บทที่ 49 กัวจื้อเฉียง
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” เสียงหัวเราะเหมือนฟ้าผ่าของออดดังมาไกลๆ
“โถ!ไอ้ควายเผือก! เขามีแต่ขู่ฆ่าคนของคนอื่น มึงเสือกมาขู่ฆ่าคนของตัวเอง กูต้องสนใจด้วยมั้ย คนพวกนี้เป็นโคตรเหง้ากูหรือไง ให้พวกกูช่วยฆ่าด้วยยังได้เลย” คำพูดที่แสนโหดร้าย แต่จิตสำนึกร่วมแผ่วูบมาสั่งให้ทุกคนรวมทั้งเลถิฮวาให้หมอบลงทันที
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง โพล๊ะ! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
ปืนสารพัดชนิดรวมทั้งปืนซุ่มยิงติดท่อเก็บเสียงของไนซ์ สาดมาจากรอบทิศประสานกับเสียงปืนบนหลังหุ่นยนต์เข้าเป้าหมายราวกับมีตาเห็น ไม่ว่าจะอยู่ซอกมุมใด
เฉินยู่ฉิงแทบจะไม่ได้ลั่นไกเลย เธออยู่บนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง การรับเสียงความถี่สูงจากความสามารถของค้างคาวแม่ไก่ สร้างเป็นภาพแผนที่สามมิติในหัวอย่างแจ่มชัด แสดงที่อยู่ของทุกคน ทั้งมิตร ศัตรูและกลุ่มเชลย ทำงานร่วมกับความสามารถด้านอื่นๆ ของแกนนำและหูตาของชาวหนองนกเอี้ยง เมื่อส่งผ่านเครือข่ายควบคุมของนางพญาผึ้งแล้ว ก็ไม่เหลือมุมใดที่ปลอดภัยสำหรับทหารเหล่านี้ได้เลย
กระสุนปืนหลากหลายขนาดสาดซัดถล่มเข้าใส่ทุกจุดที่เป็นที่ซ่อนของเหล่าทหาร หุ่นยนต์ทั้งห้าตัวที่ติดปืน ก้าวเท้าเดินหน้าอย่างมั่นคง ไร้ความกลัวไร้ความลังเล พวกมันยิงกดทหารที่เหลือจนไม่สามารถโผล่หัวออกมากระดิกนิ้วลั่นไกได้ แม้คนเหล่านั้นจะพยายามยิงสวนเพื่อหวังทำลายเซ็นเซอร์ แต่อัลกอริทึมที่โจวต้าซานลงโปรแกรมล็อกไว้ สั่งให้หุ่นตัวที่แบกเสบียงขนาดใหญ่พุ่งเข้าขวางรับกระสุนแทนอย่างทันท่วงที สะเก็ดกระสุนทองแดงปะทะเกราะคอมโพสิตดัง เคร้งคร้าง! สะท้อนวาบในความมืด
โพล๊ะ!
กระสุนไรเฟิลความเร็วสูงพุ่งเจาะแผ่นปูนทะลวงเข้ากลางศีรษะของทหารคนหนึ่งที่แอบคุดคู้หลังโอ่งน้ำมนต์เก่า ร่างคว่ำคะมำจมกองเลือด ความสิ้นหวังกระหน่ำเข้าใส่จิตใจของกัวจื้อเฉียงอย่างรุนแรง คำขู่ฆ่าตัวประกันที่หวังใช้เป็นไพ่ใบสุดท้าย กลับถูกทำลายยับเยินด้วยคำด่าสวนสุดเจ็บแสบและเสียงหัวเราะเยาะของออด
สถานการณ์พลิกผันจนกู่ไม่กลับ เชลยบางส่วนที่ตื่นตระหนกพากันวิ่งแตกฮือฝ่าสายฝนกรดออกนอกกำแพงวัดร้างไปคนละทิศคนละทาง ขณะที่เชลยบางคนที่มีความแค้นฝังลึก พากันกู่ร้อง ตะโกนลั่น คว้าเอาท่อนไม้และเศษอิฐปูนพุ่งเข้าใส่ทหารที่บาดเจ็บจนสับสนอลหม่านไปหมด แต่ท่ามกลางความวุ่นวายโกลาหลนั้น
เลถิฮวาซึ่งหมอบราบอยู่กับพื้นตามสัญชาตญาณ กลับไม่ได้วิ่งหนีไปไหน นัยน์ตาของเธอเพ่งมองฝ่าม่านฝนกรด จับจ้องไปที่ร่างของกัวจื้อเฉียงที่กำลังลนลาน ถอยร่นหนีหุ่นยนต์เข้าไปทางด้านหลังโบสถ์เก่าอันเป็นทางเชื่อมสู่ป่าทึบ เขาพยายามจะทิ้งลูกน้องที่เหลือเพื่อเอาชีวิตเพียงลำพัง!
เลถิฮวาเคลื่อนไหวทันที
ร่างของเธอพุ่งทะยานเรียดพื้น โจนทะยานตัดหน้ากัวจื้อเฉียง ดึงกริชเหล็กขูดหนังสัตว์ดิบที่เหน็บซ่อนไว้ข้างเอวออกมา ประกายแสงจากฟ้าแลบสะท้อนให้เห็นนัยน์ตาเรียวรีที่เต็มไปด้วยเพลิงแค้นของหญิงสาว
“แกไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น... ไอ้สารเลว!” เลถิฮวาคำรามผ่านจิตสำนึกร่วม ขาทั้งสองข้างดีดส่งร่างพุ่งเข้าตะปบคอเสื้อของนายพลเถื่อนลงไปกลิ้งคลุกโคลนแดงทันที!
แรงโถมอันทรงพลังกระแทกร่างหนาในเครื่องแบบทหารของกัวจื้อเฉียงเข้าอย่างจัง สองร่างไถลครูดไปกับพื้นเลนสีแดงท่ามกลางฝนกรดอันหนาวเหน็บ กัวจื้อเฉียงสำลักโคลนไอโขลก นัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความตระหนก เมื่อเห็นว่าผู้ที่พุ่งเข้ามาจู่โจมตนไม่ใช่ศัตรูที่เขายังไม่รู้จักพวกนั้น แต่เป็นตัวประหลาดผิวขรุขระ คราบโคลนพอกหน้าเกรอะกรัง หนึ่งในเชลยแรงงานชั้นต่ำที่เขาจดจำได้ดี
“สารเลว!” กัวจื้อเฉียงตวาดลั่น เขาตวัดแขนขวาที่ยังเป็นอิสระ คว้าปืนพกกระบอกสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวขึ้นมา
ฉึก!
กริชเหล็กในมือขวาของเลถิฮวาตวัดแทงสวน เจาะทะลวงเข้าที่ง่ามนิ้วและข้อมือขวาของกัวจื้อเฉียงอย่างแม่นยำ ทำให้เส้นเอ็นขาดสะบั้น ปืนพกในมือของนายทหารเถื่อนร่วงหล่นจมหายไปในกองเลนทันที
“อ๊าก!”
กัวจื้อเฉียงแผดเสียงร้องโหยหวนลั่นโบสถ์ร้าง ความเจ็บปวดแล่นเข้าสู่สมองจนหน้าบิดเบี้ยว เขาพยายามใช้มือซ้ายทุบเข้าที่ชายโครงผ่ายผอมของเลถิฮวา แต่ผิวหนังของเธอกลับซับแรงกระแทกนั้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ เธอใช้หัวเข่าทั้งสองข้างกดทับหน้าอกของเขาไว้แน่นจนกระดูกซี่โครงลั่น
กร๊อบ
เลถิฮวา เหลียวมองรอบๆ เธอพบว่าบริเวณนั้น มีคนรายล้อมเธอและกัวจื้อเฉียงอยู่ห้าคน ทั้งหมดเพียงเฝ้ามองเหตุการณ์อย่างเงียบๆ หนึ่ง นัท กานต์ เด่นและฮ่าวจาง ทีมเรียกตีนพร้อมลงมือนานแล้ว แต่เมื่อเห็นเลถิฮวาเริ่มโจมตี พวกเขาจึงเพียงมองดูอย่างสนใจ
กัวจื้อเฉียงที่นอนจมโคลนเหลียวหน้ามองตามสายตาของเลถิฮวา แววตาของเขาเผยถึงความสิ้นหวัง เมื่อเห็นปืนบนหลังหุ่นยนต์สามตัว เดินเรียงหน้ากระดานตามเข้ามา ลำกล้องปืนที่ยังร้อนจัดจนควันโชยฟุ้งเมื่อกระทบละอองฝนเล็งตรงมาที่หัวของเขาเป็นจุดเดียว นัทก้าวเท้าเข้ามาหยุดอยู่ข้างร่างของเลถิฮวาแล้วพยักหน้าให้
“ขอบคุณมากที่ช่วยจัดการมัน แต่ขอตัวมันให้เราก่อนได้ไหม” นัทพูดเสียงเรียบต่ำ ก่อนจะเอื้อมมือเล็กบางไปคว้าคอเสื้อของกัวจื้อเฉียงลากขึ้นมาจากปลักโคลน
ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มซาลงหลังตีสอง เสียงปืนนัดสุดท้ายในฐานที่มั่นวัดท่าลอยเงียบลงพร้อมกับเสียงร้องไห้ระงมของเชลยร้อยกว่าชีวิตที่รู้ตัวว่าพวกตนรอดพ้นจากขุมนรกแล้ว ชัยชนะเบ็ดเสร็จตกเป็นของหนองนกเอี้ยงโดยไร้รอยขีดข่วนรุนแรง
กลุ่มเชลยที่หนีออกนอกกำแพงวัด เมื่อเสียงปืนสงบลงก็พบว่าตนเองไม่มีจุดหมายที่จะไป จึงค่อยๆทยอยกลับมาแอบเฝ้าดูเหตุการณ์
ต่อหน้าสารระเหยกล่อมประสาทของสอง ไม่มีเรื่องใดที่กัวจื้อเฉียงปกปิดไว้ได้ เขานั่งคุกเข่าพนมมือตามที่สองบังคับ
หลังจากฆ่าคนไปหลายศพ พอสิ้นเสียงปืนสองก็บวชตัวเองเป็นพระอีกครั้ง สายตาของกัวจื้อเฉียงล่องลอย บอกเล่าทุกอย่างที่สองถูกสอบถาม
หน่วยเคลื่อนที่เร็วส่วนหน้าของเขา มีทหารมากมายล้มตาย ทั้งเกิดจากการคลุ้มคลั่งกัดกินกันเอง และตายจากสภาพแวดล้อม มีทหารที่ผ่านการกลายพันธุ์ รวมทั้งตัวเขาด้วยเพียงไม่กี่สิบคน เมื่อสายการบังคับบัญชาขาดลง เขาก็พาลูกน้องพร้อมอาวุธและเครื่องมือต่างๆ มุ่งลงใต้ ระหว่างทางก็กวาดต้อนผู้คนด้วยอาวุธและเทคโนโลยีที่เหนือกว่า กระทั่งมาพบกลุ่มของหนองนกเอี้ยงซึ่งตอนนั้นมีกันเพียงไม่กี่สิบคน ช่วงที่เข้ามาบุกค้นศูนย์ราชการร้าง พวกเขาจึงใช้หุ่นยนต์สุนัขสอดแนม จนได้รับรู้ว่าหมู่บ้านเริ่มสร้างพลังงานไฟฟ้า พวกเขาคิดจะโจมตีเพื่อยึดครอง แต่บังเอิญมีชาวกุ้ยโจวเข้ามาเพิ่มเติมทำให้ประชากรหมู่บ้านมากขึ้น จึงต้องเปลี่ยนแผนเพื่อรอจังหวะ ในที่สุดก็จับเด็กสาวทั้งสามเป็นตัวประกันได้
ส่วนผู้คนที่ถูกกวาดต้อนมา เป้าหมายเพื่อเป็นแรงงานในการสร้างถิ่นฐานใหม่ แต่หากจำเป็น เขาก็จะใช้เป็นสินค้าแลกเปลี่ยนกับกลุ่มอื่นๆ แม้กระทั่งใช้เป็นเครื่องมือสนองความใคร่เพื่อเป็นรางวัลให้ทหารของเขาเอง เพราะนอกจากอาหารและผู้หญิงแล้ว ก็แทบไม่มีสิ่งใดมัดใจเหล่าลูกน้องไม่ให้เอาใจออกห่างจากเขาได้เลย
ฮ่าวจางลากตัวกัวจื้อเฉียงออกมาโยนกลางลานวัด
“ชีวิตของมัน เรามอบให้พวกคุณตัดสิน” ฮ่าวจางพูดแล้วถอยไปรวมกับกลุ่มของตน
กัวจื้อเฉียงเบิกตากว้าง สติของเขากลับคืนมาแล้ว เขารีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น
ฉึก!
กริชในมือของเลถิฮวา ปักลงที่เท้าขวาของกัวจื้อเฉียง ตรึงเขาไว้กับที่
เหล่าเชลยทั้งด้านใน และด้านนอกกำแพงที่ย้อนกลับมาและซุ่มดูเหตุการณ์ ต่างกู่ร้องและพุ่งโถมเข้าหากัวจื้อเฉียงอย่างคลั่งแค้น
เป็นอีกครั้งที่เสียงหวีดร้องจากคนที่โดนฉีกเนื้อหนังทั้งเป็นดังขึ้นโหยหวนอย่างยาวนาน
ท่ามกลางเสียงฉีกทึ้งทุบตีวุ่นวายนั้น ออดประกาศก้องผ่านจิตสำนึกร่วมพร้อมด้วยเสียงคำรามของเขา
“ฆ่าได้ ฉีกทึ้งเนื้อหนังร่างกายได้ แต่ถ้าใครเอาเข้าปากกิน กูยิงทิ้ง! ”
บางคนที่ได้กลิ่นคาวเลือด ประกอบกับความอดอยากหิวโหย กำลังคิดจะกินเนื้อของกัวจื้อเฉียงจริงๆ จึงได้สติและยับยั้งตัวเองไว้
เลถิฮวา ฟุบลงกับพื้นด้วยความอ่อนแรง มือใหญ่หนาจับพยุงเธอลุกขึ้นนั่งพิงกับเสา ไข่ยื่นซองอาหารแห้งอัดแท่งของทหารที่เพิ่งได้มาให้เธอเงียบๆ แล้วจึงหันไปเก็บรวบรวมอาวุธยุทโธปกรณ์ของทหารเถื่อนเหล่านั้นต่อ เลถิฮวามองแผ่นหลังนั้นอย่างเหม่อลอย
ไนซ์ยิ้มหน้าบานอย่างที่ไม่มีใครได้เห็นบ่อยนัก เขาเรียกทีมลูกลิงรวมตัว ตรงหน้าเขาคือกล่องสีเขียวขี้ม้าทรงยาวห้ากล่องถูกล็อกติดกับโครงเหล็ก มันคือกล่องนิรภัยสำหรับบรรจุอาวุธประจำกายของพลซุ่มยิงประจำหน่วย
ไนซ์งัดสลักล็อกเหล็กออกทีละตัว ก่อนจะเปิดฝากล่องขึ้น เผยให้เห็นแผ่นโฟมรังไข่สีดำสนิทภายใน ร่องโฟมรูปทรงปืนซุ่มยิง QBU-191 นั้นว่างเปล่า เพราะตัวปืนถูกนำไปติดตั้งหลังหุ่นยนต์รูปร่างสุนัขและตอนนี้ถูกย้ายมาอยู่ในมือทีมลูกลิงทั้งหมดแล้ว แต่สิ่งวางอยู่ในร่องฉลุด้านข้างกลับทำให้ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างด้วยความยินดี
มันคือท่อเหล็กทรงกระบอกสีดำสนิท ผิวสากด้านลดแสงสะท้อน ขนาดพอดีมือ ลำตัวสลักรหัสทางทหารภาษาจีน มันคือ Quick-Detach Suppressor ท่อเก็บเสียงระบบควิกเดแทช ตรงรุ่นสำหรับปืนซุ่มยิงทั้งห้ากระบอก ถูกจัดเก็บไว้อย่างปลอดภัยในสภาพชโลมน้ำมันกันสนิมจางๆ นอกจากนี้ภายในกล่อง ยังมีซองกระสุนสำรองสำหรับปืนซุ่มยิงชนิดนี้ อีกกล่องละสองอัน ซึ่งถ้ารวมที่ติดกับตัวปืนอยู่แล้ว เท่ากับมีซองกระสุนสำหรับ QBU-191 กระบอกละสามอัน
ไนซ์เอื้อมมือหยิบท่อเก็บเสียงขึ้นมาตัวหนึ่ง มันมีน้ำหนักตึงมือทว่าสมดุล ลองนำไปสวมเข้ากับปลายลำกล้องปืน QBU-191 ในมือ จากนั้นหมุนบิดเพียงครึ่งรอบ เสียงกลไกสปริงล็อกก็ดีดรับดังคลิก แนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกับตัวปืน
"ครบห้าชิ้นพอดีเป๊ะเลยอาสอง" เด็กหนุ่มยิ้มในความมืด "คราวนี้ ทีมลูกลิงก็ไม่ต้องรอเสียงฟ้าร้องเวลาจะยิงใครแล้ว..."
เหนือกรอกตาไปมา ก้อนหินของเขาเคยต้องรอฟ้าฝนอะไรที่ไหน