บทที่ 23 เข้าขากันเป็ปี่เป็ขลุ่ย
นักเรียนไม่มีกะจิตกะใจเรียน คุณครูจึงปล่อยให้ทุกคนเลิกเรียน รอจนกว่าฝนจะหยุดแล้วค่อยกลับบ้าน
ฟ่านซีซีเองก็ไม่รีบกลับบ้าน เธอยืนมองดูสายฝนอยู่ที่หน้าต่างเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ
ทว่าในจังหวะที่ฟ้าผ่า เธอกลับสังเกตเห็นว่ามีคนกำลังวิ่งอยู่ที่ลานกีฬา
หลังจากฝึกฝนจนกลายเป็นักปลูกพืชิญญาผู้เก่งกาจแล้ว สายตาของเธอก็ยอดเยี่ยม เธอจำได้ทันทีว่าคนที่กำลังรีบร้อนฝ่าสายฝนออกไปนั้นคือเถียนซือซือ
ผู้หญิงคนนี้รักร่างกายของตัวเองมาก มีนิสัยเ็า แล้วยังเห็นแก่ตัว เธอจะยอมกลับบ้านท่ามกลางสายฝนและฟ้าผ่าแบบนี้ไปทำไม ที่บ้านมีทองรอให้เธอนับหรือไง?
เดี๋ยวก่อน เห็นแก่ตัว? ทอง?
ภาพ ๆ หนึ่งแวบเข้ามาในหัวของเธอ เธอจำได้ว่า่เวลานี้ในชาติที่แล้วเหมือนจะมีพายุฝนตกหนักเช่นกัน
ในความทรงจำ ตอนนั้นพืชผลทางการเกษตรนอกเมืองหมี่เฉิงเสียหายไปมาก บ้านเก่า ๆ ก็พังทลายลง หลายคนบอกว่า พายุฝนครั้งนี้เป็ตัวเร่งให้เขตหมี่ซีพัฒนาและเจริญรุ่งเรือง ราคาบ้านก็เริ่มสูงขึ้นหลังจากนั้น
ใช่แล้ว ยังมีอีกเื่หนึ่ง พายุฝนในตอนนั้นยังทำให้เกิดเหตุดินถล่มบนถนนสายหนึ่งที่มุ่งหน้าไปยังเขตหมี่ซี ทำให้เกิดอุบัติเหตุรถชนหลายครั้ง โชคดีที่มีชาวบ้านละแวกนั้นหลายคนเข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
เมื่อการช่วยเหลือสิ้นสุดลง ชาวบ้านได้รับการยกย่องและให้รางวัลจากรัฐบาล เป็เงินรางวัลคนละหนึ่งแสน ซึ่งตอนนั้นข่าวนี้โด่งดังมาก
ในตอนนั้น เถียนซือซือยังหยิบหนังสือพิมพ์มาคุยกับเธอด้วยความรู้สึกอิจฉา บอกว่าถ้าตัวเองได้มีส่วนร่วมในการช่วยชีวิตคนก็คงจะดี
เมื่อนึกถึงเื่นี้ สีหน้าของฟ่านซีซีก็เปลี่ยนไป ในฐานะคนที่รู้เื่ราวล่วงหน้า เธอควรจะฉวยโอกาสนี้ไปช่วยชีวิตผู้คนดีไหมนะ?
ในขณะที่ฟ่านซีซีกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ก็มีใครบางคนมาจับมือเธอเบา ๆ
“ซีซี ฝนตกหนักแบบนี้คงไม่หยุดง่าย ๆ หรอก ฉันจะกลับไปเอาเสื้อกันฝนให้ รอฉันที่ห้องเรียนนะ”
“งั้นกลับไปด้วยกันเลยดีกว่า! อย่างมากเราก็ไม่ต้องเอากระเป๋ากลับไปก็ได้” ฟ่านซีซีไม่อยากรบกวนฟ่านจิ่นเฉิงขนาดนั้น อันที่จริงเธอก็ไม่ได้เป็คนขี้กลัวอะไรมากมาย
แค่เปียกฝนเอง จริง ๆ แล้วถ้าเธอ้า ในฐานะนักปลูกพืชิญญาผู้เก่งกาจ เธอสามารถควบคุมแสงแดดและสายฝนได้ และกลับบ้านโดยที่ไม่เปียกฝน แต่เธอไม่กล้าทำอย่างนั้น เธอแค่กลัวว่าจะมีคนเห็นและจับตัวเธอไปเป็หนูทดลอง
ทันใดนั้นฟ่านจิ่นเฉิงก็โน้มตัวเข้ามาใกล้หูเธอ และพูดด้วยเสียงที่มีแค่เธอเท่านั้นที่ได้ยิน “อีกสองวันประจำเดือนของเธอจะมาแล้ว ฉันจะกลับไปเอาเสื้อกันฝนให้ รออยู่ในห้องเรียนอย่างเดียวก็พอ”
ใบหน้าของฟ่านซีซีแดงก่ำ เธอหันหน้าหนีโดยไม่พูดอะไร
จำได้แม่นขนาดนั้นเลยเหรอ? หลังจากเกิดใหม่ เธอเพิ่งมีประจำเดือนแค่ครั้งเดียว แล้วบังเอิญพี่จิ่นเฉิงก็มาเห็นเข้าพอดี
ฟ่านจิ่นเฉิงยิ้มพลางใช้นิ้วเกลี่ยปลายคางเธอเบา ๆ พยายามข่มใจไม่ให้เผลอจูบเธอ ก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไป
เมื่อฟ่านจิ่นเฉิงไปแล้ว ลู่เหยาก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชม “ทำไมเขาถึงได้เอาใจใส่ขนาดนี้นะ! ซีซี เธอจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับฟ่านจิ่นเฉิงหรือเปล่า?”
ฟ่านซีซีพยักหน้าโดยแทบไม่ต้องคิด “อืม ฉันจะสอบเข้าคณะแพทย์กับเขา”
“เป้าหมายของเธอชัดเจนมากเลยนะ ฉันยังไม่รู้เลยว่าตัวเองอยากเรียนอะไร”
“งั้นก็มาด้วยกันสิ!” ฟ่านซีซีพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ
ลู่เหยาอมยิ้ม “ฉันคงสอบไม่ติดหรอก เสี่ยวอินน่ะพอได้”
อวี๋เสี่ยวอินส่ายหน้า “ฉันอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยครู”
ลู่เหยาถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “แม่ของฉันก็อยากให้ฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยครูเหมือนกัน แต่ฉันไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ จริง ๆ แล้วฉันอยากเรียนทางด้านเศรษฐศาสตร์และการจัดการมากกว่า”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฟ่านซีซีจึงถือโอกาสพูดขึ้นว่า “เรียนเศรษฐศาสตร์และการจัดการก็ดีนะ บัญชีก็ได้ ถ้าเธอไม่รังเกียจ ่ปิดเทอมก็มาช่วยงานฉันได้นะ ฉันจะสร้างพื้นที่เพาะปลูกแห่งที่สองก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนี้ขาดคนที่มีความสามารถด้านการจัดการอยู่”
“ได้เลย! แค่เธอเลี้ยงข้าว ฉันก็ไปช่วยเธอได้ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์เลย” ลู่เหยาพูดด้วยรอยยิ้ม
“บ้านของฉันจะย้ายไปอยู่ที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ อาทิตย์หน้าแล้วนะ พอถึงตอนนั้นฉันก็สามารถช่วยได้” อวี๋เสี่ยวอินพูดด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
“ได้สิ พอถึงตอนนั้นพวกเธอมาให้หมดเลยนะ ไม่ต้องพูดถึงเื่อื่น ผลไม้นี่กินได้ไม่อั้น ผักที่บ้านก็มีให้กินเหลือเฟือ ส่วนดอกไม้ต้นไม้ที่พวกเธอขายได้น่ะ ฉันให้ค่านายหน้าร้อยละห้าเลย”
“ว้าว! ดีขนาดนี้เลยเหรอ! ฉันไม่เอาค่านายหน้าหรอก แค่ให้ฉันกินผลไม้แบบไม่อั้นก็พอแล้ว” ลู่เหยาหัวเราะร่า
ต้องรู้ไว้เลยว่า ผลไม้ที่ออกมาจากพื้นที่เพาะปลูกของซีซีนั้น คุณภาพยอดเยี่ยมมาก แม้แต่สตรอว์เบอร์รีที่ขายเป็ลูก ๆ ยังไม่พอขายเลย เธอเองแต่ละครั้งก็กินไม่อิ่มสักที
ทั้งสามคนคุยกันไปสักพัก ฝนข้างนอกก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ตรงกันข้ามกลับตกหนักกว่าเดิมอีก
ฟ่านซีซีมองดูนาฬิกาข้อมือเรือนงาม พี่จิ่นเฉิงกลับไปสี่สิบนาทีแล้ว ฝนตกหนักขนาดนี้ ถนนข้างนอกคงจะไปลำบากน่าดู!
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น เธอก็เห็นฟ่านจิ่นเฉิงถือกระเป๋าใบโตเข้ามาในห้องเรียน
“ฟ่านจิ่นเฉิง นายถืออะไรมาน่ะ” คนที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดถามด้วยความสงสัย
“ร่มกับเสื้อกันฝนใหม่น่ะ ถ้าพวกนายอยากซื้อก็มาซื้อได้นะ เสื้อกันฝนมีราคาสามหยวนกับห้าหยวน ส่วนร่มมีราคาห้าหยวนกับสิบหยวน”
ฟ่านจิ่นเฉิงถือของไปนั่งที่ของตัวเอง แล้วหยิบเสื้อโค้ทที่ห่ออย่างดีมาสวมให้ ฟ่านซีซี
“ใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย ระวังจะเป็หวัดนะ”
ฟ่านซีซียิ้มหวาน รีบใส่เสื้อคลุม แล้วช่วยเขาขายร่ม
เธอรู้สึกว่าพี่จิ่นเฉิงช่างมีหัวการค้าจริง ๆ กลับไปแค่แปบเดียว ก็ขนเอาเสื้อกันฝนกับร่มในร้านมาขายจนหมด นอกจากได้เงิน ยังอำนวยความสะดวกให้เพื่อน ๆ อีกด้วย
“ฉันเอาร่ม” ลู่เหยาเป็คนแรกที่เอ่ยปาก
“ฉัน...ฉันเอาเสื้อกันฝน”
“เอ่อ...ฉันไม่ได้เอาเงินมา ทำยังไงดี”
“ไม่เป็ไร ใครที่ไม่มีเงินติดตัว วันนี้จดชื่อไว้ก่อน สัปดาห์หน้าค่อยเอาเงินมาให้ก็ได้ เพราะว่าพวกนี้เป็ของใหม่ทั้งหมดเลยต้องเก็บเงิน ถ้าเป็ร่มเก่า ๆ ที่บ้านล่ะก็ ฉันไม่เก็บเงินพวกนายหรอก” ฟ่านจิ่นเฉิงพูดด้วยน้ำเสียงเป็กันเอง พลางหยิบกระดาษกับปากกาส่งให้ฟ่านซีซีที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
ว่าแล้วฟ่านจิ่นเฉิงก็ขายของ ส่วนฟ่านซีซีก็รับเงินและจดชื่อ ทั้งสองคนทำงานประสานกันอย่างเข้าขาเป็ปี่เป็ขลุ่ย
แม้แต่ห้องข้าง ๆ ที่ได้ข่าว ก็รีบวิ่งแจ้นมาซื้อร่ม ซื้อเสื้อกันฝนกันยกใหญ่
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ของที่ฟ่านจิ่นเฉิงขนเอามาขายก็หมดเกลี้ยง
ท้องฟ้าข้างนอกเริ่มสว่าง ลมฝนเริ่มซา เหล่านักเรียนต่างพากันทยอยกลับบ้าน ฟ่านจิ่นเฉิงก็จูงมือฟ่านซีซี
“ซีซี เรากลับบ้านกันเถอะ!”
“อืม” ฟ่านซีซีเก็บของบนโต๊ะ สวมเสื้อกันฝน สวมงอบใบใหญ่ แล้วปล่อยให้ฟ่านจิ่นเฉิงจูงมือวิ่งฝ่าสายฝนกลับบ้าน
พอกลับมาถึงบ้าน สิ่งแรกที่ฟ่านจิ่นเฉิงทำคือเร่งให้ฟ่านซีซีไปอาบน้ำ ส่วนตัวเองเข้าครัวไปต้มน้ำขิง
พอฟ่านซีซีอาบน้ำเสร็จ เธอก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองลืมเอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยน
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอจึงตัดสินใจใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กพันตัวไว้ ค่อย ๆ แง้มประตูออกไปชะโงกดู
อืม ไม่เห็นพี่จิ่นเฉิง
ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เขาต้องอยู่ในครัวแน่ ๆ
เธออาศัยจังหวะนี้ รีบตะครุบผ้าขนหนู แล้ววิ่งปรู๊ดไปที่ห้องของตัวเอง
แต่ตอนที่เธอกำลังจะถึงหน้าห้อง ก็ชนเข้ากับฟ่านจิ่นเฉิงที่ถือเสื้อผ้าเดินออกมาจากห้องพอดี