“ตงฟาง เหม่ออะไรเหรอ?”
ซิงเยียนพูดผ่านโทรจิตที่เชื่อมถึงกันตลอดเพื่อถามตงฟาง หลังจากเธอเรียกอยู่หลายครั้งตงฟางที่นั่งอยู่หลังรถม้ากลับยังไม่ตอบ
“พี่ซิงเยียนมีอะไรอย่างนั้นเหรอ” ภายใต้รถม้ากำลังลอยไปบนท้องฟ้ามีสัตว์อสูรลากจูงไป ตงฟางได้ถามพี่ซิงเยียนเกี่ยวกับการร้องทักเขา
“พี่กำลังจะเล่าเกี่ยวกับเมืองต้วนอี้ที่กำลังจะเดินทางไปให้ฟัง”
“อ๋อ งั้นเล่ามาเลยครับ”
การที่ตงฟางนั่งเหม่อลอยเป็นเพราะว่าตลอด 7 วันที่เขาเดินทางออกมาจากเมืองหลงไห่ เขาอยากรู้ว่าวันนี้กองกำลังของเขาเป็นอย่างไรบ้าง
เมื่อ 7 วันก่อนออกเดินทางเขาได้มอบหมู่บ้านให้ทาสดูแลด้วยการปลอมตัวเป็นชาวบ้าน ไม่เพียงแค่มอบหมู่บ้านเพียงเท่านั้นตงฟางได้มอบทักษะของนิกายโลหิตขั้นที่ 1 ถึงขั้นที่ 5 ให้ชาวบ้านไว้ฝึกฝน ซึ่งเขาพอใจมากหลังจากได้อยู่กับทาสแม้จะเป็นเวลาแค่ 1 วันก็ตาม พวกเขาเหล่าทาสสามารถทำงานได้เป็นอย่างดีในฐานะชาวบ้าน
ยังดีที่เขาซื้อชาวบ้านมาด้วย ทาสที่เป็นผู้บ่มเพาะจึงเรียนรู้วิถีการเป็นชาวบ้านจากชาวบ้าน ส่วนชาวบ้านก็เรียนรู้วิถีบ่มเพาะจากผู้ใช้จิตวิญญาณเป็นการแลกเปลี่ยนที่ลงตัว ตงฟางทำได้เพียงแค่หวังว่าหากเขากลับไป หมู่บ้านของเขาจะมีผู้แข็งแกร่งเกิดขึ้น อย่างน้อยๆ ชาวบ้านธรรมดาน่าจะแข็งแกร่งในระดับก่อตั้งวิญญาณ ส่วนผู้บ่มเพาะพลังตงฟางคาดว่าพวกเขาน่าจะเป็นระดับผสานวิญญาณกันทุกคน
เขายังไม่คิดจะมอบยาให้กับผู้คนในหมู่บ้านเป็นเพราะเขาอยากให้ทุกคนได้เรียนรู้จากการฆ่าสัตว์อสูรและรู้จักการบ่มเพาะรากฐานให้มั่นคงไม่เร่งรีบเกินไป การเป็นระดับต่ำแล้วพยายามฝึกจะทำให้พวกเขามีความเข้าใจวิธีรีดประสิทธิภาพการต่อสู้ให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นผ่านความเป็นความตาย
แม้เขาจะไม่มอบยาให้กับผู้คน ทักษะนิกายโลหิตกลับใช้เลือดสัตว์อสูรในการเพิ่มพลังได้ ไม่เพียงเท่านั้นเขายังทิ้งทักษะดูดซับพลังวิญญาณให้ทุกคนด้วย ทำให้การฝึกของพวกเขาเริ่มต้นได้ขอเพียงแค่มีสัตว์อสูร ไม่จำเป็นต้องพึ่งยาเลยในช่วงเริ่มต้นจนถึงระดับจารึกวิญญาณ เพียงแค่พึ่งสัตว์อสูรรอบๆหมู่บ้าน พวกเขาก็แข็งแกร่งได้แล้ว
“ตงฟางเหม่อลอยอีกแล้วนะ คิดถึงใครอยู่”
“ก็ต้องพี่ซิงเยียนสิ”
“ปากหวาน เอาล่ะ พี่จะเล่าแล้วนะ”
ตงฟางนั่งเงียบๆพยายามปลดปล่อยพลังของตาทิพย์ออกไปรอบๆขบวนเดินทางของพวกเขาที่ขี่สัตว์อสูรบินไปบนท้องฟ้า ไม่ได้วิ่งบนพื้นดิน
“เมืองต้วนอี้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งสมุนไพรเพราะพวกเขามีสภาพอากาศที่เหมาะแก่การปลูกสมุนไพร ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ร้อนจัด หนาวจัด หรือพื้นที่แห้งแล้ง พื้นที่ร้อนชื้น ล้วนแล้วตอบโจทย์สมุนไพรเป็นอย่างมาก”
“ขอให้มันไม่ใช่ป่าเหมือนหลงไห่ก็พอครับ”
“นั่นสินะ ส่วนโครงสร้างอำนาจต่างจากเมืองหลงไห่มากพอสมควรเพราะเมืองต้วนอี้จะถูกควบคุมโดยตระกูลใหญ่ทั้ง 3 มีตัวกลางที่คอยควบคุมทั้ง 3 ตระกูลอีกทีเป็นท่านเจ้าเมืองต้วนอี้”
โครงสร้างเมืองหลงไห่ที่ตงฟางสัมผัสมา ไม่ได้วัดกันที่ตระกูลใหญ่ แท้จริงแล้วเมืองหลงไห่วัดกันที่ความร่ำรวย ใครที่มีเงินเยอะก็สามารถหาพรรคพวกได้มากมาย ซื้อได้แม้กระทั่งเจ้าเมืองหลงไห่ให้เป็นพวกได้ การมีเงินมหาศาลทำให้การพูดคุยเป็นไปได้ง่ายเพราะทุกคนทำเพื่อเงิน
“แล้วตระกูลทั้ง 3 ทำอะไรอย่างนั้นเหรอครับ ถึงได้มีอำนาจมากขนาดนั้น”
“ตระกูลเฉินเป็นกลุ่มอำนาจที่ทำการค้าขายเกี่ยวกับยาและสมุนไพร พวกเขามีตึกยาอยู่ทั่วเมืองต้วนอี้”
“ดูท่าจะเป็นเรื่องยุ่งยากนะครับ เล่นไปแข่งกับคนที่มีตึกยาทั่วเมืองแบบนั้น”
“เราต้องสู้สิ ส่วนตระกูลอู่ทำการค้าขายเกี่ยวกับยันต์และค่ายกล ภายในตระกูลของพวกเขาล้วนแล้วบ่มเพาะพลังให้กลายเป็นนักยันต์กันทุกๆรุ่น มีทักษะสืบทอดกันมาเป็นทอดๆจากรุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นตระกูลนักยันต์อันดับ 1 ของเมืองต้วนอี้”
“ดูเป็นเมืองที่แข็งแกร่งนะครับ” ตงฟางยิ้มเล็กน้อย ตระกูลใหญ่เมืองหลงไห่พวกเขาเพียงแค่ครอบครัวใหญ่ที่มีผู้คนมากมาย มีเงินเหลือใช้ล้นมือและมีระดับพลังที่แข็งแกร่งเกินกว่าชาวบ้าน ทำให้พวกเขากลายเป็นตระกูลใหญ่ แม้พวกเขาจะมีทักษะสืบทอดเช่นเดียวกันกับตระกูลใหญ่เมืองต้วนอี้
ในสายตาของตงฟางตระกูลใหญ่เมืองหลงไห่พวกเขามักใช้เงินซื้ออำนาจ ไม่ใช่ใช้พลังและวาจาในการข่มขู่ใคร หากมีเรื่องพวกเขาเพียงแค่นำของออกมาอวดกันว่าใครครอบครองของราคาแพงเท่านั้น เป็นการข่มขู่และฉีกหน้ากันด้วยของล้ำค่า
หากนำมาเทียบกับข้อมูลตระกูลใหญ่เมืองต้วนอี้ตงฟางรู้สึกได้ถึงความน่ากลัวจากเมืองต้วนอี้มากกว่าเพราะนอกจากตระกูลใหญ่ในเมืองต้วนอี้จะค้าขายแล้วพวกเขายังให้ความรู้สึกน่าเกรงขามและน่าจะเป็นพวกชอบข่มขู่เอาเปรียบคนอื่นๆที่อยู่ต่ำกว่าด้วยพลัง
“ตระกูลสุดท้าย ตระกูลกัว พวกเขาเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุกันทั้งตระกูล เชี่ยวชาญการหลอมสร้างอาวุธ ทำธุรกิจเกี่ยวกับอาวุธและแร่ต่างๆ”
“พวกเขาสร้างอาวุธระดับไหนออกมาขายอย่างนั้นเหรอครับ” ตงฟางเกิดความสงสัย เขาอยากรู้ระดับสิ่งของที่ผู้คนเมืองต้วนอี้นำออกมาขายจะมีระดับสูงกว่าเมืองหลงไห่หรือไม่
“ระดับยา ระดับยันต์แล้วก็อาวุธชุดเกราะล้วนแล้วไม่ต่างกันกับเมืองหลงไห่จ้ะ หากเทียบกับหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าของเราสองคน ก็ถือว่าเรายังห่างเรื่องคุณภาพ แล้วการที่เราเป็นหอประมูลก็ได้เปรียบพวกเขาเรื่องของหายากที่นำมาประมูลในทุกๆเดือน แล้วการมียาระดับ 7 ของตงฟางทำให้เราดึงดูดผู้คนได้มาก”
“แล้วเจ้าเมืองล่ะครับ”
“อ๋อ เกือบลืมไป เจ้าเมืองน่ะควบคุมตระกูลทั้ง 3 ซึ่งเขามีกองกำลังทหารเหนือกว่าตระกูลทั้ง 3 เล็กน้อย หากมีปัญหากันส่วนมากถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องเจ้าเมืองจะเป็นคนตัดสิน แล้วก็คนที่ควบคุมหอประมูลของเมืองต้วนอี้ก็เป็นเจ้าเมือง”
“คุณหนู เรามองเห็นกำแพงเมืองต้วนอี้แล้ว”
เสียงของคนขับรถม้าบอกเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเห็นให้คุณหนูได้รับฟัง จนพวกเขาต้องนำขบวนรถม้าลงไปวิ่งบนพื้นดินเนื่องจากการบินเข้าเมืองจะถูกตามจับจากเหล่าทหาร การจะเดินทางเข้าไปในเมืองนั้น ไม่ว่าจะเป็นเมืองไหนก็ตาม ทุกคนจำเป็นต้องเดินทางผ่านประตูเมืองเพื่อตรวจสอบเพราะมันเป็นกฎ
“พี่ซิงเยียน เราจะเข้าไปหาท่านเจ้าเมืองวันนี้เลยไหมครับ”
“ยังจ้ะ การจะพบกับคนใหญ่คนโตเราจำเป็นต้องส่งจดหมายนัดก่อน หากเข้าไปเลยจะทำให้พวกเขาโกรธได้”
ตงฟางพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของพี่ซิงเยียน การเดินทางไปเยี่ยมคนใหญ่คนโตจำเป็นต้องมีจดหมายนัด หากเดินเข้าไปนอกจากจะถูกมองว่าไร้มารยาทแล้ว อีกฝ่ายอาจไม่ให้ความร่วมมือ พวกเขาจึงจำเป็นต้องส่งจดหมายนัดไปก่อน
โดยสิ่งที่ซิงเยียนและตงฟางพูดคุยกันในการเดินทางมาเปิดตึกยาที่เมืองต้วนอี้ สิ่งแรกที่พวกเขาจำเป็นต้องทำคือ การเดินทางไปหาท่านเจ้าเมืองเพื่อบอกกล่าวเกี่ยวกับกลุ่มของพวกเขาจะเข้ามาขอตั้งร้านค้าขาย การพบปะไม่ใช่แค่พูดเท่านั้นพวกเขาจำเป็นต้องมอบของขวัญให้ด้วยเพื่อซื้อใจ มันจะทำให้พวกเขาทำอะไรก็ง่าย หากมีคนเข้าข้าง
แม้การมอบของขวัญครั้งแรกเจ้าเมืองจะไม่สนใจก็ตามเพราะเขามีคนเสียภาษีและมีกลุ่มคนที่มอบของขวัญที่ดีกว่าอย่างเช่นตระกูลใหญ่ของเมือง แต่สำหรับพี่ซิงเยียนกลับมองว่ามันคุ้มค่า อย่างน้อยท่านเจ้าเมืองก็ได้รู้ว่ามีคนเข้ามาค้าขายในเมืองของเขา ไม่ใช่การข้ามหน้าข้ามตา จู่ๆก็เปิดธุรกิจในเมืองที่มีเจ้าของ
อีกอย่างมันก็เป็นการตรวจเช็คด้วยว่าท่านเจ้าเมืองต้วนอี้เป็นคนอย่างไร สามารถพูดคุยได้ด้วยเงินหรือว่าต้องใช้กำลัง
“หยุด พวกท่านเดินทางมาจากที่ใด”
ด้วยสภาพของรถม้าและสัตว์อสูรระดับ 5 ที่ใช้ลากทำให้ทหารหน้าเมืองต้วนอี้พูดด้วยคำสุภาพ คนขับรถม้าที่ถูกถามเขาจึงเป็นคนตอบทหารออกไป
“พวกเรามาจากเมืองหลงไห่ ส่วนคนที่อยู่ในรถม้าเป็นคุณหนูหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า”
ตราของหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าชูให้ทหารมอง ก่อนที่คนขับรถม้าจะมอบหินวิญญาณพันก้อนให้กับทหารเพื่อเป็นค่าผ่านทาง
“คุณหนู ให้คนของคุณหนูเก็บสัตว์อสูรได้หรือไม่ ในเมืองมีกฎห้ามขี่สัตว์อสูรยกเว้นมันจะลากรถม้า”
“ได้ ข้าจะทำตาม”
คนนับร้อยบนหลังสัตว์อสูรกระโดดลงจากหลังสัตว์อสูรที่ขี่มาหลายวัน จากนั้นพวกเขาก็เก็บมันเข้าไปในตะเกียงเก็บสัตว์อสูร เหลือเพียงแค่สัตว์อสูรที่ลากรถม้าเท่านั้น
“ถ้าอย่างนั้นเมืองต้วนอี้ยินดีต้อนรับท่านทุกๆคน”
ทหารเปิดทางให้ขบวนของหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเดินทางเข้าไปในเมืองอย่างว่าง่าย โดยมีระดับผันแปรวิญญาณเดินตามมานับร้อยคน ตงฟางที่ยังเกาะอยู่หลังรถได้ใช้หูทิพย์และตาทิพย์ตรวจสอบรอบๆ เพื่อดูกลุ่มคนที่กำลังจะเคลื่อนไหวจากการมาของพวกเขา
สิ่งแรกที่ตงฟางจะต้องเจอคือพวกไม่รู้หัวนอนปลายเท้าคิดจะปล้น แต่จากระดับผันแปรที่เดินตามรถม้าของเขา ทำให้ตงฟางสบายใจ
“ตงฟาง พี่ได้ส่งจดหมายไปยังจวนเจ้าเมืองแล้ว เราเหลือแค่เดินทางไปยังบ้านพักที่พี่ให้คนจัดเตรียมไว้ จากนั้นเราจะเดินดูเมืองกัน”
“พี่ซิงเยียนส่งคนมานานหรือยัง”
“คนของหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าอยู่ทุกเมืองนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถหาของล้ำค่าไปขายได้”
ตงฟางพยักหน้า เขาลืมไปว่าพื้นฐานของหอประมูลทุกเมืองจะต้องมีคนหาข่าว เพื่อหาของสำคัญไปขายในหอประมูล ตงฟางรู้สึกได้ถึงอำนาจนิดๆที่จะเกิดขึ้นกับเขาในอนาคตหากเขาสร้างกองกำลังตัวเองสำเร็จ เขาไม่จำเป็นต้องเดินทางไปส่งจดหมาย ไม่ต้องวิ่งหาห้องพัก ไม่ต้องวิ่งหาข้อมูล คนของเขาจะทำการเก็บรวบรวมข้อมูล เขาทำเพียงแค่ดูและตรวจสอบเท่านั้น
พรึ่บ~!
ตงฟางกระโดดไปยืนข้างๆรถม้าพลางยื่นมือรับคุณหนูของเขาลงมาจากรถม้า ตอนนี้เขาเป็นคนคุ้มกันหน้าที่ของเขาคือต้องดูแลทุกการก้าวเดิน ภายใต้การคุ้มกันของเขาดูเหมือนว่าหญิงสาวที่ทุกคนเรียกคุณหนูจะพอใจมาก จนเธอฉีกยิ้มไม่เป็นตัวของตัวเอง
“เดี๋ยวก็มีคนมาชอบหรอกพี่สาว”
“แหม เรียกซะห่างเหิน ไม่ยิ้มก็ได้” ซิงเยียนหุบยิ้มแล้วทำหน้านิ่งกลับเป็นคุณหนูหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าคนเดิม คนที่คิ้วขมวดตลอดเวลา แม้จะมีใบหน้าสะสวย คิ้วของเธอกลับสามารถทำให้พนักงานเกรงกลัวได้
“ทุกคน นำของเข้าไปเก็บ ฉันจะเดินสำรวจเมืองเล็กน้อย”
คนคุ้มกันนับร้อยเริ่มขนข้าวของเข้าไปเก็บในบ้านพัก ระหว่างนี้เองซิงเยียนได้เดินดูบ้านพักหลังใหญ่มีสระน้ำและศาลานั่งเล่นภายในบ้าน กระทั่งทุกคนจัดแจงข้าวของเข้าไปในห้อง เธอก็เริ่มแบ่งคนให้เฝ้าบ้านพักและแบ่งคนเดินทางไปข้างนอกกับเธอ 10 คน โดยมีตงฟางไปด้วยไม่ปล่อยให้อยู่ห่างตัว