“โลกแฟนตาซีหรอ? ก็แค่เกมที่ผมจะปั้นกิลด์ฮาเร็มให้ติดอันดับ 1 เท่านั้นแหละ”

    ตอนที่ 35 – พันธสัญญาแห่งแสง และเสียงสะท้อนของดวงดาว

    ภายในอารามแสงศักดิ์สิทธิ์ที่สว่างนวลด้วยแสงจากเสาศักดิ์สิทธิ์นับสิบต้น เสียงของพลังเวทที่ไหลผ่านลวดลายเวทรอบแท่นบูชาดังก้องเป็นจังหวะเรื่อยไป มิจังยังคงนอนอยู่กลางแท่นศักดิ์สิทธิ์นั้น แสงสีฟ้าอ่อนจากเสาเวทค่อย ๆ คลี่คลุมร่างของเธออย่างนุ่มนวล คล้ายกำลังโอบกอดชีวิตที่ใกล้ดับสูญให้กลับมามีจังหวะอีกครั้ง

    องค์หญิงนักพรต ไอริส ลูเมียร์ ยืนอยู่ข้างแท่นนั้น เธอกำลังส่งพลังศักดิ์สิทธิ์อย่างต่อเนื่องด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยสมาธิ รอบตัวเธอมีวงเวทซ้อนทับกันมากกว่าห้าแห่ง บ่งบอกถึงความชำนาญและพลังเวทที่สูงล้ำเกินกว่าคนทั่วไปจะเข้าถึงได้

    เมื่อมิจังเริ่มมีสีหน้าดีขึ้น ลมหายใจกลับมาเป็นจังหวะปกติ ไอริสก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ก่อนจะหันไปหากลุ่มของเรย์ที่ยืนล้อมอยู่ด้วยความเป็นห่วง

    "พลังที่หล่อเลี้ยงชีวิตเธอไว้... ไม่ใช่เพียงเวทของข้าเท่านั้น" ไอริสเอ่ยด้วยเสียงนุ่ม "มันคือพลังที่อยู่ในสายเลือดของเธอ... พลังโบราณที่เคยถูกกล่าวถึงในตำนาน..."

    เอลร่าขมวดคิ้ว "พลังแบบนั้น... คืออะไรกันแน่?"

    ไอริสค่อย ๆ ยื่นมือออกไปเหนือร่างของมิจัง เศษแสงสีฟ้าระยิบระยับเล็ดลอดออกมาจากกลางอกของมิจังทันที

    "เชื้อสายแห่งดวงดาว—สายเลือดที่สืบทอดจากเหล่าผู้พิทักษ์จักรวาลในยุคบรรพกาล เป็นพลังที่ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของโลกนี้โดยสมบูรณ์ ผู้ที่ถือพลังนี้ไว้ในกายจะสามารถควบคุมมิติ พลังชีวิต และแรงโน้มถ่วงได้ในระดับที่แม้แต่เทพเจ้าก็ยังหวั่นเกรง..."

    เรย์เบิกตากว้าง "นั่นมัน... พลังระดับตำนานเลยเหรอ?"

    ไอริสพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะพูดต่อ "ใช่ แต่มันยังไม่เสถียร... เพราะเธอไม่รู้ว่ามีพลังนี้อยู่ในตัว และเพราะมันถูกผนึกมาแต่แรกด้วย..."

    เรย์นิ่งเงียบ ก่อนจะถอนหายใจ แล้วก้าวเข้ามาใกล้ไอริส

    "องค์หญิง... ผมไม่รู้ว่าการพูดแบบนี้มันเหมาะสมหรือเปล่า แต่จากที่ได้เห็นการต่อสู้ ได้เห็นความตั้งใจของคุณในการช่วยเหลือคน... ผมอยากเชิญคุณเข้าร่วมกับกิลด์ของผม—Accidental Heroes พวกเราต้องการคนอย่างคุณ และ... โลกนี้ก็คงต้องการคนแบบคุณด้วย"

    ไอริสชะงัก ดวงตาของเธอมีประกายแปลกใจ แต่ยังไม่ทันจะตอบรับ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากอีกฝั่งของห้องโถง

    “ฮึ... ความหวังอันสูงส่งจากชายผู้เพิ่งผ่านสมรภูมิมาหมาด ๆ แต่เจ้าคิดหรือว่าเจ้าจะเข้าใจสิ่งที่องค์หญิงไอริสต้องแบกไว้?”

    เสียงนั้นมาพร้อมกับร่างสูงในชุดเกราะดำปรากฏตัวอย่างเงียบงันจากเงามุมหนึ่งของห้อง เรย์หันไปอย่างตกใจ

    “เรนซิส...”

    หัวหน้ากิลด์อาเทเรียลยังคงยืนอย่างสง่างาม แม้จะบาดเจ็บจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้ เขายังเต็มไปด้วยแรงกดดันอันทรงพลัง

    “ไอริส ลูเมียร์ ไม่ได้เป็นเพียงนักพรตผู้มีเมตตา แต่เธอคือผู้สืบทอดศาสตราแห่งแสง—คนที่จะเชื่อมประตูระหว่างโลกนี้กับดินแดนเหนือกฎแห่งธรรมชาติ เจ้าคิดหรือว่าเธอสามารถเดินตามเจ้าไปเสี่ยงในทุกสนามรบเหมือนเด็กคนหนึ่งในกิลด์หน้าใหม่?”

    ไอริสถอนหายใจเบา ๆ “เรนซิส... ข้าไม่ต้องการให้เจ้ากำหนดเส้นทางให้ข้าอีกแล้ว พอที”

    ทันใดนั้นเอง ร่างของมิจังก็เริ่มกระตุก เสียงระบบดังขึ้นอีกครั้งในหัวของทุกคน

     ระบบแจ้งเตือน:พลังงานไม่ทราบที่มา: กำลังปลุกคลื่นเวทระดับขั้นสูงในร่างของเป้าหมาย 'มิจัง'

    เสาเวทโดยรอบแท่นเริ่มสั่น พื้นศิลาใต้แท่นปรากฏวงเวทใหม่ซ้อนขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

    มิจังลืมตาขึ้น ดวงตากลายเป็นสีน้ำเงินเรืองแสง เธอลุกขึ้นอย่างช้า ๆ แม้ยังบาดเจ็บอยู่ ร่างกายของเธอเต็มไปด้วยลวดลายเรืองแสงคล้ายดาวเคราะห์ในแผนที่จักรวาล เส้นผมยาวของเธอลอยขึ้นเล็กน้อยราวกับแรงโน้มถ่วงรอบตัวไม่สามารถควบคุมได้

    “ข้า... รู้สึก... ว่า...”

    เสียงของเธอสั่น เธอเริ่มกุมหัว ก่อนจะร้องออกมาเบา ๆ

    “มันกำลังจะหลุดควบคุม...”

    เรย์รีบพุ่งเข้าไปหาเธอ "มิจัง! ใจเย็นไว้! พี่อยู่ตรงนี้นะ!"

    ไอริสยื่นมือออกมาช่วยควบคุมพลังเวทรอบร่างของมิจังทันที “ทุกคนถอยหลัง! มันคือพลังของ 'Sidera Lux' พลังจากดวงดาวที่หลับใหล หากไม่กดสมดุลไว้ โลกทั้งใบจะได้รับผลกระทบ!”

    คลื่นพลังเวทระเบิดออกจากร่างของมิจังทำให้กระจกเวทโดยรอบแตกร้าว พื้นหินสะเทือนเหมือนแผ่นดินไหว แต่ไอริสกับเรย์ยังก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หวั่นไหว

    เรย์คว้ามือมิจังไว้ “ฟังพี่นะ เธอไม่ใช่ปีศาจ เธอคือมิจังของพวกเรา อย่าปล่อยให้พลังมันควบคุมเธอ จงควบคุมมันกลับซะ!”

    มิจังน้ำตาไหลพราก ดวงตากลับมาเป็นปกติชั่วครู่ก่อนที่ร่างจะอ่อนแรงลง เอนซบลงกับไหล่ของเรย์

    ไอริสถอนหายใจยาว “ข้าคงต้องฝึกควบคุมพลังนี้กับเธอ... นี่ไม่ใช่พลังที่ปล่อยให้อยู่เฉยได้”

    เรย์สบตากับไอริสอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มอ่อน “ถ้าอย่างนั้น... คุณจะไปกับพวกเราหรือเปล่าล่ะ?”

    ไอริสพยักหน้าอย่างมั่นคง “เพื่อโลกที่พวกเราอยากสร้างร่วมกัน ข้าจะไป”