“ท่านเป็คนแรกเลยนะที่อยากเห็นข้าร้องไห้ผู้อื่นล้วนแต่บอกให้ข้าเข้มแข็ง” หลี่จิ้งถิงไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าลู่สิงเทียนจะบอกให้นางร้องไห้
ลู่สิงเทียนหันมองไปที่อีกฝ่ายแล้วก็พบว่าจู่ ๆ สองตาของหลี่จิ้งถิงก็แดงก่ำ
“ยามนั้นตอนท่านแม่จากไปคนรอบกายข้าล้วนบอกว่า ข้าต้องเข้มแข็งและอดทน ข้าก็เลยไม่ร้องไห้ พอนานวันเข้าข้าก็คิดไปเองว่านั่นสิ น้ำตาไม่ได้ช่วยอะไร ถ้ามีเวลามานั่งร้องไห้ไม่สู้เอาเวลาไปทำมาหากินจะดีกว่า อย่างน้อยก็ช่วยทำให้ท้องอิ่ม”
หลี่จิ้งถิงเริ่มจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ไม่รู้ว่าเป็เพราะอยู่ต่อหน้าหลุมศพมารดาหรือไม่ นางรู้สึกว่าความเข้มแข็งที่เคยมีเหมือนจะสูญสลายลงทุกที อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นนางจะต้องร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาแน่
เมื่อไม่มีมารดาหลี่จิ้งถิงต้องพยายามปรับตัวให้อยู่รอดด้วยตัวเองคนเดียวดังนั้นต่อให้หัวใจจะเ็ปมากเพียงใดนางก็ไม่มีวันที่จะแสดงความอ่อนแอออกมาให้ผู้ใดเห็นเด็ดขาด
รอยยิ้มจึงกลายมาเป็เสมือนหน้ากากเพื่อใช้ปิดบังความรู้สึกในใจ แต่วันนี้ต้องขอบคุณในน้ำใจของลู่สิงเทียนคิดไม่ถึงว่า คำพูดซาบซึ้งใจเพียงประโยคเดียวของเขาจะทำให้หลี่จิ้งถิงหลั่งน้ำตาออกมาไม่หยุด
“ข้ารู้ว่าเ้าลำบากมามากหากรู้สึกปวดใจก็ร้องไห้ออกมาเถิด ต่อให้ฟ้าจะถล่มข้าก็จะช่วยรับเอาไว้แทนเ้าเอง” ถ้อยคำปลอบใจและน้ำเสียงนุ่มนวลของลู่สิงเทียนทำให้หลี่จิ้งถิงรู้สึกว่า การที่มีใครบางคนอยู่เคียงข้างมันช่างดีจริง ๆอย่างน้อยในยามนี้ นางก็รู้สึกอุ่นที่หัวใจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ลู่สิงเทียนหารู้ไม่ว่าในใจของหลี่จิ้งถิงมีความรู้สึกที่ดีต่อเขาเพิ่มพูนขึ้นมานับไม่ถ้วนเลยทีเดียว
ทางด้านลู่ฮูหยินที่แอบซุ่มดูอยู่แม้จะไม่ได้ยินเสียงพูดคุยของพวกเด็ก ๆ แต่เมื่อเห็นลู่สิงเทียนปลีกตัวออกห่างพลางยืนหันหลังให้หลี่จิ้งถิงที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น นางก็คิดในใจอย่างขุ่นเคือง
‘ไม่ได้เื่เลยเ้าลูกคนนี้เห็นสตรีหลั่งน้ำตาร่ำไห้ก็ไม่รู้จักปลอบโยน’
ในใจของลู่ฮูหยินตั้งมั่นอย่างแน่วแน่หลังจากนี้จะต้องอบรมสั่งสอนบุตรชายเสียใหม่ ให้มีคุณสมบัติเยี่ยงลูกผู้ชายพึงมีให้จงได้
ขณะเดียวกันลู่สิงเทียนที่ไม่ได้รู้เื่รู้ราวเกี่ยวกับความคิดในใจของมารดาก็กำลังยืนถอนหายใจเบา ๆ อยู่ ด้วยนึกไม่ถึงว่า เสียงร้องไห้ของหลี่จิ้งถิงจะทำให้เขารู้สึกหม่นหมองถึงเพียงนี้จวบจนเสียงร้องไห้ค่อย ๆ เบาลงจนเงียบสงบ ลู่สิงเทียนจึงค่อยหันหลังกลับไปมอง
ชายหนุ่มเห็นหางตาของหลี่จิ้งถิงยังชื้นไปด้วยหยาดน้ำตาบางๆ นางกำลังสูดลมหายใจเข้าลึก เพื่อหมายจะข่มกลั้นความรู้สึกสีหน้าฉายแววกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ลู่สิงเทียนเห็นดังนั้นก็เข้าใจความนัยได้ทันที
“ถ้าอย่างไรข้าลงไปรอเ้าอยู่ที่ข้างล่างก่อน ที่นี่หนาวชื้นเ้าเองก็อย่ารั้งอยู่นานเกินไปนัก”
หลี่จิ้งถิงฟังแล้วก็ผงกศีรษะรับอย่างน้อยลู่สิงเทียนก็ยังรู้จักช่วยรักษาหน้าตาของสตรีเช่นนางไม่ให้ต้องรู้สึกอับอายไปมากกว่านี้
“ขอบคุณในความห่วงใยของพี่ชายเ้าค่ะ”
ตอนนั้นที่หลี่จิ้งถิงยังเล็กนางก็เคยเอ่ยเรียกลู่สิงเทียนเช่นนี้ วันนี้พอได้ยินเด็กหญิงเอ่ยเรียกอีกครั้ง ชายหนุ่มกลับชะงักกึกก่อนจะหันมาคลี่ยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างจนใจ
เนื่องจากสัมภาระของหลี่จิ้งถิงมีไม่มากเมื่อจัดการเก็บข้าวของทุกอย่างเรียบร้อยแล้ววันต่อมาท่านป้าลู่ก็นำรถม้ามาจอดรับนางอยู่ที่หน้าประตูเรือนเด็กหญิงนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา หันหลังก้าวขึ้นรถม้าไปโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามอง
ที่ทำเช่นนี้เป็เพราะหลี่จิ้งถิงเองก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์บ้านหลังน้อยที่เต็มไปด้วยความทรงจำของตนเองและมารดาอยู่มาก ดังนั้นจึงตัดสินใจวางเฉยเสีย เพื่อที่ผู้อื่นจะได้ไม่ล่วงรู้ว่านางหาสบายใจไม่กับการจากไป
สำหรับการเดินทางในครั้งนี้ลู่ฮูหยินตัดสินใจนั่งร่วมทางไปกับหลี่จิ้งถิงส่วนฝั่งบุรุษก็ให้สามีกับบุตรชายนั่งด้วยกันไปที่นางทำเช่นนี้เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา และสะดวกกับการชี้แนะหลี่จิ้งถิงให้รู้ถึงวิธีปฏิบัติตนให้เหมาะสม กับฐานะหลานสาวที่สูงส่งของจวนหยวนจิ้งโหวได้ทุกเมื่อ
ในเมื่อหลี่จิ้งถิงไร้ทางถอยก็จำเป็ต้องโน้มน้าวท่านตาท่านยายของนางให้ใจอ่อน นั่นคือหนทางเดียวที่เด็กหญิงจะมีที่พึ่งพิงและปกป้องคุ้มครองนางอย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องระแวดระวังและยังสามารถรักษาชื่อเสียงของตนเองเอาไว้ได้
ทว่าถ้าหากไม่สำเร็จสองสามีภรรยาจวนโหว ไม่สามารถให้อภัยกับความผิดในอดีตของหลี่เยี่ยนฟาง และนึกรังเกียจไม่ยอมรับหลานสาวอย่างหลี่จิ้งถิงลู่ฮูหยินก็ยินดีที่จะรับดูแลเด็กหญิงเอาไว้เอง โดยไม่พูดต่อว่าอะไรอีกฝ่ายสักคำ
ขณะที่ลู่ฮูหยินกำลังครุ่นคิดหลี่จิ้งถิงก็เงยศีรษะขึ้นจากคัมภีร์ชาในมือ เอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัยว่า “ทำไมแค่เื่เกี่ยวกับชาอย่างเดียวถึงได้มีขั้นตอนรายละเอียดมากมายถึงเพียงนี้เ้าค่ะ”
“นั่นเพราะการดื่มชาไม่ใช่แค่เื่ของการดับกระหาย แต่มันเป็เื่ของพิธีรีตองและอรรถรสดังนั้นจึงจะทำอย่างง่าย ๆ ลวก ๆ โดยการหยิบใบชาใส่กาเติมน้ำร้อนไม่ได้เพราะแค่ขั้นตอนวิธีการชงชา หากจะแบ่งให้ประณีตก็มีมากถึงแปดขั้นตอนเข้าไปแล้ว”
เมื่อเหลือบไปเห็นสีหน้าสนอกสนใจของหลี่จิ้งถิงลู่ฮูหยินก็เปิดปากอธิบายต่อว่า “ส่วนเื่ของใบชานั้นก็สามารถแบ่งแยกย่อยออกได้เป็อีกหลายชนิด เ้ารู้หรือไม่ใบชานั้นถึงแม้จะถือกำเนิดมาจากต้นชาต้นเดียวกันแต่กลับสามารถนำไปชงออกมาได้สารพัดรสชาติ ขึ้นอยู่กับการเก็บเกี่ยว การหมักการคั่ว หรือแม้กระทั่งการเติมกลิ่นดอกไม้เข้าไป”
หลี่จิ้งถิงฟังจบก็คลี่ยิ้มพลางผงกศีรษะ
“ที่แท้เื่ของการดื่มชามิใช่มีแค่อวดความฟุ้งเฟ้ออย่างที่พวกชาวบ้านชอบพูดกัน แต่เป็เื่ที่ต้องใช้ทักษะความรู้และความพิถีพิถัน รวมทั้งความละเอียดลออและประณีตอีกด้วย”
“ใช่อีกทั้งหลังจากชงชาเสร็จแล้วยังมีเื่เกี่ยวกับรายละเอียดปลีกย่อยของวิธีการรินชา วิธีการจิบชาอีกถึงแม้อาจจะดูเหมือนขั้นตอนเยอะ แต่ทั้งหมดนี่คือเสน่ห์ ที่ผสานรวมเข้ากับวัฒนธรรมการดื่มชาได้อย่างลงตัวอย่างไรเล่า”
ลู่ฮูหยินกำลังสอนให้หลี่จิ้งถิงตระหนักถึงคุณค่าของธรรมเนียมพิธีการต่าง ๆเมื่อก่อนนางอาจต้องมีชีวิตอยู่อย่างรู้จักประมาณตนแต่หากต้องเข้าไปใช้ชีวิตในจวนโหว เส้นทางชีวิตของหลี่จิ้งถิงจะต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่การรู้จักรักษาชื่อเสียงและหน้าตา
ดังนั้นเพื่อให้ชีวิตที่จะดำเนินต่อไปของเด็กหญิงราบรื่นลู่ฮูหยินจึงทุ่มเทจิตใจวางแผนสั่งสอนอบรมอย่างเต็มที่เช่นกัน
ทว่าสตรีจากสกุลสูงศักดิ์ส่วนใหญ่มักจะเริ่มเรียนรู้ศาสตร์และศิลป์ทุกอย่างั้แ่อายุยังน้อยไม่ว่าจะเป็การเล่าเรียนเขียนอ่าน วาดภาพ เขียนพู่กัน ประพันธ์บทกวี ดีดพิณเดินหมาก รวมไปถึงการเย็บปักถักร้อย
ดังนั้นหากจะให้หลี่จิ้งถิงเรียนรู้ได้ทัดเทียมกับบรรดาคุณหนูเ่าั้ในระยะเวลาอันสั้นแน่นอนว่าย่อมไม่อาจเป็ไปได้ แต่โดยรวมแล้วทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับสติปัญญา และขอบเขตความสามารถในการเรียนรู้ของหลี่จิ้งถิงด้วยเช่นกัน
“สตรีจากสกุลสูงศักดิ์ส่วนใหญ่สิ่งที่พวกนางยึดถือเป็สำคัญคือชื่อเสียงและหน้าตาฉะนั้นต่อไปหากเ้าอยากจะยืนหยัดอยู่ได้ในจวนโหว ก็ต้องทำตัวให้สมฐานะจำไว้ว่าทุกย่างก้าวต่อจากนี้ จะผ่านไปได้อย่างไม่ง่ายนัก ทุกความเคลื่อนไหวของเ้าล้วนถูกผู้คนจับจ้องดังนั้นจงทำใจให้สงบและยอมรับให้ได้ในเร็ววัน”ลู่ฮูหยินปั้นหน้าเคร่งขรึมพูดสั่งสอน
หลี่จิ้งถิงที่มีรอยยิ้มเจื่อนลงเล็กน้อยรีบตอบรับอย่างนอบน้อม “เ้าค่ะ”
ทว่ารู้ก็ส่วนรู้แต่คำพูดของอีกฝ่ายทำให้หลี่จิ้งถิงทำอะไรไม่ถูกอยู่ชั่วขณะ นางถูกเลี้ยงดูอยู่ข้างกายหลี่เยี่ยนฟางมาั้แ่เล็กก็จริงและแม้มารดาจะเคยอบรมเื่กิริยามารยาทอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้เคร่งครัดและน่ากลัวเท่าท่านป้าลู่เลยจริง ๆ
อย่างเช่นในหลายวันที่ผ่านมาท่านป้าลู่เห็นหลี่จิ้งถิงกำลังจะราดน้ำแกงลงบนถ้วยข้าวตามความเคยชิน ก็ถอนใจแล้วพูดว่า“การกระทำเช่นนี้ไม่เหมาะสม ข้าวกับน้ำแกงต้องแยกกันกิน จะนำมากินรวมกันไม่ได้”แม้บนใบหน้าของท่านป้าจะยังมีรอยยิ้ม แต่หลี่จิ้งถิงก็รู้สึกอับอายจนหน้าแดงก่ำ
หลังจากปรับอารมณ์ได้แล้วหลี่จิ้งถิงก็ก้มหน้าก้มตากินอาหาร ก่อนจะยกชามน้ำแกงขึ้นซดลงไปอึกใหญ่ ๆ ท่านป้าลู่ที่ลอบสังเกตนางอยู่เห็นดังนั้นก็เอ่ยปากขึ้นอย่างเนิบช้า
“เสี่ยวถิงวันหลังจะกินน้ำแกงต้องใช้ช้อนค่อย ๆ ตักขึ้นมากินทีละคำ รู้หรือไม่”
หลี่จิ้งถิงพยักหน้ารับอย่างงงงวย“เ้าค่ะ”
ยามอยู่กับท่านยายจูนางก็ยกน้ำแกงขึ้นซดเช่นนี้เป็เื่ปกติ แต่พอได้มาอยู่กับอดีตองค์หญิงใหญ่ผู้นี้ทุกวันของหลี่จิ้งถิงก็มีแต่การเรียนรู้
ไม่เว้นแม้กระทั่งท่วงท่าและความเร็วในการก้าวเดินก็ต้องปฏิบัติให้ต่างไปจากเดิม จนบางครั้งหลี่จิ้งถิงก็อดที่จะสับสนงุนงงอยู่บ้างมิได้
ท่านป้าลู่เพียงออกคำสั่งให้หลี่จิ้งถิงเดินกลับไปกลับมาให้ดูรอจนเด็กหญิงเดินจนเสร็จสิ้น ก็เห็นท่านป้านั่งนิ่งพลางใคร่ครวญ
“เดินให้ป้าดูใหม่อีกครั้ง”
หลี่จิ้งถิงรับคำก่อนจะเริ่มออกเดินอีกครั้งอย่างรู้สึกไม่สบายใจนักเมื่อเห็นสายตาคล้ายกำลังประเมินของลู่ฮูหยิน
“ช้าไป”
“เร็วไป”
“ยืดหลังให้ตรงขึ้นอีกตามองไปข้างหน้า”
“อย่าเกร็งสิแกว่งแขนให้เป็ธรรมชาติ”
เสียงออกคำสั่งกำชับของท่านป้าลู่หลี่จิ้งถิงมิอาจไม่ทำตาม ช่างเถิด อย่างไรท่านป้าก็ตั้งใจทุ่มเทอบรมสั่งสอนให้นางเป็อัจฉริยะภายในระยะเวลาไม่กี่วันดังนั้นต่อให้ยามนี้ ขาของนางจะเ็ปเมื่อยล้ามากเพียงใด ก็ต้องกัดฟันอดทนแล้วตั้งใจเดินต่อไป
หลี่จิ้งถิงเดินไปพลางลอบสังเกตสีหน้าของท่านป้าลู่ไปพลาง นางเห็นสายตามองประเมินของอีกฝ่ายแน่วนิ่งคิ้วงามก็ขมวดขึ้นน้อย ๆ จวบจนหลี่จิ้งถิงเดินกลับไปมาอยู่เกือบหนึ่งชั่วยามท่ามกลางเสียงเอ่ยเตือนทีละคำ ๆ อย่างอดทน ในที่สุดที่มุมปากของลู่ฮูหยินก็ผลิรอยยิ้มพึงพอใจออกมา
“พอแล้ววันนี้เสี่ยวถิงทำได้ดีมาก กลับไปก็ใช้น้ำร้อนแช่เท้าสักหน่อยจะได้ผ่อนคลาย”ลู่ฮูหยินเอ่ยเตือนอย่างอารมณ์ดี
“เ้าค่ะ”
ยามที่หลี่จิ้งถิงเดินผ่านท่านป้าลู่ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ นางรู้สึกถึงสายตามองสังเกตของอีกฝ่ายที่คอยจับจ้องติดตามอยู่เื้ั ดังนั้นในแต่ละย่างก้าวของหลี่จิ้งถิงจึงก้าวเดินอย่างเป็ระเบียบไม่เร็วไม่ช้า ไม่ยาวไม่สั้น รวมถึงแผ่นหลังและศีรษะยังตั้งตรงอย่างสง่างดงามอีกด้วย
ลู่ฮูหยินมองดูย่างก้าวพลิ้วไหวดุจสายน้ำของลูกศิษย์คนใหม่ด้วยความพึงพอใจ
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ท่านป้าลู่ของเรากำลังปั้นน้องให้กลายเป็ดาว (•ө•)
สวัสดีนักอ่านประจำ2คนของเราที่เข้ามาอ่านแบบเงียบ ๆ ทุกวัน
เพิ่งลงงานที่นี่เป็ครั้งแรก คือนักอ่านเงียบเป็ปกติอย่างนี้ใช่มั้ยเอ่ย 555 จะได้ทำใจให้คุ้นชิน
วันนี้มีเื่จะมาสารภาพ หลังจากพยายามกลับมาปั่นให้ทันหลังเลิกงาน เพื่อจะได้มีงานลงทุกวัน ทำให้ตอนนี้คนเขียนรู้สึกกดดันมากก
โครงเื่นั้นแต่งไปได้ประมาณ 50 ตอนแล้ว แต่ยังขมวดปิดจบไม่ได้ ตอนพิเศษก็ยังเขียนไม่ออก รู้สึกท้อแท้เหลือเกิน
คราวหลังจะไม่ลงงานที่ยังแต่งไม่เสร็จอีกแล้ว สัญญาค่ะ
มีเพื่อน ๆ ถามหา อีบุ๊คมีแน่นอนค่ะ รายได้เล็กน้อยจากตรงนั้น พอจะได้จ่ายค่ายาค่ากาแฟค่ะ (ㆁωㆁ*)
ไอ้เรามันก็นักเขียนตัวเล็กตัวน้อยซะด้วย คนอ่านที่น่ารักก็มีกลุ่มเล็ก ๆ จิ๊ดริด ๆ
แต่ยังไงก็ขอบคุณทุกท่านนะคะที่สละเวลาเข้ามาอ่าน เวลายอดคนอ่านเพิ่มเราใจฟูจริง ๆ ค่ะ
ร่ายมาซะยาว เพื่อจะบอกว่า ต่อไปอาจจะลงงานได้ไม่ทุกวันนะคะ แต่จะพยายามให้ได้มากที่สุดค่ะ