นางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม)

    ตอนที่ 166 ดวงชะตาคุณต้องอยู่ต่อ

    ตอนที่166 ดวงชะตาคุณต้องอยู่ต่อ


    ซูเวยไม่คาดคิดว่าตันเถียนของตนเองจะสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างจนกลายเป็นก้อนกลมพร้อมกับมีรัศมีสีทองที่แข็งแกร่งห่อหุ้มอยู่“นี่สินะที่เขาเรียกว่าการเข้าสู่การเป็นเซียน”


    เธอรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นที่พบว่าร่างกายตนเองเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับมีพละกำลังเพิ่มมากกว่าเดิมนับสิบเท่ารวมทั้งสภาพร่างกายของเธอที่ดูเหมือนจะสูงเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยทำให้ซูเวยยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดีซึ่งเธอมีความมุ่งมั่นมากขึ้นที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเองพร้อมกับตามหาสมุนไพรสวรรค์สำคัญที่เป็นสมุนไพรหลักในการปรุงยา


    เป็นยาที่ใช้เพื่อเลื่อนขอบเขตจากแกนทองคำขึ้นเป็นแกนสวรรค์ชื่อยาแกนสวรรค์ ประกอบด้วย หนึ่งแกนสัตว์อสูรอย่างต่ำขอบเขตแกนเทพระดับสูงสุดขึ้นไปสองทรายพิสุทธิ์ และสามผลโลหิตพิฆาต


    ซูเวยไม่อยากจะคิดถึงความยากลำบากในการค้นหาสมุนไพรสวรรค์กับแกนสัตว์อสูรในตอนนี้เนื่องจากเธอรู้ดีว่าการค้นพบสมุนไพรสวรรค์ล้วนเป็นเรื่องของโชคชะตาและโอกาสที่ตนจะพานพบสมุนไพรล้ำค่าเหล่านั้นในอนาคตมียากยิ่งนัก


    ซูเวยและสามองครักษ์โชคดีที่อยู่ภายในค่ายกลป้องกันและโจมตีจึงสามารถป้องกันเหตุอันวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นรอบๆและเหนือเขตพื้นที่ของสำนักนิรนามไปได้ทว่ายังไม่สามารถหยุดยั้งเหตุธรรมชาติที่ก่อให้เกิดความโกลาหลกับผู้คนรอบๆพื้นที่สำนักนิรนามไปได้ไม่ว่าจะเป็นลมพัดแรงหรือกลุ่มก้อนเมฆที่จู่ๆมารวมตัวกันโดยไม่มีเหตุชี้นำล่วงหน้าทำให้ผู้คนละแวกข้างเคียงต่างพากันตื่นตกใจเพราะเกรงว่าจะมีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน


    “ฮ้า! นั่นเกิดอะไรขึ้น? มีก้อนเมฆลอยมาแถวนี้เต็มไปหมดเลย”


    “โอ้! จะเกิดอาเพศอะไรที่นี่งั้นหรือ? น่ากลัวเสียจริง”


    “พระเจ้า! ลมก็พัดแรงมันเป็นพายุหลงฤดูเข้ามาหรือยังไง?”


    “ตรวจสอบข้อมูลทีทำไมไม่มีหน่วยงานไหนแจ้งพวกเราล่วงหน้าละ?”


    “อ๊ะ! มันมืดทันทีเลยทำไมก้อนเมฆมารวมตัวที่นี่เยอะขนาดนี้?”


    ผู้คนแตกตื่นออกมายืนนอกบ้านพลางชี้นิ้วขึ้นบนท้องฟ้าเพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นสภาพท้องฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปกะทันหันบางคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปกันอย่างคึกคัก ชั่วครู่หนึ่งลมพลันหยุดนิ่งเหมือนกับก้อนเมฆที่สลายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยคล้ายกับก่อนหน้าไม่เคยมีเรื่องแปลกประหลาดที่ก้อนเมฆรวมตัวกันในจุดนี้มาก่อนสร้างความพิศวงงงงวยให้กับผู้คนโดยรอบ


    มีกลุ่มผู้ฝึกตนลึกลับกลุ่มหนึ่งที่บินมาดูที่เกิดเหตุพวกเขาต่างพากันแสดงความแปลกใจและพูดคุยกันด้วยความรู้สึกผิดปกติที่พวกเขาสัมผัสได้ว่า


    “ใครกันที่แข็งแกร่งขนาดนี้?เป็นการเลื่อนขอบเขตขึ้นสู่ขอบเขตแกนทองคำที่น่าหวาดกลัวเสียจริง”


    “แสดงว่ามีคนรวบรวมสมุนไพรสวรรค์ได้ครบทุกอย่างแล้วหรือ? พวกเขาช่างมีโชควาสนาเสียจริง”


    “ใช่มีวาสนามากกว่าพวกเราเยอะเชียวละ พวกเราเพิ่งจะรวบรวมได้แค่อย่างเดียวเอง”


    “ฉันอยากรู้จริงว่าเป็นกลุ่มผู้ฝึกตนกลุ่มใดที่สามารถเลื่อนขอบเขตได้?”


    “ฉันสนใจมากกว่าว่าใครเป็นคนปรุงยาให้กับพวกเขา?”


    “หวังว่าจะไม่ใช่เทพโอสถหรอกนะพวกเราตามหาตัวเขามาหลายปีแล้ว”


    “หากว่าเป็นเทพโอสถจริงๆย่อมแสดงว่าเขาออกจากด่านกักตนแล้วงั้นหรือ?”


    “ส่งคนไปตามหาข้อมูลนี้โดยด่วน”


    “เข้าใจแล้ว”


    ซูเวยและสามองครักษ์ไม่ได้รับรู้ความวุ่นวายที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่แสดงถึงการกระทำเหนือธรรมชาติจากกลุ่มผู้ฝึกตนทำให้กลุ่มผู้ฝึกตนรอบเมืองข้างเคียงรับรู้ความผิดปกติจนกระทั่งตามมาดูถึงที่เกิดเหตุเพื่อประเมินสถานการณ์


    ……….


    ในตอนนี้ซูเวยและสามองครักษ์กำลังนั่งฝึกตนเพื่อทำให้พลังปราณเสถียรก่อนออกจากที่พักของแต่ละคนเธอตั้งใจจะปรุงยาเพิ่มพลังปราณให้กับสามองครักษ์และไต้เซียวไว้เพื่อใช้เลื่อนระดับเนื่องจากเธอต้องการสร้างความแข็งแกร่งให้กับคนของตัวเองเร็วที่สุด เป็นการเตรียมความพร้อมหากต้องเผชิญกับช่องโหว่ที่จะมีทาสรับใช้จอมมารบุกเข้ามา


    สามวันต่อมาซูเวยและสามองครักษ์ทยอยออกจากการกักตนที่ทุกคนเลื่อนขอบเขตเรียบร้อยทุกคนพบปะพูดคุยถึงแผนการต่อไปซึ่งเป็นการแยกทำงานสามส่วน ได้แก่ หนึ่งฝึกฝนสมาชิกสำนักนิรนามตามแนวทางของซูเวยที่ผสานระหว่างการฝึกตนและทักษะซูเวยสองค้นหาร่องรอยของสมุนไพรสวรรค์สำหรับใช้ปรุงยาแกนสวรรค์ และสามค้นหาแหล่งที่อยู่ของสัตว์อสูรแกนทองคำระดับสูงสุดหรือแกนสวรรค์


    อนึ่งซูเวยและสามองครักษ์มีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่หนึ่งพันปีแล้วเป็นผลมาจากการเลื่อนขอบเขตความแข็งแกร่งเป็นระดับสูงขึ้น ทำให้สภาพร่างกายของซูเวยคล้ายเซียนมากขึ้นทุกขณะไม่ว่าจะเป็นรูปร่างที่สูงและสมส่วนมากขึ้นใบหน้าสวยงามหมดจดมีรัศมีแผ่กระจายออกมาเหมือนอยู่ท่ามกลางแสงไฟสีทองประกายตาที่คมกล้าน่าเกรงขาม


    ผลของการเลื่อนขอบเขตส่งผลกระทบต่อทักษะเอสเปอร์ของซูเวยโดยตรงดวงตาสวรรค์ของซูเวยสามารถมองทะลุได้ไกลและชัดเจนมากขึ้น ทักษะล่องหนที่แข็งแกร่งจนไม่มีใครหรือเครื่องมือใดสามารถตรวจจับได้พลังจิตที่ทรงพลังเหนือกว่าผู้ฝึกตนคนอื่นหลายเท่าที่สำคัญคือทักษะต่อสู้ที่สามารถโค่นล้มศัตรูร่างใหญ่ยักษ์ได้อย่างง่ายดาย


    ซูเวยกลับมาหมู่บ้านมังกรโดยมีหัวอี้เฟิงและไต้อี้มาส่งส่วนหลงลู่เพ่ยจับฉลากได้อยู่เฝ้าดูแลสำนักนิรนามทำให้ไต้อี้มีท่าทางสดชื่นยินดีที่จะได้ออกเดินทางเยี่ยมชมต่างสถานที่บ้างเขาตื่นเต้นเมื่อเห็นพลังของค่ายกลทวิลักษณ์ที่ซูเวยสร้างอยู่ในบ้านเป็นค่ายกลที่มีคุณลักษณะสำคัญสองอย่าง นั่นคือ เป็นค่ายกลเพิ่มพลังฉีและค่ายกลป้องกันกับโจมตี


    “โอ้โฮ! เวยเวยครับค่ายกลที่เวยเวยทำมันยอดเยี่ยมมากเลย”ไต้อี้ตาเป็นประกายพลางเดินดูรอบๆบ้านของซูเวยอย่างมีความสุขส่วนหนึ่งเป็นเพราะพลังฉีที่เข้มข้นทำให้เขารู้สึกสบายตัวจึงโคจรพลังปราณอยู่ตลอดเวลาเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเขาเองเพิ่มขึ้น


    “ไว้พวกพี่ชายชำนาญค่ายกลที่เคยสอนไปก่อนฉันถึงจะหาเวลาสอนพวกพี่ทำค่ายกลทวิลักษณ์นะคะ” ซูเวยยิ้มน้อยๆอย่างพอใจพลางตอบกลับไต้อี้ตามจริงนั่นเป็นเพราะว่าการสร้างค่ายกลทวิลักษณ์มีความซับซ้อนมากกว่าไม่ใช่ว่าจะสามารถเรียนรู้ได้อย่างง่ายดาย ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นผู้ฝึกตนก็ตาม เหมือนกับผู้ฝึกตนอีกหลายคนที่ไม่มีทักษะการสร้างค่ายกลสร้างอาวุธหรือทักษะพิเศษอื่นๆนอกจากพลังปราณที่แข็งแกร่งตามขอบเขตและระดับเท่านั้น


    “ตกลงครับพวกเราจะตั้งใจเรียนรู้” หัวอี้เฟิงและไต้อี้ตอบกลับซูเวยอย่างกระตือรือร้นพวกเขาพบว่าหากได้เรียนรู้ค่ายกลที่ซับซ้อนมากขึ้นย่อมมีโอกาสสังหารศัตรูและช่วยเหลือภารกิจของซูเวยได้มากขึ้นเช่นกัน


    ทันใดนั้นมีก้อนขนนุ่มขนาดเล็กสีแดงเพลิงพุ่งตัวเข้าใส่ไต้อี้เหมือนกับโกรธแค้นมานาน“อ๊ะ! เจ้าไม่ใช่ลู่เพ่ยหรอกหรือ?”หงน้อยผงะทันทีเมื่อพบว่าชายหนุ่มที่มันพุ่งตัวเข้าโจมตีจะกลายเป็นชายหนุ่มแปลกหน้าที่มันไม่เคยรู้จักทำให้มันรีบโผตัวไปยืนเกาะบนไหล่ของซูเวยทันที


    “เอ๊ะ! กระรอกน้อยตัวนี้เป็นสัตว์อสูรหรือครับ?”ไต้อี้ถามซูเวยด้วยความประหลาดเพราะเขาไม่คิดว่าจะมีสัตว์อสูรอยู่ในบ้านของซูเวยแบบนี้มาก่อนทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก


    “มีอะไรหรือหงน้อย?”ซูเวยถามหงน้อยความแปลกใจที่พบว่ามันพุ่งตัวมาเหมือนกับจะโจมตีไต้อี้อย่างโกรธแค้น

    หงน้อยส่ายก้นเบาๆก่อนตอบซูเวยตามจริงว่า“ไม่มีอะไรหรอก คราวก่อนเจ้าหนุ่มนั่นบอกว่าจะเอาขนมมาให้ข้าแต่เขาก็โกหกข้าเสียนี่ เห็นข้าเป็นอะไรกัน?”


    “เป็นกระรอกน้อย”หัวอี้เฟิงตอบกระรอกน้อยทันควันเขาไม่อยากเสียเวลาเจรจากับกระรอกเจ้าเล่ห์ที่ชอบกินของเหมือนคนมากขึ้นทุกทีจนทำให้พวกเขารู้สึกรำคาญมันเล็กน้อย


    ซูเวยเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจแต่เธอก็เข้าใจการเรียนรู้ของกระรอกน้อยในที่แปลกใหม่ได้จึงตอบรับอย่างผ่อนคลายว่า “หากเจ้าทำตัวดีจะให้กินยาเพิ่มพลังปราณแทนขนมดีไหม?”


    หงน้อยตาเป็นประกายพลางแนบตัวกอดคอซูเวยอย่างออดอ้อนพร้อมกับส่ายหางไปมาด้วยความสุขว่า“ดีจริงๆ เวยเวยน่ารักที่สุดสำหรับหงน้อย หงน้อยรักเวยเวยคนเดียวเท่านั้นคนอื่นไม่ได้เรื่องเลย”


    “พอแล้วไม่ต้องมาทำตัวเจ้าเล่ห์” ซูเวยส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่ายหงน้อยก่อนที่จะหยิบตัวมันโยนไปให้หัวอี้เฟิงที่รอรับอยู่แล้ว


    ซูเวยพาสององครักษ์ไปทักทายยายก่อนที่ยายจะขึ้นเขาพาซ่งลี่หมิงไปเก็บสมุนไพรตามปกติเธอพบว่าซ่งลี่หมิงมีผิวคล้ำขึ้นเล็กน้อย เป็นการสะท้อนถึงการทำงานหนักของเขาที่ผ่านมาทำให้เธอลอบพยักหน้าให้เขาอย่างชื่นชม


    “ยายคะ หนูกลับมาแล้วค่ะ”ซูเวยโผตัวเข้ากอดยายอย่างมีความสุขและอบอุ่นใจเพราะนี่คือญาติที่เธอเห็นเป็นคนแรกและรู้สึกผูกพันมากที่สุดแม้แต่แม่แท้ๆของร่างนี้ก็ยังไม่ได้รู้สึกผูกพันเหมือนยายแต่อย่างใด


    เกาอิงตีแขนหลานสาวด้วยความรักและหมั่นไส้พลางสอบถามหลานสาวตามจริงว่า “นี่แน่ะ ปากหวานประจบเชียวนะ หลานทำธุระเสร็จแล้วหรือ? คราวนี้จะมาอยู่กี่วันละ?”


    “ธุระเสร็จบางส่วนหนูจะมาอยู่กับยายยาวถึงปิดเทอมเลยค่ะ วันที่ 3 กรกฏาคมถึงจะไปแข่งขันพนันหินกับพี่ชายจวินที่เมืองหลวงค่ะ”ซูเวยตอบกลับยายตามแผนการที่ตนเองจะมีในอนาคต


    เธอยังไม่กล้าที่จะบอกยายถึงแผนการไปสู้รบของกองกำลังพิเศษเพราะรอให้มีหนังสือแจ้งมาอย่างเป็นทางการก่อนดีกว่า

    เกาอิงได้ยินว่าหลานสาวจะอยู่ด้วยอีกนานเป็นเดือนทำให้เธอกอดหลานแน่นกว่าเดิมด้วยความดีใจและมีความสุข


    ซ่งลี่หมิงทำท่าเหมือนจะสอบถามกับซูเวยตามตรงถึงการคำนวณดวงชะตาของเขาทว่าเขานึกขึ้นได้ว่าตนเองยังอยู่ไม่ครบสามเดือนจึงยั้งปากไว้ทัน จากนั้นเขาแยกตัวไปหิ้วจอบและตะกร้าเดินตามหลังเกาอิงขึ้นเขาอย่างคุ้นเคย


    ซูเวยเข้าใจถึงท่าทางสงสัยและอยากรู้ของเขาพอเห็นว่าเขาเข้าใจเงื่อนไขที่เธอเคยบอกไว้ก่อนหน้าจึงปล่อยให้เขาไปทำงานต่อส่วนตัวเธอเองนั้นมีงานทำในแต่ละวันต่อไปซึ่งเป็นงานที่ใช้เวลาทำตั้งแต่เช้าจรดเย็น


    ……….


    เริ่มต้นในตอนเช้าด้วยการตื่นตั้งแต่เวลาสี่นาฬิกาไปฝึกฝนทักษะต่อสู้กับสององครักษ์และสืออู๋เจ๋อที่เขาแข็งแกร่งก้าวขึ้นสู่สร้างฐานรากระดับต้นได้ด้วยการใช้ยาของซูเวยตอนสายและบ่ายวิจัยยาสมุนไพรเพื่อช่วยรักษาโรคหายยาก ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจรวมทั้งโรคติดเชื้ออีกหลายชนิด


    ซูเวยไม่ต้องการให้บริษัทฟิวเจอร์ฟาร์มาซูติคอลผลิตแค่น้ำอมฤตสวรรค์จำหน่ายให้กับคนมีฐานะเท่านั้นทว่าเธอต้องการช่วยเหลือคนป่วยฐานะยากจนให้มีโอกาสเข้าถึงยาคุณภาพสูงราคาประหยัดเป็นการทำให้คุณภาพชีวิตของคนป่วยดีขึ้นทางอ้อมและทางตรง กิจวัตรในตอนค่ำจนถึงเช้าของซูเวยคือการฝึกตนและฝึกตนเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเองมากที่สุด


    จนกระทั่งครบกำหนดเวลาสามเดือนที่ซ่งลี่หมิงมาพักอาศัยอยู่กับเกาอิงและซูเวยซูเวยให้ไต้อี้ไปเรียกซ่งลี่หมิงมาพูดคุยด้วย เนื่องจากเขาอยู่ที่นี่ครบสามเดือนแล้วจึงต้องการบอกให้เขารับรู้ถึงทิศทางในอนาคตว่าเขาจะเลือกอย่างไร เป็นการตัดสินใจที่เกี่ยวพันกับชีวิตของเขาที่เขาต้องเลือกเองเธอมีหน้าที่แค่ช่วยทำนายและบอกผลทำนายให้กับเขาเท่านั้น


    ซ่งลี่หมิงมาพบกับซูเวยอย่างกระตือรือร้นเขานั่งตรงข้ามเธอพร้อมกับมีแววตาอย่างคาดหวังซึ่งเขาสอบถามซูเวยออกมาตามตรงว่า“ซูเวยจะทำนายดวงชะตาให้ผมแล้วใช่ไหมครับ?”


    “ใช่ค่ะฉันจะบอกผลทำนายให้คุณทราบตามจริงจากนั้นคุณซ่งจะตัดสินใจเลือกหนทางชีวิตข้างหน้าอย่างไรก็แล้วแต่คุณนะคะ”ซูเวยยิ้มน้อยๆ อย่างเข้าใจความต้องการที่เขาปรารถนาทว่าเธอไม่ใช่คนขีดเส้นชะตาให้กับเขา แค่เป็นคนช่วยวิเคราะห์ให้เขาเท่านั้น


    จากนั้นซูเวยขีดเขียนสัญลักษณ์ประหลาดบนกระดาษขนาดเอสี่อย่างคล่องแคล่วสององครักษ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังซูเวยต่างพากันชะเง้อคอมองดูด้วยความสนใจนับวันพวกเขายิ่งประหลาดใจมากขึ้นที่พบว่าซูเวยมีหลากหลายทักษะแค่การล่องหนที่ซูเวยใช้กลั่นแกล้งพวกเขาเมื่อวันก่อนก็ทำให้สององครักษ์หวาดกลัวกันมากพอแล้วตอนนี้ยังมีเรื่องการทำนายดวงชะตาเป็นอีกศาสตร์ที่ลึกลับและมีผู้ฝึกตนน้อยคนที่จะสามารถเรียนรู้ได้ทำให้สององครักษ์จับจ้องการกระทำของซูเวยอย่างตั้งใจ


    ในที่สุดซูเวยหยุดเขียนพลางขมวดคิ้วด้วยความหนักใจเธอพบว่าการที่ตนเองช่วยดึงตัวเขาไว้ให้อยู่ที่นี่สามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้แค่สองส่วนเท่านั้นทว่ายังมีอีกแปดส่วนที่มีอิทธิพลสามารถส่งผลให้เขาเสียชีวิตได้เมื่ออายุครบยี่สิบห้าปีทำให้เธอถอนหายใจเสียงดังก่อนตอบเขาตามจริงว่า


    “บอกตามตรงนะคะ ดวงชะตาของคุณมันแปลกประหลาดมากหากคุณออกไปจากที่นี่ คุณจะเสียชีวิตเมื่ออายุครบยี่สิบห้าปีดังนั้นฉันแนะนำว่าคุณต้องอยู่ต่อค่ะ” ซูเวยสบตาเขาเมื่อเธอพูดจบแล้ว


    เธอรู้สึกว่าวันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากช่างแปลกประหลาดไม่เหมือนดวงชะตาคนอื่นที่เธอเคยคำนวณและวิเคราะห์มาก่อนเหมือนกับว่าดวงชะตาของเขาจะถูกใครบางคนทับซ้อนในอีกไม่นานคล้ายกับดวงชะตาของร่างเดิมที่ถูกเธอเข้ามาแทนที่ทว่าดวงชะตาของซ่งลี่หมิงนั้นเธอไม่สามารถคำนวณได้เลยว่าจะมีใครเข้ามาแทนที่ร่างของเขา


    คล้ายกับเรื่องนางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม) ที่คุณอ่าน