บทที่ 49: คำสัญญา
เมื่อครู่ผมเกือบหัวใจวายตายส่วนสาเหตุนะเหรอ?
ก็ไอ้หมาแสบตัวหนึ่งน่ะสิ!
เรื่องของเรื่องคือตอนที่ผมกำลังนั่งกินเนื้อกวางตากแห้งอยู่ดีๆจู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงมานาที่ปะทุขึ้นใกล้ตัวอย่างกะทันหัน
ด้วยสัญชาตญาณผมจึงรีบม้วนตัวถอยหลังหลบพร้อมเปิดใช้งานทักษะเตรียมสู้เต็มพิกัดแต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำเอาผมอ้าปากค้างเป็นปลาทองสำลักน้ำ
เจ้าบิสกิตยืนอยู่ตรงนั้น...ที่ไหล่ของมันมีรยางค์มานาสีม่วงเข้มสองเส้นยื่นยาวตรงมาหาผม!
จังหวะที่ผมม้วนตัวหลบรยางค์เส้นหนึ่งพยายามจะคว้าเศษเนื้อที่ผมทำตกไว้แต่มันพลาดเจ้าคอร์กี้ขาสั้นเลยเดินเตาะแตะเข้าไปใกล้ๆแล้วก้มลงคาบกินจากพื้นแทนอย่างหน้าตาเฉย จากนั้นรยางค์มานาพวกนั้นก็สลายหายไป
“...”
ความสงสัยอย่างรุนแรงเริ่มจู่โจมสมองผมทันทีมันคงไม่ใช่แบบที่ผมคิดใช่ไหม?
อย่าบอกนะว่า...เจ้าหมาตะกละนี่เรียนรู้ทักษะนี้ เพียงเพราะมันกระโดดขึ้นมาแย่งของกินจากมือเราไม่ได้หรือแค่อยากหยิบของที่พวกเราเอาไปซ่อนไว้บนที่สูง?
ได้โปรดเถอะใครก็ได้ช่วยบอกผมทีว่าทักษะนี้ไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นเพราะเหตุผลปัญญาอ่อนแบบนั้น!
เจ้าคอร์กี้เอียงคอจ้องหน้าผมพลางหอบแฮกๆลิ้นห้อยยาวเฟื้อย เหมือนตั้งใจจะช่วยยืนยันความคิดของผมให้กระจ่างแจ้ง
“บิสกิต... แกมัน...”
ผมหมดคำจะพูดกับมันจริงๆ
หลังจากวันนั้นผมเลยหาเรื่องสนุกใส่ตัวด้วยการปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับแล้วคอยนั่งดูคนอื่นร้องจ๊ากเวลาโดนรยางค์มานาโผล่มาทักทาย
ซึ่งส่วนใหญ่จะตกใจจนทำของกินหลุดมือและนั่นก็เข้าทางเจ้าคอร์กี้ที่รอเขมือบลาภลอยจากพื้นอย่างเอร็ดอร่อย
แถมพักหลังผมสังเกตเห็นว่ามันเริ่มอัปเกรดความกะล่อนบางครั้งมันไม่ต้องลำบากยื่นรยางค์มานาออกไปหาด้วยซ้ำ แต่มันแค่สร้างรยางค์ออกมาขู่ให้คนตกใจจนทำอาหารหล่นแล้วจึงจัดการเก็บกวาดอย่างหน้าตาเฉย
ร้ายกาจจริงๆ นะ เจ้าหมาจอมตะกละเอ๊ย!
ผ่านไปครึ่งวันขาของผมก็เกือบจะหายเป็นปกติแล้ว
ผมขอให้ลิลลี่ทุ่มการรักษาไปที่จุดนั้นเพียงจุดเดียวและมองข้ามบาดแผลส่วนอื่นไปก่อน ซึ่งมันช่วยได้มากจริงๆและเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ผมคอยเฝ้าสังเกตวิธีที่เธอใช้ทักษะรวมถึงการเคลื่อนไหวของมานายามที่มันแทรกซึมเข้ามาสมานแผลให้ผม
มองเผินๆ มันดูเรียบง่ายจนน่าประหลาดแต่พอผมลองทำตามดูบ้างกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
มาถึงจุดนี้ผมค่อนข้างมั่นใจว่ามานาของเธอทำงานในระดับที่ละเอียดอ่อนมากอาจจะลึกไปถึงระดับจุลทรรศน์เลย ซึ่งด้วยทักษะ การรับรู้มานา ของผมในตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมองเจาะลึกไปถึงรายละเอียดขนาดนั้น
แน่นอนว่าผมจะไม่เลิกพยายามแต่คงไม่สามารถเลียนแบบทักษะของเธอได้ในเร็วๆ นี้แน่
ผมลองเปิดหน้าต่างสถานะออกมาเพื่อลองเช็คระดับทักษะทั้งหมดของตัวเอง
สมาธิ - เลเวล 7
การควบคุมมานา -เลเวล 9
การรับรู้มานา -เลเวล 8
การสั่นพ้อง -เลเวล 4
การจัดสรรพลังงานจลน์ -เลเวล 5
ตอนนี้ การควบคุมมานาของผมใกล้จะแตะระดับ 10 เข้าไปทุกทีแล้ว ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี และช่วยให้ผมมั่นใจมากขึ้นว่าจะสามารถเคลียร์เควสรอง ให้จบได้ทันก่อนที่ เควสหลัก จะสิ้นสุดลง
หากมองในภาพรวมทักษะของผมก็นับว่าไม่เลวเลยทีเดียวแต่ผมเริ่มตระหนักได้ว่าตนเองจำเป็นต้องมีทักษะการโจมตีระยะไกลหรืออะไรสักอย่างที่ช่วยย่นระยะห่างระหว่างผมกับศัตรูให้เร็วขึ้น
ผมสังเกตเห็นจุดบกพร่องนี้ตั้งแต่ตอนสู้กับนางพญาแมงมุมแล้วจริงอยู่ที่ผมมีความเร็วที่เหนือชั้นแต่คู่ต่อสู้อย่างนางพญาแมงมุมนั้นกลับรวดเร็วกว่ามากจนผมแทบจะหาโอกาสเข้าประชิดตัวไม่ได้เลย
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าวันหนึ่งผมต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่ถนัดการจู่โจมจากระยะไกลแถมยังฉลาดพอที่จะเลือกชัยภูมิในการยืนได้ดีล่ะ?
ใช่ครับ...มันจะกลายเป็นหายนะสำหรับผมทันที
ผมจึงเริ่มทบทวนอย่างจริงจังว่าในตอนนี้ผมมีทางเลือกอะไรอยู่ในมือบ้าง
ทักษะ พลังจิตควบคุมวัตถุ ของเทส หรือพลังจิต ของคิมก็น่าสนใจไม่น้อย แต่ผมลองฝึกมาหลายครั้งแล้วมันซับซ้อนและยากพอๆกับทักษะการรักษาของลิลลี่เลย
ส่วนทักษะ การจุดระเบิด ของเควินบอกตามตรงว่าผมไม่ค่อยถูกโฉลกกับมันเท่าไหร่จริงอยู่ที่ผมอาจจะหาของใกล้ตัวมาอัดพลังใส่แล้วปาออกไปได้ แต่มันดูเงอะงะพิกลแถมยังต้องเสียเวลาชาร์จพลังก่อนปาอีกต่างหาก
แล้วเทคนิคหอกหินของลีออนน่ะเหรอ?
ตอนสู้กับนางพญาแมงมุมผมไม่มีเวลาแม้แต่จะชายตามองด้วยซ้ำและที่แน่ๆ คือเขาไม่มีทางยินดีสอนผมอย่างแน่นอน
สุดท้ายตอนนี้ดูเหมือนผมจะไม่มีทางเลือกอื่นเลยคงต้องก้มหน้าก้มตาเดินสายต่อสู้ระยะประชิดต่อไปแล้วพยายามหาทางเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ให้มากกว่าแค่การใช้มานาเสริมพลังกาย
จริงๆ การใช้ทักษะ จัดสรรพลังงานจลน์แล้วเปลี่ยนมันเป็นแรงพุ่งไปข้างหน้าก็เข้าท่าอยู่หรอกแต่ถ้าเจอศัตรูประเภทพ่นไฟหรือใช้เวทมนตร์แปลกๆ ใส่ ที่ไม่ใช่อะไรที่จะดูดซับได้ผมคงรอดยาก
ในเมื่อตัวเลือกต่างๆช่างน้อยนิดจนน่าปวดหัวผมจึงตัดสินใจเลิกฟุ้งซ่านแล้วหันกลับมาจดจ่อกับปัจจุบันก่อนดีกว่า
ในตอนนี้ผมกำลังพยายามฝึกขยับร่างกายในท่วงท่าต่างๆเพื่อให้คุ้นชินกับสมดุลที่เปลี่ยนไปจากการเสียแขนซ้าย
พอไม่มีแขนซ้าย ศูนย์ถ่วงของผมเลยรวนไปหมดจนน่ารำคาญแต่ผมก็รู้ดีว่าตัวเองมีพรสวรรค์เรื่องการใช้ร่างกายเป็นเลิศผมถูกชมเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะฉะนั้นการปรับตัวคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่เกินแก้
อีกอย่างแขนของผมไม่ได้หายไปตลอดกาลเสียหน่อยผมแค่ต้องรักษาชีวิตลิลลี่ไว้ให้ได้นานพอจนกว่าเธอจะอัปเลเวลทักษะ การฟื้นฟูจนถึงขั้นสร้างอวัยวะขึ้นมาใหม่ได้ แม้มันอาจต้องใช้เวลาแต่ผมมั่นใจว่าผมจะได้แขนกลับมาแน่นอน
ปัญหาคือผมจะอ่อนแอลงจนกว่าจะถึงวันนั้นแต่นั่นก็อาจไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร เพราะผมยังมีมานาอยู่!
ใช่แล้วคราวนี้ถึงตาที่มนุษย์จะเป็นฝ่ายเรียนรู้จากสัตว์บ้าง!
เจ้าหมาตะกละนั่นตื่นรู้ทักษะออกมาได้ถูกจังหวะจริงๆผมจะก๊อปปี้เทคนิคของมันมาให้หมดเลย คอยดูสิ
อันที่จริงผมเริ่มลงมือไปบ้างแล้วล่ะผมลองเอาของกินมาล่อตรงหน้ามันแล้วบอกให้มันใช้ทักษะแย่งไปซึ่งเจ้าคอร์กี้แสนรู้นี่ก็ดูเหมือนจะเข้าใจความหมายเสียด้วย
หลังจากนั่งจ้องรยางค์มานาของมันอยู่นานร่วมสามสิบนาทีผมก็ตระหนักได้ว่ามันกำลังพัฒนาขึ้นอย่างน่ากลัว
มันเริ่มเรียนรู้วิธีบีบรยางค์ให้บางลงเพื่อที่จะคีบเศษเนื้อชิ้นเล็กๆจากมือผมได้ถนัดขึ้น เห็นแบบนั้นแล้วผมถึงกับขนลุกซ่านไปทั้งตัว...
นี่ผมทำอะไรลงไปเนี่ย?
ผมกำลังสร้างตัวประหลาดอะไรขึ้นมากันแน่?
อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตของผมตัวทักษะเองดูเหมือนจะไม่ยากเท่าไหร่นัก แต่มันกลับกินมานาอย่างมหาศาล
ทักษะของเจ้าบิสกิตนั้นดูเหมือนจะจัดการเรื่องประสิทธิภาพและการเปิดใช้งานให้เสร็จสรรพในตัว เจ้าหมามีหน้าที่แค่ควบคุมทิศทางเท่านั้น
แต่สำหรับผม มันต่างออกไปผมต้องรีดมานาออกมานอกร่างกาย ควบคุมให้มันมีความหนาแน่นสูงแปลงรูปร่างให้กลายเป็นแขน
แถมยังต้องหาทางเชื่อมต่อมันเข้ากับร่างของตัวเองให้มั่นคงเพื่อไม่ให้มันหลุดค้างอยู่ข้างหลังเวลาที่ผมเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว
การควบคุมมานาให้เชื่อมติดกับร่างกายจนรู้สึกเหมือนเป็นแขนขาจริงๆนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จากที่ผมลองหยั่งเชิงมาหลายครั้งการควบคุมมานาที่ลอยตัวอิสระอยู่นอกร่างกายกลับทำได้ลื่นไหลกว่ามาก
พอได้ลองทดลองอะไรพวกนี้ก็ทำให้ผม นึกถึงทักษะโล่มานา ของอีธาน และ เกราะโปร่งแสง ของมายา ขึ้นมา ผมเริ่มมั่นใจว่าหากเลเวลทักษะการควบคุมมานา สูงขึ้นกว่านี้ผมอาจจะสามารถเลียนแบบการสร้างวัตถุมานาแบบพวกเขาได้สำเร็จ
และบางทีการควบคุมมันในฐานะสื่อกลางภายนอก อาจจะง่ายกว่าการพยายามผูกติดมันเข้ากับเส้นประสาทเหมือนแขนขาจริงๆ
น่าเสียดายที่อีธานตายไปแล้วผมคงหมดโอกาสที่จะสังเกตเทคนิคการใช้งานทักษะของเขา แต่มายายังอยู่...ดูเหมือนหลังจากนี้ผมคงต้องเฝ้าจับตาดูเธอให้มากขึ้นเพื่อหาแรงบันดาลใจในการพัฒนาทักษะใหม่เสียแล้ว
ไม่แน่ว่า แขนโปร่งแสงที่ผมวาดฝันไว้อาจจะกลายเป็นจริงขึ้นมาก็ได้ ใครจะไปรู้
ผมสัมผัสได้ถึงมานาของลิลลี่ที่เคลื่อนไหวอยู่ใกล้ๆจึงหยุดการฝึกแล้วหันไปหาเธอแทน
เธอก้าวเข้ามาหาพลางส่งยิ้มบางๆ ให้
"มานาของฉันฟื้นกลับมาพอสมควรแล้วค่ะ"
ผมขยับไปนั่งพิงโคนต้นไม้เหมือนทุกครั้งส่วนเธอนั่งลงข้างๆ แล้ววางมือลงบนเข่าของผมอย่างแผ่วเบาผมเริ่มถอนมานาของตัวเองออกเพื่อให้มานาของเธอไหลเวียนเข้ามาทำการรักษาได้สะดวก
มันเป็นความรู้สึกที่อบอุ่น และสดชื่นอย่างบอกไม่ถูกเหมือนมีลมเย็นๆ พัดมาในวันที่อากาศร้อนจัด
เราตกอยู่ในความเงียบครู่หนึ่งผมจ้องมองมือที่วางอยู่บนเข่า...
มือของเธอช่างดูเล็กเหลือเกินเล็บของเธอหักบิ่น และมีรอยขีดข่วนเต็มไปหมด พอมองดูใกล้ๆผมถึงได้เห็นว่ามันมีรอยเหมือนถูกกัดจนแหว่ง ซึ่งคงหนีไม่พ้นผลจากความเครียดสะสม
ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีทักษะ สมาธิไว้คอยกรองอารมณ์ที่ไม่จำเป็นออกไปได้เหมือนผมและมันก็เดาได้ไม่ยากเลยว่าคนตัวเล็กๆอย่างลิลลี่ต้องแบกรับความกดดันมหาศาลขนาดไหนในโลกบ้าๆ แห่งนี้
เธอทุ่มเทรักษาผมต่อไปจนมานาหยดสุดท้ายเหือดแห้งไปผมสังเกตเห็นว่าเธอพยายามเค้นสมาธิอย่างหนักจนเหงื่อผุดซึมตามไรผมมือคู่เล็กนั้นเริ่มสั่นน้อยๆ จากความเหนื่อยล้า
ผมไม่เข้าใจจริงๆว่าเธอจะทำถึงขนาดนี้ไปเพื่ออะไร...
ในเมื่อเราต่างก็เป็นแค่คนแปลกหน้าที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดความทุ่มเทที่ไร้เหตุผลของเธอทำให้ผมรู้สึกสับสน และจุกอยู่ในอกอย่างบอกไม่ถูก
“เฮ้อ...สำหรับตอนนี้พอแค่นี้ก่อนนะคะ”
รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้าเล็กๆของเธอ แต่แล้วเสียงกิ่งไม้หักดังแว่วมาจากในป่าใกล้ๆ
ลิลลี่สะดุ้งสุดตัวและรีบหันขวับไปมองทันทีความหวาดกลัวพาดผ่านใบหน้าของเธอชั่ววูบก่อนที่เธอจะพยายามสลัดมันทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
ผมไม่ได้หันไปมองตาม เพราะด้วยทักษะการรับรู้มานา ผมรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเป็นแค่เจ้าคอร์กี้จอมซนที่วิ่งผ่านไป
“ลิลลี่”
ผมเรียกเธอเบาๆ
เธอหันกลับมาและส่งยิ้มให้ผมอีกครั้งแต่ร่างกายยังคงดูเกร็งจากความตกใจเมื่อครู่
“ฉันสัญญาไม่ได้หรอกนะว่าทุกอย่างจะราบรื่น...แต่จำไว้ว่าฉันจะช่วยเธอเท่าที่ฉันจะทำได้ ตกลงไหม?”
ตราบใดที่มันไม่ทำให้ผมถึงตายผมจะช่วยเธอเอง ต่อให้ต้องเจ็บหนักบ้างก็ช่างมัน ผมไม่แคร์เท่าไหร่หรอกบาดแผลเดี๋ยวก็หาย
อีกอย่าง ผมต้องการให้เธออยู่รอดเพื่อเอาแขนของผมคืนมาด้วยนั่นแหละ
เหตุผลน่ะมีแค่นี้จริงๆไม่มีเหตุผลอื่นแอบแฝงเลย จริงๆ นะ
ใบหน้าของเธอแข็งค้างไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ พยักหน้าตอบรับช้าๆ เธอไม่ได้พูดอะไร แต่ในจังหวะที่เธอหันหลังกลับไปผมทันสังเกตเห็นดวงตาของเธอที่รื้นไปด้วยน้ำตา
ผมมองตามจนเธอลับสายตาไปก่อนจะแหงนมองท้องฟ้าเงียบๆ เพียงลำพัง