ตอนที่32 อัจฉริยะแห่งมังกรเขียว
ซูเวยก้มหน้าเขียนคำตอบโดยไม่สนใจครูที่อยู่รอบตัวแม้แต่น้อยเธอใช้เวลาทำข้อสอบทั้ง 4 วิชา 400 ข้อ แค่หนึ่งชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเมื่อเธอทำเสร็จหมดแล้ว พอเงยหน้าขึ้นมา ซูเวยพบกับท่าทางของครูแต่ละคนที่นั่งอยู่ล้อมรอบตัวเธอด้วยท่าทางที่ไม่แตกต่างกันมากนักนั่นคือเป็นท่าทางของคนที่แปลกใจและจับจ้องมองสิ่งแปลกประหลาดอยู่อย่างสนใจ
“หนูทำเสร็จแล้วค่ะ”ซูเวยพูดบอกครูจูที่นั่งอยู่ใกล้ตนเองมากที่สุดพลางบอกด้วยความแปลกใจ
“อ๊ะ! ใช่ ทำเสร็จแล้ว”ครูจูสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนกำลังใจลอย ก่อนที่จะตอบกลับซูเวย
“หนูกลับบ้านได้แล้วใช่ไหมคะ?”ซูเวยเหลียวมองรอบตัวและหันหน้าไปถามครูใหญ่ชายชราโดยตรง ซึ่งเขาไม่ได้จิบชา
แล้วแต่ตาโตจ้องมองเธอเหมือนตัวประหลาดอยู่กับครูไต้ที่มีท่าทางไม่แตกต่างกัน
“ใช่ กลับบ้านได้”ครูใหญ่รู้ตัวขึ้นมาและตอบกลับซูเวยตามจริงด้วยท่าทางกึ่งๆมึนงงเล็กน้อยเขาและครูทุกคนรู้สึกทึ่งที่
เห็นว่าซูเวยเขียนคำตอบอย่างไม่หยุดหย่อนในแต่ละวิชาเหมือนกับว่าวิชาเหล่านั้นง่ายสำหรับเธอมากนัก
ก่อนที่ซูเวยจะถือกระเป๋าเป้เดินออกจากห้องพักครูครูใหญ่ส่งเสียงบอกเธอตามจริงอย่างคาดหวังว่า “หากคะแนนผ่านเกณฑ์แล้วซูเวยอาจได้ทำข้อสอบของส่วนกลางอีกครั้งเพื่อทดสอบคุณสมบัติถึงจะได้สอบจบก่อนกำหนดจริงๆ”
ซูเวยชะงักแวบหนึ่งก่อนหันหลังกลับมายิ้มเล็กน้อยและตอบกลับครูใหญ่อย่างอารมณ์ดีว่า“เข้าใจแล้วค่ะ”
หลังจากนั้นซูเวยสะพายกระเป๋าเป้แล้วรีบวิ่งไปหน้าโรงเรียนอย่างรวดเร็วเพราะเธอเหลือบมองเห็นสืออู๋เจ๋อยืนจูงจักรยานหันรีหันขวางอย่างเป็นกังวลเมื่อเธอวิ่งเข้าใกล้สืออู๋เจ๋อแล้ว เขายิ้มออกมาอย่างโล่งอกที่พบว่าเธอปลอดภัยดี
“ขอโทษทีค่ะกำลังทำข้อสอบรวดเดียวสี่วิชา เลยออกมาบอกพี่อู๋เจ๋อไม่ได้”ซูเวยรีบพูดขอโทษเขาก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไร
“เอ๊! ทำข้อสอบอะไรตอนนี้?”สืออู๋เจ๋อขมวดคิ้วพลางถามซูเวยด้วยความแปลกใจ
“อ๋อหนูจะขอสอบจบก่อนกำหนดค่ะ อาจารย์เลยให้ทดลองสอบดูก่อนว่าจะผ่านเกณฑ์ไหมถ้าผ่านก็จะต้องทำข้อสอบกลางจากระทรวงอีกทีค่ะ” ซูเวยเดินไปพูดไปกับสืออู๋เจ๋อทำให้เขาขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิมเพราะไม่เข้าใจ
“สอบจบก่อนกำหนดงั้นหรือ? ไม่เคยได้ยินมาก่อน”สืออู๋เจ๋อพูดตอบซูเวยตามจริงเพราะเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะมีสอบแบบนี้
“หนูก็เพิ่งรู้เหมือนกันสงสัยโรงเรียนนี้จะไม่เคยมีนักเรียนที่ขอสอบจบก่อนกำหนดกระมังครูเลยไม่ได้พูดให้นักเรียนฟัง”
ซูเวย อธิบายตามที่เธอเข้าใจซึ่งทำให้สืออู๋เจ๋อพยักหน้าเข้าใจนั่นเป็นเพราะว่าแค่การสอบปกติประจำเดือนหรือสอบปลายภาคก็หนักหนาแล้วดังนั้นคงไม่มีนักเรียนคนใดขยันที่อยากจะสอบจบเร็วๆเหมือนกับซูเวย
“ไปเถอะพวกเราวิ่งแข่งกัน”ซูเวยยื่นกระเป๋าเป้ของตนเองให้กับสืออู๋เจ๋อทันทีพลางเอ่ยชวนเขาโดยตรง
“ได้สิ”สืออู๋เจ๋อตอบรับอย่างยินดี จากนั้นทั้งคู่ปั่นจักรยานและวิ่งแข่งขันกลับบ้านอย่างรวดเร็ว
..........
ครั้นซูเวยและสืออู๋เจ๋อกลับมาถึงบ้านแล้วเขารีบนำจักรยานไปเก็บและไปช่วยแม่ทำอาหารอยู่ในครัวโดยปล่อยให้ซูเวยยืนตอบคำถามของเกาอิงที่หน้าประตูบ้านด้วยท่าทางเคร่งเครียด
“เวยเวยทำไมหลานกลับบ้านค่ำแบบนี้ล่ะ?”เกาอิงถามหลานสาวด้วยความกังวลระคนห่วงใย
“หนูขอโทษค่ะหนูไม่มีเวลาโทรบอกยายเลย พอดีครูเอาข้อสอบให้หนูดูหนูเห็นว่าสามารถทำให้เสร็จได้เร็ว ก็เลยนั่งทำจนเพลินลืมเวลาไปเลยค่ะ”ซูเวยตอบกลับด้วยใบหน้าสำนึกผิดพลางก้มหน้าเศร้าอย่างจริงใจ
“ช่างเถอะไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว เอ๊ะ!สอบอะไรตอนนี้?” เกาอิงโบกมือใจอ่อนเมื่อเห็นท่าทางของหลานสาวเธอพลันนึกถึงคำพูดของหลานสาวจึงถามด้วยความแปลกใจ
“อ๋อหนูว่าจะยื่นขอสอบจบก่อนกำหนดค่ะ ครูเลยให้ทดลองทำข้อสอบ 4 วิชา มีวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ภาษาประจำชาติ และภาษาอังกฤษ ถ้าผ่านก็จะได้ทำข้อสอบของกระทรวงอีกครั้ง ถ้าผ่านอีกก็จะได้ไปสอบจบจริงๆที่เมืองหลวงค่ะ”ซูเวย อธิบายเรื่องแผนของตนเองให้ยายฟังอย่างตั้งใจ
เกาอิงทำสีหน้าเหมือนไม่เชื่อพลางตอบกลับตามจริงว่า“จริงหรือ? อย่ามาพูดโอ้อวดหน่อยเลย”
“เฮ้อ งั้นไว้ยายเห็นคะแนนของหนูก่อนแล้วกันค่ะ”ซูเวยไม่คิดจะอธิบายเพิ่มเติมอีกเธอคิดว่าให้ยายได้เห็นคะแนนที่แท้จริงของตนเองจะดีกว่าที่จะมานั่งพูดโดยไม่มีหลักฐานอ้างอิง
เกาอิงส่ายหัวอย่างไม่เชื่อหลานสาวที่เธอพูดเช่นนั้นแต่ส่วนลึกในใจเธอคาดหวังที่จะเห็นหลานสาวมีผลการเรียนที่เก่งกาจและสามารถเป็นหน้าตาของวงศ์ตระกูลได้อย่างน้อยก็จะทำให้บรรพบุรุษได้ภาคภูมิใจที่มีลูกหลานเก่งกาจเช่นนี้
มีเสียงของจิวมู่ตานเรียกเกาอิงและซูเวยไปทานอาหารเย็นจากนั้นเธอและยายเดินเข้าบ้านโดยทั้งคู่ล้างมือในห้องครัวก่อนมาทานอาหารที่หอมกรุ่นซึ่งถูกวางอยู่บนโต๊ะทานข้าวของครอบครัว
ซูเวยสังเกตว่าคนงานทำงานก่อสร้างบ้านได้รวดเร็วคาดว่าบ้านหลังใหม่คงใช้เวลาก่อสร้างไม่เกินสองเดือนเธอจึงคิดวางแผนที่จะปรับปรุงบ้านในหลายจุด รวมทั้งสนทนากับครอบครัวใหญ่อย่างออกรส
..........
หลังจากที่ซูเวยออกจากห้องพักครูไปแล้วครูทั้งหลายที่รับผิดชอบวิชาทั้งสี่ต่างพากันมานั่งตรวจข้อสอบของซูเวยด้วยความอยากรู้ไม่มีใครกลับบ้านก่อนแต่อย่างใดรวมทั้งครูใหญ่และรองครูใหญ่ที่นั่งจิบชาลุ้นกับคะแนนของซูเวย
ปรากฏว่าครูทั้งสี่คนช่วยกันตรวจข้อสอบของซูเวยเสร็จในเวลาอันรวดเร็วเนื่องจากคำตอบของเธอนั้นถูกต้องทุกข้อสร้างความประหลาดใจให้กับครูใหญ่และครูทุกคนเป็นอย่างมากทุกคนต่างพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นยินดีว่า
“ฮ่าๆไม่นึกไม่ฝันว่าโรงเรียนเราจะมีเด็กนักเรียนอัจฉริยะเสียที”
“ไม่น่าเชื่อว่าซูเวยจะเป็นนักเรียนอัจฉริยะเช่นนี้”
“ฉันบอกพวกคุณแล้วว่าซูเวยสามารถแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่ยากระดับมหาวิทยาลัยได้ฉันยังทึ่งไม่หายเลย”
“วิชาดนตรีก็เหมือนกันจู่ๆซูเวยเล่นผีผาได้เหมือนนักดนตรีมืออาชีพเลยละ”
“อย่าๆของผมดีกว่า ซูเวยวิ่งเร็วกว่านักวิ่งทั่วไปมาก แถมยังชู้ตลูกบอลลงห่วงได้แม่นราวจับวางไม่มีพลาดสักนิดเลย”
“เฮ้ๆวิชาภาษาอังกฤษของซูเวยก็เก่งมากเหมือนกัน พูดออกมานะสำเนียงเหมือนเจ้าของภาษาเป๊ะเลย”
“น่าทึ่งจริงๆ”
“ในเมื่อคะแนนของซูเวยเป็นแบบนี้แล้วซึ่งพวกเราก็เห็นกันกับตาทุกคนว่าซูเวยไม่ได้โกงคะแนนแต่อย่างใด เช่นนั้นให้ครูไต้รีบทำเรื่องแจ้งไปทางกระทรวงศึกษาธิการให้รีบส่งชุดข้อสอบกลางมาวัดผลซูเวยโดยเร็วยังดีที่เพิ่งเปิดเรียนไม่นาน พวกเรายังมีเวลายื่นเรื่องทันพอดี”ครูหวงพูดสั่งการกับครูไต้ทันทีเมื่อเห็นว่าคะแนนของซูเวยนั้นผ่านเกณฑ์อย่างน่าอัศจรรย์ทุกวิชา
“ครูใหญ่คะฉันคิดว่าจะส่งรายชื่อของซูเวยเป็นหนึ่งในสามนักเรียนตัวแทนที่จะเข้าร่วมแข่งขันคณิตศาสต์กับวิทยาศาสตร์ดีไหมคะ?” ครูเหยียนถามครูใหญ่อย่างคาดหวังเธอเห็นคะแนนสอบของซูเวยและเห็นกับตาตัวเองว่าซูเวยเขียนวิธีแก้โจทย์และคำตอบได้อย่างง่ายดายทำให้โรงเรียนประถมมังกรเขียวมีโอกาสคว้าชัยชนะของอำเภอจงหรือจังหวัดได้อย่างแน่นอนจึงถามความคิดเห็นของครูใหญ่ตามจริง
“ตกลงผมเห็นด้วยกับคุณ โชคดีจริงๆที่ซูเวยเก่งกาจในเวลานี้ อย่างน้อยผมจะเกษียณในปีหน้าคงจะมีประวัติที่ดีติดตัวไปแน่ๆ” ครูใหญ่ตอบรับความคิดเห็นของครูเหยียนอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับพูดถึงผลงานและประวัติการทำหน้าที่เป็นผู้บริหารที่นี่
ครั้นครูหม่าเห็นว่าครูเหยียนเสนอชื่อของซูเวยทำให้เธอพูดเสนอชื่อของซูเวยกับครูใหญ่เช่นกันว่า “ถ้าเช่นนั้นแข่งขัน
ทักษะภาษาอังกฤษในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ทางโรงเรียนส่งชื่อซูเวยไปด้วยดีไหมคะ?”
ครูใหญ่และครูทุกคนต่างมีตาเป็นประกายเหมือนกับมองเห็นถ้วยรางวัลตั้งไว้ตรงหน้าของตนเองแล้วทุกคนต่างมองเห็นความหวังที่ไม่เคยมีมาก่อนแต่ทว่าในเวลานี้ซูเวยสร้างความประหลาดใจให้กับครูทุกคนด้วยคะแนนเต็มอย่างสมบูรณ์แบบทำให้ทุกคนต่างตื่นเต้นยินดีรอล่วงหน้า
“ตกลงส่งซูเวยเข้าร่วมการแข่งขันทุกชนิดที่มี ยังมีอะไรอีกไหมที่พวกเรายังไม่ได้ส่ง?”ครูใหญ่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดี
“ยังเหลือศิลปะการเขียนอักษรจีนกับวาดภาพค่ะ”ครูมู่อี้เฟย ครูสาวคนสวยอารมณ์ศิลปินบอกกับครูใหญ่ตามจริง
“มีเรื่องแข่งขันทักษะทางคอมพิวเตอร์ด้วยครับ”ครูฉงหลง ครูชายหนุ่มอารมณ์ดีบอกกับครูใหญ่เช่นกัน
“งั้นพรุ่งนี้ให้ซูเวยลองทดสอบในภาคบ่ายดีไหมคะเผื่อว่าเธอจะเก่งกาจเหมือนวิชาอื่นๆ” ครูจูเสนอความคิดเห็นในเชิงบวกกับซูเวยทันทีนั่นเป็นเพราะว่าซูเวยเป็นนักเรียนประจำชั้นของตนเอง
ดังนั้นจะดีเลวอย่างไรก็มีผลต่อชื่อเสียงของครูประจำชั้นเช่นกันโดยเฉพาะเวลานี้ที่ซูเวยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นครูจูจึงยินดีที่จะสนับสนุนซูเวยอย่างเต็มใจ
คำพูดของครูจูทำให้ครูใหญ่และครูทั้งหลายสบตากันพลางพยักหน้าให้กันเหมือนกับต้องการทดสอบว่าซูเวยสามารถทำได้หรือไม่หากทำไม่ได้ก็ไม่เสียเวลามากนักแต่ถ้าทำได้และทำได้ดียิ่งย่อมเป็นความภาคภูมิใจและสามารถส่งซูเวยเข้าร่วมประกวดได้ทุกอย่างเนื่องจากระยะเวลาการแข่งขันแต่ละประเภทนั้นไม่ทับซ้อนกัน
ครูใหญ่ตัดสินใจบอกกับครูทุกคนว่า“ตกลง ตอนบ่ายให้ซูเวยทดสอบทักษะที่เหลือ หากเธอทำได้จริงๆก็จะเป็นผลดีกับโรงเรียนของเราเช่นกันงั้นให้ครูมู่กับครูฉงไปเตรียมอุปกรณ์และเนื้อหาที่จะให้ซูเวยทดสอบในวันพรุ่งนี้แล้วกัน”
“ตกลงค่ะ/ครับ”ครูมู่และครูฉงรับคำสั่งครูใหญ่อย่างยินดี
หลังจากนั้นครูใหญ่และครูทุกคนต่างพากันแยกย้ายกลับบ้านด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มมีความสุขเป็นดั่งนิมิตหมายที่ดีตั้งแต่เริ่มต้นเปิดเทอมสองในปีนี้และอาจจะรุ่งโรจน์มากยิ่งขึ้นหากซูเวยสามารถทำได้ทุกทักษะ
..........
ทางด้านซูเวยเวลานี้เธออยู่ในห้องนอนของตนเองแล้ว เธอเข้าไปดูหนังสือในคฤหาสน์ขาวอย่างใจจดจ่อหมอกขาวจางหายไปมากขึ้นแต่ทว่าเมื่อเธอจะยื่นมือไปหยิบพลันมีพละกำลังอันแข็งแกร่งผลักมือเธอออกมาทำให้ซูเวยไม่สามารถหยิบหนังสือจากชั้นสองออกมาได้แต่เธอคิดว่าอีกไม่นานจะต้องหยิบออกมาได้อย่างแน่นอน
“ใกล้แล้วใกล้จางหายไปมากขึ้นแล้ว อยากรู้จริงๆว่าชั้นสองจะเป็นตำราอะไรกันแน่?” ซูเวยพูดกับตัวเองด้วยความสงสัยใคร่รู้
จากนั้นเธอท่องเว็บไซต์และต่อสู้กับแฮ็กเกอร์สมาร์ตเอกซ์ในเกมหนึ่งปรากฏว่าซูเวยเป็นฝ่ายชนะอีกครั้งอย่างใสสะอาด
ทำให้สมาร์ตเอกซ์ท้าประลองกับเธออีกครั้งในเดือนหน้าซึ่งซูเวยตอบรับอย่างผ่อนคลายและรู้สึกสนุกสนานเธอรู้สึกว่ามีแค่สมาร์ตเอกซ์ที่มีทักษะสูสีกับตนเองซึ่งทำให้เธอรู้สึกสนุกและมีความสุขแต่ทว่ากับแฮ็กเกอร์คนอื่นนั้นกลับชนะได้อย่างง่ายดายเกินไป
“เอ๋!บัญชีพวกองค์กรชั่วร้ายไม่มีเงินเข้าแล้วหรือ?หรือว่าเปลี่ยนบัญชีใหม่” ซูเวยยังแวะเวียนเข้าไปดูบัญชีธนาคารขององค์กรKA เป็นระยะซึ่งหากพบว่ามีเงินเกินหนึ่งล้านเหรียญเมื่อใด เธอจะโอนย้ายเงินไปยังบัญชีขององค์กรและมูลนิธิการกุศลที่ผูกบัญชีไว้เรียบร้อยแล้วทันที
แต่ทว่าในตอนนี้กลับไม่มีเงินเข้าบัญชีหรือเข้ามาก็น้อยแค่ไม่กี่พันเหมือนกับเป็นการรักษาบัญชีไว้เฉย สร้างความงุนงงให้กับ ซูเวยเป็นอย่างมาก เธอพยายาแฮ็กเกอร์บัญชีอื่นๆที่คาดว่าจะเป็นขององค์กรชั่วร้ายแต่กลับไม่พบบัญชีน่าสงสัยแต่อย่างใด
ซูเวยไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์ที่เธอโอนย้ายเงินจากบัญชีจำนวนหลายล้านล้านเหรียญที่ผ่านมานั้นทำให้องค์กรKA เปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บสินทรัพย์ใหม่กลายเป็นการซื้อพันธบัตรรัฐบาล ทองคำ และสิ่งของมีค่าอื่นแทนส่วนสกุลเงินดิจิทัลที่กำลังโด่งดังนั้น องค์กรKA ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวแต่อย่างใดทำให้ซูเวยตรวจสอบไม่พบเช่นกัน
หลังจากซูเวยแข่งขันกับสมาร์ตเอกซ์เสร็จสิ้นแล้วเธอจึงเลือกนอนพักผ่อนดีกว่าเพราะตั้งใจตื่นเช้ากว่าเดิมเพื่อให้มีเวลาฝึกฝนทักษะต่อสู้ได้มากขึ้น
..........
เวลาสามนาฬิกาซูเวยลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วรีบเปลี่ยนชุดเป็นชุดกีฬาจากนั้นออกจากบ้านอย่างแผ่วเบาแล้วกระโดดเกาะตีลังกาข้ามรั้วไปอย่างรวดเร็ว
ระหว่างทางที่ซูเวยวิ่งไปยังพื้นที่ฝึกซ้อมใหม่นั้นเธอรู้สึกว่าอากาศสดชื่นเย็นสบายมากกว่าเวลาสี่นาฬิกาเล็กน้อยทำให้เธอตั้งใจตื่นเวลานี้แทนเวลาเดิมเพราะรับรู้ได้ว่าสภาพแวดล้อมแบบนี้ช่วยทำให้การฝึกฝนของตนเองนั้นก้าวหน้าได้เร็วขึ้น
“อากาศเย็นสดชื่นจริงๆต่อไปคงจะได้ตื่นเวลานี้แทน”ซูเวยพูดพลางกางแขนออกทั้งสองข้างแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดลึกอย่างสดชื่นจากนั้นเธอเริ่มต้นฝึกฝนทักษะต่อสู้ซาเซินอย่างสนุกสนานจนถึงเวลาห้านาฬิกาจึงวิ่งกลับมาบ้านทันใดนั้นซูเวยได้ยินเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดของคนคุ้นเคย ทำให้เธอยืนพิงรั้วด้านหนึ่งพลางกอดอกมองดูภาพตรงหน้าด้วยความสนใจ
“กรี๊ด! โอ๊ย!บ้าจริงๆ ใครมันจะตื่นเช้าขนาดนี้?”
เนื่องจากเวลาห้านาฬิกายังไม่มีแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาดังนั้นจึงมืดอยู่เล็กน้อยซูเวยมองเห็นชัดเจนว่าเป็นฟานไป๋หลานที่พยายามปีนเข้าไปในบ้านของตนเอง แต่ทว่ากลับถูกค่ายกลที่ซูเวยจัดวางไว้ป้องกันคนหรือสัตว์ที่จะลักลอบเข้าไปอย่างไม่ถูกวิธีส่งผลให้มีก้อนหินเล็กๆจำนวนมากมายพุ่งเข้าใส่ฟานไป๋หลานจนทำให้เธอส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด