หลังจากงานเลี้ยงเลิกรา เฟิ่งหยูนำพาโหย่วซิน โหย่วจื่อและ โหย่วอี้กลับไปยังที่พัก โหย่วอี้กลายเป็นขวัญใจของทุกคนไปในทันทีเด็กน้อยคนนี้หลังจากเปลี่ยนเครื่องแต่งกายที่ปู่เขาซื้อมาจากเงินที่เฟิ่งหยูให้ไปนั้นกลับกลายเป็นเด็กน้อยน่ารัก ช่างพูดช่างเจรจาตามประสาเด็ก ๆ
โหย่วอี้เองก็เป็นเด็กฉลาด แถมยังชอบคุย ทำให้เหล่าราชวงศ์ชอบอกชอบใจกันใหญ่โดยเฉพาะสาวๆ เมื่อเห็นเด็กน้อยน่ารัก ๆก็มักจะพากันมารุมล้อมเป็นธรรมดาพวกเขาทั้งสามที่เคยเป็นคนของตระกูลใหญ่รู้จักวางตัวจึงปรับตัวได้ไม่ยากพวกเขาสามารถสร้างความสนิทสนมกับคนของทางราชวงศ์ได้เป็นอย่างดีหลังจากกลับถึงที่พักเฟิ่งหยูหลับสนิทในทันที
“ท่านปู่ท่านปู่พี่เฟิ่งหยูทำไมรู้จักคนเยอะจัง”โหย่วอี้ถามปู่ของเขาอย่างไร้เดียงสา
“ปู่เองก็ไม่รู้ ที่แน่ๆ พวกเราอย่าได้ถามเขาเป็นอันขาดหากเขาต้องการจะบอกเรา ถึงเวลาเขาก็จะบอกเราเองอย่าไปเสียมารยาทกับนายน้อยเป็นอันขาด” โหย่วซินกล่าวกับโหย่วจื่อและโหย่วอี้
เช้าวันรุ่งขึ้นเฟิ่งหยูตื่นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นเขาพักผ่อนอย่างเต็มที่ หลังจากนั้นไม่นานองค์ชายผิงอานก็ให้คนมาตามเฟิ่งหยูเดินออกมาก็พบกับปู่หลานทั้งสามคนแล้ว
“พวกท่านตื่นเช้ากันจริง ๆ เลยนะ ไปเถอะวันนี้พวกเราคงได้พบกับกษัตริย์ของอาณาจักรหงส์เพลิงกันแล้ว”
“นายน้อยท่านว่าอะไรนะพวกเราจะไปพบกับกษัตริย์ของอาณาจักรหงส์เพลิงอย่างนั้นหรือ?” โหย่วจื่อพูดออกมาด้วยความตกใจ
“เอาน่า อย่าตื่นเต้นไป ตามข้ามาเถอะ”เฟิ่งหยูพูดจบก็เดินไปยังห้องขององค์ชายผิงอานทันที ปู่และหลานทั้งสองจึงจำเป็นต้องตามไปด้วยความตื่นเต้นยิ่งกว่างานเลี้ยงเมื่อคืนอีกเมื่อพวกเขามาถึงห้องขององค์ชายผิงอาน
“มากันแล้วหรือ ? เสด็จพ่อของข้าทราบว่าท่านมาถึงตั้งแต่เมื่อวานตอนนี้รอพบเจ้าอยู่ที่ท้องพระโรงแล้ว”
“งั้นก็รีบไปกันเถอะ อย่าให้พระองค์ต้องรอนาน”
เมื่อมาถึงท้องพระโรง
“ถวายบังคมเสด็จพ่อ”
“ถวายบังคมผ่าบาท”
เหล่าขุนนางทั้งหลายต่างจ้องมองมาที่พวกเขาทั้งสามคน
“ท่านพ่อ ข้าพาเฟิ่งหยูมาเข้าพบท่านตามรับสั่งแล้วพะยะค่ะ”
“กระหม่อมเฟิ่งหยู เจ้าเมืองจินเฟิง แห่งอาณาจักรเมฆาหวนพะยะค่ะส่วนสามคนนี้เป็นผู้ติดตามของข้าน้อย พวกเขาเป็นคนของตระกูลโหย่วที่ต้องการค้าขายกับอาณาจักรต่าง ๆ พะยะค่ะ”
ขุนนางทุกคนต่างหน้าถอดสี
“เจ้าเองหรือที่เป็นคนสยบอาณาจักรตะวันฉาย ฮ่า ฮ่า ฮ่า”กษัตริย์หัวเราะด้วยความชอบใจ
“อายุเพียงเท่านี้แต่สามารถสยบอาณาจักรใหญ่อาณาจักรหนึ่งอยู่ภายใต้แทบเท้าได้ เจ้านับเป็นอัจฉริยะอย่างยิ่งโชคดีที่พวกข้าไม่เป็นศัตรูกับเจ้า ไม่อย่างนั้นคงไม่มีที่จะให้ข้าอยู่เป็นแน่”
“ทรงยกย่องข้าน้อยเกินไปแล้ว ข้าน้อยเพียงโชคดีเท่านั้น”
“เอาเถอะ เอาเถอะ ยังไงก็ช่าง ไหน ๆ เจ้าก็มาแล้วพวกเราก็เตรียมทรัพยากรให้แล้ว สถานที่ข้าจะนำเจ้าไปเอง ข้าเองก็อยากเห็นค่ายกลมิติของพวกเจ้าข้าเองก็อดใจไม่ไหวที่อยากจะลอง หากเป็นเหมือนที่ผิงอานเล่าให้ข้าฟังก็นับเป็นประโยชน์ต่ออาณาจักรของข้าเป็นอย่างยิ่ง”
“เอาละ ไปกันเถอะ”องค์กษัตริย์เดินนำเฟิ่งหยูและเหล่าขุนนางไปยังสถานที่ ที่เตรียมเอาไว้
เฟิ่งหยูจัดสร้างค่ายกลด้วยความชำนาญ เมื่อค่ายกลเสร็จเขาจึงเอ่ยกับองค์กษัตริย์ของอาณาจักรหงส์เพลิง
“พระองค์อยากไปเที่ยวชมยังพระราชวังอาณาจักรเมฆาหวนเพื่อเยี่ยมเยือนกษัตริย์เหวินฉิงหรือไม่พะยะค่ะ”
“มันไปได้จริง ๆ หรือ?” ขุนนางคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น
“ได้ แต่จำกัดได้เพียงแค่สิบคนเท่านั้น ข้ากับคนของข้าสี่คน องค์ชายรวมถึงพระองค์รวมก็เป็นหกคน องค์ชายท่านช่วยเลือกขุนนางมาสักสี่คนจะได้หรือไม่?”
“ได้สิ เอาองครักษ์ของเสด็จพ่อสี่คนก็เพียงพอละ”
องค์ชายผิงอานเอ่ยอย่างไม่ต้องคิดเพราะการไปเยือนอาณาจักรเมฆาหวนต้องมีองครักษ์ของกษัตริย์ติดตามไปดีกว่าเอาขุนนางขี้ประจบประแจงไป
“เช่นนั้นก็ดี ข้าจะลองใช้งานค่ายกลนี้ดู”
“ฝ่าบาท แต่ว่า...........”
“พวกท่านไม่ต้องห่วง ข้าเคยใช้งานมาแล้วพวกท่านก็ดูแลงานทางนี้ไปสักสองสามวัน ข้าจะพาเสด็จพ่อไปพักผ่อนสักสองวัน”
“รับพระบัญชา” เหล่าขุนนางมิอาจจะห้ามปรามได้ แต่พวกเขาก็ยังอุ่นใจที่มีองค์ชายและองค์รักษ์ติดตามไปด้วย
เฟิ่งหยูเปิดใช้งานค่ายกล พร้อมกับพาทุกคนก้าวเข้าไปในค่ายกลมิติ
ฟิ้วววว.....
ทั้งสิบคนหายไปในค่ายกลเพียงเวลาไม่นาน
“เอาหละพวกเรามาถึงเมืองหลวงของอาณาจักรเมฆาหวนแล้ว” เฟิ่งหยูกล่าว
พวกเขาเดินออกมาจากค่ายกลที่อยู่ใจกลางเมืองเมฆาหวนที่รายล้อมรักษาความปลอดภัยด้วยทหารจากอาณาจักรเมฆาหวน เมื่อพวกทหารเห็นเฟิ่งหยูจึงรีบคุกเข่าพร้อมเอ่ยอย่างพร้อมเพียง
“คารวะท่านเจ้าเมือง”
“เจ้ารีบส่งคนไปแจ้งยังองค์กษัตริย์ว่ากษัตริย์แห่งอาณาจักรหงส์เพลิงมาเยือน”
“ขอรับ” ทหารนายหนึ่งรีบส่งข่าวไปทันที
“พวกท่านจะเดินดูรอบ ๆ เมืองอัสตาน่าก่อนดีกว่า”เฟิ่งหยูเอ่ย
เฟิ่งหยูนำพาทั้งหมดไปเดินเที่ยวรอบ ๆ เมืองอัสตาน่าซึ่งเขาไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย เพราะทุกที่มีทหารรักษาการอยู่จนกษัตริย์อาณาจักรหงส์เพลิงยังต้องประทับใจกับความปลอดภัยภายในเมืองหลวงของอาณาจักรเมฆาหวนแห่งนี้
พวกเขาเดินชมเมืองอัสตาน่าอยู่นานพอสมควรกษัตริย์อาณาจักรหงส์เพลิงพลันสงสัยที่ทุกคนต่างยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดีให้การต้อนรับด้วยการเป็นเจ้าบ้านที่ดี ในทุก ๆ ที่ที่พระองค์เสด็จผ่านจนกษัตริย์อาณาจักรหงส์เพลิงอดไม่ได้จึงได้เอ่ยถามพวกชาวบ้านที่อยู่ตามท้องถนน
“พวกท่านทำไมถึงอารมณ์ดีกันนัก”
“จะไม่ให้พวกเราอารมณ์ดีกันได้อย่างไรในเมื่อพวกเรามีกินมีใช้กันอย่างไม่ขาดมือ ไม่ต้องห่วงเรื่องอดอยากลูกเมียของข้าก็ไม่บ่นอีกเลย ตั้งแต่องค์กษัตริย์ของพวกเราประกาศใช้นโยบายใหม่ที่ทำให้พวกเราลืมตาอ้าปากกันได้”
“นโยบายอันไดหรือ?พวกท่านช่วยบอกให้ข้าทราบบ้างจะได้ไหม”
ชาวบ้านชี้ไปยังจุดที่ติดประกาศของเมือง
“ท่านอยากทราบท่านก็ลองไปอ่านดูเองเถอะ นี่แค่ประกาศใช้เพียงไม่นานเองนะ”
องค์กษัตริย์พร้อมองค์ชายผิงอานเดินไปอ่านประกาศ พออ่านจบพวกเขาถึงกับอึ้ง
“อาณาจักรเมฆาหวนก้าวล้ำพวกเราไปเป็นอย่างมากทุกเมืองภายในอาณาจักรต่างใช้กฎเดียวกันทั้งหมด ทุกอย่างสามารถตรวจสอบได้และยังเอื้อให้กับชาวบ้านตาดำ ๆ อีกด้วย แถมทางอาณาจักรและเมืองต่าง ๆก็ยังไม่สูญเสียอะไรด้วย มีแต่ได้ทั้งสองฝ่าย”
“ท่านจะนำไปใช้กับอาณาจักรของท่านก็ได้นะ”กษัตริย์เหวินฉิงที่เดินมาพร้อมกับเหล่าขุนนางพลันเอ่ยขึ้น
“ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักรเมฆาหวน” กษัตริย์เหวินฉิงพูดด้วยรอยยิ้ม
“ถวายบังคมฝ่าบาท”
ชาวบ้านทุกคนต่างตื่นเต้นและปราบปลื้มเป็นอย่างมากเมื่อเป็นกษัตริย์ของพวกเขาทุกคนต่างวิ่งเข้ามาพร้อมกับโห่ร้องสรรเสริญองค์ราชาของพวกเขาจนดังกึกก้องเมื่อเห็นองค์กษัตริย์ของพวกเขาเสด็จมา สร้างความตกตะลึงแก่กษัตริย์แห่งอาณาจักรหงส์เพลิงเป็นอย่างยิ่ง
สายตาของทุกคนที่มองมายังกษัตริย์เหวินฉิงต่างมองด้วยสายตายกย่องและเทิดทูลบางคนถึงกับร้องให้เพราะอะไรนะหรือ สาเหตุเพราะทุกคนต่างหลุดพ้นจากคำว่ายากจนได้ หากใครเคยยากจนคงจะรู้ดีจากขอทานกลายเป็นคนมีงานทำ จากคนไม่มีอันจะกินกลับมีให้กินจนเหลือเก็บ
ทุกอย่างเพราะแนวคิดของเฟิ่งหยูที่แนะนำแก่องค์กษัตริย์และเหล่าเจ้าเมืองทั้งหลาย
ดังคำที่ว่า*“ให้ปลาฉันหนึ่งตัว ฉันมีกินแค่หนึ่งวัน สอนฉันจับปลาฉันมีกินตลอดไป"
นอกจากสอนวิธีจับปลายังต้องสอนวิธีเก็บรักษาปลาที่หามาได้ วิธีปรุงอาหาร ถนอมอาหารมิฉะนั้นเขาก็จะไม่มีปลากินในช่วงฤดูมรสุมที่ออกหาปลาไม่ได้ สอนวิธีเอาปลาไปขายเพื่อจะได้ไม่ต้องกินแต่ปลาไปตลอด ....
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่ได้เจอกันเสียนานเลยนะ เหวินฉิง ทำไมท่านถึงได้ดูไม่แก่ไปจากยี่สิบปีที่แล้วเลยดูข้าสิแก่จนจะเข้าโลงอยู่แล้ว”
“เรื่องนี้ท่านต้องไปถามว่าที่ลูกเขยข้าเองไปเถอะพวกเราไปเดินชมรอบเมืองของข้า วันนี้ข้าจะพาเจ้าไปเดินเที่ยวเองผิงลู่ ”กษัตริย์เหวินฉิงเอ่ยขึ้นมา พวกเขาสนิทสนมกันตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนทำให้อาณาจักรทั้งสองเป็นมิตรที่ดีกันมาโดยตลอด
กษัตริย์ทั้งสองมองไปยังเฟิ่งหยู
“งานเข้าอีกแล้วไหมละ” เฟิ่งหยูแอบคิดเล่น ๆ ในใจ
“พระองค์ไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวข้าพระองค์จะนำโอสถมาถวาย”
“อาณาจักรของพวกท่านพัฒนาจนอาณาจักรของข้าตามพวกเจ้าไม่ทันแล้ว”กษัตริย์อาณาจักรหงส์เพลิงเอ่ย
หลังจากเดินเที่ยวชมเมืองที่องค์กษัตริย์อาณาจักรเมฆาหวนพาไปผิงลู่กษัตริย์อาณาจักรหงส์เพลิงจึงได้เอ่ยถาม
“ทำไมอาณาจักรของท่านถึงมีความคิดเช่นนี้ได้”
“บอกตามตรงตอนแรกที่ข้าได้ฟัง ข้าเองก็ยังตกใจไม่น้อย ไม่คิดว่าจะนำมันมาใช้กับการบริหารบ้านเมืองได้แต่เมื่อทดลองใช้ กลับให้ผลที่ต่างจากที่ข้าคิดข้าเองก็ไม่นึกว่าความคิดนี้จะเป็นรูปธรรมได้แต่ตอนนี้มันพิสูจน์ได้แล้วว่ามันทำให้ประชาชนของข้ามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจริงๆ” เหวินเทียนกษัตริย์อาณาจักรเมฆาหวนตอบผิงลู่กษัตริย์อาณาจักรหงส์เพลิง
หลังจากเดินเที่ยวชมเมืองอัสตาน่าเสร็จสิ้น กษัตริย์เหวินฉิงจึงพากษัตริย์ผิงลู่กลับไปยังพระราชวังเมืองอัสตาน่าพร้อมกับให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ
“ท่านปู่ พี่เฟิ่งหยูเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลยหรือ”โหย่วอี้เอ่ยถามขึ้นมา หลังจากกลับมาถึงห้องพักที่อาณาจักรเมฆาหวนเตรียมไว้ให้
“พวกเราโชคดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รู้จักกับนายน้อยอนาคตของตระกูลเราแทบจะเรียกได้ว่าอยู่ในเมืองนายน้อยแล้วพวกเจ้าจงจำไว้ไม่ว่าอย่างไรห้ามทรยศหักหลังนายน้อยเป็นอันขาดแม้ว่าเขาจะตกทุกข์ได้ยากก็จงอย่าทอดทิ้งเขา” โหย่วซินกล่าว
“ขอรับท่านปู่พวกเราจะไม่ทอดทิ้งนายน้อย”
เย็นวันนั้นกษัตริย์เหวินฉิงมิได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับอันใดเพราะเฟิ่งหยูห้ามเอาไว้ก่อน แต่พวกเขาก็ยังร่วมโต๊ะทานอาหารเย็นพร้อมกันทางราชวงศ์เมฆาหวนที่มากันพร้อมหน้า ทั้งองค์ราชินี เจ้าชายเหวินเทียน และองค์หญิงหนิงเอ๋อ
พอทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว เฟิ่งหยูจึงได้เริ่มเอ่ยกับทุกคน
“ความจริงที่ข้าชวนพวกท่านมาเที่ยวอาณาจักรเมฆาหวนในครั้งนี้เพราะมีเรื่องสำคัญแจ้งให้กับพวกท่านทราบ”
สายตาของทุกคนต่างมองมายังทิศทางเดียวกัน ที่นั่งใกล้ ๆกับองค์หญิงหนิงเอ๋อและองค์ชายเหวินเทียน