ตอนที่ 169 เธอลืมแล้วรึไง
“แต่ฝั่งเราก็ไม่ได้ด้อยกว่านะครับ ผมไม่เห็นเหตุผลอะไรที่ต้องกังวลเลย” เพชฌฆาตเป็นคนที่ขัดการสนทนาอันตึงเครียดของทุกคน เป็นอีกครั้งที่เขาเรียกจิตใจของทุกคนให้กลับมาตั้งหลัก
หากครั้งนี้เป็นอะไรที่ยากกว่านั้น ตัวตนของซอเด็ต เอเทลนั้นน่าหวาดหวั่นเกินไป การคงอยู่ของเธอทำให้ความมั่นใจของทุกคนตกต่ำลง
“คุณนิทานไม่ได้ด้อยกว่าเธอเลยนะครับ พวกคุณก็เห็นแล้วว่าเธอก็มีท่าทีกังวลกับคุณนิทานเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ” เพชฌฆาตผุดรอยยิ้ม เขาเห็นอย่างชัดเจนว่าเธอมีปฏิกิริยาต่อท่าทีคุกคามของนิทานอย่างแรงกล้า
สีหน้าของทุกคนเริ่มมีเลือดฝาดมากขึ้น พวกเขาพยายามนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นแล้วจึงยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง
ไม่ใช่ว่านิทานไม่แข็งแกร่ง ตอนนั้นซอเด็ต เอเทลรู้สึกได้ถึงภัยคุกคามจากตัวนิทานจริง เพียงแต่พวกเขามัวแต่ตกตะลึงกับตัวตนของเธอและพลังที่เธอแผ่ออกมา
พวกเขาหลงลืมไปเสียสนิทว่าทางด้านข้างของพวกเขาก็คือคนที่ไม่ได้ด้อยกว่าเธอแม้แต่น้อย เขาเพียงไม่ได้มีชื่อเสียงเท่าเธอเท่านั้น
“แต่ซอเด็ต เอเทลก็ยังคงเป็นซอเด็ต เอเทลครับ พวกคุณทุกคนต้องปฏิบัติภารกิจโดยคำนึงถึงจุดนี้ไว้เสมอ” อารากะพยายามกล่าวเตือน เขารู้ดีว่านิทานแข็งแกร่งเช่นกัน หากชื่อเสียงและตำนานของผู้เรียนรู้ 5คำนั้นได้ฝังรากลึกลงไปในจิตใจของเขา
หลายคนที่มีท่าทีดีขึ้นเล็กน้อยพลันเริ่มกังวลอีกครั้ง แม้พวกเขาจะรับรู้ได้ว่านิทานนั้นพึ่งพาได้ หากชื่อเสียงและผลงานของเขายังคงห่างไกลกับผู้หญิงคนนั้นอีกมาก เธอคือผู้ที่ยืนอยู่ยอดสุดของคำว่าอัจฉริยะอย่างแท้จริง
เพชฌฆาตถอนหายใจยาว เขาไม่อาจดึงอารมณ์ของทุกคนกลับมาได้ เขาทำดีที่สุดแล้ว สำหรับเขาแล้วเขาไม่มีความกังวลเรื่องซอเด็ต เอเทลเลยแม้แต่น้อย หากเกิดการปะทะขึ้นมาจริงให้นิทานรับมือซอเด็ต เอเทลก็หมดเรื่อง คนที่เหลือเขาสามารถรับมือได้
“เป็นความผิดของเราเองค่ะที่อ่านหมากกระดานนี้พลาด ถึงได้แพ้ให้กับท่านพี่..” องค์หญิงไพลินถอนหายใจ เธอรู้สึกลึก ๆ ว่านี่เป็นความผิดของเธอ หากเธอรู้มาก่อนว่าคู่ต่อสู้คือซอเด็ต เอเทล เธออาจเตรียมแผนรับมือหรือแจ้งสมาชิกล่วงหน้า ไม่ใช่ให้พวกเขาต้องเผชิญกับระเบิดลูกใหญ่เช่นนี้
ไม่มีนักสลักคนใดไม่กลัวหากต้องบอกพวกเขาว่าหลังจากนี้จงไปปะทะกับซอเด็ต เอเทลอย่างกะทันหัน
“พอได้รึยัง?” เสียงอันเย็นชาของนิทานทำเอาตัวเธอสะดุ้งโหยง ทุกสายตาหันไปจับจ้องที่นิทาน
ไพลินไม่เคยเห็นนิทานทำสีหน้าเช่นนี้มาก่อน แม้แต่โกรธหนัก ๆ ยังไม่เคย หากยามนี้เขาถึงกับพูดขัดอย่างจงใจ
“ใครบอกว่าเธอแพ้พี่ชายของเธอ” เหมือนนิทานจะรู้ตัวว่าการพูดขัดของเขาทำให้หลายคนตกใจ เขาจึงลดเสียงลงมา หากยังคงแฝงความดุดันและรำคาญไว้อย่างชัดเจน
“แพ้ก็คือแพ้ นิทาน ท่านพี่เชิญซอเด็ต เอเทลมาได้ จะให้เราหมายความแบบไหนอีก” เธอถอนหายใจ เธอก็เป็นคนหัวแข็งคนหนึ่ง หากครั้งนี้เธอต้องยอมรับโดยดุษณีว่าเธอพ่ายแพ้ พี่ชายของเธอถึงกับพาตัวตำนานระดับนั้นมาได้
“ส่วนเธอก็พาตัวฉันมาได้ไม่ใช่รึไง” นิทานพูดสวนอย่างรำคาญเต็มแก่ คำพูดนั้นทำให้เพชฌฆาตเผลอยิ้มขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
องค์หญิงไพลินเบิกตากว้าง สมาชิกกลุ่มขุดค้นทุกคนต่างมีท่าทีอึ้งกับสิ่งที่ชายหนุ่มไม่ค่อยพูดคนนี้กล่าวออกมา
“ฉันไม่รู้รายละเอียด แต่ดูยังไงพวกนั้นก็แค่ทำงานร่วมกันชั่วคราว แต่เธอ ไพลิน ไม่เหมือนกัน ฉันกับเธอเป็นเพื่อนกัน เราไม่ได้ทำงานด้วยผลประโยชน์เหมือนพวกนั้น” นิทานขมวดคิ้ว
“ซอเด็ตอยู่แค่ชั่วคราว แต่ฉันจะเป็นเพื่อนเธอไปจนเธอเบื่อหน้าฉันนั่นแหละ” สายตาสีน้ำเงินเข้มจ้องตรงไปยังนัยน์ตาสีชมพูคู่สวย
องค์หญิงไพลินผุดรอยยิ้มดีใจออกมาอย่างไม่รู้ตัว เธอไม่เคยคิดในแง่มุมนั้นมาก่อน จริงอยู่ที่ซอเด็ต เอเทลนั้นแข็งแกร่ง แต่เธอจะร่วมในไม่กี่งานเท่านั้น ไม่เหมือนนิทานที่อยู่เคียงข้างเธอ
“งั้นครั้งนี้ก็ช่างมัน! เรามั่นใจว่าไอ้พี่นั่นไม่มีทางรั้งตัวซอเด็ตไว้ได้นานแน่!” เธอเริ่มกลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง
"ขอบคุณนะนิทาน ภารกิจครั้งนี้น่าจะเสียเวลาเพิ่มหน่อย" มือขวายกขึ้นฟ้ารอคอยอีกฝ่ามืออย่างที่ทำประจำ
หากสีหน้าของเธอกลับยิ่งทำให้นิทานหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม สายตาของเธอมันบอกให้เขารู้ว่าเธอหวังว่าซอเด็ตจะจากไปโดยเร็ว หลังจากนั้นค่อยให้เขาช่วยเรื่องอื่นทดแทน
เหมือนเธอจะบอกว่า หากมีซอเด็ตอยู่ เขาจะแพ้อย่างแน่นอน และนั่นทำให้เขาไม่สบอารมณ์เป็นที่สุด
นิทานไม่ตีมือนั้นอย่างที่ทำเป็นประจำ เขาส่ายหน้าอย่างรำคาญ แล้วจึงพูดด้วยเสียงที่แสดงอารมณ์ของเขาอย่างชัดเจน
“ทำไมต้องครั้งหน้า? เธอจะบอกว่าครั้งนี้ฉันจะแพ้ซอเด็ตหรือไง?” นิทานขมวดคิ้ว
“ทำไมต้องหลบ? เธอหมายความว่าฉันไม่มีทางชนะซอเด็ตเหรอ?”
“ทำไมต้องกลัว? เธอเชื่อว่าฉันตอนนี้รับมือซอเด็ตไม่ไหวหรือไง?”
“ทำไมถึงบอกว่าเธอแพ้? เธอคิดว่าการที่พี่ชายเธอเชิญซอเด็ตมาได้ หมายความว่าเขาชนะเธอที่พามาได้แค่ฉัน?”
เสียงของนิทานเย็นชาขึ้นเรื่อย ๆ มือที่ค้างเติ่งขององค์หญิงไพลินเริ่มสั่นน้อย ๆ เธอจึงได้รู้สึกตัวขึ้นมา สิ่งที่เธอทำ สิ่งที่เธอพูด เหมือนเธอกำลังบอกว่าเธอคิดว่าเขาไม่มีทางชนะซอเด็ตได้ เธอมีนิทานเคียงข้าง ส่วนพี่ชายเธอเพียงมีซอเด็ตร่วมงานด้วย ทั้งที่เป็นแบบนั้นเธอกลับบอกว่าเธอแพ้ นั่นไม่ต่างกับการบอกว่านิทานไม่อาจเทียบซอเด็ต
เธอเชื่อใจเขา หากเธอกลับฝังลึกลงในใจว่าเพื่อนของเธออ่อนแอกว่าซอเด็ต ความรู้สึกผิดเอ่อล้นขึ้นในใจเธอ ตอนนั้นเธอมัวแต่ตะลึงกับตัวตนของซอเด็ต เอเทลจนเธอลืมไปเสียสนิทว่าซอเด็ต เอเทลก็กำลังหวั่นเกรงเพื่อนของเธออยู่เช่นกัน
เธอผู้นั้นที่ไม่เคยพบกับนิทานมาก่อนยังยอมรับในความสามารถของเขา แต่เธอที่เขายอมรับว่าเป็นเพื่อนสนิทกลับกังขาในความสามารถของเขาเอง
เพชฌฆาตราวกับอ่านความคิดขององค์หญิงไพลินออก เขายกมือห้ามอารากะที่พยายามจะพูดอะไรบางอย่าง ปล่อยให้นิทานพูดต่อไป
“เธอคิดว่าฉันอ่อนแอกว่าซอเด็ตเหรอ?”
“เธอลืมแล้วรึไง ฉันนี่แหละที่ฆ่านักสลักได้ตั้งแต่เป็นผู้เรียนรู้” นิทานปลดปล่อยพลังของตนอีกครั้ง เขาเสริมพลังจากคีตาแบบง่าย ๆ พลังของเขาทะยานขึ้นไปถึงระดับนักสลักโทอย่างง่ายดาย
“เธอลืมแล้วรึไง ฉันนี่แหละที่ทำให้กลุ่มขุดค้นนี้มีความหวังจะฝ่าเข้าไปถึงส่วนลึกที่สุด” พลังของเขาเร่งสูงขึ้นอีกครั้ง คราวนี้คีตาเลือกเป้าหมายไล่ตามเป็นผู้พันลาลันตา เปิดใช้อริยะสามวินาทีที่อยู่ได้นานเกินกว่าสามวินาทีนานแล้วให้แก่นิทาน
“เธอลืมแล้วรึไง ฉันนี่แหละคือคนที่ท้าทายซอเด็ตเมื่อครู่นี้ เป็นคนที่ทำให้เธอต้องเผยพลังที่แท้จริงออกมา พวกเธอถึงได้ตัวสั่นกันอยู่อย่างนี้” ระดับพลังของนิทานขึ้นไปยืนระดับอริยะขั้นต้นอย่างรวดเร็ว เขามั่นใจว่าในตอนนี้เขาสามารถรับมือได้แม้แต่อริยะเข็มโลหิตหรืออารากะ
เต็นท์ของกลุ่มขุดค้นสั่นสะท้านน้อย ๆ จากแรงกดดันที่ร่างของนิทานแผ่ออกมาอย่างรุนแรง พลังกดดันสายหนึ่งสาดออกมาอีกครั้ง เป็นพลังของผู้แสวงวิถีจูเลียสที่มาตรวจดู แม้แต่เต็นท์ที่ไกลออกไปก็มีร่างของสตรีผมสีส้มอัสดงที่หันมามองทางทิศนี้ด้วยสายตาเฉียบคม
“พวกเธอกลัวเพราะซอเด็ตมีพลังระดับอริยะขั้นต้นตั้งแต่เป็นนักสลักเอก” นิทานพูดเนิบช้า หากความหงุดหงิดในสายตาของเขาไม่ลดน้อยลงเลย เขานั้นหงุดหงิดเป็นอย่างยิ่งที่เพื่อนที่เขาเชื่อใจที่สุดมองว่าเขาอ่อนแอถึงเพียงนี้
และที่สำคัญ เขาหงุดหงิดตัวเองเป็นอย่างมากที่ทำให้เพื่อนของตนคิดว่าเขาอ่อนแอ!
“งั้นเธอบอกฉันหน่อย พลังที่เธอเห็นอยู่นี้ ด้อยกว่าซอเด็ตมั้ย” ร่างของคีตาพลันระเบิดพลังมหาศาลออกมา มันใช้ไล่ตามใส่นิทานซ้ำสอง กลายเป็นมันที่ไล่ตามนิทานขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์ พวกเขาทั้งสองเข้าสู่สภาวะของสองอริยะขั้นต้นอีกครั้ง เพชฌฆาตแม้จะยังมีรอยยิ้ม หากเหงื่อบนฝ่ามือก็เป็นตัวพิสูจน์ถึงความกดดันที่เขาเผชิญเช่นกัน เมื่อเขาเห็นนิทานตอนนี้เขาจึงได้รับรู้ว่าตอนประลองกันนั้น นิทานไม่ได้เอาจริงเลยแม้แต่น้อย
หากคีตาเข้าร่วมประลองด้วยตั้งแต่แรก เขาที่คงสภาพระดับอริยะได้ครู่เดียวไม่มีทางต้านรับนิทานและคีตาได้
องค์หญิงไพลินกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก สมาชิกกลุ่มขุดค้นไม่เคยเห็นนิทานมีท่าทีโกรธเกรี้ยวเช่นนี้มาก่อน ใช่อยู่ที่ก่อนหน้านี้เขาก็แสดงพลังระดับนี้ให้เห็น หากตอนนั้นพลังนี้ถูกเล็งเป้าไปยังอีกฝั่ง พวกเขาจึงรับรู้ได้เพียงแรงกดดันของซอเด็ต เอเทล
ยามนี้ พลังกดดันระดับอริยะสองคนนั้นเล็งมาทางพวกเขาโดยตรง พวกเขาพลันหายใจไม่ออกขึ้นมาทันใด ราวกับอากาศในนี้จับตัวแข็งค้าง อริยะแปลงเพลิงไม่ห้ามนิทานหรือสลายพลังของเขาแม้แต่น้อย เธอจับจ้องนิทานอย่างยินดีด้วยซ้ำไป
“งั้นเธอบอกฉันหน่อย พลังนี้ ถึงระดับอริยะแล้วรึยัง” ร่มปกปักหทัยของนิทานพลันกลายสภาพกลายเป็นเกลียวแหลมยาวอันหนึ่ง ดั่งว่าร่มนั้นถูกบิดม้วนจนกลายเป็นหอกขว้าง ประจุไฟฟ้าก่อเกิดจากตัวร่มด้วยตัวมันเอง พลังแรงดึงดูดอันเฉียบคมกว่าเดิมควบคุมให้ร่มหมุนปั่นด้วยความเร็วที่สูงกว่าครั้งไหน ๆ ที่เขาเคยทำมา
ร่มปกปักหทัยในรูปแบบหอกขว้างถูกปั่นจนกลายเป็นลำแสงสีขาว หากคราวนี้มันไม่ใช่แสงสีขาวที่สั่นสะท้านราวสายฟ้าฟาดอีกต่อไป เป็นเส้นสีขาวที่ปั่นอย่างเสถียรจนเห็นเป็นแสงสีขาวที่หยุดนิ่งอยู่กับที่
คราวนี้แม้แต่อารากะก็ยังมีสีหน้าตกตะลึงอย่างแท้จริง เขาเริ่มเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ พลังระดับอริยะขั้นต้นบนร่างของเขาแผ่ออกมาโดยไม่รู้ตัว ร่างกายของเขากำลังบอกให้เขาหลบหนีออกไปจากหอกสายฟ้าหอกนั้น
พลังกดดันของผู้แสวงวิถีจูเลียสแผ่ลงมาจับตาดูอย่างใกล้ชิดราวกับพร้อมจะห้ามทันทีหากหอกนั้นถูกยิงออกมา
ทั้งเต็นท์ตกเข้าสู่ความเงียบงัน ไม่มีใครเอ่ยปากอะไรแม้เพียงน้อย องค์หญิงไพลินใบหน้าสั่นสะท้าน เห็นดังนั้นนิทานจึงสลายหอกนั้นไปด้วยตนเอง พลังในร่างถูกลดระดับกลับไปเป็นนักสลักเอกเช่นเคย คีตาทางด้านข้างยกเลิกพลังทั้งหมดของตน มันเดินเข้าไปเลียมือที่ยังคงค้างเติ่งขององค์หญิงไพลิน
เมื่อแรงกดดันจากร่างของนิทานหายไป กลุ่มขุดค้นทุกคนจึงเริ่มกลับมาหายใจได้อีกครั้ง พวกเขามีเหงื่อโทรมกาย มีเพียงเพชฌฆาตที่ฉีกยิ้มอย่างยินดี พวกเขายามนี้ได้รับรู้แล้วว่าไม่ได้มีเพียงซอเด็ต เอเทลที่เป็นสัตว์ประหลาด ข้างกายพวกเขาก็มีสัตว์ประหลาดอยู่เช่นกัน
ทุกคนเข้าใจในทันทีว่าเหตุใดซอเด็ต เอเทลจึงมีท่าทีเช่นนั้นยามประจันหน้ากับนิทาน แรงกดดันที่เธอได้รับนั้นน่ากลัวถึงปานนี้ หากแรงกดดันของซอเด็ต เอเทลเป็นเหมือนการถูกมองจากตัวตนที่สูงชั้นกว่า แรงกดดันของนิทานก็เหมือนการถูกสัตว์นักล่าจับจ้องอย่างกระหาย ความโล่งอกเกิดขึ้นในใจยามที่รับรู้ว่าเจ้าของแรงกดดันนั้นอยู่ข้างเดียวกับตน
นิทานยกร่มปกปักหทัยที่กลายสภาพกลับเป็นร่มตามเดิมขึ้นมาพาดไหล่ เขาหันไปบอกกลับสมาชิกกลุ่มขุดค้นทุกคนรวมถึงอารากะ
“ถ้าเจอกันขึ้นมาจริง ๆ ผมรับมือซอเด็ตเองครับ พวกคุณก็จัดการพวกตัวประกอบข้างหลังไป ไม่มีปัญหานะครับ” นิทานเอียงคอถามพร้อมผุดรอยยิ้มยียวน
พวกเขารีบพยักหน้ารับรัวเร็วส่วนเพชฌฆาตผุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ คราวนี้คงไม่มีใครสงสัยแล้วว่าเหตุใดตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มขุดค้นจึงเป็นของนิทาน
องค์หญิงไพลินยังคงตกตะลึงกับสิ่งที่นิทานทำ เธอตัวสั่นน้อย ๆ อย่างรู้สึกผิด เธอเข้าใจแล้วว่าเหตุใดนิทานจึงมีท่าทีหงุดหงิดเช่นนั้น เธอมือสั่นสะท้าน ห้วงอารมณ์ของเธอสั่นไหวอย่างรุนแรง เธอไม่รู้ว่าเธอควรพูดอะไร เธอรู้เพียงแค่ว่า เธอทำให้เพื่อนของเธอรู้สึกไม่ดีเพราะเธอไม่เชื่อใจเขา
“ขอโทษ เรา..” เธอไม่อาจกลั่นกรองคำพูดได้ทัน หากความรู้สึกของเธอบอกให้เธอรีบพูดคำคำนี้ออกมาก่อนที่เธอจะสูญเสียเพื่อนที่สำคัญที่สุดของเธอ
“พอ” นิทานตัดบท เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้ มือที่ค้างกลางอากาศขององค์หญิงไพลินตกลงตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ ใบหน้าคมนั้นผุดรอยยิ้ม พร้อมทั้งกล่าวด้วยความอ่อนโยนที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน
“ฉันผิดเองที่มัวแต่ซ่อนพลัง เธอเลยไม่มั่นใจสักที” นิทานหัวเราะขำ หากเสียงของเขามีเพียงความจริงใจ
“เป้าหมายของฉันคือการขีดเขียนชะตาของตัวเอง ส่วนเป้าหมายของเธอคือทำให้ประชาชนมีความสุข สร้างอาณาจักรที่ประชาชนรู้สึกเหมือนบ้านไม่ใช่รึไง”
ไพลินพยักหน้ารับน้อย ๆ นั่นคือความต้องการของเธอ เธอรักอาณาจักรนี้
“จำได้มั้ยตอนนั้นเราคุยกันว่ายังไง เรื่องที่ใครวิ่งแซงใครน่ะ” นิทานถามขึ้น
องค์หญิงไพลินพยักหน้ารับ แล้วจึงทวนคำพูดที่เขาเคยพูดกับเธอ
'แต่ระหว่างที่ฉันยังแซงอยู่แบบนี้ ก็อย่าลังเลเวลาอยากให้ช่วยอะไรล่ะ'
คำพูดในวันนั้นหลังจากที่พวกเขาสำเร็จภารกิจราชวงศ์ก้องอยู่ในดวงจิตของเธอ
“แล้วฉันก็ยังแซงเธออยู่เหมือนเคย เพราะงั้นเธอรู้นะว่าตอนนี้ต้องพูดอะไร” นิทานเผยรอยยิ้ม มือข้างหนึ่งยกขึ้นสู่ฟ้า
ไพลินนัยน์ตาเป็นประกาย เธอจัดการและฟื้นฟูอารมณ์ของตนได้อย่างยอดเยี่ยม ความมุ่งมั่นและเข้มแข็งในนั้นกลับมาโดยสมบูรณ์ เพลิงกัลป์กลับมาลุกโชติช่วงชัชวาลอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
“นิทาน เพื่อนรักของเรา เราอยากได้ข้อมูลการผสมข้ามสายพันธุ์ของขุนนางพันธุ์ผสมในสุสานนั่น” เธอพูดด้วยรอยยิ้ม
นิทานพยักหน้ารับ คราวนี้ปากของเขาเริ่มฉีกยิ้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
“เพราะงั้น ถ้าเจออุปสรรคอะไรในสุสานนั่น จัดการให้หมด แม้แต่ซอเด็ต เอเทล แล้วเอาข้อมูลชุดนั้นมาให้เรา!” เธอเผยรอยยิ้ม นำมือไปตีกับมือของนิทานอย่างแรง เสียงดังเพียะนั้นดังก้องเต็นท์จนแม้แต่คนรอบข้างยังอดฮึกเหิมไม่ได้
นิทานฉีกยิ้ม เขาค้อมคำนับอย่างงดงาม ขาข้างซ้ายถอยไปด้านหลัง มือขวาทาบอก ค้อมตัวลงโดยที่ร่มยังคงคาอยู่บนไหล่ คีตาทางด้านข้างหมอบลงด้วยสี่ขา เป็นท่าคำนับที่ดูตลกเล็กน้อย
“รับบัญชาครับองค์หญิงไพลิน เพื่อนคนสำคัญขอให้ช่วยทั้งที เนอะ คีตา”
“โฮ่ง!”
ลุย!