85 : แสงดาวนำพา
ซ่า!!
สองร่างตกกระทบกับผิวน้ำทำให้น้ำแตกกระจายเป็นจุดใหญ่
ทั้งเนียร์และตนัยอาจเรียกได้ว่าโชคดีที่ไม่ได้โดนโขดหิน แต่กระนั้นเนียร์ที่พยายามจะช่วยดึงให้ชายหนุ่มโผล่ขึ้นผิวน้ำไปด้วยกันกลับถูกปัดมือและโดนผลักออก
ร่าของตนัยถูกกระแสน้ำพัดไปให้จมดิ่งไปเรื่อยๆแต่เนียร์ไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้น
จู่ๆน้ำรอบหัวของเธอก็ถูกกันออกไปราวกับมีกระจกล่องหนโผล่ขึ้นมา ทำให้เด็กสาวหายใจใต้ทะเลได้ เมื่อข้อจำกัดการหายใจหายไป เนียร์ก็ตั้งสมาธิที่จะไปช่วยอีกฝ่ายได้อย่างเต็มที่ เธอพยายามว่ายไปหาตนัยไม่นานก็ไปถึงตัว เธอจับแขนเขาไว้แน่น และช่วยกันน้ำออกไปรอบหัวเขาด้วยเช่นกัน
เนียร์เห็นตนัยพูดอะไรบางอย่าง แต่เธอไม่ได้ยิน แต่ไม่ว่าจะถูกก่นด่าสาปแช่งอย่างไร เนียร์สนใจแค่เรื่องเดียว คือต้องช่วยเขาให้ได้
หากตนัยก็ไม่ยอมเช่นกัน เขาผลักไสเธอ แต่เนียร์ก็ไม่ยอมปล่อยง่ายๆ
อีกคนตั้งใจตาย และอีกคนตั้งใจช่วยเหลือ
เนียร์ยึดแขนเสื้อของตนัยไว้แน่น แต่แล้วก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หลังมือจนเกือบจะปล่อย เห็นเลือดไหลออกจากปากแผลที่ถูกกรีดเป็นทางยาวลอยล่องเป็นสีเข้มตัดกับน้ำฟ้าใสของทะเล เด็กสาวเบิกตากว้างเมื่อเห็นมีดในมือตนัย
ดวงตาสีน้ำตาลแก่ฉายชัดถึงการข่มขู่ ราวกับจะบอกว่าหากไม่คิดปล่อย เขาคงต้องตัดมือข้างนั้นอย่างช่วยไม่ได้
ความโกรธฉายวูบในดวงตาสีดำ เนียร์ตั้งใจจะด่าอีกฝ่าย แต่ทว่ากระแสน้ำที่พัดแรงขึ้นไม่เปิดโอกาสนั้น ด้วยความไม่ทันตั้งตัว ร่างของทั้งคู่ก็ถูกซัดด้วยคลื่นน้ำอย่างจัง
เนียร์ถูกกดให้จมลงใต้น้ำลึกไปอีก กระแสน้ำพัดร่างเธอลอยเคว้ง ก่อนที่จะทันตั้งสติได้ ศีรษะของเธอก็ชนเข้ากับโขดหินอย่างรุนแรงจนภาพทุกอย่างมืดดับลง
วันนี้เป็นครั้งที่สองแล้วที่เด็กสาวไม่ได้อยู่อย่างสงบขณะหมดสติไป ครั้งแรกเธอเข้าไปอยู่ในจิตใจของตัวเอง ส่วนตอนนี้...
ภาพหาดทรายสีขาวกับหาดน้ำจืดกว้างใหญ่ไพศาล ทิวไม้ทอดยาวไกลสุดลูกตาปรากฏขึ้นตรงหน้า สถานที่คุ้นตา หากคนที่มักอยู่ที่นี่เสมอกลับหายไป มีเพียงตัวเธอและชายหนุ่มอีกคนที่หลงเข้ามาด้วย
ตนัยมองไปรอบๆ อย่างแปลกใจว่าทำไมมาโผล่ที่นี่ได้ แม้แต่เนียร์ก็ยังสงสัย หากเป็นเรื่องที่ว่าทำไมชายหนุ่มถึงมาอยู่ด้วยได้ เพราะเธอคิดว่าที่แห่งนี้เป็นที่สำหรับคนที่มีพลังจากธรรมชาติเท่านั้นที่มาได้เสียอีก แต่พอก้มลงมองมือซ้ายของตนแล้ว โซ่ที่พันล้อมมัดมือเธออยู่ในขณะที่อีกปลายโซ่นั้นก็พันล้อมมือซ้ายของตนัยอยู่เช่นกันจึงเริ่มเข้าใจ
สายสัมพันธ์เชื่อมโยงที่ยังหลงเหลืออยู่นี้ เป็นตัวนำพาให้ตนัยมาที่นี่ได้
“ดูเหมือนเธอจะไม่ตกใจเท่าไหร่เลยนะ” ตนัยสังเกต
“...เคยมาสองครั้งน่ะ ครั้งแรกเพราะหลับลึก ครั้งที่สองเพราะบาดเจ็บสาหัสจนช็อก ครั้งนี้...ก็คงไม่ต่าง” เนียร์ตอบ ไม่คิดปิดบัง
“เพราะใกล้ตาย...งั้นเหรอ” ตนัยทวนเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหัวเราะให้เนียร์ตวัดตามอง “ยินดีด้วยนิศาชล เธอทำให้ศพที่ควรมีแค่หนึ่ง กลายเป็นสอง”
“มันมีมากกว่าหนึ่งมาตั้งแต่แรกแล้วต่างหาก” เนียร์แย้ง อารมณ์ขุ่นมัวเริ่มแผ่ลาม ชีวิตของใครหลายคนที่ต้องจบสิ้นเพราะพวกเธอ เนียร์อาจเคยโกรธชายตรงหน้าที่มองชีวิตคนอื่นเป็นเหมือนผักปลา แต่ตอนนี้เธอกำลังโกรธเรื่องอื่น
“ชีวิตคนอื่นมันไร้ค่าสำหรับนาย แต่แม้แต่ชีวิตของตัวเองก็ยังไม่สำคัญเลยรึไง”
“เธอรู้เรื่องนั้นดีอยู่แล้วนี่” น้ำเสียงตนัยราบเรียบ คลี่ยิ้มบางให้เด็กสาวที่กำลังนิ่วหน้าและก้มมองต่ำไป
เนียร์รู้อยู่แล้ว ว่าตนัยยินดีที่จะตายมาตั้งแต่แรกอยู่แล้วไม่ว่าแผนจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม เมื่อเหตุผลในการใช้ชีวิตไม่มีเหลืออีกแล้วจึงไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ต่อ ครั้งหนึ่ง...เนียร์ก็เคยคิดเช่นนั้น หากบัดนี้เธอได้ความเป็นตัวของตัวเองกลับคืนมาแล้ว จึงกบฏต่อความคิดนั้น
เนียร์กำมือแน่นเมื่อนึกถึงคำที่รับฝากไว้
“กำลัง...เสียใจอยู่นะ”
ตนัยที่ยังไม่เข้าใจความหมายนั้น เห็นเด็กสาวเงยหน้าขึ้นมาจ้องหน้าเขาและประกาศลั่น
“คุณลลันกำลังเสียใจอยู่นะ”
ดวงตาสีน้ำตาลแก่เบิกกว้าง หลังได้ยินชื่อที่ไม่คาดคิด แต่ก็ตะลึงได้ไม่นานเพราะความโกรธที่อีกฝ่ายเอ่ยชื่อนั้นขึ้นมา เอ่ยเสียงเย็น
“อย่ารินำชื่อนั้นมาอ้าง นิศาชล ‘เธอ’ ไม่มีทางรู้อะไรได้อีกแล้ว”
“แล้วถ้ายังรู้ได้ล่ะ ถ้าหาก...คุณลลันรู้ว่านายทำอะไรลงไปมาตลอดล่ะ”
“เธอไม่มีวันรู้แล้ว!” ชายหนุ่มตวาด เสียงแหบแห้งนั้นราวกับจะแตกเป็นเสี่ยงเมื่อต้องตอกย้ำคำที่ไม่อยากนึกถึงอีก “ลลันตายไปแล้ว!”
ความจริงที่เพียรไม่เอ่ยถึง...ถูกตอกย้ำหนัก แม้ผ่านมาเป็นปี แต่ความเสียใจไม่เคยลดลง
ไม่อาจปล่อยวาง เมื่อเธอไม่ได้จากไปอย่างสงบ
ไม่อาจทำใจยอมรับ เมื่อเธอเองก็บอกว่ายังอยากมีชีวิตต่อ
ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่นี้จะจัดการกับมันได้อย่างไร หากยังอยู่ก็ต้องทนอยู่กับความรู้สึกนี้ไปชั่วชีวิต แล้วทำไมเขาจะต้องทนแบบนั้นด้วย
“คุณลลันไม่ได้อยากให้นายตายสักหน่อย” เนียร์ยังเอ่ยชื่อนั้นอย่างไม่สะทกสะท้านจนคนที่สั่นไหวเป็นตนัยเสียเอง ที่เหมือนจะทนฟังไม่ได้อีก
“อย่ามาล้อเล่นนะนิศาชล เธอจะไปรู้เรื่องนั้นได้ยังไง”
“เพราะฉันเป็นคนบอกเธอเองค่ะ”
เสียงของบุคคลที่สามทำให้ทั้งสองชะงักและหันไปมองที่ต้นเสียงทันที
ร่างบางที่ยืนอยู่บนหาดทรายสีขาวเนียน ตัวเธอที่อยู่ในชุดกระโปรงสีขาวเหมือนกันนั้นช่างกลมกลืนราวเธอโผล่ขึ้นมาด้วยสิ่งนั้น ผมสีน้ำตาลอ่อนยาวประบ่าพลิ้วไหวตามแรงลมกับดวงตาคู่โตที่ทอประกายระยับไม่ต่างจากแสงดาว...
...ไม่เคยลืม...ไม่เคยจางหายจากความทรงจำ ทั้งยามที่ดวงตาคู่นั้นส่องประกาย และยามที่มันดับมืดลงไม่สะท้อนสิ่งใดอีก ยังคงจำได้ติดตา
เธอ...ผู้เป็นที่รัก
เธอ...ที่ฉันไม่อาจได้พบอีกแล้ว
ถ้าอย่างนั้น...ภาพตรงหน้านี้คืออะไร
ตนัยรู้สึกเหมือนตัวเองหายใจติดขัด ทั้งร่างเกร็งแข็งราวถูกสาปให้ต้องเผชิญกับภาพตรงหน้า
“โกหก...เป็นไปไม่ได้ เรื่องแบบนี้มัน...” ชายหนุ่มหาคำพูดไม่ถูก ได้แต่จ้องอีกฝ่ายตาค้าง แต่ลลันเหมือนไม่ได้สนใจ เธอเดินตรงไปหาเด็กสาวอีกคนแทนที่กำลังมองเธออย่างตกตะลึงเช่นกัน
นี่เป็นครั้งแรก ที่เนียร์ได้เห็นหน้าอีกฝ่ายชัดๆโดยที่ไม่ใช่ร่างแสงหรือเป็นเพียงภาพจากความทรงจำอีก เพราะไม่คาดคิดว่าจะได้เจอกันอีก เธอจึงพูดไม่ออกเหมือนกับตนัย
การได้เห็นเธอยังเคลื่อนไหว และพูดได้ราวกับยังมีชีวิตอยู่ทำให้ความนึกคิดเรรวนไป
“ได้เจอกันอีกแล้วสิ” ลลันส่งยิ้มกว้างมาให้ “แต่ออกจะผิดจากที่คิดไว้ตอนแรกเหมือนกันนะ”
เนียร์รู้ดีว่าหมายถึงอะไร เพราะหากมาที่นี่ได้ก็เท่ากับใกล้เคียงความตายแล้ว
“ขอโทษนะคะ เรื่องสัญญา...” เนียร์พูดไม่จบ เมื่อหญิงสาวยกนิ้วชี้ขึ้นมาอยู่ตรงหน้าเธอชะงักคำในทันใด ก่อนที่ลลันจะนำนิ้วนั้นไปทาบริมฝีปากตัวเองเป็นการบอกให้เธอเงียบก่อน
“ขอบคุณนะ แต่เดี๋ยวที่เหลือ ฉันจัดการต่อเองจ้ะ” แล้วหญิงสาวก็ส่งยิ้มขี้เล่นแบบเด็กๆ มาให้ แต่รอยยิ้มนั้นทำให้บางอย่างในใจเนียร์สั่นไหว
ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทั้งที่รู้เรื่องเธอจากความทรงจำของตนัยเท่านั้น แต่กลับ...เนียร์กำมือแน่นเมื่อพยายามจะตระหนักถึงความจริงบางอย่าง ต้องบอกตัวเองไว้เพื่อไม่ให้รู้สึกผูกพันไปมากกว่านี้ เพราะว่า...
ลลันผละออกจากเนียร์ ก่อนจะหันไปหาตนัยที่อยู่ห่างไม่ไกล เขาสะดุ้งทันทีที่รู้ว่าถูกมอง
เพียงแค่เข้าไปใกล้ชายหนุ่มที่คิดถอยหนีก็เสียหลักล้ม
หญิงสาวมองท่าทางเหล่านั้นแล้วหลุดหัวเราะออกมา “ฉันควรจะดีใจมั้ยน้า ที่ได้เห็นคุณมาดหลุดแบบกู่ไม่กลับแบบนี้เนี่ย เล่นทำท่ายังกับคนเห็นผีแน่ะ” พูดจบ เจ้าตัวก็ทำท่ากำมือทุบที่ฝ่ามืออีกข้างอย่างนึกขึ้นได้ “จริงสิ ก็คุณเห็นผีอยู่จริงๆ ด้วยเนอะ”
ตนัยยิ่งมองหญิงสาวอย่างละล่ำละลักกว่าเดิม “คุณ...คุณเป็น...”
“อย่างที่คุณคิดนั่นล่ะค่ะ ตนัย” ลลันมอบรอยยิ้มอย่างอ่อนโยน ในขณะเดียวกัน เด็กสาวที่อยู่ด้านหลังก็ก้มหน้าไปอีกทางพร้อมมือที่กำแน่นจนแทบจิกเข้าไปในเนื้อ ยามที่หญิงสาวเอ่ยประโยคต่อมา
“ฉันตายไปแล้วค่ะ”
นี่ไม่ใช่ความทรงจำที่เธอยังมีชีวิตอยู่ ทั้งยังไม่ใช่ความฝันที่เขาปรารถนาให้เธอยังมีชีวิต
นี่คือความจริง...ที่ถูกตอกย้ำโดยเจ้าตัวจนไม่อาจหาสิ่งใดมาค้านได้
เพราะเธอตายไปแล้ว...เนียร์ฝืนกลั้นความรู้สึกไม่ให้คิด ว่าเพราะอะไรหญิงสาวตรงหน้านี้ถึงต้องตายไปแล้วด้วย รอยยิ้มทั้งหมดนั้น ทั้งถ้อยคำปลอบโยนอันอบอุ่นเหล่านั้นที่หากลืมตาสู่ความจริง ตัวตนของเธอก็จะหายไปเหลือไว้เพียงความทรงจำ ไม่อาจ...พูดคุยหรือจับต้องตัวเธอได้อีกแล้ว
เพราะเหตุนั้น ตนัยจึงเบือนหน้าหนีไม่อยากทนมองไปมากกว่านี้
“กลัวที่จะเห็นฉันขนาดนั้นเลยรึไงคะ ตนัย” ลลันว่าพลางหัวเราะคิกคัก เธอก้มตัวลงมานั่งยองๆ เอามือท้าวคาง “ถึงจะเป็นผี แต่ก็ไม่ได้มาแบบเน่าเฟะเหมือนซากศพซะหน่อย” ไม่พูดเปล่า เธอเหยียดแขนตั้งท่าจะจับอีกฝ่าย
“อย่ามาจับนะ” ตนัยสะบัดมือนั้นออกไป ทำให้ลลันเป็นฝ่ายตะลึงบ้าง นึกไม่ถึงว่าจะถูกปฏิเสธขนาดนี้
“...รังเกียจขนาดนั้นเลยเหรอคะ” ลลันพูดด้วยรอยยิ้มก็จริง หากน้ำเสียงนั้นเจือความเศร้าไว้ชัดเจนจนคนฟังหัวใจหล่นวูบ
“มะ..ไม่ใช่...” คำที่ตั้งใจจะแก้ตัวถูกกลืนลงคอไป เมื่อทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นมาก็ถูกมือสองข้างของหญิงสาวจับประคองหน้ายึดไว้ไม่ให้หันไปไหนได้อีก ทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจรอเวลานี้มาตั้งแต่แรกแล้ว
ทว่าสัมผัสจากเธอ กลับทำตนัยรู้สึกโหวงเหวง เมื่อสัมผัสถึงไออุ่นจากมือคู่นั้นไม่ได้
มันช่าง...ว่างเปล่า
ราวกับจะช่วยตอกย้ำ...ถึงความจริงอันแสนโหดร้าย
แม้จะถูกบังคับให้หันหน้าเข้าหากัน แต่ตนัยก็ยังเลือกที่จะเลี่ยงไม่สบตาอยู่ดี
“...กลัวที่จะต้องมองหน้าฉันขนาดนั้นเลยเหรอคะ” ลลันถาม แต่ไม่ได้คำตอบจากชายหนุ่ม หากเธอยังรู้สึกได้ว่าแก้มเขากระตุกเล็กน้อยยามถามอีกคำถาม “หรือว่ากลัวว่าฉันจะรู้เรื่องที่คุณทำไป?”
ตนัยเผลอกำมือโดยไม่รู้ตัว กอบเอาเม็ดทรายเข้าไปบีบแน่น
เธอรู้?รู้ทุกสิ่งที่เขาทำลงไปใช่ไหม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลอกใช้เด็กพวกนั้น หรือการสังเวยชีวิตมากมายให้ดับสิ้นไป ทุกการกระทำอันน่ารังเกียจมีเธอล่วงรู้ทั้งหมดแล้ว?
แม้จะรู้สึกแย่ แต่ตนัยก็เชื่อว่าหากย้อนเวลากลับไปได้ เขาก็ยังจะเลือกวิถีทางเดิม
“ผมไม่เสียใจหรอกนะ เพื่อทำตามที่คุณฝันไว้แล้ว ต่อให้ต้องใช้วิธีการชั่วช้าแบบไหนก็จะทำ ต่อให้ถูกคุณเกลียด...” ตนัยพูดไม่จบ เพราะลลันดีดหน้าผากเข้าให้เสียก่อน แม้ไม่เจ็บมากมาย แต่สร้างความประหลาดใจชัด
“ทำไมฉันจะต้องเกลียดคุณด้วยล่ะคะ” ลลันยันตัวลุกขึ้นยืน เอามือท้าวเอวด้วยท่าทีไม่ชอบใจคำพูดของเขา ดวงตาสีอ่อนที่จ้องมา ทำให้ดวงตาสีน้ำตาลแก่เบี่ยงหลบไม่อาจจ้องได้นาน
“เพราะผม...ทำให้คนมากมายต้องตาย ถึงจะเคยคิดว่าคุณจะคิดยังไงหากรู้ว่าผมทำอะไรลงไป แต่ก็ไม่เคยคิดหยุด”
ทั้งที่รู้ดีว่าเธอคงเสียใจ แต่เขากลับยังเลือกดำเนินต่อ ตั้งมั่นเพียงสิ่งเดียว คือเพื่อสร้างโลกใบใหม่ให้เป็นไปตามที่เธอต้องการ...
“คุณทำเพื่อฉันจริงเหรอคะ”
เพียงคำถามเดียวสั่นคลอนสิ่งที่เคยเชื่อมาทั้งหมด...เขาทำเพื่อลลันจริงเหรอ โลกที่อยากสร้างขึ้นใหม่นั้นเพื่อใครกัน เพื่อลลัน? หรือว่า...
ลลันต้องการโลกที่เต็มไปด้วยแสงดาว เธอหวาดกลัวที่จะต้องตาย แต่ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่เธอจะเอ่ยคำว่าแค้น และไม่เคยโทษโลกนี้ที่บดบังสิ่งที่อยากเห็น
รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ...เสียงหนึ่งในห้วงคิดดังขึ้นมา ลลันเป็นคนแบบไหน เธอใช่คนที่คิดจะแก้แค้นใครได้งั้นเหรอ เธอผู้ใสบริสุทธิ์ยิ่งกว่าสิ่งใดบนโลกนี้ ถ้าอย่างนั้น...ที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น ทั้งหมดนั้น...
“ผมทำเพื่อตัวเองงั้นเหรอ” ตนัยพึมพำ ยกมือขึ้นกุมหน้าตัวเองเมื่อล่วงรู้ถึงความจริง “ผมอ้างว่าทุกอย่างที่ทำไปนั้นเพื่อคุณ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลย...ผมทำเพื่อตัวเองอยู่”
เพื่อระบายความแค้นที่มีอยู่ จึงอ้างว่าล้างแค้นให้เธอ ที่จะสร้างโลกที่เธอต้องการ ก็แค่ข้ออ้างว่าเขาไม่อยากอยู่บนโลกที่ปราศจากเธอแล้ว
“งี้เองสินะ ฮ่ะๆ ผมมีแต่ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้นเลยนี่นา ให้ความสำคัญกับตัวเองมากกว่าความรู้สึกของคุณซะอีก” ตนัยยังหัวเราะไม่หยุด ทั้งอย่างนั้นกลับให้ความรู้สึกว่าตัวเขากำลังรวดร้าว...พังทลาย...ราวกับตุ๊กตารอเวลาแตกสลาย
“ผมมันค่าน่ารังเกียจที่ใช้คุณเป็นข้ออ้างสนองตัณหาตัวเองเท่านั้นเอง คุณคงเกลียดผมมากเลยสินะ” ตนัยเห็นลลันมีสีหน้าเจ็บปวด เธอคงรู้ความจริงนี้อยู่แล้วถึงได้ถามแบบนั้นออกมา เพราะรู้ว่าเขาไม่ได้ทำเพื่อเธอจริง คำว่า ‘รัก’ คงไม่มีวันออกจากปากเธอให้เขาได้ยินอีกต่อไป
“คุณไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำไปจริงๆ น่ะเหรอ”
“อย่าพยายามหวังในตัวผมอีกเลยลลัน มาถึงขนาดนี้แล้ว คุณยังจะเชื่ออีกเหรอ...”
“ฉันไม่เคย ‘พยายาม’ ที่จะหวังค่ะ เพราะฉันรู้มาตลอดอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องให้ใครมาบอก ถึงได้รู้ ว่าคุณกำลังเสียใจอยู่”
ได้ยินแบบนั้นตนัยยิ่งหัวเราะลั่นเหมือนลลันกำลังพูดเรื่องขำขันนับประดา แต่ในที่นี้นอกจากตัวเขาแล้ว ก็ไม่มีใครมองว่าน่าขำตรงไหนเลยสักคน แม้แต่เนียร์ที่ยืนมองอยู่ไม่ไกล...เพราะอะไรกัน เด็กสาวถึงได้ทำหน้าแบบนั้น อย่ามองมาด้วยสายตาอย่างนั้นได้ไหม สายตาที่ราวกับกำลังนึกสงสารเขาอยู่ทั้งที่ตัวเขาไม่ได้มีอะไรตรงไหนให้น่าสงสารเลยแม้แต่น้อย
ลืมไปแล้วงั้นเหรอว่าเขาทำให้เธอต้องเจอกับอะไรมาบ้าง แล้วทำไม...
“ตนัย...” เสียงของลลันดึงเขากลับมา
“ฉันไม่เคยเกลียดคุณเลยสักครั้ง แม้แต่ตอนนี้ก็ไม่เคยคิดจะเกลียด คำถามที่ถามว่าทั้งหมดนั้นคุณทำเพื่อฉันจริงรึเปล่า ก็เพราะอยากรู้ หากคุณทำเพื่อฉัน ฉันจะได้บอกคำตอบที่แท้จริงให้ ว่าฉันไม่อยากให้คุณต้องฝืนทำเรื่องเลวร้ายนั้นเพื่อฉันอีกแล้ว...แต่ถ้าคุณทำเพื่อตัวเองละก็” ลลันหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม
“ฉันอยากรู้ ว่านี่คือสิ่งที่คุณปรารถนาจริงๆน่ะเหรอ”
“เรื่องนั้น...ใช่ ผมทำเพื่อตัวเองทั้งหมด”
“ถ้าคุณต้องเสียใจเพื่อทำตามความปรารถนานั้นแล้ว ฉันไม่เรียกสิ่งนั้นว่าความปรารถนาหรอก” หญิงสาวแย้งเสียงชัด สีหน้าจริงจังกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
หากไม่เรียกสิ่งนั้นว่าความปรารถนา แล้วมันคืออะไรกันเล่า
ขณะที่ตนัยกำลังสับสนอยู่นั่นเอง จู่ๆมือของคนตรงหน้าก็เข้ามาปิดหูของเขาไว้ทั้งสองข้างโดยที่ตัวเขาไม่เข้าใจเหตุผลของการกระทำนั้นเลยสักนิด
“ปิดตาลงสิคะ” ลลันว่า ไม่เชิงเป็นคำสั่ง แต่บางอย่างในน้ำเสียงบอกให้ตนัยต้องทำตามคำนั้นซะ
ตนัยหลับตาลงได้ครู่หนึ่งก็พลันได้ยินเสียงขึ้น
“ยังไม่ไปนอนอีกเหรอ”
น้ำเสียงนั้นคล้ายระอา และยังเป็นเสียงของตัวเขาเอง นั่นพาให้เขาลืมตาขึ้น และพบว่าตัวเองอยู่ใน ‘บ้าน’ ถึงเรียกแบบนั้นแต่จริงๆ แล้วก็เป็นแค่คอนโดห้องหนึ่ง แต่ความกว้างนั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าอึดอัดเลยแม้แต่น้อย และเป็นสถานที่ที่ตัวเขาเคยได้อยู่ร่วมกับเธอ
ในห้องนอนไฟยังไม่ปิดแม้จะเป็นเวลาดึกมากแล้ว บนพื้นยังเต็มไปด้วยข้าวของมากมายที่เตรียมจัดลงกระเป๋าสัมภาระ โดยมีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางของเหล่านั้น
หญิงสาวรู้ดีว่าเขาแค่ห่วง เพราะพรุ่งนี้ต้องเดินทางไกล หากไม่พักผ่อนให้มากจะไม่ไหวเอาได้ แต่ลลันก็ยังตรวจสัมภาระที่จะเอาไปอีกรอบเพื่อความมั่นใจว่าไม่มีขาดตกบกพร่อง แต่สาเหตุส่วนใหญ่คงไม่พ้นว่าเธอตื่นเต้นมากเท่านั้นเอง
“ก็พรุ่งนี้จะได้ไปเจอครอบครัวคุณแล้วนี่นา ต่อให้เป็นฉันก็อดกังวลไม่ได้หรอกนะคะ”
ตนัยเลิกคิ้ว “คนที่กล้าไปข่มขู่คณบดีถึงห้องนี่ ยังกังวลเรื่องอื่นเป็นด้วยเหรอ”
พอถูกทักเรื่องนี้ ลลันก็หน้าขึ้นสี ปาผ้าขนหนูที่อยู่ใกล้มือใส่เขา “เรียกร้องความเป็นธรรมให้นักศึกษาที่ถูกเอาเปรียบต่างหาก”
ชายหนุ่มทำเป็นยกมือขึ้นเป็นสัญญาณยอมแพ้ ก้มหยิบผ้าขนหนูมาพับ แต่ขณะที่เอามาวางคืน ลลันกลับเห็นความเครียดบางอย่างในดวงตาสีน้ำตาลแก่
“...ถ้าตนัยไม่อยากไป จะยกเลิกการเดินทางนี้ก็ได้นะ”
เพราะคำพูดนั้น ทำให้ตนัยรู้ตัวว่าเผลอแสดงท่าทีไม่เหมาะออกไปเสียแล้ว เธออาจคิดว่าตัวเองกำลังกดดันให้เขากลับไปเพื่อทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้
‘ผมจะพาคุณไปดูดาวที่ไม่มีอะไรปิดบังเอง’
เป็นคำมั่นที่ให้ไวตั้งแต่ยังเรียนอยู่ แม้ผ่านมาหลายปีแต่ตนัยไม่เคยลืม เขารักษาคำพูดของตัวเองเสมอ
ตนัยวางมือลงบนมือหญิงสาว
“จริงอยู่ ผมอาจไม่เคยนึกอยากกลับไป สถานที่ที่ไม่มีอะไรเลยแบบนั้นถึงอยู่ไปก็ไร้ค่า...ผมเชื่อแบบนั้นมาตลอดจนได้พบกับคุณ” ตนัยส่งยิ้มให้ “คุณทำให้สิ่งที่น่าจะไม่มีอะไรเลยกลับมีขึ้นมาได้”
ลลันยิ้มเขินๆ กลับไป “ฉันแค่ทำให้คุณเห็นค่าในสิ่งที่คุณมีอยู่แล้วต่างหาก”
“ท่าน...พ่อของผมอาจไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดหรอกนะ” หลายครั้งที่ตนัยเล่าเรื่องของเดสิตให้ฟัง และลลันก็มักคอยแปลการกระทำของเดสิตในอีกแง่มุมหนึ่งที่เขาไม่เคยนึกถึงมาก่อน เธออาจมีภาพในใจอยู่แล้ว แต่การพบตัวจริงก็อีกเรื่อง
“เขาไม่ชอบคนจากโลกภายนอกมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถึงคุณจะเป็นภรรยาผมแล้ว ก็ใช่ว่าจะยอมมองในแง่ดี อาจจะแสดงท่าทีรังเกียจใส่ก็ได้ อาจไม่ต้อนรับหรือดีใจที่คุณไป หรือ...”
“แค่เขารักคุณ เท่านั้นฉันก็พอใจกับการที่เขาเป็นพ่อของคุณแล้วล่ะ” ลลันบอกอย่างมั่นใจว่าเดสิตต้องรักลูก แต่ตนัยที่เชื่ออีกอย่างมาตั้งแต่เด็กกลับเชื่อไม่ลง
“เรื่องนั้น...ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ไม่ต้องห่วงนะ ผมเชื่อว่าจะมีอยู่สองคนที่ดีใจที่คุณไป” ตนัยนึกถึงคนของตระกูลดราอูเกฟิส “สองสามีภรรยาที่เป็น เอ่อ” เขาไม่กล้าบอกว่าเป็นทาสรับใช้ “ที่เป็นญาติของผมน่ะ พวกเขาช่วยเลี้ยงดูผมมาตั้งแต่เกิดจนเหมือนพ่อแม่คนที่สองของผมเลยล่ะ”
หากให้คิดถึงใครที่สุดบนเกาะนั้น ก็คงเป็นสองคนนี้ “พวกเขาต้องยินดีที่ได้พบกับคุณแน่ๆจะว่าไป ตอนผมเพิ่งออกมาจากเกาะนั้น พวกเขาก็มีลูกด้วยกันแล้วล่ะนะ ถึงจะยังไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมแต่ก็รู้ว่าเป็นฝาแฝด ชายหนึ่งหญิงหนี่ง ป่านนี้คงจะโตกันหมดแล้ว ถึงไม่เคยพบ แต่ถ้าได้รู้จักคุณแล้วละก็ต้องชอบคุณมากแน่เหมือนกัน”
พอได้พูดถึงบุคคลที่เป็นที่รัก ตนัยก็เผลอเล่าไปเสียมากมาย แต่ลลันไม่เบื่อที่จะฟัง น้อยครั้งที่เขาจะยอมเล่าถึงสถานที่ที่ตัวเองเกิดมา ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจับมาเล่าเรื่องตั้งแต่จำความได้ยันโตให้ฟังเลยด้วยซ้ำ
ลลันดีใจ ที่อย่างน้อยตนัยก็ยังมีคนที่รักเขา เตรียมรอการกลับไปของเขาอยู่ ให้การเดินทางครั้งนี้ไม่เสียเปล่า
“พูดถึงลูก ตนัยคะ เราก็แต่งกันมาหลายปีแล้วเนอะ” ลลันเกริ่นด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์ ทำเอาคนที่มุ่งแต่งานจนไม่มีโอกาสทำหน้าที่สามีที่ดีเหงื่อตก
“เอ่อ...ช่วงที่อยู่โน่น ไม่มีงานที่ต้องทำแล้วก็คงได้อยู่...ล่ะมั้ง” ชายหนุ่มหน้าขึ้นสีอย่างที่นานๆ ครั้งจะเป็น แสดงชัดว่าเขิน
ลลันหัวเราะคิกคักที่ได้แกล้งคน เอียงตัวพิงคนรักให้ความอบอุ่นจากกายแผ่ซ่านไปถึงหัวใจ
“ฉันอยากมีลูกเยอะๆ สักห้าหกคนไปเลย”
“ไม่เยอะไปหน่อยเหรอ” เขาคิดว่าสักสองคนน่าจะกำลังดีแล้วแท้ๆ
“คึกคักดีออก” ลลันเป็นลูกคนเดียว เคยเหงาในช่วงวัยเด็กมาก่อนจึงอยากให้ลูกของตนได้สัมผัสสายใยของคำว่าพี่น้อง “เอาให้คุณหัวหมุน มาดหลุดบ่อยๆ ทุกวันเลย”
“นี่คุณวางแผนให้ลูกหัดแกล้งพ่อตัวเองตั้งแต่ยังไม่เกิดเลยเหรอ” ตนัยแย้งเบาๆ แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว หากนั่นคือความต้องการของเธอ ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม
ตนัยโอบหญิงสาวเข้ามาให้แนบชิดยิ่งขึ้น
ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม เขายินดีทำให้ทุกสิ่ง
ลลันรู้แต่แรกแล้วว่าก่อนขึ้นเรือจะต้องข้ามผ่านป่าเสียก่อน จึงไม่แปลกใจอะไรที่เห็นคนนำทางสองคนที่รู้จักกับตนัยก่อนหน้านี้แล้วพาเข้าป่า แต่เธอประหลาดใจท่าทีที่พวกเขามีต่อตนัยต่างหาก นอกจากจะเรียกว่าท่านแล้ว ยังคุกเข่าคำนับอย่างนอบน้อมเหมือนตนัยเป็นราชาหรืออะไรเทือกนั้น
ตนัยแกล้งตีความสีหน้าตื่นตระหนกของเธอไปว่ากำลังกลัวกับการเดินทางครั้งนี้
“ไม่ต้องห่วงนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะปกป้องคุณเอง”
ถึงจะรู้ว่าเขาคิดเฉไฉไปเรื่องอื่น แต่คำสาบานนั้นก็ไม่ใช่คำพูดลอยๆ ก่อนจะพูดอีกอย่างตามมาโดยไม่หันมามอง “ถ้าไปถึงเรือแล้ว ผมจะตอบคำถามทุกอย่างที่คุณสงสัยเอง ทั้งพวกเขา รวมถึงเรื่องของตัวผมเอง”
ลลันไม่รู้ว่าตนัยกำลังกลัวอะไรอยู่ เธอพอรู้ว่าเขาค่อนข้างต่างจากคนอื่น แต่ความต่างนั้นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร เช่นการใช้คำแปลกๆอย่างคนจากโลกภายนอกบ้างล่ะ เรียกท่านบ้างล่ะ หรือมองพวกคนที่ทำให้ธรรมชาติต้องเสียหายด้วยความโกรธเคืองบ้างล่ะ จนบางครั้งเธอก็คิดว่าเขาเป็นนักอนุรักษ์อะไรทำนองนั้นหรือเปล่า แต่ยิ่งรู้จักยิ่งเข้าใจว่าไม่ใช่
ความรู้สึกของตนัยลึกซึ้งกว่านั้น ราวกับเขาเห็นเหล่าต้นไม้ใบหญ้ามีจิตใจ และเป็นสิ่งที่ควรให้การเคารพ
แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่เรื่องไม่ดี ลลันจึงตัดสินใจรอจนกว่าตนัยจะยอมเล่าออกมาเอง ต่อให้ความจริงเป็นอย่างไร ความรู้สึกที่เธอมีต่อเขาก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
หลังจากเดินทางกันครึ่งค่อนวัน คนนำทางคนหนึ่งก็เข้ามาบอกพวกเธอที่นั่งพักกันอยู่ว่าอีกไม่ไกลก็จะถึงจุดหมายแล้ว จากนั้นไม่นานคนนำทางอีกคนหนึ่งที่เดินสังเกตการณ์รอบๆก็กลับมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ เขาเข้าไปกระซิบบางอย่างกับตนัย ทำให้ตนัยเปลี่ยนสีหน้าตาม
“มีอะไรเหรอตนัย” ลลันสงสัยกับบรรยากาศการเดินทางที่เปลี่ยนไป
ตนัยพยักหน้าอนุญาตให้คนข้างตัวบอกเรื่องเมื่อกี้นี้ให้ลลันรู้ด้วย ดูเหมือนว่าไม่ไกลจากตรงนี้จะมีพวกลักลอบตัดไม้กันอยู่
ลลันรีบเสนอตัวโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทันที แต่กลับถูกตนัยห้ามไว้
“พวกเราก็ลอบเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตเหมือนกัน”
หญิงสาวรู้ว่าป่านี้เป็นป่าสงวน ที่หากไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่เสียก่อนก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามา แต่เธอเพิ่งมารู้ว่าตัวเองก็เป็นพวกผู้บุกรุกเช่นกันก่อนนึกขึ้นได้ว่าหากได้รับอนุญาตจริงก็ควรจะมีเจ้าหน้าที่ติดตามมาด้วย และคนนำทางสองคนนั้นไม่มีทางเป็นเจ้าหน้าที่ที่ว่านั้นไปได้แน่นอน
“ทำไมล่ะตนัย” ลลันไม่อยากเชื่อว่าอีกฝ่ายจะกล้าทำผิดแบบนี้
“เพราะพวกเราจะให้ใครรู้ไม่ได้ ถึงจะเป็นแค่ทางผ่านก็ไม่ควรประมาท จะให้คนภายนอกรู้เรื่องของเผ่าเราไม่ได้เด็ดขาด” ตนัยตอบ น้ำเสียงเด็ดขาดและชัดเจนกว่าครั้งใดว่านี่คือสิ่งที่ห้ามละเมิด “อีกอย่าง...นี่เป็นหน้าที่ที่เผ่าของพวกผมปล่อยไว้ไม่ได้เหมือนกัน” ตนัยลังเลเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เพราะมีลลันอยู่ด้วย เรื่องนี้ไม่ปลอดภัยมากพอจะพาเธอไปเสี่ยงด้วย
ลลันย่อยข้อมูลที่รับรู้มาในเวลาอันสั้นแบบงุนงง เรื่องที่ให้ใครรู้ไม่ได้? เรื่องของเผ่า? เธอไม่เข้าใจเลยสักนิดเดียว หากก็ยังเชื่อใจในตัวตนัยว่าเขาย่อมมีเหตุผลมากพอจะทำเรื่องเช่นนี้
“งั้นไปเถอะค่ะ คุณคงไม่อยากให้ต้นไม้ถูกตัดเพิ่มไปแม้แต่ต้นเดียวไม่ใช่เหรอคะ”
ตนัยมีสีหน้าขอบคุณที่เธอเข้าใจ หันไปสั่งคนนำทางสองคนให้เตรียมพร้อมรับมือ ก่อนจะให้คำมั่นแก่ลลัน “ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะคอยปกป้องคุณเอง”
คำพูดนั้นดั่งเวทมนตร์ ลลันเชื่อสุดหัวใจว่าจะต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน
ทว่าทุกอย่างกลับไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะยังไม่ทันให้พวกเธอได้เข้าไปหา พวกลอบตัดไม้ก็เป็นฝ่ายเข้ามาหาเสียก่อน อาจจะเพราะตามคนนำทางคนหนึ่งมาก่อนหน้านี้แล้ว และได้รู้ถึงแผนการที่วางไว้
จากฝ่ายที่คิดจะล่า ก็กลายเป็นผู้ถูกล่าไปทันใด
ร่างกายที่เดินทางมาทั้งวันต้องมาวิ่งหนีสุดแรง ลลันเหนื่อยแทบขาดใจ ไม่นึกไม่ฝันว่าจะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ตนัยจับมือลลันวิ่งไปด้วยตลอด แต่เพราะขาที่อ่อนแรงทำให้ลลันสะดุดเท้าตัวเองล้มไปจนเกือบลากตนัยให้ล้มไปด้วย
“ลลัน! เป็นไรรึเปล่า” พอเห็นหญิงสาวหอบจนทำท่าว่าจะหายใจไม่ทัน และใบหน้าซีดขาวนั้นแล้วทำให้ตนัยร้องบอกอีกสองคนว่าให้หยุดก่อน
“มะ...ไม่ได้นะ ถ้าถูก...ตามทัน” คอลลันแห้งผาก หัวใจก็เต้นแรงจนเจ็บ “พวกคุณไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉัน...จะหาที่หลบแถวนี้เอง” เธอไม่อยากเป็นตัวถ่วง
“ผมไม่ทิ้งคุณไว้หรอก ไม่ว่ายังไงก็ปกป้องคุณให้ได้!” ตนัยประกาศลั่น และนั่นช่วยทำให้แรงใจลลันเพิ่มขึ้นเป็นกอง
ลลันสูดหายใจอีกครั้งแล้วพยักหน้าให้ เอื้อมมือจะคว้ามือตนัยที่จะช่วยฉุดให้เธอลุก
ปัง!
มือที่กำลังจะสัมผัสถูกกัน คลาดจากกันเพียงเสี้ยววินาที พร้อมกับร่างหญิงสาวที่ทรุดล้มไปอีกครั้ง และคราวนี้ พร้อมด้วยเลือดที่สาดกระเซ็นใส่ใบหน้าของชายหนุ่ม
เขาเบิกตากว้าง ร้องออกมาสุดเสียง
“ลลัน!!”
ความทรงจำหลั่งไหล เป็นมีดคมกรีดบาดแผลเดิมให้เปิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีวันหาย
ตัวเธอที่โชกเลือด รอยยิ้มบิดเบี้ยวกับคำสารภาพว่ายังไม่อยากตาย
...เป็นเพราะเขา...
เธอที่ต้องการเห็นดาว แต่กลับไม่มีโอกาสได้เห็นอีก ไม่...อีกต่อไป
ทั้งหมดนั้นเพราะเขาปกป้องเธอไว้ไม่ได้
“คุณปกป้องฉันไว้ไม่ได้” ลลันพูดเหมือนตั้งใจตอกย้ำสิ่งที่เกิดขึ้น “รวมไปถึง...”
ไม่ใช่...ไม่ใช่แค่ความตายของเธอ
อีกความทรงจำแทรกซ้อนเข้ามา ภาพของตัวเขาที่ยืนอยู่หน้าก้อนหินใหญ่สองก้อนวางอยู่เคียงกัน บอกถึงร่างของคนสองคนที่ถูกฝังอยู่ใต้ผืนดินนี้
...’พวกเขาอยากไปหาแก แต่กลับถูกคนจากโลกภายนอกทำร้ายระหว่างทาง’...
คนสำคัญถูกพรากไปอีกครั้ง เสียใจ...เคียดแค้น...ชิงชัง
ลลันต้องตาย
‘พวกเขา’ ก็ต้องตาย
ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะพวกมัน ไม่มีวันอภัยให้เด็ดขาด จะทำลายพวกมันให้หมด!
เพราะหากทำสำเร็จ ความเจ็บปวดในอกนี้คงทุเลาลงใช่ไหม
ภาพตัวเขาที่ทำสำเร็จ โลกนี้ถูกทำลาย ไม่เหลือสิ้นผู้ใด ตัวตนของเขาที่ยืนอยู่ท่ามกลางสิ่งปรักหักพัก อยู่บนโลกนี้ตัวคนเดียว ได้เห็นดาวทุกที่ที่แหงนหน้ามอง ตามที่ใจปรารถนาทุกอย่าง
ทว่าพอลองจินตนาการถึงสิ่งเหล่านั้นแล้ว ตนัยกลับรู้สึกบางอย่างรุนแรงขึ้นมา แรงเสียจนต้องยกมือขึ้นมากดอกตัวเองแน่นให้กับใจที่เต้นรัว
ไม่ใช่ความพอใจ นั่นไม่ใช่ความยินดี
ทำไมกัน...ความทรมานที่ควรหายไปทำไมกลับไม่ยอมจางหาย ทำไมกลับเพิ่มทวีจนแม้แต่ตัวเขาก็ไม่เข้าใจ ทั้งที่กำจัดสิ่งที่พรากคนรักของเขาไปได้แล้วแท้ๆ ทำไมถึงยังไม่พอใจอีก
ความรู้สึกถูกผูกมัดกลับเพิ่มขึ้น มันเพราะอะไร!
“ตนัย...”
เพราะอะไร ทำไม หรือเขาต้องให้อภัยพวกมันงั้นเหรอ
“ไม่! ไม่ใช่” นั่นไม่ใช่คำตอบที่ตนัยต้องการ ก่อนก้มกุมหัวตนเค้นหาคำตอบจนทรมานแทบระเบิด “ถ้างั้นเพื่ออะไรกัน! ทั้งหมดนี้เพื่ออะไร!!”
แล้วลลันก็เข้ามาโอบตัวเขาไว้ราวกับจะบอกให้หยุด เหมือนเธอเข้าใจความสับสนของเขาดี เธอรู้ว่าคำตอบของเขาไม่ใช่เพื่อการทำลาย
ถ้าอย่างนั้น...เขาต้องการอะไรกันแน่
ความไม่เข้าใจ คำตอบที่หาไม่เจอ ทำให้ตนัยอึดอัดจนแทบอยากจะระเบิดออกมาให้รู้แล้วรู้รอด ทว่าเขากลับไม่มีกุญแจไขมันออกมาจึงได้แต่ให้มันผลาญตัวเขาจากข้างใน
ลลันยิ่งโอบกอดตนัยให้แน่นขึ้น แม้รู้ดีว่าไม่อาจถ่ายทอดความอบอุ่นให้ได้อีกแล้ว
“ไม่เป็นไรนะ” เธอปลอบโยนพลางลูบหัวเขา
เธอเข้าใจ เพราะรู้จักเขาดียิ่งกว่าใคร อาจมากยิ่งกว่าตัวเขาเองด้วยซ้ำ จึงรู้ดี สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดนั้นคือ...
“ฉันให้อภัยคุณค่ะ”
หญิงสาวรับรู้ได้ว่าร่างในอ้อมแขนกระตุกเล็กน้อย
“ที่คุณปกป้องฉันไว้ไม่ได้ ฉันให้อภัยคุณค่ะ” คำนี้ไม่ใช่เพื่อตนัยคนเดียว แต่เป็นคำที่เธอต้องการบอกเขามาตลอดเช่นกัน
สิ่งค้างคาใจที่ทำให้เธอยังคงอยู่บนโลกนี้
ลลันสัมผัสได้ถึงความชื้นที่บ่าพร้อมกับร่างของตนัยที่สั่นเทิ้ม
“...แค่นั้นเองเหรอ” เสียงของเขาสั่น แล้วลลันก็รู้สึกถึงหยดน้ำซึมอยู่บนบ่าเธออีกหลายหยดแผ่ซึมกว้างจนเปียกชุ่ม
“ทั้งหมดนั้น ที่ผมทำไปทั้งหมด แค่เพราะอยากได้ยินคำนี้เองหรอกเหรอ”
ไหล่ของเขาสะท้าน พร้อมกันนั้นก็กอดลลันแน่นราวต้องการที่ยึดหลัก กับความปรารถนาที่ใฝ่หามาตลอด ทั้งที่เป็นเรื่องเล็กเพียงนั้นกลับไม่เคยรู้เลย
เพราะความปรารถนานั้นไม่อาจเป็นไปได้...เนียร์คิด ยืนเหม่อมองตนัยที่กอดลลันไว้ ก่อนจะปิดตาลงอย่างเจ็บปวด...เพราะคนที่ต้องการให้อภัยนั้นไม่อยู่อีกแล้ว จึงเข้าใจไปว่าความรู้สึกที่ต้องการได้รับอภัยนั้นคือการต้องทำลายทุกสิ่งบนโลกนี้
เพื่อให้มีเป้าหมาย เพื่อให้คิดว่าหนทางออกจากการพ้นทรมานนั้นมีอยู่...จึงมุ่งมั่น จึงเชื่อสุดใจว่าการทำลายคือคำตอบ
เพราะหากรู้ว่าคำตอบของเขาไม่มีทางเป็นจริง จะยังทำใจรับไหวอีกหรือ
“คุณ...ให้อภัยผมได้จริงๆ ใช่มั้ย”
“คุณนี่น้า” ลลันหัวเราะเบาๆ ผละออกจากอ้อมกอดแล้วจุมพิตที่หน้าผากของตนัยอย่างแผ่วเบา... “ไม่ใช่แค่ฉัน แต่ฉันเชื่อว่ากระทั่งคุณเกรนิส กับคุณริเรียเลก็จะให้อภัยคุณเหมือนกัน เพราะสิ่งที่พวกเขาและฉันปรารถนาคงเหมือนกัน นั่นคือการได้เห็นคุณมีความสุข” เธอกระซิบ คำพูดเหล่านั้นแทรกซึมเข้าไปในใจของตนัย ให้หัวใจที่เต็มไปด้วยบาดแผลได้รับการเยียวยา
หญิงสาวหันหน้าไปทางเนียร์ราวกับเชิญให้เธอเข้าไป และเนียร์ก็ไปตามคำเรียก โซ่ที่พันอยู่ข้อมือซ้ายของเธอกับตนัยร่นใกล้กัน
ความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงเธอกับเขาไว้
ลลันกุมมือทั้งคู่
เวลา...ใกล้เข้ามาแล้ว
“สัญญากับฉันนะคะตนัย ว่าคุณจะมีความสุข”
“ผม...” พูดได้แค่นั้นเขาก็ตกใจ เมื่อเห็นร่างของตัวเองเริ่มเลือนหาย ลลันกับเนียร์ก็ตกใจ แต่ก็เข้าใจอย่างรวดเร็วว่าเป็นเพราะอะไร
พวกเขากำลังจะตื่น
สีหน้าตนัยบอกชัดว่ายังไม่อยากไป เขายังอยากอยู่กับลลันไม่อยากจากเธอไป แต่เวลาที่เหลือไม่มากทำให้เขาทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการให้คำมั่นแก่เธอ
“ผมจะมี รอก่อนนะลลัน...ผมรักคุ...”
ร่างของตนัยหายไป แต่ลลันยังกำมือข้างที่เคยกุมมือของเขาไว้ราวกับมือนั้นไม่เคยหายไปไหน หญิงสาวปิดตาลง พยายามจดจำความรู้สึกที่ได้สัมผัสให้นานที่สุด “...ฉันก็รักคุณค่ะ”
ลลันหันมองเด็กสาวอีกคนที่คงต้องไปในนาทีใดนาทีหนึ่งเช่นเดียวกัน
“ขอบคุณเธอมากนะเนียร์ ที่ช่วยพาเขามาหาฉัน”
เนียร์กำมือแน่นจนสั่น “คุณ...ก็จะไปเหมือนกันเหรอ”
ทั้งที่บอกตัวเองไว้แล้วแท้ๆ ว่าอย่าผูกพันไปมากกว่านี้ แต่เนียร์กลับห้ามตัวเองไว้ไม่ได้
ลลันคลี่ยิ้มบาง “ฉันจำเป็นต้องไปน่ะ”
ไปคราวนี้ คือตลอดกาล
ชั่วขณะนั้นเองที่ร่างของเนียร์ก็ค่อยๆเลือนหายไปเช่นเดียวกับตนัย
“เดี๋ยวก่อน!” เนียร์ร้อง อยากห้ามมันไว้แม้รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ จึงมองลลันให้นานที่สุด เพราะรู้ดี ต่อให้เธอจะได้มาที่นี่อีกครั้งหรือที่ไหน นี่ก็จะเป็นครั้งสุดท้าย...ที่เธอได้พบกับลลัน
“ขอบคุณนะคะ” เนียร์พูด อยากถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดออกไปในคำๆ นี้
ทั้งการที่ช่วยเธอที่สับสนให้พบหนทาง ทั้งการที่ช่วยชี้นำให้ตนัยได้ค้นพบสิ่งปรารถนาแท้จริง...
ลลันช่วยพวกเธอไว้
ขณะนั้นเองที่คำพูดหนึ่งลอยขึ้นมาในความคิด
‘ฉันอยากเป็นดาว...แม้กลางคืนจะมืดมิดขนาดไหน มีเพียงแสงดาวที่เจิดจรัสอยู่บนนั้น ส่องนำทางผู้คนไม่ให้หลงทาง ช่างใจดี...และอ่อนโยน ฉันเองก็อยากเป็นแบบนั้นบ้าง’
อา...อย่างนี้เอง
“คุณคือดาวนำทางของพวกเรา”
ลลันเบิกตากว้าง ก่อนจะยิ้มขัดเขินกับคำเรียกนั้น แต่ใบหน้าของลลันฉายชัดถึงความดีใจ และมอบคำสุดท้ายให้ “ลาก่อนจ้ะ”
แล้วเนียร์ก็หายไป
และอีกในไม่ช้า ตัวเธอก็จะหายไปเช่นกัน ลลันรู้ความจริงข้อนี้ดี เธอเคยผ่านความตายมาแล้วรอบหนึ่ง การหายไปครั้งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการตายครั้งที่สอง แต่...
“พร้อมสำหรับการจากลาแล้วใช่ไหม” เสียงของชายชราดังขึ้น เขาผู้เป็นคนอาศัยที่นี่อย่างแท้จริง
ลลันปิดตาลงแล้วยิ้ม เอามือไพล่หลังไว้ก่อนพูดว่า “ไม่มีคำว่าพร้อมสำหรับการจากลาหรอกค่ะ”
ซารานียาจ้องมองแผ่นหลังของหญิงสาว มันช่างเล็กและบอบบางจนเหมือนจะหักได้ทุกเมื่อ แต่ยามที่ร่างนั้นหันมา เขากลับได้เห็นรอยยิ้มที่เป็นประกายสดใสที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
“แต่คราวนี้...ฉันพอใจกับทุกสิ่งแล้วล่ะค่ะ” และยังได้ของจากลาที่ดีที่สุดมาด้วย
‘คุณคือดาวนำทางของพวกเรา’
ลลันยิ้ม ไม่เหลือสิ่งใดค้างคาในใจอีกแล้ว
“ขอให้เหล่าเทพธรรมชาติโอบอุ้มดวงวิญญาณของเจ้าไว้” ซารานียากล่าวคำลาให้กับร่างที่หายไปกับละอองแสงลอยสู่ผืนฟ้า
ความสูญเสีย ต้องเสียไปอีกเท่าไหร่จึงจะเรียกว่าพอ
เนียร์รู้สึกได้ถึงความชื้นที่หางตาจึงปิดตาแน่นหวังให้เปลือกตาช่วยดันน้ำกลับเข้าไปข้างใน แอบคิดไม่ได้ว่าถ้าลองหลับต่อไปอีก จะยังกลับไปเจอลลันได้อีกไหม แต่อาการนั้นทำให้คนที่คอยเฝ้าดูอยู่รู้ว่าเธอได้สติแล้ว
“เนียร์!?”
“ตื่นพร้อมเจ้านั่นเลยนะ”
เนียร์ลืมตามองเจ้าของเสียงสองเสียงนั้น ความรู้สึกต่างๆ เริ่มกลับมา ทั้งร่างเปียกเย็นเพราะตกน้ำ แต่กลับมีไออุ่นที่มือขวา ดวงตาสีดำเหม่อมองภาพตรงหน้า เห็นชายสองคนยื่นหน้ามามองบดบังทิวทัศน์ท้องฟ้ายามเย็น
“ทิน...กิล”
ทั้งคู่ทำหน้าโล่งใจที่เห็นเธอตื่น เนียร์ยันตัวลุกขึ้น
“เดี๋ยว หัวเธอ”
“แค่กระแทกนิดหน่อย” เนียร์ว่าพลางจะจับตรงที่ไปชนกับหิน แต่กลับทำไม่ได้เพราะมือขวานั้นถูกกิลจับไว้แน่นมาตั้งแต่แรกแล้ว และอีกฝ่ายคงเพิ่งรู้ตัวจึงปล่อยมือออก แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีว่าลนลานหรือเดือดร้อนไปกับสายตาทิ่มแทงจากทิน
หากเพราะมันคือความอบอุ่นเดียวที่มอบให้แก่กายที่เย็นเฉียบ กับหัวใจที่อ่อนล้าจากการสูญเสีย เนียร์จึงนึกขอบคุณมากกว่าสิ่งใด เธอเป็นฝ่ายคว้ามือเดิมของกิลและของทินมากุมไว้แน่นท่ามกลางความประหลาดใจของทั้งคู่
“ขอบคุณนะ” ที่ยังมีชีวิตอยู่
“ขอบคุณ” ที่ลืมตาแรกได้พบคนอยู่เคียงข้าง
ทินและกิลต่างไม่มีใครพูดอะไร พวกเขาไม่รู้ว่าเธอไปเจอกับอะไรมา แต่ตอนนี้เนียร์ดูเปราะบางอย่างน่าเหลือเชื่อ
“...รู้นะว่าตอนนี้อยากพัก แต่เจ้านั่นก็ตื่นแล้วเหมือนกัน” ทินเตือน และนั่นทำให้แววตาของเนียร์เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เธอหันไปมองคนที่นอนถัดจากเธอไปไม่ไกล
ตนัยตื่นแล้ว เขาถูกโชลและวาลคอยจับตาดูอยู่ ดวงตาสีน้ำตาลแก่เลื่อนมาหยุดลงตรงเธอเช่นกัน เนียร์ถามโดยที่ยังไม่ละสายตาจากทางนั้น
“พวกเอลล่ะ” น้ำเสียงเธอเปลี่ยนไป ไม่มีอารมณ์อ่อนไหวอย่างเมื่อกี้อีกแล้ว
“ให้พวกเล็ทดูแลอยู่ น้องเอลกับคนอื่นก็อยากมาด้วยหรอก แต่สภาพแต่ละคนไม่ไหวกันแล้ว”
ไม่ว่าจะเอลซี่โครงหัก แผลฉกรรจ์ที่โมได้รับ ฟิวส์ที่ขาหัก และยังบาดแผลที่คนอื่นได้รับจากการต่อสู้ครั้งนี้อีก เนียร์เห็นสภาพของทุกคนตรงนี้ก็รู้ดีว่าหากมีการต่อสู้กันอีกก็รังแต่จะทำให้ทุกอย่างแย่ลงกว่าเดิม
เนียร์เห็นกลุ่มอั๊คที่เหลือเพียงสามคนไม่ไกลจากตรงนี้ ท่าทางของอั๊คยังแสดงเจตนาว่าอยากฆ่าตนัย ที่ยังไม่เข้าไปทำอะไรตอนนี้คงเพราะรอดูท่าทีของเธอก่อน และแน่นอนว่าเจตนาของเนียร์ยังคงเหมือนเดิม นั่นคือจะไม่ให้ใครต้องตายอีก
“ฉันขอคุยกับตนัยสองคนได้มั้ย” เนียร์ลุกหาโชลกับวาล พูดเหมือนเป็นคำถาม แต่ให้ความรู้สึกว่าปฏิเสธไม่ได้อยู่ด้วย “แล้วก็ฝากกันพวกอั๊คให้ที”
ทั้งคู่พยักหน้าแล้วถอยไปจากตรงนี้ ทินเดินตามไปโดยไม่ออกความเห็นใดทั้งนั้น เหลือเพียงกิลที่ยังไม่ยอมไปไหน
“มีอะไรอยากพูดกับฉันรึเปล่า กีเลนอล”
กิลอ้าปากจะพูดบางอย่าง แต่สุดท้ายเขาตอบกลับไปเพียงว่า “ไม่มีครับ”
“งั้นเหรอ แต่ฉันมี...’ขอโทษนะ’ “
คำขอโทษนั้นทำให้กิลมองอีกฝ่ายอย่างตะลึงงัน “ขอโทษ...ที่อยู่ด้วยไม่ได้ ขอโทษ...ที่พ่อเป็นพ่อที่แย่ที่สุด”
“ท่าน...” กิลค้างคำอย่างไม่รู้ว่าควรเรียกว่าคำไหน ความลังเลนั้นเป็นคำตอบอย่างดีว่าบางสิ่งที่ถูกทำลายลงไปแล้วไม่อาจเรียกเก็บเป็นอย่างเดิมได้
“ฝากบอกเกลลีนาด้วย”
กิลรับคำนั้นด้วยการก้มหัวลงเป็นการแสดงความเคารพต่อชายหนุ่มก่อนจะปล่อยให้ทั้งคู่ได้อยู่ตามลำพัง เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ จนกระทั่งเด็กสาวเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้น
“นายจะยอมหยุดเรื่องนี้มั้ย”
“เรื่องทำลายโลกนี้ไม่มีความจำเป็นต่อฉันอีกแล้ว”
เนียร์ระบายหายใจโล่งอก แต่ก็เพียงไม่นาน เมื่อตนัยกลับชักปืนที่เหน็บไว้ที่เอวออกมาและยื่นมันมาทางเนียร์ที่เบิกตากว้าง ที่เขายื่นไปนั้นไม่ใช่กระบอกปืนแต่เป็นด้ามจับอย่างหวังให้เธอหยิบไป
“ใช้มันฆ่าฉันที”
“นายยังคิดจะตายอยู่อีกเหรอ” อารมณ์ขุ่นเคืองพุ่งวูบ “ทั้งๆ ที่คุณลลันพูดถึงขนาดนั้นแล้วแท้ๆ นายบ้ารึไง!”
“นี่คือสิ่งที่ฉันเลือก” ตนัยตอบด้วยท่าทีสงบนิ่งผิดกับเนียร์
“คุณลลันไม่ได้อยากให้นายตาย เธออยากให้นายมีชีวิต! มีความสุข นายสัญญาไปแล้ว!”
“มันคือความสุขที่ฉันเลือก โลกนี้ไม่เหลือ...”
“แล้วพวกกิลล่ะ! นายยังอาลัยกับพวกนั้นอยู่ไม่ใช่เหรอ จะให้พวกกิลต้องสูญเสียพ่อไปอีกกี่ครั้งถึงจะพอใจ พวกเขาไม่ใช่ความสุขของนายบ้างเลยรึไง! ที่คุณลลันต้องการน่ะคือการได้เห็นนายเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตัดใจจากเธอได้ และหาความหมายของชีวิตอีกครั้ง ทำไมนายถึงไม่ยอมเข้าใจ ตนัย!”
เพียงครู่เดียวที่ความลังเลฉายวูบในดวงตาสีน้ำตาลแก่ แต่มันก็หายไปเร็วเช่นเดียวกับตอนที่โผล่มา การได้อยู่กับเด็กแฝดคู่นั้นคือความสุขที่เขาพอหาได้ในโลกที่ไร้ซึ่งเธอ แต่...คำตอบของเขาชัดเจนตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ว่าจะไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้
“...ฉันจะมีความสุข แต่ไม่ใช่กับที่นี่”
เป็นอีกครั้งที่เนียร์ได้แต่อึ้ง กำมือแน่น หากบอกว่าไม่เข้าใจสิ่งที่ตนัยคิดอยู่คงโกหก เธอเข้าใจความรู้สึกที่ตนัยมีต่อลลันดี แต่รู้ว่าการตายไม่ใช่คำตอบ
อีกเหตุผลหนึ่งคือเธอไม่อยากเสียใครไปอีกแล้ว ทั้งเอม ธุม แม้แต่โมที่เธอเกือบต้องเสียไป และยังการจากลากับลลันอีก ทั้งหมดนี้มันมากเกินไป ในช่วงเวลาสั้นๆที่ต้องพบกับการสูญเสียมากมายขนาดนี้
“ฉันจะไม่ฆ่านาย ไม่มีทางฆ่านาย และจะไม่ยอมให้นายตายเด็ดขาด” เนียร์ประกาศเจตจำนงของตนชัด
“ทำไมเธอต้องสนด้วยล่ะว่าฉันจะอยู่หรือตาย เธอเองก็เคยคิดไม่ใช่เหรอว่าอยากฆ่าฉันซะ”
“ใช่ ฉันเคยคิดแบบนั้น” เนียร์ยอมรับ เธอเกลียดคนที่ทำให้ชีวิตของตนนั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง และมันไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก “แต่ว่า”
เนียร์นึกถึงความทรงจำของตนัยในช่วงเวลาที่เขาประสบมา เรื่องราวที่เป็นยิ่งกว่าหนังสือหนึ่งเล่ม เธอรับรู้และเข้าใจมันดี จึงยากจะปฏิเสธได้ว่าจริงๆ แล้วนั้น เธอเองก็...
“ฉันเองก็อยากเห็นนายมีความสุขเหมือนกัน” เนียร์ตอบจากใจ “มีความสุขอยู่บนโลกนี้ กับชีวิตที่ยังเหลืออยู่”
ดวงตาสีน้ำตาลแก่ฉายแววตะลึงงัน เขาจ้องเด็กสาวที่ครั้งหนึ่งมองเป็นเพียงเครื่องมือ ทั้งหลอกใช้และบังคับให้ทำเรื่องเลวร้างอย่างไม่มีวันสมควรได้รับการอภัย แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว เธอยังหวังให้เขามีความสุข...งั้นหรือ
“...ดีใจที่เธออุตส่าห์คิดแบบนั้นนะ นิศาชล” ตนัยก้มมองปืนที่ประคองไว้ด้วยมือสองข้าง เขาทำท่าเหมือนจะวางมันลงให้เนียร์ได้โล่งใจ แต่ตอนนั้นเองที่เธอได้ยินอีกฝ่ายพูดว่า “แต่ว่า” ออกมา
“พวกเราคงสวนทางกันอีกแล้วสินะ”
เนียร์พุ่งพรวดทันทีที่เห็นอีกฝ่ายยกปืนขึ้นเตรียมเหนี่ยวไก เธอเหยียดแขนออกไปจะขัดขวาง ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ลึกลงไปข้างในพลันได้ยินเสียงโซ่ดังสะท้อนก้อง แล้วมือซ้ายของเธอก็เข้ามาหยุดเธอไว้
เนียร์ยังไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เบื้องหน้านั้น
ตนัยกำลังยิ้ม
“โชคดีนะ”
ปัง!
กิลสะดุ้งไม่ต่างจากคนอื่น มันเป็นเสียงปืนและยังดังมาจากทางที่เนียร์และตนัยอยู่อีกด้วย
ในขณะที่ทุกคนแตกตื่น คนที่ได้สติวิ่งนำออกไปก่อนใครเพื่อนคือทิน อีกฝ่ายทำหน้าเครียดอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นดึงให้กิลรีบตามไปติดๆด้วยความสังหรณ์ใจว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น
เนียร์บอกชัดแล้วว่าจะไม่ทำอะไร ฉะนั้นคนที่เป็นคนยิงปืนนั้นต้องเป็นท่านตนัยแน่นอน
เขายิงเธองั้นเหรอ ความรู้สึกหลายอย่างประดังเข้ามาทุกย่างก้าวที่วิ่งไป แต่ความรู้สึกทั้งหมดนั้นพลันมลายหายไปสิ้น จนเหลือเพียงความว่างเปล่า ยามกิลหยุดฝีเท้าลงข้างตัวเนียร์ และได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
ภาพของชายหนุ่มที่นอนอยู่บนผืนทราย เม็ดทรายรอบศีรษะของเขาเป็นสีเข้มขึ้นจากเลือดที่ซึมซับไว้ ปืนตกอยู่ตรงกลางระหว่างร่างของตนัยและเนียร์
นานเหมือนชั่วกัลป์ กว่ากิลจะหาเสียงตัวเองเจอ
“เธอ...ไม่ได้ทำใช่มั้ย”
“ไม่ใช่ฉัน” เนียร์ตอบ ทั้งอย่างนั้นเสียงเธอกลับสั่น “แต่เป็นเพราะฉัน เพราะมือของฉันหยุดไว้ เพราะอย่างนั้นตนัยถึงต้องตาย” เนียร์จับมือซ้ายตัวเองไว้แน่นจนเห็นเป็นรอยแดง ถึงทินจะเข้าไปให้เธอปล่อย แต่เนียร์กลับยิ่งจับมันแน่นขึ้นกว่าเดิม สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความโกรธและเศร้าไปพร้อมๆ กัน
“สิ่งเชื่อมโยงสุดท้าย นายกลับใช้ทำแบบนี้เนี่ยนะ ตนัย!” เนียร์ต่อว่า แต่คนที่ควรได้ฟังกลับไม่มีทางได้ยินอะไรอีกแล้ว และกิลก็ไม่เข้าใจว่าเนียร์พูดถึงอะไร ตอนนี้เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองจะคิดอะไรได้ทั้งนั้น
ไม่ใช่ไม่เคยคิดว่าเพื่อให้ทุกอย่างจบลงแล้วจะต้องฆ่าคนคนนี้ เขาเตรียมใจมาตลอด แต่ก็นึกหวังมาตลอดเช่นกัน...
ให้วันนี้ไม่มีทางมาถึง
กิลยกมือตนัยขึ้นมาสัมผัสหน้าผากตน พลางเรียกคำที่ก่อนหน้านี้ไม่กล้าเอ่ยออกมา “ท่านพ่อครับ”
ด้านหลังนั้น เนียร์ลุกขึ้นยืนพูดกับอั๊คที่มาตรงนี้พร้อมคนอื่นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
“ตนัยตายแล้ว พอใจนายแล้วสินะ”
อั๊คไม่ตอบอะไรกลับมา ดวงตาข้างขวาทำเพียงมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยสายตาอ่านยากว่ารู้สึกอย่างไรอยู่ แต่เนียร์ไม่คิดคาดคั้นเอาคำตอบ เธอเหนื่อยแล้วกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้จึงบอกทินว่าขอออกไปจากตรงนี้
“แล้วจะเอาไงต่อ” ทินถามคนที่ยังอยู่ พวกอั๊คไม่ตอบอะไรทั้งสิ้น วาลกับโชลทำเพียงก้มมองกิลที่ยังก้มหน้าต่อหน้าร่างของตนัย
“...ก่อนหน้านี้ฉันเรียกคนจากเผ่าเอดีวาสมาแล้ว อีกสักพักคงมาถึง” กิลตอบ เงยหน้าขึ้นมาจากมือตนัย เผยให้เห็นตาแดงก่ำ หากไร้ซึ่งน้ำตา ก่อนจะจัดท่าของตนัยให้นอนสบายมากที่สุด
ไม่นานเกินรอ คนอีกกลุ่มหนึ่งที่พวกทินไม่เคยเห็นมาก่อนก็ลงมาจากรถตู้ที่มาจอดบนเนินตรงมาทางพวกเขา แต่พอได้เห็นหน้าคนขับแล้วนั้นทินก็พบว่าอีกฝ่ายเป็นคนเดียวกันกับที่ขับรถมาส่งพวกเขาที่นี่
“เหล่าเทพธรรมชาติคุ้มครอง พวกคุณยังอยู่รอดกันดีนะ” ชายขับรถเอ่ยทักด้วยรอยยิ้ม ก่อนมันจะหายไปเมื่อเห็นร่างของว่าที่ผู้นำเผ่าคนต่อไปนอนทอดกายอยู่ตรงหน้า กลุ่มคนก่อนหน้านี้เตรียมเปลผ้ามาด้วยที่ทินไม่แน่ใจว่าเตรียมมาเพราะรู้ถึงความเป็นไปได้ว่าจะเกิดเรื่องนี้ขึ้นหรือเปล่า
แต่ก่อนที่จะยกร่างตนัยขึ้นเปลหาม ทั้งกลุ่มคนนั้น รวมไปถึงคนขับรถและกิล ต่างคุกเข่าลงชันเข่าล้อมรอบร่างของตนัย มือขวายกขึ้นทาบอกแล้วก้มหน้าลงเป็นการทำความเคารพ
“ขอเหล่าเทพธรรมชาติโอบอุ้มดวงวิญญาณของท่าน” ชายหนุ่มคนขับรถเอ่ยนำ ก่อนคนที่เหลือจะเอ่ยตามพร้อมกัน และค้างไว้เช่นนั้นเป็นการไว้อาลัย ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็ยืนขึ้นพร้อมกับยกร่างของตนัยไปด้วย ส่วนคนขับรถก็หันมายิ้มให้ทินด้วยรอยยิ้มแข็งกว่าก่อนหน้านี้
“ต่อจากนี้เป็นเรื่องของพวกผม ผมในฐานะตัวแทนของเผ่าเอดีวาสขอขอบคุณพวกคุณทุกคน สำหรับช่วงเวลาที่ผ่านมานะครับ”
“เดี๋ยว แล้วพวกแกก็จะไปกันง่ายๆแบบนี้เนี่ยนะ” ดีมทำท่าจะไม่ยอม แต่อั๊คยกมือขวางไว้ “อั๊ค...”
“ไม่มีประโยชน์ที่จะยุ่งกับคนตายอีก” อั๊คพูดแค่นั้น แต่ดีมกลับยอมถอยให้แต่โดยดี คนขับรถพยักหน้าให้เขาเป็นเชิงขอบคุณแล้วกลับไปที่รถตู้
“นายด้วยเหรอ” ทินคว้าไหล่กิลที่เดินตามคนกลุ่มนั้น
“หน้าที่ที่พวกฉันได้รับมาคือจัดการเรื่องของท่านตนัย และมันจบลงแล้ว ทั้งฉันและเกลก็ต้องกลับไป” แม้จะพูดแบบนั้น แต่ดวงตาสีน้ำเงินเข้มกลับเสมองไปที่ที่หนึ่ง ความลังเลฉายวูบ สุดท้ายแล้วเขาก็ตัดสินใจวิ่งไปพูดบางอย่างกับชายหนุ่มคนขับรถ อีกฝ่ายคล้ายแปลกใจแต่ก็พยักหน้าตอบรับ แล้วกิลก็พาตัวเองไปทางที่เนียร์ไปก่อนหน้านี้
วินาทีที่เสียงปืนลั่น เนียร์รู้สึกได้ทันทีว่าลึกลงไปข้างในจิตใจของเธอ โซ่ที่เคยพันรัดมือซ้ายเธอไว้ได้แตกสลายลงไปเช่นเดียวกัน...สิ่งเชื่อมโยงสุดท้ายที่เนียร์เหลือไว้ระหว่างตัวเองกับตนัย
เรื่องของลลัน
แต่ตนัยกลับใช้ประโยชน์จากมันเพื่อทำให้ตัวเองตาย ราวกับตลกร้าย
“ช่วยไว้...ไม่ได้อีกแล้ว” เนียร์พึมพำขณะจ้องมองมือซ้ายที่กำแน่น เป็นเวลาเดียวกันกับที่ได้ยินเสียงฝีเท้าจากทางด้านหลัง จึงถามกลับไปโดยไม่หันไปมอง “มีอะไร”
ชั่วขณะหนึ่งที่กิลไม่ได้พูดอะไรออกมา จริงๆ แล้วเขามีเรื่องอยากพูดกับเธอมากมาย แต่ว่า...
“หลังจากนี้พวกเราคงไม่มีเวลามากนัก ต้องพา...ร่างของท่านตนัยกลับไปทำพิธีที่หมู่บ้าน...คงมีเวลาพูดแค่ตอนนี้เท่านั้น”
เนียร์ยังคงไม่หันหาเขา แต่กลับรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น จนแทบสัมผัสถึงไออุ่นของร่างนั้นได้ แต่กิลหยุดลงแค่ตรงนั้น
ใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจ ใกล้จนหากหันกลับไปตอนนี้หน้าของพวกเธอคงอยู่ใกล้กันมาก แต่เนียร์ไม่ทำแบบนั้น เธอไม่กล้ามองหน้าเขาเหมือนที่ตอนนี้ยังมองหน้าฟิวส์ไม่ได้อย่างสนิทใจ
เธอทำให้คนสำคัญของพวกเขาต้องตาย หากกิลมาเพื่อต่อว่าหรือระบายความโกรธต่อเธอก็จะไม่หนีเลย เนียร์เตรียมใจไว้เช่นนั้น
เนียร์ได้ยินเสียงสูดลมหายใจ และเสียงแผ่วเบาหากดังชัดราวกับถูกพูดที่ข้างหูว่า
“ลาก่อน...”
ไออุ่นจากด้านหลังหายไป บ่งบอกว่ากิลถอยออกไปแล้ว ขณะที่เนียร์ยังยืนค้างอยู่ตรงนั้น คำบอกลายังสะท้อนอยู่ในหู
ไม่ใช่คำด่าทอ แต่กลับเป็นคำบอกลา
เนียร์แค่นยิ้ม กำมือขึ้นอังแถวดวงตา “อีกแล้ว...เหรอ”
ตอนนั้นเองที่มีเสื้อของใครบางคนเข้ามาคลุมทับหัวเธอ เนียร์กำลังจะหันไปมองก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่ท่อนแขนของอีกฝ่ายมาวางกดหัวเธอไว้
“ทิน” เนียร์เน้นเสียง
“หลัง? ไหล่?หรือจะเอาอกก็ไม่ปฏิเสธหรอกนะ” เนียร์ยังแข็งขืนก่อนจะชะงักในประโยคถัดมา “ทุกอย่างจบไม่ต้องสู้แล้ว จะยังฝืนต่อเอาโล่รึไง”
เนียร์นิ่งไปไม่มีท่าทีต่อต้านอีกให้คำเหล่านั้นค่อยๆซึมซับลงในใจเนียร์ ให้ปราการที่เพียรสร้างไว้มลายหายไป
ความรู้สึกต่างๆก่อนหน้านี้ที่เคยปิดกั้นไว้หลั่งไหลเข้ามา
ทั้งความเจ็บปวดและความเศร้า
ความสูญเสียและการจากลา
ทั้งหมดนั้น...
ทินรู้สึกได้ถึงมือที่เข้ามาจับเสื้อเขาจากทางด้านหลัง จึงหันหลังให้แต่โดยดี รับรู้ว่าอีกฝ่ายซบหน้าลงกับแผ่นหลังของตน มือที่กำเสื้อไว้นั้นสั่นจนรู้สึกได้ มีเสียงสะอื้นดังแผ่วเบาลอยมาและสัมผัสได้ถึงความชื้นตรงจุดนั้น
แต่แค่นั้นไม่พอหรอก ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอกทั้งหมดนั้น แค่นี้ไม่อาจช่วยบรรเทาได้ เนียร์สูดลมหายใจเข้าแล้วกรีดร้องออกมาสุดเสียง หลายต่อหลายครั้ง
กิลที่กำลังจะขึ้นรถตู้ชะงักลงแล้วหันกลับไปทางต้นเสียงนั้น ชั่ววูบหนึ่งเขาเกือบคิดจะกลับไปทางที่จากมา แต่เสียงจากคนเผ่าเอดีวาสด้วยกันในรถเรียกเสียก่อน ทำให้กิลต้องอดกลั้นความรู้สึกของตัวเองไว้และเลื่อนประตูรถปิดกั้นทุกสิ่งลง