“แฮ่ก... แฮ่ก...” เธอลุกพรวดขึ้นนั่ง ทรวงอกยังคงกระเพื่อมไหวตามจังหวะหัวใจที่เต้นรัว
เธอใช้เวลาครู่ใหญ่เพื่อปรับสายตาให้ชินกับแสงสลัวภายในห้อง ทว่าความคิดกลับยังวุ่นวายไม่สงบลง ‘เื่เมื่อครู่เป็เพียงความฝันงั้นเหรอ แต่ทำไมมันถึง...’
เธอชะงักไปเมื่อเริ่มสังเกตเห็นรอบกาย
เธอจำที่นี่ได้ นี่คือห้องบรรทมของออเดรย์ ในสมัยที่ยังเป็องค์หญิง… แต่มันไม่ควรจะเป็แบบนี้ไม่ใช่หรือ
เธอเดินลงจากเตียงอย่างโซเซ ตรงไปยังหน้าต่างบานใหญ่ที่เชื่อมกับระเบียง มือบางแง้มผ้าม่านปักลายวิจิตรให้เปิดออกจนมองเห็นท้องฟ้าสีน้ำเงินและแสงรำไรที่ขอบฟ้า บ่งบอกว่าใกล้ถึงเวลารุ่งสาง
เธอยังไม่เข้าใจ... ตอนนี้คือ่เวลาไหน แล้วทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่
ร่างบางค่อยๆ ทรุดลงพิงบานกระจก มือเรียวกุมศีรษะแน่น ความสับสนจู่โจมจนหัวแทบะเิ
“องค์หญิงเพคะ” เซเรน่าเคาะประตูตามมารยาทก่อนจะก้าวเข้ามา แม้จะรู้ดีว่าคนข้างในคงไม่ขานรับ
นับจากวันที่องค์หญิงออเดรย์ทรงหมดสติไป นี่ก็เข้าสู่วันที่สองแล้ว ทว่าเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นจากการถวายบังคม กลับต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าบนเตียงกว้างนั้นว่างเปล่า
“องค์หญิง?” สายตาของเธอเหลือบไปเห็นร่างที่นั่งคุดคู้อยู่ข้างหน้าต่าง
“ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว! ทราบไหมเพคะว่าทุกคนเป็ห่วงเพียงใด...” เซเรน่าละล่ำละลักด้วยความดีใจจนลืมกิริยามารยาทที่เคยเข้มงวด
แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้เธอกลับพบความผิดปกติ ปกติแล้วนี่คือเวลาที่องค์หญิงต้องเริ่มอาบน้ำและแต่งองค์ทรงเครื่อง แต่ยามนี้นางกลับขดตัวเป็วงกลมราวกับพยายามซ่อนตัว แสงตะวันสีทองเริ่มสาดส่องผ่านกระจกเข้ามาอาบไล้ร่างที่กำลังสั่นเทา และพึมพำประโยคซ้ำๆ ไปมาว่า
“ข้าคือออเดรย์... ข้าคือออเดรย์...”
“องค์หญิงทรงเป็อะไรไปเพคะ ประชวรตรงไหนหรือเปล่า ข้าจะไปตามหมอเดี๋ยวนี้...” เซเรน่าปราดเข้าไปหมายจะตรวจดูอาการ แต่เมื่อออเดรย์เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความหวาดผวา ราวกับเพิ่งเห็นภูตผีปีศาจมาหมาดๆ เธอปัดมือสาวใช้ออกและลุกวิ่งออกจากห้องไปตามทางเดินยาวโดยไม่สนเสียงเรียกของเซเรน่าแม้แต่น้อย
แม้จะเป็ยามเช้า แต่เหล่านางกำนัลและมหาดเล็กก็เริ่มออกมาปฏิบัติหน้าที่กันแล้ว ท่ามกลางความเงียบสงบในพระราชวัง เสียงฝีเท้าที่สับสนวุ่นวายทำให้ทุกคนต้องเงยหน้าขึ้นมองภาพที่ชวนฉงน
องค์หญิงออเดรย์ในชุดนอนสีขาว ปล่อยผมสีบลอนด์สว่างสยาย วิ่งเท้าเปล่าไปตามทางเดินอย่างไม่คิดชีวิต โดยมีสาวใช้คนสนิทวิ่งไล่ตามมาติดๆ
ต่อให้เป็โฉมงามปานล่มเมือง แต่ในสภาพเพิ่งตื่นนอนที่วิ่งพล่านไปทั่วเช่นนี้ ก็ดูไม่ต่างจากคนเสียสติ
ในที่สุดออเดรย์ก็มาถึงจุดหมาย เธอผลักประตูระเบียงออกและพุ่งตรงไปยังราวหินอ่อนสีขาวทันที ที่นี่คือจุดชมวิวที่งดงามที่สุดของพระราชวัง แสงแดดยามเช้าฉาบท้องฟ้าเป็สีฟ้าอ่อน เผยให้เห็นอุทยานหลวงที่ตกแต่งอย่างประณีตและเนินเขาสลับซับซ้อนที่ไกลออกไป
มันคือทิวทัศน์ที่เธอคุ้นเคย... คุ้นเคยจนน่าใจหาย แต่มันคือความจริงหรือเป็เพียงภาพลวงตาในความฝันอีกฉากหนึ่งกันแน่
ความอัดอั้นที่ถาโถมทำให้เธอไม่อาจข่มใจได้อีก ออเดรย์แผดร้องออกมาสุดเสียงราวกับ้าระบายพลกำลังทั้งหมดที่มีทิ้งไป
“องค์หญิง!” เซเรน่าที่ตามมาถึงแทบจะร้องไห้เมื่อเห็นสภาพคลุ้มคลั่งของเ้านาย เธอรีบเข้าไปโอบหลังหวังจะช่วยปลอบประโลม
การะโอย่างสุดแรงทำให้สติของออเดรย์เริ่มพร่าเลือน เธอรู้สึกหน้ามืดและอาเจียนออกมาบนพื้นหินอ่อน ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะตัดเป็สีดำสนิทอีกครั้ง
คู่หมั้นของเธอคือ ดยุกเซดริก เดอ โอเรียน ขุนนางผู้ทรงอิทธิพลจากอาณาจักรซาบันอันมั่งคั่ง
หลังจากไล่เลียงความทรงจำอย่างละเอียด ออเดรย์ก็พบข้อสรุปที่น่าขนลุกว่า ความตายของเธอในอนาคตมีชายผู้นี้เป็จุดศูนย์กลางอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
เธอจะสิ้นใจในอีกสามปีให้หลังนับจากวันวิวาห์ หากถามถึงสาเหตุการตายที่แน่ชัด ออเดรย์ในร่างใหม่นี้คงตอบได้เพียงว่า ‘เธอโง่จนตัวตาย’ เท่านั้นเอง เพราะจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย องค์หญิงออเดรย์คนก่อนก็ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเหตุใดตนเองถึงถูกปลิดชีพ
ด้วยความไร้เดียงสานั้นเอง ทำให้เบาะแสที่เธอหลงเหลือไว้ให้ร่างใหม่มีน้อยนิดจนน่าใจหาย ออเดรย์ซุกหน้าลงกับหมอน กรีดร้องไร้เสียงด้วยความอัดอั้น
เพียงแค่มองจากภายนอก ใครๆ ก็ดูออกว่าการแต่งงานครั้งนี้คือพันธมิตรทางการเมืองที่ไร้ซึ่งรากฐานแห่งรัก เป็เพียงข้อตกลงเพื่อค้ำจุนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเท่านั้น แล้วออเดรย์คนเดิมคาดหวังสิ่งใดอยู่กันแน่ เธอหลงเชื่อจริงๆ หรือว่าเมื่อเป็คู่เรียงเคียงหมอนกันแล้ว ชายผู้นั้นจะปันใจรักเธอขึ้นมาเองตามธรรมชาติ ช่างเป็ความคิดที่เบาปัญญาจนน่าขัน
ในวินาทีนั้นเอง เธอเริ่มตระหนักว่าแม้จะความทรงจำขององค์หญิงไว้ทั้งหมด แต่ความคิดของเธอกลับยังเป็ตัวเธอจากศตวรรษที่ 21 นั่นคือเหตุผลที่เธอเรียกขานเ้าของร่างเดิมว่าเป็ 'บุคคลที่สาม’ หรือ ‘ออเดรย์คนก่อน’ เสมอ เพราะเธอไม่อาจยอมรับว่าผู้หญิงที่ยอมถวายหัวเพื่อความรักจนตัวตายคนนั้นคือตัวเธอเองได้เลย
ออเดรย์คนก่อนไม่ใช่แค่รักดยุกเซดริก แต่เธอคือ ‘แฟนตัวยง’ ของเขาเลยต่างหาก ราวกับถูกปีศาจบังตาจนมืดบอด อะไรที่ทำให้เธอหลงใหลได้โล่ขนาดนั้น เพียงเพราะใบหน้าหล่อเหลานั่นหรือ เธอถึงขั้นยอมทำเื่บ้าบอสารพัดเพื่อเขา จนสุดท้ายต้องสังเวยด้วยชีวิต
ออเดรย์ซุกหน้าลงกับหมอนเป็รอบที่สองพลางคร่ำครวญในใจ ทว่าภาพลักษณ์ของชายผู้นั้นกลับผุดขึ้นมาในห้วงคำนึงอย่างไม่อาจห้าม มันเป็ภาพที่แจ่มชัดและสลักลึกลงในิญญาขององค์หญิงออเดรย์
ท่านดยุกมีเส้นผมสีน้ำตาลทองประกายและดวงตาสีน้ำเงินลุ่มลึกดั่งมหาสมุทร แม้แต่เธอในตอนนี้ยังต้องยอมรับว่าเขาหล่อเหลาอย่างไร้ที่ติ ต่อให้ขุดความทรงจำจากทั้งสองชาติภพมาเปรียบเทียบ ก็คงหาใครมาเทียบเคียงกับเขาไม่ได้เลย ใบหน้าของเขาราวกับงานศิลปะชิ้นเอกที่เทพเ้าบรรจงปั้นแต่ง แม้แต่สัดส่วนร่างกายก็สมบูรณ์แบบจนดูเหนือจริง
ทว่าในความทรงจำอันแสนงดงามนั้น ใบหน้าของเขากลับฉาบไว้ด้วยความเคร่งขรึมและเ็าเสมอ ดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้นเป็สีที่หนาวเหน็บที่สุดเท่าที่เธอเคยรู้จัก เขาเคยยิ้มให้เธอด้วยความจริงใจบ้างไหม เคยอ่อนโยนต่อเธอบ้างหรือเปล่า คำตอบคือไม่... ชีวิตสมรสของทั้งคู่ห่างไกลจากคำว่าความสุขนัก