หลังพูดจบ...
ชายชราถอนสายตากลับไปแล้ว...
เขากวาดสายตามองไปรอบเมืองฉางอันมองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขหลังรอดชีวิตมาได้ของคนทั้งหลายพลันริมฝีปากที่ซีดเผือดก็ยกขึ้นเบาๆ
เมื่อทำทั้งหมดจนเสร็จสิ้น เขาเงยหน้าขึ้นไปมองท้องนภามองไปยังดวงดาวที่เปล่งประกายอยู่บนนั้น ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ “ข้ามาแล้ว”
จากนั้น ดาวดวงที่ลอยอยู่เหนือหัวก็ประกายแสงถี่ขึ้นก่อนแสงนั้นจะมอดดับลง ราวกับเปลวเทียนที่สิ้นแสงในที่สุด...
อวี้เหิงดับสูญแล้ว
ดวงดาราที่สาดแสงมายังเผ่ามนุษย์เป็นเวลานานกว่าสองร้อยปีมอดดับลงแล้ว!
วินาทีนั้น ร่างของอวี้เหิงร่วงหล่นลงมาจากท้องนภา ราวสติสุดท้ายดับสูญลงแล้วเช่นนั้น
หยดน้ำตารินไหลออกมาจากดวงตาของซูฉางอันในที่สุด
เขาพุ่งเข้าไปหาร่างนั้นอย่างสุดแรงปะทุพลังวิญญาณภายในร่างออกมาอย่างบ้าคลั่ง จนในที่สุดเขาก็สามารถรับร่างชราเอาไว้ได้อย่างมั่นคงในเสี้ยววินาทีก่อนร่างนั้นจะกระทบกับพื้นดิน
ในตอนนั้นที่เขาเพิ่งพบว่าร่างของอวี้เหิงเบามากเหลือเกิน เบาจนเขาคิดภาพไม่ออกว่าร่างที่ซ่อนอยู่ใต้ชุดคลุมหนาจะผอมแห้งและอ่อนแอเพียงไหน
เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ หยดน้ำตาของซูฉางอันก็พรั่งพรูออกมามากกว่าเดิม
เขายังมีคำถามอีกมากที่อยากถามอวี้เหิง
ยกตัวอย่างเช่น เหตุใดเขากับเป่ยทงเสวียนถึงใช้กระบวนวิชาเดียวกัน...
ยกตัวอย่างเช่น หากเขาจากไปแล้วสำนักเทียนหลานควรทำเช่นไรต่อไป
ยกตัวอย่างเช่น...
แต่วินาทีนั้น เขากลับพูดอะไรไม่ออก เขาเพียงแต่อยากจะพูดคุยกับอวี้เหิงอีกสักหน่อยอีกเพียงเล็กน้อยก็ยังดี ทว่าบัดนี้ สิ่งที่ออกมาจากปากของเขากลับมีเพียงเสียงสะอึกสะอื้น
ชิงหลุน กู่เซี่ยนจวิน และมู่กุยอวิ๋นเดินเข้ามาหาในที่สุด พวกเขามองไปยังชายชราจากนั้นมองมายังซูฉางอันที่จมอยู่ในความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส และบัดนี้ดวงตาของพวกเขาต่างคลอเคล้าไปด้วยหยาดน้ำตาไม่ต่างกัน พวกเขาอยากจะพูดปลอบซูฉางอันแต่ก็พูดไม่ออกเสียที
และในตอนนั้น ที่มือเหี่ยวย่นถูกยกขึ้นมาอย่างเชื่องช้ามืออันแสนสั่นเทายื่นเข้ามาจับที่ใบหน้าของซูฉางอัน เช็ดคราบน้ำตาที่หางตาออกจนหมด
“อย่าร้องไห้” เขากล่าวเช่นนั้น “ยิ้มสิ”
“อาจารย์ปู่” ซูฉางอันมองชายชราที่ฝืนลืมตาได้เพียงเล็กน้อยพลางระเบิดความดีอกดีใจขึ้นทางสีหน้า “ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม?”
แต่เพียงสิ้นเสียง เขาก็พบว่าร่างของอวี้เหิงกำลังแหลกสลายและลอยไปตามสายลม ราวกับเศษแก้วที่แหลกละเอียดเช่นนั้น
เมื่อนักรบแห่งดาราจักรสิ้นชีพ ร่างกายจะโรยราบนพื้นพิภพ และดวงวิญญาณจะถูกส่งกลับไปที่ทะเลแห่งหมู่ดาว
ร่างของอวี้เหิงกำลังสลายเพื่อกลับไปเป็นหนึ่งกับพื้นพิภพอีกครั้ง
ในที่สุดซูฉางอันก็รู้เสียที ว่าอวี้เหิงกำลังจะตายแล้วจริงๆ
น้ำตาที่เพิ่งหยุดได้ไม่นานเริ่มไหลทะลักออกมาอีกครั้ง
“อาจารย์ปู่ อย่าตายนะ! ต่อไปข้าจะเชื่อฟังท่าน จะไม่สร้างเรื่องวุ่นวายอีกข้าจะตั้งใจฝึกวิชากระบี่ ไม่ว่าท่านจะสอนอะไร ข้าก็จะฝึกมันทั้งหมด! ขอร้องละ อย่าตายนะ อย่าตาย! ได้ไหมขอรับ!”เขาร้องไห้พลางกล่าวอ้อนวอน ความโศกเศร้าในน้ำเสียงของเขาทำให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกเศร้าหมองไปตามๆ กัน
“เจ้าเด็กโง่ ทุกคนย่อมต้องตายเป็นธรรมดา”รอยยิ้มของอวี้เหิงแลดูไร้เรี่ยวแรงเหลือทน เขามองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาเปี่ยมความเอ็นดูเขาทำท่าราวต้องการจะพูดบางอย่างออกมา แต่จู่ๆก็นึกไปถึงลูกศิษย์ที่ต้องเดินทางไปไกลถึงเมืองซีเหลียง และต้องแบกรับภาระหนักอย่างการปกป้องสรรพสิ่งในโลกขึ้นมาอย่างกะทันหันนั่นทำให้เขาประกายรอยยิ้มขึ้นอย่างปล่อยวาง จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นดังนี้ “เด็กน้อยเอ๋ยจงมีชีวิตต่อไปให้ได้ ใช้ชีวิตในแบบที่หัวใจของเจ้าต้องการเถิด”
“ข้า ทิงอวี่ และผู้อาวุโสแห่งสำนักเทียนหลานจะส่องแสงมายังเจ้าจากท้องนภาอันแสนห่างไกลจนกว่าเจ้าจะมาพบกับพวกเราอีกครั้งในทะเลแห่งหมู่ดาว!”
“ข้าไม่ได้หลับตามานานกว่าสิบสองปี ตอนนี้ในที่สุดก็ได้เวลาพักผ่อนเสียที”
เมื่อพูดมาจนถึงตรงนี้ อวี้เหิงก็หลับตาลงช้าๆขณะที่ร่างของเขาก็เริ่มเลือนรางมากขึ้นในทุกวินาที ซูฉางอันรับรู้ได้ว่าร่างที่อยู่ในอ้อมแขนเริ่มเบาลงเรื่อยๆและเมื่อตระหนักถึงบางอย่าง เขาพลันรู้สึกร้อนรนขึ้นในจิตใจ พร้อมกันนั้น เขาคิดจะกอดร่างในอ้อมแขนให้แน่นที่สุดคิดเพียงว่าหากทำเช่นนั้น อาจหยุดเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นได้...
แต่เพียงเริ่มออกแรงเบาๆ ร่างนั้นก็แหลกสลายราวแก้วที่แตกละเอียดก่อนจะกลายเป็นผีเสื้อหลากสี แล้วบินออกไปไกล และหายเข้าไปในราตรีอันแสนมืดมิดในที่สุด
เหลือเพียงชุดคลุมสีเขียวและกระบี่เล่มยาวเท่านั้น ที่อยู่ในอ้อมแขนของซูฉางอัน
“ไม่นะ ทำไมท่านถึงตายได้ละ? ไหนบอกว่าต้องให้ผู้ส่งวิญญาณเป็นคนนำทางอย่างไรเล่านักรบแห่งดาราจักรจึงจะจากไปได้? แล้วเหตุใดท่านถึงตายได้?ผู้ส่งวิญญาณยังไม่มาเลย ท่านจะตายได้อย่างไรกัน!”ซูฉางอันราวควานหาแสงแห่งความหวังระลอกสุดท้ายจนเจอจึงร้องคำรามขึ้นราวกับคนเสียสติ
ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ เสียงขลุ่ยก็ดังขึ้น
มันเป็นเสียงขลุ่ยที่เขาจำได้ขึ้นใจ...
เขาเคยได้ยินเสียงนั้นเมื่อสองปีก่อน ท่ามกลางหิมะในดินแดนทางเหนือในตอนนั้นเสียงขลุ่ยเช่นนี้ส่งนักดาบที่เป็นดั่งแรงบันดาลใจและจุดมุ่งหมายของเขาไปจากโลก
เขาเงยหน้าขึ้นทันที และภาพที่เห็น ทำให้เขาเบิกตากว้างขึ้น ทั้งในแววตาและหัวใจต่างระเบิดความตกตะลึงขึ้นไม่หยุดหย่อน
ชิงหลุน!
คนที่เคยโอบกอดเขาท่ามกลางหมู่ดาว คนที่เคยกระซิบว่าชอบเขาที่ข้างหู...หญิงสาวผู้นั้นหยิบขลุ่ยหยกออกมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ และบัดนี้นางกำลังก้มหน้าเป่าขลุ่ยอยู่ตรงหน้าเขา
ในตอนนั้นเองที่ซูฉางอันหวนนึกถึงภาพในวันนั้นภาพของหญิงชุดเขียวที่สวมผ้าสีขาวปกปิดใบหน้าเมื่อสองปีก่อนกับภาพของชิงหลุนในตอนนี้เหมือนกันไม่มีผิดวินาทีนั้น ในที่สุดเขาก็กระจ่างแจ้งถึงทุกอย่างที่แท้ชิงหลุนก็เป็นผู้ส่งวิญญาณนั่นเอง
ดวงดาวที่เคยมอดดับประกายแสงขึ้นอีกครั้ง ก่อนดวงดาราจะทอดเส้นแสงลงมาที่อ้อมแขนของซูฉางอัน...
จู่ๆ มีแสงระลอกหนึ่งปรากฏขึ้นในอ้อมแขนของซูฉางอันแสงนั้นหมุนวนอยู่ในอ้อมแขนของเขา ราวกำลังบอกลาเป็นครั้งสุดท้ายและเพียงไม่กี่อึดใจต่อมา มันก็ลอยไปตามเส้นแสงที่ส่องลงมาจากดวงดาว มุ่งไปยังทะเลแห่งหมู่ดาวภายใต้การนำทางจากเสียงขลุ่ยของชิงหลุน
เป็นดวงวิญญาณของอวี้เหิงที่กำลังเดินทางไปยังทะเลแห่งหมู่ดาว ภายใต้การนำทางของบทเพลงแห่งหมู่ดาวนั่นเอง
ซูฉางอันลุกยืนขึ้นในที่สุด เขาเลิกคิดเรื่องที่ว่าเหตุใดชิงหลุนถึงเป็นผู้ส่งวิญญาณหรือนางเข้าใกล้เขาเพราะจุดประสงค์ใดกันแน่ แต่กลับเพียงเงยหน้าขึ้นมองดาวดวงนั้นมองระลอกแสงค่อยๆ ลอยขึ้นไปบนท้องนภาอย่างเชื่องช้าเท่านั้น
จากนั้น เขาก็เช็ดน้ำตาออกจนหมด
“อาจารย์ปู่! วางใจเถอะ! ข้าจะปกป้องสำนักเทียนหลานเอง! เพื่อท่าน!และเพื่อท่านอาจารย์!”
“ข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป!จะเอาชีวิตรอดในเมืองฉางอันให้ได้!”
ขณะกล่าวเช่นนั้นออกมา เด็กหนุ่มก็เผยประกายรอยยิ้มขึ้นในที่สุดนี่เป็นคำสัญญาที่เขาให้กับชายชรา และเป็นสัญญาที่เขามีต่อตัวเองด้วยเช่นกัน
วินาทีนั้น
จู่ๆ ดาวดวงหนึ่งบนท้องนภาก็ส่องประกายแสงขึ้น
มันเป็นดาวสีม่วง ซึ่งมีนามว่านภาหมอง เป็นชีพดาราของนักดาบแห่งเจียงตง ฉู่ซีฟง
จากนั้น ดาวอีกดวงก็สว่างขึ้นตามมา มันเป็นดาวที่มีนามว่าจื่อเวยเป็นชีพดาราขององค์จักรพรรดิแห่งแผ่นดินต้าเว่ย
ตามด้วยแสงจากดาวอีกดวง มันมีชื่อว่าไท่ไป๋ เป็นชีพดาราของนักพรตไท่ไป๋แห่งแท่นดารา
จากนั้น ดวงดาวก็ส่องสว่างขึ้นดวงแล้วดวงเล่า
ทั้งดาวของนักรบจากแผ่นดินทางเหนือ ซีเหลียง และเขาสู่ซาน...
ชีพดาราของนักรบแห่งดาราจักรเผ่ามนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างก็ส่องแสงเจิดจ้าขึ้นมีเพียงดาวไคหยางเท่านั้นที่ยังคงสงบดังเดิม
แต่ทุกอย่างกลับยังไม่สิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น
ดาวบนท้องนภาที่ดินแดนทางเหนืออันแสนเหน็บหนาวและดินแดนตะวันตกที่ทุรกันดาร ส่องสว่างขึ้นดวงแล้วดวงเล่าเช่นกัน...
เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา ชีพดาราของนักรบแห่งดาราจักรทุกคนในโลกไม่ว่าจะอยู่แดนใด ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู ต่างส่องประกายแสงออกมาอย่างพร้อมเพรียง
แสงจากดวงดารานับสิบส่องให้ท้องนภาที่แสนมืดมิดสว่างไสวราวกับทิวากาล
พวกเขากำลังส่งอวี้เหิงจากไป
พวกเขากำลังส่องนำทางแก่นักรบแห่งดาราจักรที่ปกป้องเผ่ามนุษย์มานานหลายร้อยปีผู้นี้ใช้แสงจากชีพดาราของตน ส่องเส้นทางสู่หมู่ดาวแก่ดวงวิญญาณที่แสนกล้าหาญซึ่งเพิ่งจะลาจากไปนั่นเอง
ในที่สุดประชาชนที่กำลังดีอกดีใจและเฮสนั่นไม่หยุดก็รับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนท้องนภาพวกเขาจึงสงบลง แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าเบื้องบน
“ดาวอวี้เหิงมอดดับลงแล้ว!”ใครบางคนบอกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นออกมาผ่านการตะโกนด้วยความตกใจ
จากนั้นผู้คนสังเกตเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ พลันเสียงอุทานดังออกมาจากฝูงชนไม่หยุด
“น้อมส่งท่านอวี้เหิงกลับสู่ทะเลแห่งหมู่ดาวด้วยความเคารพ!”
“น้อมส่งท่านอวี้เหิงกลับสู่ทะเลแห่งหมู่ดาวด้วยความเคารพ!”
“น้อมส่งท่านอวี้เหิงกลับสู่ทะเลแห่งหมู่ดาวด้วยความเคารพ!”
ฝูงชนพากันคุกเข่าลงบนพื้นดินอย่างพร้อมเพรียง พลันเสียงตะโกนแห่งความเจ็บปวดดังกึกก้องไปทั่วนภาดุจดั่งเสียงจากสายฟ้าฟาดเช่นนั้น
“ข้า... อวี้เหิง ผู้อารักษ์เผ่ามนุษย์คนที่แปดของสำนักเทียนหลาน”
“ข้ามีชีวิตอยู่บนโลกมานานกว่าสองร้อยห้าสิบแปดปี”
“เมื่อสองร้อยสามสิบปีก่อน ข้าเข้ารับการทำลายจิตมารในหอเชื่อมดารา”
“เมื่อสองร้อยสิบสามปีก่อน ข้าเก็บตัวเพื่อบำเพ็ญเพียรบนเขาฉางหยุนและกลายเป็นนักรบแห่งดาราจักรในที่สุด”
“ข้าใช้ครึ่งชีวิตในการปกปักแผ่นดินทางตะวันออกแก่ราชวงศ์ต้าฮั่น และใช้อีกแปดสิบเจ็บปีหรือก็คือครึ่งชีวิตที่เหลือในการดูแลแผ่นดินต้าเว่ย!”
“ตราบใดที่ข้ายังอยู่ เผ่าหมานจะไม่กล้าข้ามเข้ามาในเขตซีหลิงเผ่าปีศาจก็ไม่กล้าข้ามเขตโยวหยุนออกมาเช่นกัน”
“ตราบใดที่ข้ายังอยู่ เมืองสู่ตี้ที่ทิศตะวันตกจะไม่กล้ากอบกู้ราชวงศ์ฮั่นคนที่เมืองตงวู่ย่อมไม่กล้าข้ามแม่น้ำหลีเจียงมาเช่นกัน”
“ตราบใดที่ข้ายังอยู่ เผ่ามนุษย์ก็จะดำรงอยู่ได้อย่างปลอดภัย”
“บัดนี้ เมื่อต้องกลับสู่ทะเลแห่งหมู่ดาวหวังว่าดวงดาราจะส่องประกายแผ่นดินผืนนี้ คุ้มครองให้สรรพชีวิตอย่าได้พบกับภัยวิบัติอีกเลย”