทึกโบราณของอาณาจักรเล่ย!


    บันทึกเก่าแก่ที่เขียนบนหนังสัตว์ซึ่งถูกม้วนเก็บไว้ในปลอกกระบี่ขนาดเล็กอันหนึ่ง!


    บันทึกนั้นเป็นภาษาโบราณที่เขาอ่านไม่ออก!


    แต่ที่สร้างความประหลาดใจให้กับเขาคือฮัทรู้จักภาษาเก่าแก่นี้!


    ทำให้แปลความหมายของบันทึกโบราณได้ว่า


    “ยามอาทิตย์อัสดงป่าเดียวดายส่องแสง เมฆเคลื่อนลอยต่ำ ง้าวแห่งจักรพรรดิจะปรากฏโฉม อาวุธเทพชั้นสูง   สิบลม

    หายใจไขว่คว้า นภามืดมิดดับสิ้นสูญ”


    หลิวเย่ตื่นตะลึงตัวแข็งทื่อทันทีที่อ่านข้อความเหล่านั้นจบ!


    จากนั้นบันทึกโบราณนี้พลันโปร่งแสงและจางลงเรื่อยๆจนสุดท้ายสลายหายวับไป


    “ห๊ะ หายไปไหนแล้ว?” เขาตื่นตระหนกมากกว่าเดิม


    นี่เป็นการส่งสารของผู้แข็งแกร่งระดับเทพใช่ไหม?


    ไม่ว่าจะเป็นหนังสือโบราณที่เขาพบในห้องสมุด!


    หรือแม้กระทั่งบันทึกโบราณนี้!


    หลิวเย่ลูบคางอย่างครุ่นคิด“ดูเหมือนคราวนี้จะต้องนำอาวุธกลับไปด้วยให้ได้!”


    อีกด้านหนึ่งเขาก็รู้สึกตื่นเต้นยินดีเป็นเพราะว่าเขายังไม่มีอาวุธวิเศษใดๆเลย


    มีแต่โล่ต้านพลังเทพเพียงอย่างเดียว!


    คิดได้เช่นนั้นเขายังจะไม่ไปพบกับพระสนมของตนทั้งสี่คน


    แต่เขาสั่งการกับโยวจี้โดยตรง


    แล้วบินเหาะไปทางป่าเดียวดายป่าทึบที่เป็นเขตชายแดนเดิมระหว่างอาณาจักรเทียนและอาณาจักรเล่ย


    ..........


    หนึ่งชั่วยามต่อมา


    หลิวเย่หยุดยืนบนหน้าผาของป่าเดียวดาย


    เขาต้องรอให้พระอาทิตย์เริ่มตกดินก่อนจึงจะเริ่มค้นหาสถานที่ตามบันทึกโบราณนั่น!


    แต่ปรากฏว่าเย็นนี้เมื่อพระอาทิตย์เริ่มตกดิน


    เขาเปิดใช้งานสัมผัสสวรรค์ทันทีและค้นหาบริเวณที่มีการส่องแสงและมีเมฆเคลื่อนลอยต่ำ


    จนกระทั่งรุ่งเช้าเขาไม่พบสถานที่ใดๆตามข้อความนั้น!


    หลิวเย่ยังไม่ท้อถอยในวันที่สองนี้


    ตอนกลางวันเขาสำรวจป่าเดียวดายอีกครั้งและรอจนถึงตอนเย็นแต่สุดท้ายก็ยังไม่พบสถานที่หรือวัตถุใดๆ


    วันที่สามเหตุการณ์ยังคงเดิม


    วันที่สี่เขาสำรวจป่าเดียวดายจนทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว แต่สุดท้ายไม่พบอะไร?


    วันที่ห้า เขาสำรวจก้อนหินทุกก้อนต้นไม้ทุกต้น สายน้ำลำธารทุกแห่ง แต่สุดท้ายไม่พบอะไร?


    วันที่หกไม่พบอะไรเหมือนเดิมและเขาเริ่มรู้สึกท้อแท้!


    วันที่เจ็ดหลิวเย่เหนื่อยทั้งกายและใจกับการค้นหาที่ยิ่งกว่างมเข็มในห้วงมหาสมุทร!


    เขาจึงปล่อยวางและเปลี่ยนใจที่จะตั้งใจฝึกฝนแทน


    “เฮ้อ หากเย็นนี้ไม่พบคงต้องกลับโลกแล้ว อีกไม่กี่วันจะต้องเดินทางไปประเทศ M”


    ในโชคร้ายยังมีความโชคดีเพราะว่าการได้อยู่ในโลกโบราณหลายวัน


    ทำให้ตอนนี้หลิวเย่ก้าวขึ้นสู่ขอบเขตแกนทองคำระดับสูงสุดและมีความเสถียรแล้ว


    แต่ที่น่าประหลาดใจมากที่สุดสำหรับเขานั่นคือ จากบันทึกความทรงจำของจักรพรรดิอมตะหลิวเย่


    การจะก้าวขึ้นสู่ขอบเขตแกนเทพและทำให้เขาสามารถออกเดินทางจากโลกได้มีแค่คำสามคำเขียนไว้


    นั่นคือ “มีหรือไม่มี!”


    ข้อความนี้ทำให้เขาหัวบวมและปวดหัวทันที!


    สรุปว่าต้องใช้หรือไม่ต้องใช้ยาเม็ดเพื่อเลื่อนระดับ!


    ถ้าใช้มันคือสมุนไพรหรืออะไร?


    ถ้าไม่ใช้ต้องทำอย่างไร?


    ดังนั้นในตอนนี้เขาจึงมุ่งมั่นแค่ตามหาส่วนประกอบสำคัญเพื่อปรุงยาแกนสวรรค์ก่อน


    สำหรับแกนเทพเอาไว้ค่อยคิดอีกทีในคราวต่อไป!


    ในตอนนี้เขาอยู่ในห้วงอารมณ์กึ่งเศร้ากึ่งหดหู่กึ่งเดียวดายกึ่งอ้างว้างหลากหลายอารมณ์และความรู้สึก


    และไม่ได้เปิดใช้สัมผัสสวรรค์แต่อย่างใด


    ทันใดนั้นนิ้วชี้มือซ้ายพลันร้อนขึ้นเรื่อยๆ“เอ๊ะ!” เขาอุทานด้วยความประหลาดใจ


    ความรู้สึกร้อนแบบนี้อีกแล้วเหมือนกับเมื่อครั้งที่ถูกดูดเข้าไปในหลุมน้ำวนของค่ายกลพันปี


    เขาลองปล่อยตัวตามสบายและให้ความรู้สึกร้อนของนิ้วชี้นำทาง


    พลันนิ้วชี้สว่างมากขึ้นและคราวนี้เขาสามารถมองเห็นแหวนหยกได้อย่างชัดเจน“โอ๊ะ นี่แหวนจริงเหรอ?”


    แหวนสว่างมากขึ้นเมื่อเขาเดินตรงไป


    เขาต้องการทดสอบความคิดของตนจึงลองเดินไปอีกทาง


    ปรากฏว่าแสงสว่างของแหวนสลัวจางลงอย่างเห็นได้ชัด


    “นี่แสดงว่าแสงสว่างนั่นหมายถึงแสงจากแหวนวงนี้เองเหรอ?”


    เขายังงุนงงไม่หายและสงสัยมากขึ้นว่าตนเองได้แหวนวงนี้มาอย่างไร?


    หลิวเย่ตัดสินใจเดินตรงไปข้างหน้าตามแสงสว่างของแหวนที่ชี้นำเส้นทาง


    เวลานี้เขาเดินมาได้ราว20 ลี้แล้ว


    แต่เขายังคงเดิมพันกับแสงสว่างของแหวนบนนิ้วที่ยังเจิดจ้าอยู่!


    ทันใดนั้นมีเมฆก้อนหนึ่งลอยต่ำลงสู่ก้นเหวของหน้าผาหนึ่งบนภูเขาสูงชัน


    “นี่เอง เมฆเคลื่อนลอยต่ำ”เขาพึมพำกับตัวเองตามข้อความในบันทึกโบราณ


    หลิวเย่กระโดดลงจากหน้าผาสู่ก้นเหวเบื้องล่างทันที


    ด้านล่างนั้นมืดมิดจนแทบมองไม่เห็นอีกข้างหน้าหากไม่มีแสงสว่างจากแหวนช่วยนำทาง


    หลิวเย่ไม่ได้คิดอะไรมากเขาเปิดใช้สัมผัสสวรรค์ทันที


    พลันแสงสว่างจากแหวนหายวับทันใด!


    “ห๊ะ แย่แล้ว!” เขาตื่นตกใจที่พบว่าแสงสว่างนำทางจากแหวนหายไป


    เขาทบทวนและเข้าใจแล้วว่าความแตกต่างกันคือการเปิดใช้สัมผัสสวรรค์นั่นเอง!


    ดังนั้นเขาจึงปิดการใช้งานสัมผัสสวรรค์ทันที!


    เขาหายใจโล่งสะดวกขึ้นเมื่อพบว่าแสงสว่างของแหวนค่อยๆเจิดจ้ามากขึ้น


    “โอ้ เกือบไปแล้ว!” พูดบ่นให้ตัวเองพลางปาดเหงื่อซึมหน้าผาก


    แสงสลัวในก้นเหวมีเพียงทางเดินแคบๆที่ถูกต้นไม้และเถาวัลย์ปกคลุมเต็มไปหมด


    “เอาล่ะใช้สัมผัสสวรรค์ไม่ได้ อาศัยสัญชาตญานล้วนๆของตนเองก็แล้วกัน”


    ในตอนนี้หลิวเย่เริ่มมองเห็นแสงสว่างสีเหลืองจางๆจากซอกมุมหนึ่งของก้นเหว


    ทันใดนั้นสัญชาตญานของเขาเตือนเหตุฉุกเฉินข้างหน้า


    “ผุ๊บ! อุ๊บ!”แต่มันไม่ทันการณ์แล้วเพราะเขาหล่นลงไปในหลุมลึกขนาดใหญ่และดำดิ่งลงสู่เบื้องล่างลึกราวครึ่งลี้


    “โอ๊ะใจหายหมดเลย! หล่นแบบไม่แจ้งล่วงหน้า!” เขาบ่นพึมพำด้วยความตกใจ


    “ห๊ะ!” เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นและมองไปอีกด้านพลันเห็นทางเดินเป็นขั้นบันไดหินสวยงามและมีโลงศพตั้งวางอยู่บนแท่นหินกลางห้องที่ใหญ่พอๆกับขนาดอพาร์ตเมนท์ของเขา


    ในตอนนี้หลิวเย่ไม่สนใจแสงสว่างของแหวนแล้ว


    เขาเปิดใช้งานสัมผัสสวรรค์ทันทีและสำรวจบริเวณโดยรอบ


    พบว่าไม่มีค่ายกลหรือสิ่งผิดปกติอื่นใดและไม่มีแม้แต่สัตว์ร้าย!


    ดูราวกับเป็นที่ฝังศพหรือสุสานทั่วไป!


    แต่ที่ไม่ธรรมดานั่นคือศพที่อยู่ในโลงนั้นมีหมอกสีขาวปกคลุมและมีร่องรอยของพลังปราณขอบเขตแกนเทพ


    “เอื๊อก!” เขากลืนน้ำลายลงคอฝืดเคืองทันทีเนื่องจากถูกแรงสะท้อนกลับจากร่องรอยนั่น


    “โอ้นี่ขนาดเหลือแค่ร่องรอยเองนะถ้าเผชิญหน้ากับขอบเขตนี้จริงๆ คงไม่รอดแน่นอน”


    ในตอนนี้เขามองเห็นง้าวส่องแสงแวววาวซึ่งวางเคียงคู่กับศพเทพนั่น!


    เขาใช้พลังปราณเต็มกำลังเพื่อเปิดฝาโลง!


    เนื่องจากต้องต่อสู้กับร่องรอยพลังปราณขอบเขตแกนเทพที่มีบางส่วนเกาะติดกับฝาโลง


    “วู้” เขาพ่นลมหายใจอย่างโล่งอกเมื่อสามารถเปิดฝาโลงได้แล้ว


    จากนั้นค่อยๆใช้มือขวาเอื้อมเข้าไปในโลงอย่างช้าๆ


    เขาไม่หาญกล้าใช้พลังปราณดึงง้าวออกมาเพราะกลัวแรงสะท้อนกลับที่ทรงพลังนั่น!


    “โอ๊ย!” ทันใดนั้นเกิดแรงสะท้อนกลับเป็นสองเท่าของแรงที่เขาใช้เอื้อมมือเข้าไป


    ในห้วงหนึ่งของความคิดเขาพลันนึกถึงสองข้อความสุดท้ายในบันทึกโบราณ


    “สิบลมหายใจไขว่คว้านภามืดมิดดับสิ้นสูญ”


    “เอาล่ะเป็นงัยเป็นกัน!” หลิวเย่เดิมพันสูงสำหรับงานนี้


    เขาตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้มือซ้ายแทนแล้วเอื้อมลงไปหยิบเอาง้าวอย่างรวดเร็วและโผบินขึ้นตรงออกจากหลุมที่ตกลงมา

    ระยะเวลาตั้งแต่เอื้อมมือหยิบเอาง้าวจนขึ้นมาถึงก้นเหวนับได้สิบลมหายใจพอดี


    แต่อนิจจา!!!


    มันไม่พ้นตามคำเตือนนั่น!


    เนื่องเมฆที่ลอยเคลื่อนต่ำนั้นพลันมีสายฟ้าฟาดเข้าใส่เขาไม่ยั้ง!


    “โอ๊ย! อ๊าก!”เขาถูกสายฟ้าสองสายฟาดเข้าใส่อย่างแรง


    เขาพยายามตั้งสติเก็บง้าวเข้ามิติพื้นที่และหลบหลีกหนีสายฟ้าอย่างรวดเร็ว!


    เมฆดำยังคงไล่ล่าเขาไม่หยุดยั้งคล้ายกับโกรธแค้นเขาเหลือคณา!


    หลิวเย่ต้องใช้พลังปราณเป็นอย่างมากเพราะโล่ต้านพลังเทพดูเหมือนจะต้านไม่ไหวแล้ว


    เนื่องจากพลังของสายฟ้าเทียบเท่ากับพลังขอบเขตแกนเทพขั้นสูงสุด!


    ส่วนโล่ต้านพลังเทพดูจะทรงพลังน้อยกว่าหนึ่งขั้น


    “โอ๊ย! เหนื่อย เจ็บปวดไปหมดแล้ว หายไปเสียทีไอ้เมฆบ้า!” หลิวเย่ตะโกนด่าด้วยความโมโห


    เขาเหนื่อยแทบขาดใจพลังปราณลดลงเรื่อยๆ ไม่มีเวลาแม้แต่จะหยิบเอาน้ำอมฤตหรือยาสมุนไพรมารักษาตัวเอง


    เขาสงสัยว่านี่คงเป็นค่ายกลโจมตีจากก้อนเมฆ


    แต่เนื่องจากเป็นขอบเขตที่สูงกว่าเขา


    ดังนั้นคาถาเวทมนตร์และค่ายกลขั้นสูงเช่นนี้สำหรับเขาแล้วเป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจ


    “ไปให้พ้นไอ้เมฆอัปลักษณ์!” หลิวเย่ชูนิ้วกลางให้กับเมฆและสายฟ้าด้วยความโกรธแค้น


    “เปรี้ยง เปรี้ยงเปรี้ยง” สายฟ้าเหมือนรับรู้ว่าเขาด่าแรง


    มันส่งสายฟ้าฟาดลงมาดังสายฝนโปรยปราย!


    ต้นไม้ก้อนหินล้วนแตกสลายเป็นชิ้นเล็กน้อยและเป็นฝุ่นผง


    สัตว์ป่าน้อยใหญ่ต่างส่งเสียงกรีดร้องและวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น


    “โอ๊ย! เหนื่อย เจ็บปวดไปหมดทั้งตัวแล้ว หยุดเสียทีไอ้เมฆบ้าสายฟ้าบ้า หยุ๊ดดดด!”


    เสียงตะโกนแหบพร่าของเขาดังขึ้น

    คล้ายกับเรื่องฉันมีเทเลพอร์ตสุดเจ๋ง(ทั้งเรื่องติดหัวใจแค่4ตอน) ที่คุณอ่าน