บทที่ 25 จับได้คาหนังคาเขา
ใต้กล่องบรรจุตั๋วเงินใบเล็กที่อยู่ในหีบไม้ถันเซียนมีจดหมายน้อยฉบับหนึ่งถูกทับไว้ ใต้เท้าเสิ่นและเสิ่นฮูหยินหันมาสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนที่เสิ่นฮูหยินจะเป็ผู้หยิบจดหมายฉบับนั้นส่งให้สามี
ใต้เท้าเสิ่นฉีกซองจดหมายออกอย่างคล่องแคล่ว หลังจากกวาดตาอ่านเนื้อความในจดหมายจนจบแล้ว เขาก็ยื่นมันให้ผู้เป็ภรรยาอ่านต่อพลางเอ่ยปาก “นางเป็เพียงหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือน จะ้าเงินมากมายเช่นนี้ไปเพื่ออะไร ฮูหยินเก็บเงินเหล่านี้แทนเชียนเกอก็แล้วกัน”
เสิ่นฮูหยินอ่านจดหมายจบก็เงยหน้าขึ้น เจี่ยงกุ้ยเฟยเป็ผู้เขียนจดหมายนี้ด้วยตัวเอง เนื้อความระบุอย่างชัดเจนว่าตั๋วเงินเหล่านี้ถูกประทานมาให้เสิ่นเชียนเกอโดยเฉพาะ และครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินทั้งหมดก็มาจากเยี่ยนอ๋องเป็ผู้มอบให้ว่าที่คู่หมั้นด้วยเช่นกัน
คิ้วของเสิ่นฮูหยินขมวดติดกันเป็ปมในทันที แม้จะทราบว่าหีบไม้ถูกส่งมาจากเจี่ยงกุ้ยเฟย แต่ยามที่ได้เห็นสิ่งของและเงินกองโตเ่าั้ เสิ่นเชียนเกอ–ผู้ซึ่งเป็เหตุผลหลักที่ทำให้เจี่ยงกุ้ยเฟยส่งของมาก็เลือนหายไปจากสมองของเสิ่นฮูหยินโดยสิ้นเชิง
เมื่อมีเงินและสิ่งของล้ำค่าเหล่านี้ไม่เพียงความเป็อยู่ของตระกูลเสิ่นจะดีขึ้น แต่นางยังสามารถใช้เงินจำนวนนี้มาจัดงานวิวาห์ให้บุตรชายและให้เป็สินเดิมแก่เสิ่นเจียวเจียวยามออกเรือนได้อีกด้วย
เสิ่นเชียนเกอเป็บุตรคนสุดท้องของตระกูล ในเมื่องานแต่งงานของนางได้ถูกกำหนดขึ้นอย่างลับ ๆ แล้ว เช่นนั้นเสิ่นฮูหยินคงต้องเริ่มเตรียมการเื่การแต่งงานให้บุตรชายและบุตรสาวที่รักได้แล้ว
ทว่าหากปราศจากเงินและของมีค่าที่อยู่ตรงหน้านี้ นางจะจัดงานวิวาห์ที่ยิ่งใหญ่และอลังการให้เสิ่นจิ่งเยี่ยนได้อย่างไร!
ดังนั้นเมื่อใต้เท้าเสิ่นกล่าวมาเช่นนั้น เสิ่นฮูหยินที่ไม่คิดจะนำเงินและของมีค่าที่เจี่ยงกุ้ยเฟยประทานมาไปให้เสิ่นเชียนเกอั้แ่แรกจึงเห็นด้วยเป็อย่างยิ่ง
“ท่านพี่พูดถูก เด็กอย่างนางจะ้าเงินจำนวนมากเช่นนี้ไปเพื่ออะไร อยู่ภายในจวน กินอิ่ม นอนหลับ มีเสื้อผ้าให้สวมใส่ก็เพียงพอแล้ว ของพวกนี้ข้าจะเก็บรักษาไว้เอง ข้าเป็แม่แท้ ๆ ของนาง มีหรือจะเอาเปรียบนางได้”
ใต้เท้าเสิ่นตบหลังมือฮูหยินเบา ๆ อย่างรักใคร่ จากนั้นสองสามีภรรยาก็หันกลับไปชื่นชมของล้ำค่าในหีบไม้ด้วยกันอีกครั้ง
*****************************
เช้าวันถัดมา เสิ่นเชียนเกอลุกขึ้นจากที่นอนอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องให้เก๋อมามาออกแรงปลุก
สิ่งแรกที่นางทำหลังจากลืมตาตื่นคือบรรจงเก็บกองกระดาษที่คัดตำราหลักทางสายกลางไว้เมื่อคืนนี้ใส่ลงถุงผ้า จากนั้นสาวน้อยก็เดินเข้าห้องครัวไปด้วยท่าทางแจ่มใส
นางสั่งให้เหลียงเฉินอุ่นเกี๊ยวสามเซียนที่ตั้งใจเหลือเก็บไว้เมื่อเย็นวาน ก่อนจะให้จัดวางลงกล่องอาหารเก็บความร้อนที่สั่งทำขึ้นมาเป็พิเศษ
ส่วนตัวนางลงมือทำขนมผักกาดและขนมหรูอี้ซู**ด้วยความพิถีพิถัน นี่เป็ขนมสองชนิดที่ใช้วัตถุดิบอันสุดแสนจะเรียบง่าย อีกทั้งวิธีการทำก็ไม่ยุ่งยากซับซ้อน
* ขนมหรูอี้ซู = คุกกี้สไตล์จีน
ในภพก่อนยามที่ร่ำเรียนการปรุงอาหารกับพ่อครัวระดับยอดฝีมือ อาจารย์บอกกับนางว่า การทำขนมสองชนิดนี้ถือว่าเป็ระดับพื้นฐานของพื้นฐานในการปรุงอาหาร เพียงแค่มีพร์การทำครัวเล็ก ๆ น้อย ๆ บวกกับได้ฝึกทำสักสองสามครั้งก็สามารถประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก
มีครั้งหนึ่งที่อาจารย์กล่าวถึงสูตรขนมที่ยากระดับปราบเซียนสองชนิด นั่นก็คือ ขนมเพ่าฝู* และขนมต้านเกา** สูตรขนมทั้งสองของอาจารย์นี้เป็สูตรลับที่ตัวอาจารย์เองยังไม่เคยเปิดเผยที่ใดและยังไม่เคยมีผู้ใดได้ลิ้มลองมาก่อน แต่เพราะเห็นแก่ความตั้งใจของลูกศิษย์อย่างนางเขาจึงยอมสอนให้ ซึ่งต่อมาในภายหลังนางก็พยายามฝึกฝนจนสามารถรังสรรค์ออกมาได้สำเร็จ
* เพ่าฝู = ชูครีม
** ต้านเกา = ขนมเค้ก
เสิ่นเชียนเกออยากทำขนมทั้งสองอีกสักครั้ง เพียงแต่ในขั้นตอนการทำนั้นจำต้องใช้ของสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า ‘เตาอบ’ ตอนนี้ที่สวนรองไม่มีเตาอบที่ว่า และอีกสองวันข้างหน้าถึงจะเป็วันหยุดที่นางไม่ต้องเข้าหอศึกษา เสิ่นเชียนเกอจึงตั้งใจว่าเมื่อถึงเวลานั้นจะสั่งให้ช่างทำเตาอบขึ้นอย่างไรเสียทั้งสูตรขนมและแบบร่างของเตาอบก็ประทับอยู่ในหัวของนางเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
หลังจากหลุดจากภวังค์แห่งห้วงความคิด ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามขนมผักกาดและขนมหรูอี้ซูก็เสร็จสมบูรณ์เป็ที่เรียบร้อย เมื่อจัดการกับมื้อเช้าแล้ว เสิ่นเชียนเกอก็ถูกเหลียงเฉินประคองขึ้นรถม้าแล้วออกเดินทางไปยังหอศึกษา
รถม้าเคลื่อนมาถึงประตูวังหลวงอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค ครั้นรถจอดเทียบหน้าประตูเสิ่นเชียนเกอก็ก้าวลงมาด้วยจิตใจเบิกบาน ส่วนเหลียงเฉินนั้นเดินถือกล่องขนมตามหลังคุณหนูของนางด้วยท่าทีสำรวมเช่นเดิม
วันนี้เป็อีกวันที่เสิ่นเชียนเกอมาถึงวังหลวงเร็วกว่าปกติ ทั้งนี้ก็เพื่อที่นางจะได้มีเวลาตามหาและมอบกระดาษคัดลอกตำราหลักทางสายกลางให้แก่เยี่ยนอ๋อง ในขณะเดียวกันใจนางก็หวังลึก ๆ ว่าจะมีโอกาสได้ดูดซับเอาโชคลาภจากเขาอีกสักครั้งด้วย
ทว่า สภาพอากาศของวันนี้ไม่ได้แจ่มใสเหมือนเมื่อวาน ในยามเช้าตรู่ หมอกหนาทึบคืบคลานเข้าครอบคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ จนบัดนี้แม้จะล่วงมาถึงปลายยามเหม่า*แล้ว กลุ่มหมอกก็ยังไม่จางหายไป ผู้คนที่ออกสัญจรในยามเช้า ถูกไอหมอกชื้นแฉะรุมเร้าจนผมเผ้าและอาภรณ์เย็นชื้นไปตาม ๆ กัน
*ยามเหม่า : 05.00 – 07.00 น.
เหลียงเฉินเกรงว่าคุณหนูของตนจะจับไข้เพราะถูกไอหมอก จึงกระวีกระวาดเอาเสื้อคลุมตัวหนาห่มคลุมให้นางด้วยความห่วงใย
*****************************
ย้อนกลับไปอีกหนึ่งชั่วยาม ณ จวนอู่เซียงโหว
โจวจื่ออวี้ที่กำลังหลับฝันหวาน จู่ ๆ ก็สะดุ้งตื่นใจนเตียงโยก ไม่รู้ว่าวันนี้ท่านอ๋องผู้แสนดีของเขาเกิดนึกครึ้มอกครึ้มใจหรือไปกินอะไรผิดสำแดงมา แสงแรกแห่งอรุณยังไม่ทันส่องก้นไก่โต้ง เขาก็ถูกขันทีประจำกายของเยี่ยนอ๋องปลุกให้ตื่นขึ้นเสียแล้ว
บุรุษตระกูลโจวขยี้ตาอย่างสะลึมสะลือ เมื่อความพร่าเลือนจากก้อนขี้ตาจางหาย เขาก็เห็นมารร้ายผู้รบกวนการนอนยืนทำหน้านิ่งอยู่ปลายเตียง “กงกงผู้แสนดีของข้า เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่จวนข้าในเวลาเช่นนี้ ฟ้ายังไม่ทันสว่างเลย!”
หรงซุ่นแลมองโจวจื่ออวี้ด้วยหางตา “ท่านอ๋องมีรับสั่ง ให้เวลาท่านสองเค่อต้องถึงวังหลวง ท่านอ๋องจะรอท่านอยู่ที่หอศึกษา ข้าน้อยขอตัว!”
สิ้นประโยคเรียบนิ่ง หรงซุ่นก็สะบัดเสื้อคลุมหายลับ ไม่เพียงเท่านั้น ดูเหมือนเสียงพูดของโจวจื่ออวี้จะปลิวหายตามก้นกงกงคนดีออกไปด้วย…
“…” ผู้ติดตามหนุ่มตื่นเต็มตาในทันที
สองเค่อ? ถึงจะรีบควบม้าเร็วไป แต่เพียงแค่ไปให้ถึงหน้าประตูวังหลวงก็กินเวลาเกินกว่าสองเค่อแล้ว… นี่ยังจะให้ไปถึงหอศึกษาอีก? (= m=)
แต่เอาเถอะ จะทันหรือไม่ ตอนนี้ก็มีเพียงต้องเร่งไปให้ถึงอย่างเดียวแล้ว! ก็ใครใช้ให้เขาเป็สหายร่วมศึกษาของเยี่ยนอ๋องกันเล่า!
หลังจากรีบควบม้าเร็วถึงหน้าประตูวังหลวง โจวจื่ออวี้ก็ะโลงหลังม้าแล้วเร่งฝีเท้ามุ่งตรงไปยังหอศึกษาอย่างไม่คิดชีวิต เมื่อไปถึงก็พบว่าเยี่ยนอ๋องกำลังยืนอยู่ ณ ริมป่าไผ่ ข้างกายคือโต๊ะหินอ่อนที่เขานั่งอยู่ก่อนเข้าห้องเรียนเมื่อวานนี้ ทันทีที่เห็นเช่นนั้น โจวจื่ออวี้ก็ไม่รอช้า รีบเดินเข้าไปหาผู้เป็นายก่อนจะทักทายเสียงกระหืดกระหอบ “ท่านอ๋อง ท่านมีรับสั่งเรียกหากระหม่อม ไม่ทราบว่ามีธุระเร่งด่วนอันใดหรือ?”
เยี่ยนอ๋องปรายตามองไปยังโต๊ะหินอ่อนที่อยู่ถัดไปไม่ไกล
โจวจื่ออวี้เข้าใจความในทันที ยามนี้ผมยุ่ง ๆ ของเขาเปียกชื้นไปด้วยละอองน้ำจากหมอกหนา และด้วยความเหนื่อยหอบ เขาจึงไม่สนใจความเย็นเฉียบและชื้นแฉะของเนื้อหินอ่อนที่ถูกหยดน้ำค้างเกาะจนชุ่ม ผู้ติดตามแซ่โจวรีบสาวเท้าเข้าไปทรุดตัวลงนั่งพักเหนื่อยอย่างรวดเร็ว
ขณะที่เยี่ยนอ๋องนั้น เมื่อก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะหินอ่อน หรงซุ่นที่คอยติดตามอยู่ข้างกายก็รีบเข้าไปเช็ดละอองน้ำออกให้ทันที บุรุษสูงศักดิ์ยกชายผ้าขึ้นก่อนจะนั่งลงช้า ๆ ด้วยท่าทางสุขุม
โจวจื่ออวี้ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ จ้องมองการกระทำของสองนายบ่าวด้วยสายตาตื่นตะลึง ในใจรู้สึกราวกับตัวเขานั้นเป็เพียงเศษฝุ่นไร้ค่าและสมควรแล้วที่ต้องนั่งบนเก้าอี้เปียกแฉะไปเสีย! หึ! ‘ใช่ซี้ จื่ออวี้มันก็แค่ลูกกระจ๊อกต๊อกต๋อยนี่!’ _,,_
แน่นอนว่าเยี่ยนอ๋องหาได้สนใจสีหน้าและแววตา ‘ค่อนแคะ’ ของสหายสนิทไม่ เขาเคาะลงบนกระดาษกองโตที่หรงซุ่นนำมาวางไว้บนโต๊ะด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะออกคำสั่งด้วยเสียงที่เฉยยิ่งกว่า “เริ่มคัดได้แล้ว”
โจวจื่ออวี้จ้องมองกระดาษเซวียนจื่อที่วางข้างตำราหลักทางสายกลางพลางสลับมองหมึกในจานที่ถูกฝนมาเรียบร้อย ความเอือมระอาปรากฏขึ้นบนใบหน้าทันที …การคัดตำราแทนท่านอ๋องก็ใช่ว่าเขาเพิ่งจะได้ทำเป็ครั้งแรก อันที่จริงนี่เป็ ‘งาน’ เป็ ‘หน้าที่’ ที่เขาคุ้นเคยเสียด้วยซ้ำไป แต่โจวจื่ออวี้ข้องใจเหลือเกินว่าเหตุใดถึงต้องมานั่งคัดที่นี่?!
ภายใต้หมอกหนาทึบเช่นนี้…ผ่านมาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม กระดาษเซวียนจื่อก็เปียกชุ่มโชกจนใกล้จะเหลวไปตามหยดน้ำที่คอยรุมเร้าอยู่รอมร่อ อีกอย่างนี่ก็เป็่ต้นฤดูวสันต์ อากาศในยามเช้าตรู่ หนาวจับใจจนใกล้จะแข็ง หากจะให้คัดตำราเขาย่อมทำได้ แต่ไฉนต้องใจร้ายใจดำให้เขาทนทรมานนั่งคัดด้วยความยากลำบากมากมายถึงเพียงนี้ด้วย?
โจวจื่ออวี้แทบอยากจะร้องไห้ออกมาให้รู้แล้วรู้รอด “ท่านอ๋อง พวกเราเปลี่ยนสถานที่ได้หรือไม่ กระหม่อมคิดว่าภายในห้องเรียนก็ไม่เลวนะพ่ะย่ะค่ะ จะให้กระหม่อมนั่งคัดจนกระทั่งเข้าเรียนเลยก็ไม่มีปัญหา!”
เยี่ยนอ๋องปรายตามองคนพูดด้วยสายตาเย็นะเื “ข้าให้คัดเ้าก็คัดไป จะพูดจาเหลวไหลอะไรนักหนา! ข้าก็อยู่กับเ้าตรงนี้นี่แหละ! หรือคิดจะขัดคำสั่ง?!”
โจวจื่ออวี้ตัวหดลีบลงจนแทบเหลือเท่าขวดน้ำหมึก “…”
เมื่อการอุทธรณ์ไม่เป็ผล ‘จำเลยจำเป็’ ก็ไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้อีก
‘ใช่แหละ!…ท่านอ๋องอุตส่าห์ตรากตรำทนนั่งอยู่เป็เพื่อนเขาตรงนี้…ใช่สิ!…แล้วเขายังจะโอดครวญเรียกร้องอะไรได้อีก!’
ก้มหน้าก้มตาคัดไปเสียเถอะ!
ยามอรุณเบิกฟ้า โจวจื่ออวี้ก็เริ่มคัดตำราด้วยท่าทางขะมักเขม้น ทว่าในขณะที่กำลังตวัดพู่กันอยู่นั้น เขาก็เริ่มรู้สึกถึงกลิ่นอายของความผิดปกติบางอย่างมากขึ้นเรื่อย ๆ
ก่อนหน้านี้ ท่านอ๋องก็มักจะให้เขาคัดตำราแทนอยู่เป็อาจิณ แต่ไม่เคยกำหนดเงื่อนไขที่ลำบากลำบนเช่นนี้เลยสักครั้ง
หากคัดที่จวนไม่ทันก็มานั่งคัดในห้องเรียน ไม่มีครั้งใดที่ท่านอ๋องจะใช้ให้เขามานั่งคัดที่โต๊ะหินอ่อนชื้น ๆ ริมป่าไผ่เช่นนี้! มิหนำซ้ำยังเป็ตอนที่ฟ้ายังไม่สางดีเสียอีก และที่น่าประหลาดใจมากไปกว่านั้นก็คือ ครั้งนี้ท่านอ๋องยอม ‘นั่งอยู่ข้าง ๆ เขา’ ไม่ไปไหนอีกด้วย!
ในตอนนั้นเองที่โจวจื่ออวี้เริ่มนึกบางอย่างได้ ไม่นานนัก คุณชายโจวผู้ปราดเปรื่องก็พบเื่ลับลมคมในของเยี่ยนอ๋องเข้าให้แล้ว
โจวจื่ออวี้จำได้ว่า เมื่อวานท่านอ๋องก็มานั่งอยู่ที่นี่เช่นกัน และตอนที่เขามาพบเข้า ท่านอ๋องก็ยังยัดกล่องอาหารเปล่าใบนั้นใส่มือเขาด้วย! ….กล่องอาหารหอม ๆ ที่ท่านอ๋องออกปากมาแล้วว่าเป็ของคุณหนูรองเสิ่น!
และเมื่อเขาถามจากผู้เห็นเหตุการณ์คนอื่นในภายหลัง นักสืบแซ่โจวก็ได้ความว่า คุณหนูรองเสิ่นเข้าไปยั่วยุท่านอ๋องโดยไม่ตั้งใจและกล่องขนมอันว่างเปล่าใบนั้นก็มาจากคุณหนูรองที่มอบให้ท่านอ๋องเป็การไถ่โทษ
เมื่อหวนนึกถึงการแข่งขันฉุยหวานที่เกิดขึ้นเมื่อวาน…
….ดูราวกับว่า คุณหนูรองเสิ่นเองก็มีใจให้เยี่ยนอ๋องด้วยเช่นกัน?...
….หรือที่วันนี้ ท่านอ๋องลากเขามาถึงที่นี่ ก็เพื่อหวังจะได้พบลาภลอยจากคุณหนูรองเสิ่นอีกอย่างนั้นหรือ?....
ทันใดนั้น โจวจื่ออวี้ในคราบนักสืบก็ตาสว่างขึ้นมาในบัดดล…เขาล่วงรู้ความลับอันยิ่งใหญ่ของท่านอ๋องเข้าแล้ว!
บุรุษผู้กุมความลับของเ้านายกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ
เมื่อคัดไปได้วรรคหนึ่ง โจวจื่ออวี้ก็เหลือบตามองเยี่ยนอ๋องแวบหนึ่ง เป็เช่นนี้ซ้ำ ๆ อยู่หลายครา เยี่ยนอ๋องที่ถูกจ้องมองด้วยสายตาแปลกประหลาดหลาย ๆ ครั้งเข้า ก็รู้สึกรำคาญเต็มทนจึงสาดสายตาเย็นเยือกเข้าใส่คนข้าง ๆ “เป็อะไรของเ้า ที่ลอกอยู่นั่นน้อยไปรึ? ถ้าอยากทำเพิ่ม คืนนี้กลับจวนไปแล้วก็คัดมาอีกสิบรอบ!”
“ท่านอ๋อง อย่ารับสั่งเช่นนั้นเลย เพียงแค่สิบรอบ กระหม่อมก็คัดไม่ทันแล้ว! ท่านได้นั่งพักผ่อน แต่กระหม่อมต้องก้มหน้าก้มตาคัดตำราไปเช่นนี้ ยังไม่สาแก่ใจ..เอ๊ย..ยังไม่ดี..อีกหรือพ่ะย่ะค่ะ!”
เยี่ยนอ๋องแค่นเสียง ‘เหอะ’ เบา ๆ ก่อนจะฟุบหน้าลงบนโต๊ะหินอ่อนแล้วผล็อยหลับไป หรงซุ่นผู้รู้หน้าที่ ก็รีบนำเสื้อคลุมขนแกะตัวหนามาห่มให้นายเหนือหัวด้วยความระมัดระวังและคล่องแคล่ว
โจวจื่ออวี้ที่สวมเพียงอาภรณ์ตัวบางอีกทั้งยังเปียกชื้นไปทั้งตัวเบะปากคว่ำทันที เขาน้อยใจจนแทบอยากจะลงไปดิ้นทุรนทุรายะโร้องไห้อยู่บนพื้นแทบแย่
ดวงตาใส ๆ พยายามกะพริบปริบ ๆ พร้อมส่งสายตาอ้อนวอนขอความเห็นใจไปยังหรงซุ่นอย่างเต็มที่ ทว่า แม้ทำจนตาแทบจะเป็ตะคริว แต่กงกงอำมหิตกลับยืนนิ่งดุจดั่งรูปปั้นไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย สุดท้ายแล้ว โจวจื่ออวี้ผู้หนาวเหน็บก็ต้องเดินเข้าไปแย่งชิงผ้าคลุมขนหนูสีเทาที่หรงซุ่นใช้คลุมอยู่มาห่มกายไว้ ก่อนจะเดินตึงตังกลับมานั่งคัดตำราต่อ
ครึ่งชั่วยามให้หลัง จู่ ๆ ก็มีขันทีผู้หนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามากระซิบบางอย่างแก่หรงซุ่น ฝ่ายกงกงผู้เชี่ยวชาญรับฟังทั้งหมดด้วยใบหน้าเรียบเฉย หลังจากฟังจบเขาก็พยักหน้าให้ขันทีผู้ส่งข่าวก่อนโบกมือไล่
เมื่อขันทีผู้นั้นกลับออกไปแล้ว หรงซุ่นจึงเดินเข้าไปกระซิบกระซาบข้างหูเยี่ยนอ๋อง ถึงแม้โจวจื่ออวี้จะพยายามเงี่ยหูตั้งใจฟังมากเพียงใดก็ไม่ได้ยินในสิ่งที่ท่านขันทีใหญ่กล่าวแม้แต่น้อย
ทว่าครู่เดียวหลังจากนั้น ทาสคัดอักษรแซ่โจวก็ถูกขันทีประจำกายเยี่ยนอ๋องฉุดกระชากลากถูออกจากริมป่าไผ่ไปอย่างรวดเร็ว
โจวจื่ออวี้ที่ในมือยังคงกำพู่กันค้างไว้คร่ำครวญโหยหวนในทันที “ท่านลากข้าออกมาด้วยเหตุใด ข้ายังคัดตำราไม่เสร็จเลย!”
“อีกประเดี๋ยวข้าน้อยจะให้คนยกกระดาษเซวียนจื่อและตำราไปไว้ในห้องศึกษา เชิญท่านโหวน้อยไปคัดต่อที่นั่นก็แล้วกัน”
ม่ายยยย แบบนี้ไม่ถูกต้อง!
โจวจื่ออวี้รีบกวาดสายตามองจนทั่ว ในใจคิดอยากหาเบาะแสเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่าที่จะทำได้ แต่น่าเสียดายที่เขาถูกหรงซุ่นที่ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนถูลู่ถูกังลากออกมาเสียก่อน
หลังจากโจวจื่ออวี้ถูกลากตัวออกไปแล้ว ขันทีผู้หนึ่งก็รีบเข้ามาเก็บตำราและจานน้ำหมึกไปอย่างรวดเร็ว ด้านเยี่ยนอ๋องเองก็ถอดเสื้อคลุมตัวหนาส่งให้ขันทีผู้นั้นเก็บออกไปด้วย จากนั้นก็ล้มตัวฟุบลงบนโต๊ะหินอ่อนเช่นเดิม ก่อนจะกลับเข้าสู่ห้วงนิทราด้วยอาภรณ์ตัวบางต่อไป
เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างได้ถูกจัดแจงเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ครึ่งเค่อให้หลัง เสิ่นเชียนเกอก็เดินนำเหลียงเฉินเข้ามายังเขตหอศึกษาชั้นนอก
เวลานี้แดดอุ่นจากดวงอาทิตย์สาดส่องพื้นดินอย่างเต็มที่แล้ว เพียงแต่หมอกเย็น ๆ ยังคงดื้อรั้นไม่ยอมจางหายไปเสียที กลุ่มหมอกบ้างหนาบ้างบางกระจายตัวอยู่ทั่วเขตหอศึกษา ยามสายหมอกต้องแสงแดดที่ลอดผ่านยอดไม้ก็ก่อเกิดเป็ลำแสงสีทองงามจับตา และขับให้บรรยากาศโดยรอบหอศึกษาดูประดุจดั่งแดน์ก็มิปาน
เสิ่นเชียนเกอเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่าเยี่ยนอ๋องอยู่ที่ใด ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงลองเดินลัดเลาะริมป่าไผ่ เผื่อว่าจะเจอเขาอยู่ที่เดิมเหมือนเช่นเมื่อวานนี้ หรือหากไม่พบเยี่ยนอ๋องที่นั่น ถึงเวลานั้นนางก็ค่อยสอบถามเอาจากผู้อื่น
เดิมทีเสิ่นเชียนเกอทำใจไว้แล้วว่าวันนี้จะต้องตามหา ‘ตัวโชคลาภ’ ด้วยความยากลำบากเป็แน่ ทว่า ทันทีที่เดินเข้าไปใกล้บริเวณป่าไผ่ นางก็มองเห็นบุรุษในชุดสีเสวียนกำลังฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนตัวเดิม
…ช่างเป็เื่บังเอิญที่พอดิบพอดีโดยแท้
เสิ่นเชียนเกอขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจพลางคิดในใจว่า วันนี้ตนมาถึงวังหลวงเช้ามากแล้ว อีกทั้งยามที่เข้ามาในเขตหอศึกษาก็พบเพียงนางกำนัลและขันทีที่ประจำการอยู่ที่นี่เท่านั้น ส่วนบรรดาผู้ศึกษาทั้งบุรุษและสตรี นางไม่เห็นเลยแม้แต่คนเดียว
แต่เยี่ยนอ๋องกลับมาฟุบหลับอยู่กับโต๊ะหินอ่อนเย็น ๆ ในยามเช้าตรู่เช่นนี้น่ะหรือ?
เช้านี้หมอกลงหนาทึบ อีกทั้งอากาศก็ยังหนาวเย็นจับใจ ถึงจะตัวสูงใหญ่และร่างกายแข็งแรงเพียงใด แต่หลังจากตื่นขึ้นก็ไม่พ้นต้องจับไข้เป็แน่
หรือเยี่ยนอ๋องผู้นี้จะมีความชอบส่วนตัวที่ผิดแผกไปจากคนทั่วไปกันนะ!?
ด้านเยี่ยนอ๋องที่แสร้งทำเป็หลับอยู่นานสองนาน ขณะนี้เปลือกตาบางที่ประดับด้วยแพขนตาหนาก็เริ่มเกิดอาการสั่นสะท้าน ฟันขาวสะอาดก็สั่นระริกและกระทบเข้าหากันด้วยความหนาวเหน็บ ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกเสียใจที่ยื่นผ้าคลุมขนแกะแสนอุ่นสบายให้ขันทีคนนั้นไปแล้ว
เสิ่นเอ้อร์ตัวร้าย นี่จงใจแกล้งเขาใช่หรือไม่? นางยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกล แต่กลับไม่ยอมเดินเข้ามาหาเขาเสียที นี่อยากให้เขาหนาวตายอย่างนั้นหรือ? ช่างเป็สตรีหน้าเสียโฉมที่ใจไม้ไส้ระกําที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเคยเจอมาจริง ๆ!
ด้านเสิ่นเชียนเกอที่หยุดชะงักไปครู่ใหญ่ ในที่สุดก็รวบรวมความกล้าได้ นางมุ่งตรงไปยังโต๊ะหินอ่อนริมป่าไผ่ทันที
ตามธรรมดาของผู้ที่ถูกอบรมมาให้เป็คุณหนูในห้องหอ ย่างก้าวน้อย ๆ ของเสิ่นเชียนเกอจึงเบาประหนึ่งย่ำลงบนปุยเมฆ …ทว่า สำหรับเยี่ยนอ๋องแล้ว ทุกฝีเท้าของนางดุจดั่งประทับลงกลางอกเขาอย่างหนักแน่น ทำเอาหัวใจที่เคยแข็งกระด้างด้านชาเต้นรัวไม่เป็จังหวะ
เสียงฝีเท้าที่ก้าวย่างอย่างระมัดระวังนั้น ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ และเรื่อย ๆ จนกระทั่งสุ้มเสียงชวนใจสั่นหยุดลงตรงหน้าเขา ยามนั้นเยี่ยนอ๋องตระหนักได้ในทันทีว่า เขาเองใกล้จะแสร้งหลับต่อไปไม่ไหวแล้ว
เมื่อได้มาหยุดยืนต่อหน้า ‘ตัวนำโชคของนาง’ เช่นนี้ เสิ่นเชียนเกอก็เผลอสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างไม่รู้ตัว อันที่จริงนางสามารถส่งเสียงปลุกเยี่ยนอ๋องให้ตื่นขึ้นแล้วมอบของให้เขาได้โดยตรง แต่เมื่อหวนนึกถึงเื่ที่ว่า หากััตัวเขาแม้จะเพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้นางสามารถดูดซับเอาโชคลาภได้มากกว่าเดิมอย่างทบเท่าพันทวี สตรีผู้อยากเปลี่ยนชะตาจึงตั้งใจยื่นมือไปแตะไหล่เยี่ยนอ๋องอย่างแ่เบา “ท่านอ๋อง โปรดตื่นเถอะเพคะ จะมานอนอยู่ตรงนี้ไม่ได้นะ อากาศยามเช้าหนาวเย็นเกินไป หากยังนอนอยู่ตรงนี้ต่อไปจะจับไข้เอาได้นะเพคะ”
สิ้นวาจานั้น ความตื่นเต้นยินดีก็พลุ่งพล่านไปทั่วร่างบาง เนื่องจากครั้งนี้มีเศษรัศมีแสงสีขาวขนาดเท่าเมล็ดข้าวสามวงลอยเข้าหาตัวนางอย่างรวดเร็ว มันทำให้นางรู้สึกใไม่น้อย ขณะเดียวกันก็รู้สึกราวกับว่าทัศนวิสัยที่เคยพร่าเลือนรอบข้างเปลี่ยนเป็ชัดเจนขึ้นมาในบัดดล
ด้านเยี่ยนอ๋องที่กำลังแกล้งฟุบใบหน้าลงกับอ้อมแขนของตัวเองก็ไม่สามารถควบคุมมุมปากบางได้อีกต่อไป มันยกขึ้นเป็รอยยิ้มพึงพอใจอย่างไม่อาจกลั้น เสิ่นเอ้อร์ผู้นี้คิดเกินเลยกับเขาจริง ๆ ด้วย นางฉวยโอกาสตอนที่เขา ‘ฟุบหลับ’ ััร่างกายเขาตามอำเภอใจ
ถูกจับได้คาหนังคาเขาเช่นนี้ ดิ้นไม่หลุดเป็แน่!
.
.
.
**รูปภาพของขนมหรูอี้ซู